เรื่องจิตจิต

สวัสดีครับผมเป็นนักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยมหิดล จากการที่วันนี้ผมได้เรียนกับ พญ.สมรัก ชูวานิชวงศ์ ซึ่งเป็นจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของรพ.ศรีธัญญา ทำให้ผมได้เข้าใจในสภาพโรคของผู้ป่วยจิตมากขึ้น

ก่อนอื่นถ้าพูดถึงผู้ป่วยโรคจิตหลายๆคนอาจจะนึกถึงภาพคนที่เสียสติทำอะไรโดยไม่รู้ตัว ซึ่งในตอนแรกผมก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่พอได้มาเรียนกับอาจารย์หมอท่านนี้แล้วผมได้รู้อะไรอีกมายมายเกี่ยวกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคจิต เช่น โรคทางจิตมันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิดจริงๆแล้วถ้าหากเทียบระหว่างคนปกติกับผู้ป่วยจิต จากสถิติคนปกติกลับมีคดีฆาตกรรมมากกว่าผู้ป่วยเสียอีก ถ้าหากจะเปรียบเทียบโรคทางจิตก็เปรียบเทียบได้กับโรคเรื้อรังของทางกาย

ซึ่งโรคทางจิตถ้าขาดการรักษาอย่างต่อเนื่องอาการก็จะสามารถกำเริบได้ ซึ่งการรักษาจะเห็นผลได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วย ญาติ และผู้บำบัด ร่วมมือกัน

อีกทั้งอาจารย์ยังบอกเล่าเกี่ยวกับสิทธิ์ประกันสังคมว่าทำไมสามารถเบิกค่ายาทางจิตเวชได้ โดยกล่าวว่าผู้ป่วยจิตเวชที่สามารถทำงานได้นั้นก็มีอยู่มากแต่ถ้าพวกเขาทำงานโดยที่เขามีประกันสังคมแต่ไม่สามารถใช้ได้และเขาก็ต้องจ่ายค่ายาเองซึ่งยาทางจิตเวชนั้นก็มีราคาค่อนข้างสูง ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเกิดความไม่เป็นธรรม จึงเกิดการเรียกร้องสิทธิ์ขึ้นมา จนกระทั่ง20 ก.พ. 2551 ได้มีนโยบายให้สามารถเบิกค่ายาในส่วนนี้ได้ ซึ่งเป็นข้อดีอย่างมากที่จะส่งเสริมให้ผู้ป่วยจิตเวชสามารถทำงานได้อย่า'เต็มประสิทธิภาพ

และอาจารย์หมอยังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ของแพทย์และสาขาวิชาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยทางจิตในรพ.ศรีธัญญา เช่นแพทย์ก็จะเน้นไปทางการให้ยาในการรักษา พยาบาลก็จะเน้นไปทางการดูแลผู้ป่วย นักสังคมสงเคราะห์จะเน้นการดูแลเรื่องของการฝึกอาชีพเป็นหลักโดยจะฝึกในร้านมินิมาร์ทที่เรียกว่าร้าน"เพื่อน" โดยในโรงพยาบาลก็จะมีนักกิจกรรมบำบัดด้วยแต่อาจารย์หมอก็ได้บอกว่าท่านยังไม่รู้ถึงบทบาทของนักกิจกรรมบำบัดที่ชัดเจน หลังจากนั้นก็จะเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับบทบาทของนักกิจกรรมบำบัดว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง

เมื่อเรียนไปเรื่อยๆก็เกิดข้อสงสัยว่าแล้วถ้าเกิดผู้ป่วยมีอาการกำเริบขึ้นมาแล้วจะทำร้ายเราล่ะ?

