GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

Microsoft Excel

Microsoft Excel
Microsoft Excel

จัดตัวเลขทศนิยม 2 หลักและมีเครื่องหมายคอมม่า คั่นหลักพัน

วิธีทำ

  • กำหนดช่วงข้อมูล (A1:C3)
  • เลือกเมนูคำสั่ง Format, Cells...
  • เลือกบัตรรายการ Number
  • เลือก Category ชื่อ Custom
  • คลิกเลือก Category Number จะปรากฏรายการเลือกดังนี้
    • Decimal places กำหนดจำนวนทศนิยม
    • Use 1000 Separator ใส่เครื่องหมาย , คั่นหลักพัน
    • Negative numbers กำหนดลักษณะของข้อมูลตัวเลขที่ติดลบ เช่น แสดงด้วยเครื่องหมาย - นำหน้า, หรือแสดงด้วยตัวเลขสีแดง หรือแสดงด้วยตัวเลขสีแดง และมีเครื่องหมาย - นำหน้าเป็นต้น
  • หรือพิมพ์ชุดคำสั่งควบคุมการแสดงผลตัวเลขแบบทศนิยม 2 หลักในช่อง Type คือ #,##0.00

    หมายเหตุ

    ทดลองปรับเปลี่ยนชุดคำสั่ง เช่น #,##0 หรือ #,##0.000, หรือ 0,000.00 แล้วดูผลที่เกิดขึ้น

    0.00ตัวเลขมีทศนิยม 2 หลัก
    #,##0ตัวเลขมีเครื่องหมาย ,
    #,##0.00ตัวเลขมีเครื่องหมาย , และทศนิยม 2 หลัก
    #,##0_);(#,##0) ตัวเลขมีเครื่องหมาย , โดยถ้าเป็นค่าติดลบ
    จะมีเครื่องหมายวงเล็บกำกับ
    t#,###

    ตัวเลขมีเครื่องหมาย , และแสดงเป็นเลขไทย

ฟังก์ชันวันที่และเวลา (Date&Time)

Excel ทำงานกับวันที่และเวลาตามเงื่อนไขต่อไปนี้

  • ค่าของวันที่และเวลา จะเป็นตัวเลขเสมอ
  • การแสดงผลวันที่ให้เป็นภาษาไทยนั้น ถึงแม้จะแสดงเดือนให้เป็นภาษาไทย แต่ไม่สามารถนำมาใช้คำนวณวันที่ที่ถูกต้องได้ เนื่องจากเมื่อเราใช้ปีเป็น 2543 โปรแกรมยังคงเข้าใจว่า เป็นปี ค.ศ.2543
  • ตัวเลขหลังจุดทศนิยมที่ได้จากการหาค่าวันที่ จะหมายถึง เวลาของวันนั้น โดยให้คำนวณเวลาจากระบบ 24 ชั่วโมง(1 วัน) เช่น 100000.5 หมายถึง วันที่ 100000 กับอีก 0.5 วัน (หรือ 12 ชั่วโมง)

=TODAY() ให้ค่าเป็นวันที่ปัจจุบัน  
=NOW() ใช้หาวันที่และเวลาปัจจุบัน  
=DATE(Year,Month,Day) ใช้สำหรับใส่ข้อมูลที่เป็นวันที่  
=DAY(Serial Number or Text) ใช้หาวันที่ของแต่ละเดือน =DAY("9/15/98")
ได้ค่าเป็น 15
=DATEVALUE("ข้อความในรูปแบบของวันที่") ใช้ในการแปลงข้อความที่อยู่ในรูปของวันที่ ให้เป็นตัวเลขวันที่ ทั้งนี้ตัวเลขที่ได้จะนับเริ่มจาก 12:00 AM ของวันที่ 1 มกราคม 1900
=HOUR(Serial Number) ใช้ในการแปลงตัวเลขให้เป็นชั่วโมง (ภายใน 24 ชั่วโมง)  
=MINUTE(Serial Number) ใช้ในการแปลงตัวเลขให้เป็นนาที (Minute) หรือ วินาที (Second) จาก 1 ถึง 59  
=MONTH(Serial Number) หาค่าของเดือน (ตัวเลข 1 ถึง 12)  
=WEEKDAY(Serial Number,Return Type) หาค่าของวันในสัปดาห์(ตัวเลข 1 ถึง 7) Return Type มีค่าเป็นตัวเลข 1,2 และ 3 ตามความหมายดังนี้
1 ให้ค่าเป็นตัวเลข 1 ถึง 7 (Sunday ถึง Saturday)
2 ให้ค่าเป็นตัวเลข 1 ถึง 7 (Monday ถึง Sunday)
3 ให้ค่าเป็นตัวเลข 0 ถึง 6 (Monday ถึง Sunday)
ค่า Default คือ 1 (ถ้าไม่ใส่ จะหมายถึง 1)
=YEAR(Serial Number) ใช้หาค่าของปี (ตัวเลข 4 ตำแหน่ง)  

