"มุมมองของจิตแพทย์" ในโรงพยาบาลศรีธัญญา

เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา อาจารย์ได้เชิญ พญ.สมรัก ชูวานิชวงศ์ จิตแพทย์โรงพยาบาลศรีธัญญา มาบรรยายในหัวข้อ ประสบการณ์การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคมในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ดิฉันจะขอแทนว่าอาจารย์สมรัก อาจารย์ได้เล่าว่ามาทำงานที่โรงพยาบาลศรีธัญญาเป็นเวลา 20 ปี คาบเช้า อาจารย์เริ่มคลาสด้วยการให้นักศึกษาตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่สงสัยในฝ่ายจิตเวช คนละ 2 ข้อ ซึ่งคำถามของฉันคือ บทบาทของสหวิชาชีพในการรักษาผู้รับบริการฝ่ายจิตเวช และ อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้รับบริการมีอาการดีขึ้น หรือ แย่ลง ?

ในคาบเรียนนี้ดิฉันได้ความรู้ใหม่คือ

  • ผู้รับบริการทางจิตเวช ปกติจะมีความสามารถด้านการเรียนรู้ลดลง แต่ก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้ หากผู้รับบริการมีการดูแลตนเอง ออกกำลังกาย และใช้ยา
  • "Psychoeducation group" คือการให้ความรู้กับญาติของผู้รับบริการ

  • เมื่อก่อน ประกันสังคม ไม่ครอบคลุมถึงโรคทางจิตเวช แต่ในปี 2555 ที่ผ่านมา เพิ่งมาการปรับเปลี่ยนทำให้รองรับโรคทางจิตเวช
  • วิธีการของจิตแพทย์เมื่อมีผู้รับบริการเข้ามาขอรับบริการ เริ่มจาก ตรวจสุขภาพจิต ลงวินิจฉัย และให้การบำบัดรักษา
  • เมื่อ 20 ปีก่อน โรงพยาบาลศรีธัญญา มีผู้รับบริการจำนวนประมาณ 2,000 คน แต่ปัจจุบันมีคนไข้ OPD จำนวน 500 คน
  • แพทย์จะรักษาจนอาการไม่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต ผู้รับบริการที่มีอาการดีขึ้น ทางโรงพยาบาลได้จำหน่ายออกได้หลายทางเช่น ส่งกลับบ้าน สถานสงเคราะห์ หรือสถานดูแลต่างๆ
  • ปัจจุบันทางโรงพยาบาลมี "ร้านเพื่อน" ซึ่งเป็นกิจการที่มีผลงานมาจากคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งผู้จัดการ หรือพนักงานทำความสะอาด
  • ในโรงพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาลมีหน้าที่ดูแล self-care ให้กับผู้รับบริการ
  • "Recovery model หรือ Recovery Orientated" คือการที่สหวิชาชีพเคารพสิทธิผู้รับบริการให้กลับคืนสู่สังคม โดยมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • ระบบในโรงพยาบาล ต้องสกรีนผู้รับบริการ ใครอาการหนัก ต้องมีห้องแยกพิเศษ อุปกรณ์ทุกอย่างต้องปลอดภัย
  • จุดแข็งของโรงพยาบาลจิตเวชในประเทศไทย : การจัดระบบและจำนวนบุคลากรที่มากกว่าประเทศอื่นในอาเซียน จุดด้อย : จำนวนบุคลากรยังไม่มากพอกับจำนวนผู้รับบริการ และทักษะทางภาษาอังกฤษ
  • มีการใช้ไฟฟ้า ให้เกิดการชัก ช่วยรักษาโรคทางจิต (ปัจจุบันการช็อคไฟฟ้าได้ผลดีที่สุด ดีกว่าการใช้ยา)

1)ECT ให้สมองเกิดการรีเซ็ทตัวเองใหม่ จะมีผลข้างเคียงคือ ไม่สามารถจำความคิดระยะสั้นก่อนทำ ECT ได้ แต่ความคิดระยะยาวจะกลับมาภายในไม่กี่วัน

2)Modified ECT ใช้ยาสลบ ปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไปให้เกิดการช็อคในสมอง ต้องรับประทานยาตามไม่ให้โรคกำเริบ

  • ยาต้านอาการซึมเศร้าในสมัยก่อน ต้องใช้เวลาถึง 4 สัปดาห์กว่ายาจะออกฤทธิ์ แต่ในปัจจุบันเหลือเพียง 1 อาทิตย์เท่านั้น
  • เด็กที่เป็นออทิสติก จะมีการชักบ่อย ทำให้สมองอ่อนแอ เมื่อโตขึ้นจึงมีโอกาสเป็น psychotic มีอาการประสาทหลอน หูแว่ว มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม จึงใช้ยาทางจิตเวชเพื่อควบคุมพฤติกรรมเหล่านั้น เด็กออทิสติกอาจจะไม่เป็นโรคทางจิตเวชถ้าได้รับโอกาสในการกระตุ้น ระดับสติปัญญาที่ดี ความไวในการส่งตัวมารักษา ความรุนแรงของตัวโรค

แหล่งอ้างอิง : รูปภาพจากhttp://biaph.com/wp-content/themes/modular/cache/group-therapy-614x236.jpg

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ห้องเรียนชีวิต



ความเห็น (0)