อาจารย์ก็ได้ให้คำตอบกับพวกเราว่าในห้องตรวจของทางโรงพยาบาลจะมีทางหนีที่ปลอดภัย หรือ มีปุ่มสัญญาณฉุกเฉินเพื่อเรียกเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือเพื่อควบคุมตัวหรือใช้ยาสลบ อีกทั้งก่อนที่จะมาถึงมือของทีมแพทย์ก็จะมีเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งทำการคัดแยกผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงไว้

มีอีกเรื่องที่น่าสนใจ ผู้อ่านหลายๆท่านอาจจะเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับการช๊อตไฟฟ้า(ECT)ในผู้ป่วยจิตมาบ้างฟังดูแล้วอาจจะดูน่ากลัว ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงอีกทั้งยังให้ผลการรักษาที่ดีอีกด้วย เรื่องมีอยู่ว่าสมัยก่อนมีการศึกษาว่าทำไมผู้ป่วยจิตที่เป็นเบาหวานพอเกิดอาการชักเนื่องจากอินซูลินสูง ทำให้เกิดอาการขาดน้ำตาลจึงเกิดอาการชัก แต่เมื่อฟื้นกลับขึ้นมาแล้วปรากฎว่าผู้ป่วยกลับพูดรู้เรื่อง เมื่อทำการวิจัยอย่างละเอียดแล้วพบว่าการที่เกิดอาการชักทำให้ไฟฟ้าในสมองผิดปกติ(สมองรวน) ทำให้ตัวสมองเองจำเป้นต้องรีเซ็ตตัวเองอีกครั้งเพื่อจัดระเบียบใหม่ เปรียบเสมือนกับคอมพิวเตอร์ที่รวนแล้วพอเราสั่งrestartก็จะทำให้คอมพิวเตอร์กลับมาทำงานได้อย่างเป็นปกติอีกครั้ง กลับมาที่การทำECT เมื่อผู้ป่วยทำเสร็จใหม่ๆ ก็จะเกิดอาการมึนๆงงๆเล็กน้อยหลังจากนั้นไม่นานความจำและการทำงานของสมองก็จะกลับมาเป็นปกติ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยจิตคิดจะฆ่าตัวตาย เมื่อทำECTเสร็จแล้วเขากลับไม่คิดฆ่าตัวตาย อีกทั้งยังลืมแม้กระทั่งว่าในตอนนั้นเขาอยากจะฆ่าตัวตายทำไม

แล้วการทำECTเหมาะกับผู้ป่วยประเภทไหนมากที่สุดล่ะ?

อาจารย์หมอได้ให้คำตอบกับพวกเราว่า เหมาะกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากที่สุด เช่น ไม่อยากทานอาหาร พอทำECTแล้วเขาก็จะอยากทานเป็นปกติ

^

^

การทำECT

ตลอดคาบเรียนอาจารย์หมอยังให้ความรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆอีกมากมายซึ่งถ้าเขียนทั้งหมดลงบันทึกนึ้คงจะใช้เวลาอ่านกันพอสมควรเลยทีเดียว

ผมจึงขอสรุปตรงนี้เลยแล้วกันนะครับ การเรียนวันนี้ทำให้ผมเข้าใจภาพรวมของระบบการทำงานในโรงพยาบาลมากขึ้นเพราะที่ผ่านมาจากที่ผมได้เรียน ผมก็จะเรียนเฉพาะเนื้อหาของวิชาชีพนักกิจกรรมบำบัดจึงไม่ค่อยได้ทราบถึงบทบาทของวิชาชีพอื่นว่าเขาทำอะไรกันบ้าง อีกทั้งยังได้รู้ว่าการบำบัดคนหนึ่งคนก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเริ่มและจบด้วยนักกิจกรรมบำบัดเสมอไป ต้องเกิดจากทีมสหวิชาชีพร่วมมือกัน และการรักษาในผู้ป่วยจิตก็จะใช้ยาในการรักษาเป็นหลัก แต่กิจกรรมจะเป็นตัวช่วยให้ยานั้นทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น หวังว่าบันทึกนี้คงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อย ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ ผมนี่หนาวจนขนลุกซู่เลย :)


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ตำราชีวิต



ความเห็น (0)