ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๒๒ : ข้อสรุปการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ "ชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์เทศบาล เพื่อพัฒนาการสอนคิด"


วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ CADL ร่วมกับเทศบาลเมืองมหาสารคาม จัดเวที PLC ครูเทศบาลเมืองมหาสารคาม กลุ่มที่ ๒ เพื่อพัฒนาทักษะการคิดโดยการ "ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน" โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ PBL (Problem-based Learning) กลุ่มเป้าหมายเป็นครูในสังกัดเทศบาล รวมประมาณ ๓๐ ท่าน จัดที่ห้องประชุมอาเซียน ณ โรงเรียนสามัคคีวิทยา ซึ่งสามารถรองรับการจัดประชุมสัมมนาขนาด ๑๐๐ คนได้อย่างดี เพราะมีทั้งห้องนำเสนอหรือแสดงบนเวที ที่มีที่นั่งสบายหรูหรา และมีห้องแสดงนิทรรศการอาเซียน ที่มีพื้นที่โล่งสำหรับกิจกรรมกลุ่มย่อย

รองนายกเทศมนตรี ท่านวัลลภ วรรณปะเถาว์ มาเปิดงานเหมือนเมื่อวานนี้ ท่านให้ความสำคัญกับวิธีพัฒนาครูแบบ PLC นี้ยิ่ง ท่านบอกว่า มีภารกิจหลายที่ แต่เวทีนี้มีความสำคัญ ท่านให้ย้ำถึงคำ ๒ คำ ทวนซ้ำอีกครั้ง ่คือ "โอกาส" และ "ปัญหา" และเน้นว่า ครูต้องมุ่งทำโดยไม่บ่น เพราะทุกคนมีเวลาเท่าๆ กัน นักเรียนต้องมีโอกาสในชีวิตที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ต้องสามารถอ่านออก เขียนได้ คิดเป็น ดังนั้นอย่ามองเวลาเป็น "เป็นปัญหา" เพราะเวลาที่เสียไป หากไม่ได้ทำอะไรเปรียบเหมือนการทำลายชีวิตของนักเรียนทางอ้อม ทำอย่างไร นักเรียนจะได้รับ "โอกาส" ที่เขาควรจะได้รับ ท่านยกเอาบทกลอนของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีซีไรท์ เป็นปัจฉิมบทว่า

"กาลเวลากลืนกินสรรพสัตว์ กาลเวลากร่อนกัดสรรพสิ่ง นี่คือสัจธรรมความเป็นจริง ถูกทอดถูกทิ้งท่ามกลางกาล เวลาคือผู้ให้การเกิดมาและเวลาก็ให้การประหาร นิมิตสิ่งมิ่งทิพยวิมาน นิมิตสิ่งสาธารณ์ ณ มงคล" (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)

เมื่อพูดถึงกลอน ต้องขอเล่าต่อ เพราะตลอดทั้งวัน ผอ.วีระชัย โสภา ผู้อำนวยการโรงเรียนสามัคคีวิทยา ร่วมเรียนรู้และคอยดูแลผู้เข้าร่วมประชุมตลอดวัน ซ้ำเย็นวันนั้นท่านยังส่งบทกลอนมาทาง LINE "PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม" เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะด้านการคิดของเด็ก ดังนี้ครับ

☆☆ เป็นมนุษย์ สุดแสนดี อยู่ที่คิด
เริ่มจากจิต คิดดีมีเหตุผล
คิดแล้วทำ ฝึกปฏิบัติ ด้วยอดทน
สัมฤทธิ์ผล ย่อมเกิด ประเสริฐจริง
PBL การพัฒนาด้านการคิด
จะสัมฤทธิ์ หากครูเรา เฝ้าฝึกฝน
ฝึกทักษะ ให้เด็กคิด เป็นทุกคน
ด้วยรูปแบบ สืบค้น ด้วยตนเอง
จัดกิจกรรม การเรียนรู้ ครูกำกับ
เด็กช่วยกัน ขานรับ แก้ปัญหา
กลุ่มสนใจ ทำโครงงาน ปลูกปัญญา
ย่อมเกิดการพัฒนา ถ้วนหน้าเอย ☆☆☆


กิจกรรมฝึกอบรมครูในครั้งนี้ ปรับเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้จากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล (ม.ธรรมศาสตร์) ในเวทีพัฒนาอาจารย์ผู้สอนหมวดวิชาศึกษาทั่วไป ซึ่งเราจัดขึ้นในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยพิจารณาให้เหมาะสม สอดคล้องกับการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น


ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน

หากจะ "ปรับวิธีเรียนของเด็ก" สิ่งแรกที่ต้องทำคือ "เปลี่ยนวิธีสอนของครู" วิธีสังเกตว่าใครต้องเปลี่ยนวิธีสอนของตนคือ สังเกตตนเองว่า วิถีคิดของท่านเป็นอย่างไรหากจะไปสอนพรุ่งนี้ หากคำตอบในใจท่านคือ "พรุ่งนี้จะสอนอะไร?..." แบบนี้ต้องเปิดใจ ให้กับวิถีใหม่ในการสอนในศตวรรษที่ ๒๑ คำถามในใจครูจะเปลี่ยนเป็น "พรุ่งนี้เด็กจะได้ความรู้หรือทักษะอะไรในกิจกรรมการสอนของเรา" ครูต้องมุ่งไปที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Learning Outcome) ของนักเรียนเป็นสำคัญ และเปลี่ยนวิธีการสอนแบบ "บอก ป้อน สอน บรรยาย" มาใช้การจัดการเรียนรู้บนฐานปัญหา (Problem-based Learning: PBL) ในชั้นเรียน และพัฒนาทักษะการเรียนรู้และทำงานผ่านการทำโครงงานบูรณาการชีวิตจริง

ผมเสนอกระบวนการ ๕ ขั้นในการสอนแบบ PBL ในชั้นเรียน และยกตัวอย่างเชิงปฏิบัติการ หมายถึง ทดลองทำ PBL นั้นๆ กับครู โดยแต่ละขั้นตอนยึดหลักการเรียนรู้ที่ครูจำต้องคำนึงถึงเสมอ ๕ ประการ ดังนี้



(๑) ครูเปลี่ยนวิธีคิดจาก "ฉันสอนอะไรให้เด็ก" เป็น "เด็กจะได้เรียนรู้อะไร/ได้ฝึกทักษะใดในชั้นเรียนวันนี้" สอดคล้องกับทฤษฎี การจัดการเรียนการสอนแบบย้อนกลับ (ฺBackward Design) ที่ยึดเอาผลลัพธ์ที่จะเกิดกับเด็กเป็นตัวตั้ง (Outcome-based Learning) ครูต้องชัดเรื่องเป้าหมายตัวชี้วัดทุกครั้งก่อนการสอน ซึ่งความจริงมี KPA (Knowledge, Process Skills, Attitude) กำหนดไว้แล้วในหลักสูตรแกนกลาง '๕๑

(๒) ครูคิดโจทย์ปัญหา ออกแบบตั้งปัญหา โดยพิจารณาว่า ปัญหานั้นๆ จะสามารถกระตุ้นให้เด็กคิดและลงมือแก้ไข ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ในขั้นนี้ สอดคล้องกับทฤษฎี Constructivism ของ Jean Piaget

(๓) ให้นักเรียนสืบค้นหรือระดมความคิด วิเคราะห์ปัญหา ว่า ต้องใช้องค์ความรู้อะไร (K) ต้องนำความรู้นั้นมาปรับใช้อย่างไร (Cognetive Skills) อาจจะให้เครื่องมือช่วยวางแผนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างทำงาน เช่น Before Aciton Review (BAR), During Action Review (DAR), ฯลฯ ( เครื่องมือจัดการความรู้ "ช่วยคิด")

(๔) นักเรียนลงมือแก้ไขปัญหา หาคำตอบด้วย "ปัญญาปฏิบัติ" คือเรียนรู้จากการลงมือทำ (Learning by doing) โดยให้เวลาและแบ่งกลุ่มให้มีสมาชิกแต่ละทีมที่เหมาะสม สอดคล้องระหว่าง "ศักยะ" และ "ความท้าทาย"

(๕) ขั้นนี้สำคัญและในปัจจุบันครูและเด็กไทยขาดไปมากที่สุด คือ การสะท้อนการเรียนรู้ (Reflection) หรือการสะท้อนหลังการเรียนรู้ (After Learning Review) หรือการสะท้อนหลังการปฏิบัติ (After Action Review: AAR) การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองตามหลัก Constructivsim จะเกิดขึ้นภายในใจในขั้นตอนนี้ โดยเฉพาะการตกผลึกความคิดรวบยอด

วิธีที่ดีในการฝึกฝนตนเองสำหรับครู คือ การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง "๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ" มาปรับใช้เป็นหลักคิดในการ ตั้งโจทย์ปัญหา เพื่อรักษาสมดุลของทักษะความสามารถหรือศักยภาพของนักเรียนกับความท้าทายหรือความยากของปัญหา เพื่อให้นักเรียนสนุกมีความสุขที่ได้เรียน ดังภาพ




BAR ด้วยคำถามว่า ถ้าคิดเป็น! แล้วจะเห็นอะไร?

การสำรวจความเห็นของครู เพื่อให้ทุกคนตระหนักรู้ถึงผลลัพธ์ปลายทางของการทำ "PLC เทศบาลฯ เพื่อพัฒนาทักษะการคิด" โดยให้เขียนลงบนกระดาษโพสท์อิท ว่า "หากนักเรียนคิดเป็น คือบรรลุตามเป้าหมายของเรา พวกเขาจะสามารถทำอะไรได้ หรือมีคุณลักษณะอย่างไร?"

