จัดตัวเลขทศนิยม 2 หลักและมีเครื่องหมายคอมม่า คั่นหลักพัน
วิธีทำ
- กำหนดช่วงข้อมูล (A1:C3)
- เลือกเมนูคำสั่ง Format, Cells...
- เลือกบัตรรายการ Number
- เลือก Category ชื่อ Custom
- คลิกเลือก Category Number จะปรากฏรายการเลือกดังนี้
- Decimal places กำหนดจำนวนทศนิยม
- Use 1000 Separator ใส่เครื่องหมาย , คั่นหลักพัน
- Negative numbers กำหนดลักษณะของข้อมูลตัวเลขที่ติดลบ เช่น แสดงด้วยเครื่องหมาย - นำหน้า, หรือแสดงด้วยตัวเลขสีแดง หรือแสดงด้วยตัวเลขสีแดง และมีเครื่องหมาย - นำหน้าเป็นต้น
- หรือพิมพ์ชุดคำสั่งควบคุมการแสดงผลตัวเลขแบบทศนิยม 2 หลักในช่อง Type คือ #,##0.00
หมายเหตุ
ทดลองปรับเปลี่ยนชุดคำสั่ง เช่น #,##0 หรือ #,##0.000, หรือ 0,000.00 แล้วดูผลที่เกิดขึ้น
0.00 ตัวเลขมีทศนิยม 2 หลัก #,##0 ตัวเลขมีเครื่องหมาย , #,##0.00 ตัวเลขมีเครื่องหมาย , และทศนิยม 2 หลัก #,##0_);(#,##0) ตัวเลขมีเครื่องหมาย , โดยถ้าเป็นค่าติดลบ
จะมีเครื่องหมายวงเล็บกำกับt#,### ตัวเลขมีเครื่องหมาย , และแสดงเป็นเลขไทย
- คลิกเลือก Category Number จะปรากฏรายการเลือกดังนี้
ฟังก์ชันวันที่และเวลา (Date&Time)
Excel ทำงานกับวันที่และเวลาตามเงื่อนไขต่อไปนี้
- ค่าของวันที่และเวลา จะเป็นตัวเลขเสมอ
- การแสดงผลวันที่ให้เป็นภาษาไทยนั้น ถึงแม้จะแสดงเดือนให้เป็นภาษาไทย แต่ไม่สามารถนำมาใช้คำนวณวันที่ที่ถูกต้องได้ เนื่องจากเมื่อเราใช้ปีเป็น 2543 โปรแกรมยังคงเข้าใจว่า เป็นปี ค.ศ.2543
- ตัวเลขหลังจุดทศนิยมที่ได้จากการหาค่าวันที่ จะหมายถึง เวลาของวันนั้น โดยให้คำนวณเวลาจากระบบ 24 ชั่วโมง(1 วัน) เช่น 100000.5 หมายถึง วันที่ 100000 กับอีก 0.5 วัน (หรือ 12 ชั่วโมง)
| =TODAY() | ให้ค่าเป็นวันที่ปัจจุบัน | |
| =NOW() | ใช้หาวันที่และเวลาปัจจุบัน | |
| =DATE(Year,Month,Day) | ใช้สำหรับใส่ข้อมูลที่เป็นวันที่ | |
| =DAY(Serial Number or Text) | ใช้หาวันที่ของแต่ละเดือน | =DAY("9/15/98") ได้ค่าเป็น 15 |
| =DATEVALUE("ข้อความในรูปแบบของวันที่") | ใช้ในการแปลงข้อความที่อยู่ในรูปของวันที่ ให้เป็นตัวเลขวันที่ | ทั้งนี้ตัวเลขที่ได้จะนับเริ่มจาก 12:00 AM ของวันที่ 1 มกราคม 1900 |
| =HOUR(Serial Number) | ใช้ในการแปลงตัวเลขให้เป็นชั่วโมง (ภายใน 24 ชั่วโมง) | |
| =MINUTE(Serial Number) | ใช้ในการแปลงตัวเลขให้เป็นนาที (Minute) หรือ วินาที (Second) จาก 1 ถึง 59 | |
| =MONTH(Serial Number) | หาค่าของเดือน (ตัวเลข 1 ถึง 12) | |
| =WEEKDAY(Serial Number,Return Type) | หาค่าของวันในสัปดาห์(ตัวเลข 1 ถึง 7) | Return Type มีค่าเป็นตัวเลข 1,2 และ 3 ตามความหมายดังนี้ 1 ให้ค่าเป็นตัวเลข 1 ถึง 7 (Sunday ถึง Saturday) 2 ให้ค่าเป็นตัวเลข 1 ถึง 7 (Monday ถึง Sunday) 3 ให้ค่าเป็นตัวเลข 0 ถึง 6 (Monday ถึง Sunday) ค่า Default คือ 1 (ถ้าไม่ใส่ จะหมายถึง 1) |
| =YEAR(Serial Number) | ใช้หาค่าของปี (ตัวเลข 4 ตำแหน่ง) |
สูตรคำนวณอายุงาน (แบบเต็ม)
วันที่ปัจจุบัน =today()
ลบ
วันที่เข้าทำงาน g2
สูตรก็คือ =today() - g2 ผลลัพธ์คือ ผลต่างของจำนวนวัน 3778
365 วัน = 1 ปี
3778 วัน = 3778/365 ปี = 10 ปี
เศษที่ได้คือ จำนวนวันที่เหลือ = 128 วัน มาจาก (3778 - (จำนวนวันในรอบ 10 ปี)
=mod(3778,365)
=mod(today()-g2,365)
mod = modulus หารเอาแต่เศษ
30 วัน = 1 เดือน
=int((mod(today()-g2,365))/30)
int = interger แสดงเฉพาะจำนวนเต็ม (ไม่แสดงจุดทศนิยม)
128 วัน = 128/30 เดือน = 4 เดือน
เศษที่ได้คือ จำนวนวันที่เหลือ
หาจำนวนวันคือ
128 mod 30 = วันที่เหลือ
สรุปคำสั่งหาอายุงานแบบเต็ม
ปี =YEAR(TODAY())-YEAR(ตำแหน่งเซลล์)
เดือน =INT(MOD(TODAY()-ตำแหน่งเซลล์,365)/30)
วัน =MOD(MOD(TODAY()-ตำแหน่งเซลล์,365),30)
หมายเหตุ ตำแหน่งเซลล์ คือ ตำแหน่งเซลล์ของข้อมูล "วันที่เข้าทำงาน" เช่น G2
| คำนวณอัตโนมัติ และรวดเร็ว | ||||||||||||||||||||||
|
ข้อมูลตัวเลขที่ป้อนลงไป สามารถคำนวณได้อย่างรวดเร็ว โดย
หาค่ามากที่สุด หรือค่าน้อยที่สุด ต้องการแสดงค่ามากที่สุด จากตัวอย่าง สามารถใช้สูตร =LARGE(A1:A6,1) จะได้ผลเป็น 97 ต้องการแสดงค่ามากลำดับที่ 3 จากตัวอย่าง สามารถใช้สูตร =LARGE(A1:A6,3) จะได้ผลเป็น 23 ในกรณีที่ต้องการแสดงค่าน้อยที่สุด ก็เปลี่ยนคำว่า LARGE เป็น SMALL เช่น =SMALL(A1:A6,3) หมายถึง แสดงค่าน้อยที่สุดลำดับที่สามของข้อมู |