สูตรคำนวณอายุงาน (แบบเต็ม)

วันที่ปัจจุบัน =today()
ลบ
วันที่เข้าทำงาน g2
สูตรก็คือ =today() - g2 ผลลัพธ์คือ ผลต่างของจำนวนวัน 3778
365 วัน = 1 ปี
3778 วัน = 3778/365 ปี = 10 ปี
เศษที่ได้คือ จำนวนวันที่เหลือ = 128 วัน มาจาก (3778 - (จำนวนวันในรอบ 10 ปี)
=mod(3778,365)
=mod(today()-g2,365)
mod = modulus หารเอาแต่เศษ
30 วัน = 1 เดือน
=int((mod(today()-g2,365))/30)
int = interger แสดงเฉพาะจำนวนเต็ม (ไม่แสดงจุดทศนิยม)
128 วัน = 128/30 เดือน = 4 เดือน
เศษที่ได้คือ จำนวนวันที่เหลือ
หาจำนวนวันคือ
128 mod 30 = วันที่เหลือ

สรุปคำสั่งหาอายุงานแบบเต็ม
ปี =YEAR(TODAY())-YEAR(ตำแหน่งเซลล์)
เดือน =INT(MOD(TODAY()-ตำแหน่งเซลล์,365)/30)
วัน =MOD(MOD(TODAY()-ตำแหน่งเซลล์,365),30)
หมายเหตุ ตำแหน่งเซลล์ คือ ตำแหน่งเซลล์ของข้อมูล "วันที่เข้าทำงาน" เช่น G2

คำนวณอัตโนมัติ และรวดเร็ว

ข้อมูลตัวเลขที่ป้อนลงไป สามารถคำนวณได้อย่างรวดเร็ว โดย

  • กำหนดช่วงให้กับข้อมูลที่ต้องการคำนวณ
  • ดูผลลัพธ์จาก Status Bar
  • สามารถคำนวณค่าอื่นๆ ได้โดยนำเมาส์ไปชี้ที่ตำแหน่งยอดรวมบน Status bar แล้วกดปุ่มขวาของเมาส์ เลือกฟังก์ชันคำนวณที่ต้องการ
  • Average ค่าเฉลี่ย
  • Count นับจำนวน รวมเซลล์ข้อความ
  • Count Nums นับจำนวนเฉพาะเซลล์ตัวเลข
  • Max ค่าสูงสุด
  • Min ค่าต่ำสุด
  • Sum ผลรวม
การคำนวณด้วยฟังก์ชัน

โปรแกรม Microsoft Excel มีความสามารถเด่นในด้านการคำนวณ ซึ่งมีลักษณะการคำนวณ 2 รูปแบบใหญ่ๆ ได้แก่

  • การคำนวณด้วยสูตร (Formula)
  • การคำนวณด้วยฟังก์ชันสำเร็จรูป (Function)

ชื่อฟังก์ชันจะเป็นคำเฉพาะที่ Microsoft Excel กำหนดไว้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้มากมาย เช่น

  • ฟังก์ชันคำนวณด้านการเงิน เช่น DDB( ) หาค่าเสื่อมราคาที่ระยะเวลาใด ๆ โดยวิธี Double - declining balance method
  • ฟังก์ชันคำนวณด้านวัน เวลา เช่น NOW( ) ฟังก์ชันให้ค่าวันเวลาปัจจุบัน
  • ฟังก์ชันคำนวณด้านคณิตศาสตร์ เช่น TAN( ) ฟังก์ชันหาค่า Tangent ของมุม
  • ฟังก์ชันคำนวณด้านสถิติ เช่น SUM( ) ฟังก์ชันหาผลรวมของชุดตัวเลข
  • ฟังก์ชันคำนวณด้านฐานข้อมูล เช่น DSUM( ) ฟังก์ชันหาผลรวมของข้อมูลตามเงื่อนไขที่ระบุ
  • ฟังก์ชันในการค้นหาข้อมูล เช่น HLOOPUP( ) ฟังก์ชันหาข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไข
  • ฟังก์ชันจัดการตัวอักษร เช่น CHAR( ) ให้ค่าตัวอักษรจากตาราง ASCII
  • ฟังก์ชันการคำนวณแบบตรรก เช่น AND( ) ให้ค่าทางตรรกะในกรณี AND
  • ฟังก์ชันด้านวิศวกรรม เช่น HEX2OCT( ) แปลงตัวเลขฐาน 16 เป็นตัวเลขฐาน 8

การใช้งาน

  • เลื่อน Cell Pointer ไปไว้ ณ เซลล์ล์ที่ต้องการวางผลลัพธ์
  • สร้างฟังก์ชันการคำนวณแล้วกดปุ่ม <Enter> โดยฟังก์ชันจะมีรูปแบบดังนี้

=ชื่อฟังก์ชัน(ค่า)

ค่าที่ใช้ในการคำนวณ

ค่าที่นำมาใช้ในการคำนวณ อาจจะเป็นค่าคงที่ เช่น 500 หรืออาจจะเป็นตำแหน่งเซลล์ เช่น A5 จะหมายถึงนำค่าที่ถูกเก็บไว้ในเซลล์ล์ ณ ตำแหน่งแถวที่ 5 คอลัมน์ A มาคำนวณ

นอกจากนี้ บางฟังก์ชัน ก็ไม่จำเป็นต้องมีค่ากำกับ เช่นฟังก์ชันวันที่ปัจจุบัน ใช้เป็น =NOW() ได้เลย เป็นต้น

 

ฟังก์คำนวณค่ามาตรฐาน

ฟังก์ชันการคำนวณค่ามาตรฐาน ที่ Excel เตรียมไว้ให้ใช้งาน ได้แก่

=SUM(ค่าข้อมูล หรือช่วง)

หาผลรวมของข้อมูล
=MAX(ค่าข้อมูล หรือช่วง) หาค่าข้อมูลที่มีค่ามากที่สุด
=MIN(ค่าข้อมูล หรือช่วง) หาค่าข้อมูลที่มีค่าน้อยที่สุด
=AVERAGE(ค่าข้อมูล หรือช่วง) หาค่าเฉลี่ยของข้อมูล

ตัวอย่างการใช้งาน

=SUM(85,25,65)

=SUM(A1:A3)
=MAX(85,25,65)
=MAX(85,25,65)
=MIN(85,25,65)
=MIN(85,25,65)
=AVERAGE(85,25,65)
=AVERAGE(85,25,65)
ฟังก์ชันสุ่มค่าตัวเลข

การสุ่มค่าตัวเลขด้วย Excel สามารถกระทำได้ง่าย และสะดวกด้วยฟังก์ชัน Random ซึ่งมีรูปแบบการใช้ฟังก์ชันคือ

=RAND()

โดยฟังก์ชันนี้จะแสดงผลลัพธ์เป็นค่าทศนิยม ระหว่าง 0 - 1 ดังนั้นถ้าต้องการแสดงผลด้วยค่าที่มากกว่า 1 สามารถนำ 10 หรือ 100 หรือ 1000 มาคูณ ดังนี้

=RAND() *10

อย่างไรก็ตามค่าที่ได้ ก็จะมีผลลัพธ์เป็นค่าเลขทศนิยมด้วย ดังนั้นถ้าต้องการค่าเลขจำนวนเต็ม สามารถใช้ฟังก์ชันปัดเศษทศนิยมมาใช้ร่วมกัน ดังนี้

=INT(RAND()*1000)

สำหรับการสุ่มตัวเลขระหว่างค่าใด ให้ใช้สูตร

=RAND() *(b-a)+a

เช่น สุ่มระหว่างค่า 3 - 5 ให้ใช้สูตร

=RAND() *(5-3)+3

หาค่ามากที่สุด หรือค่าน้อยที่สุด

ต้องการแสดงค่ามากที่สุด จากตัวอย่าง สามารถใช้สูตร

=LARGE(A1:A6,1) จะได้ผลเป็น 97

ต้องการแสดงค่ามากลำดับที่ 3 จากตัวอย่าง สามารถใช้สูตร

=LARGE(A1:A6,3) จะได้ผลเป็น 23

ในกรณีที่ต้องการแสดงค่าน้อยที่สุด ก็เปลี่ยนคำว่า LARGE เป็น SMALL เช่น

=SMALL(A1:A6,3) หมายถึง แสดงค่าน้อยที่สุดลำดับที่สามของข้อมู

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): microsoftexcel
หมายเลขบันทึก: 58381
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)