คำตอบ ๔ อันดับความถี่ ที่ครูกล่าวถึง คือ

  • นักเรียนจะวางแผนเป็น ...
  • นักเรียนจะแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง...
  • นักเรียนจะไม่หนีเรียน ตั้งใจเรียน รู้จักเคารพกฎระเบียบ กติกา ของโรงเรียน
  • รู้จักผิดชอบ ชั่วดี

ต่อข้อคำถาม BAR ว่า ครูคาดหวังอะไร จากการมาสัมมนาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ เกือบทุกคน มุ่งไปที่ อยากรู้วิธีการและเทคนิคการสอนแบบ PBL

(บันทึกต่อไป จะมาเล่ารายละเอียดกิจกรรมและ PBL ในห้องเรียน ที่เราแนะนำและทำเป็นตัวอย่างให้กับครูในการฝึกอบรมครั้งนี้)

การคิดกับความคิด

เหตุที่เราเลือกเอาวิธีการสอนแบบ PBL-ในชั้นเรียน มาเป็นประเด็นหลักใน PLC ครูเทศบาลฯ ครั้งนี้ เพราะวิธีนี้มีจุดเด่นด้าน "การพัฒนาทักษะการคิด" ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน (Project-based Learning) ซึ่งจะมุ่งไปสู่ทักษะการทำงานและทักษะชีวิต ที่ทางเทศบาลมีนโยบายอยู่แล้ว โดยเฉพาะโรงเรียนสามัคคีวิทยา (เจ้าภาพ) ที่เอาจริงเอาจังเรื่องนี้ด้วยวิธีกำหนดให้ทั้งโรงเรียน ทุกระดับชั้น ต้องทำโครงงานบูรณาการกัน (น่าสนใจ...คงต้องพึ่งท่านรองอ้อย มาให้รายละเอียดต่อไป)

ผมเน้นเพื่อให้ความสำคัญกับ "การคิด" และ "ความคิด" โดยสื่อความหมายให้ครูรู้ว่า เป้าหมายในการพัฒนาของเรา ไม่ใช่มุ่งเอาแต่ความเก่ง "การคิด" ในทีนี้คือทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า และสร้างสรรค์ แต่ต้องปลูกฝังให้เด็กเห็นความสำคัญของ "ความดี" ซึ่งเด็กต้อง "มีความคิด" ส่วนนี้สำคัญยิ่ง เพราะเป็นทักษะขั้นสูงระดับ "คุณค่า" "คุณธรรม" ซึ่งเด็กจะค่อยจดจำจากคำสอนและแบบอย่างตามครู ครูต้องคอยช่วยแนะนำ โดยเฉพาะขั้นประเมินค่าว่า อะไรดี อะไรไม่ดี อะไรถูกและเหมาะสม อะไรที่ไม่ถูกไม่ควร


AAR ยังไม่มั่นใจว่า ครูจะนำกลับไปปรับใช้

ตอนท้ายก่อนปิดกิจกรรม ผมทำ AAR ง่ายๆ โดยตั้งคำถามว่า "เราจะมีข้อตกลงอย่างไรไหม เพื่อให้เกิดการปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน" เกิดขึ้นจริงๆ

ครูส่วนใหญ่เงียบ ไม่สนองด้วยคำตอบใดนัก อาจเป็นเพราะทั้งวัน ผมพาใช้สมองหนักเกินไป มีครูบอกว่า "ใช่ๆ..." อย่างไรก็ดี เราก็มีข้อตกลงเบื้องต้น ๓ ประการ ได้แก่

(๑) ทุกคนจะนำแนวทางการสอนแบบ PBL ที่ได้เรียนรู้หลักการในวันนี้ ไปใช้ในชั้นเรียนของตนเอง

(๒) จะร่วมกันสร้างแบบทดสอบทักษะการคิดวิเคราะห์ ให้เป็นมาตรฐาน เพื่อการพัฒนาอย่างเป็นระบบ
(๓) จะนำผลงานไปร่วมแสดงและแบ่งปันประสบการณ์ ในเวทีสัมมนาวิชาการโครงงานเทศบาลเมืองมหาสารคาม ซึ่งทางส่วนกลางควรจัดให้มีทุกปี (ความจริงมีอยู่แล้ว)

บันทึกหน้ามาว่ากันทีละตัวอย่างของ PBL-ในชั้นเรียน ที่เราเรียนรู้ร่วมกันในวันนั้นครับ
















ดูรูปทั้งหมดได้ ที่นี่ครับ

หมายเลขบันทึก: 586143เขียนเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2015 08:00 น. ()แก้ไขเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2015 08:01 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี