คำว่า "พิมพ์" ในวงการพระเครื่อง น่าจะสื่อความหมายถึงอะไรได้บ้าง

ในวงการพระเครื่อง คำที่ใช้กันมาก และใช้อย่างสับสนปนเป คือคำว่า "พิมพ์"

ที่สื่อความหมายว่าเป็น "รูปลักษณ์" ที่เป็น "อัตลักษณ์" มีลักษณะและเค้าโครงที่คนที่เคยเห็นบ่อยๆจะจำได้

เช่นเดียวกับการจำหน้าเพื่อนได้

ใครที่เห็นครั้งแรก หรือครั้งเดียวอาจจะยังสับสน พอเห็นบ่อยๆ จนชิน ก็มักจะจำได้ แม้จะไม่เจอกันมาหลายสิบปี หน้าตาเปลี่ยนไปก็ยังจำ "เค้าหน้า" ได้

จากลักษณะการจำแบบนี้ เรียกว่า "จำพิมพ์ได้"

ที่มิได้หมายความว่าจำรายละเอียด แต่เป็นการจำเค้าโครงหลักๆ ที่แม้จะจำได้ แต่ก็บอกใครต่อได้ยาก นอกจากจะวาดรูปออกมา แบบที่ตำรวจใช้ในการสเก็ตหน้าคนร้าย

แต่อย่างไรก็ยังไม่ค่อยเหมือนอยู่ดี เพราะแค่เค้าโครง

แต่เค้าโครง ก็ช่วยในการจำได้ง่าย และกินความได้มาก ที่จะรวมไปถีงสิ่งที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เช่น ถ้าจำเพื่อนได้ดีแล้ว เราก็จะมองน้อง พี่ พ่อ แม่ ของเพื่อนได้ ว่าน่าจะเป็นญาติกัน เพราะ "เค้าหน้า" หรือ เค้าโครง นี่เอง

ดังนั้น คนที่ไม่ใช่ญาติของเพื่อน เราก็จะมองออกว่า ไม่มี "เค้าโครง" หรือ ในการเทียบเคียงกับในวงการพระเครื่องบอกว่า "ผิดพิมพ์" นั่นเอง

ดังนั้น คำว่า "ผิดพิมพ์" จึงอธิบายได้ยาก เพราะเป็นความรู้ฝังลึก แบบเดียวกับการจำหน้าเพื่อนได้นั่นเอง ที่ไม่มีทางจะอธิบายด้วยคำพูด หรือตัวหนังสือใดๆได้

แม้จะใช้รูป ก็เป็นเพียงบางอริยาบท ไม่ชัดเจนเท่ากับคนที่จำได้ด้วยตนเอง

----------------------------------------------------------

แต่ ในการเรียนการสอน ในเรื่องเค้าโครง จำเป็นต้องมีคำอธิบายที่สามารถนำไปใช้ได้ จึงมีการแปลงสาร ที่สื่อความหมายได้ ออกมาเป็นลำดับชั้นของข้อมูล

ตั้งแต่กว้างๆ ไปจนถึงจุดที่เป็นรายละเอียด

ซึ่งพอจะจำแนกออกได้ทั้งหมด อย่างน้อยประมาณ 7 ระดับด้วยกัน คือ

1. พุทธศิลป์ ที่เป็นอริยาบทหลักๆ ของพระพุทธเจ้า เช่น ปางสมาธิ ปางมารวิชัย ปางลีลา ฯลฯ ตามที่มีการกำหนด และบันทึกเป็นหลักไว้ ถ้าผิดไปจากนี้ หรือต่างออกไปก็ไม่ใช่ "พุทธศิลป์" ที่ถูกต้อง หรือไม่เป็นที่ยอมรับกัน

2. ศิลปะ ก็เป็นเค้าโครงงานศิลปะตามยุค ตามสมัย ที่มีลักษณะเฉพาะตัว เช่น ศิลปะคุปตะ ศิลปะปาละ ศิลปะทวาราวดี ศิลปะลพบุรี ศิลปะสุโขทัย เป็นต้น ที่มีการใช้ศัพท์นี้ทับซ้อนกับกลุ่ม"ตระกูลช่าง" ที่เป็นระดับกลุ่มฝีมือ จากโครงสร้างศิลปะเดียวกัน

3. ตระกูลช่าง เป็นลักษณะรวมๆ ของลักษณะงานศิลปะ ที่มีเอกลักษณ์ประจำกลุ่มของช่างที่ศึกษามาจากต้นแบบเดียวกัน ที่มักจะมีลักษณะคล้ายๆกัน แบบเดียวกับ "แม่ไม้มวยไทย" "เพลงดาบพุทไธสวรรค์" อะไรประมาณนั้น

4. ฝีมือช่าง ที่เป็นความสามารถเฉพาะบุคคล มีความละเอียดละออ และทักษะที่แตกต่างกัน ทั้งความงดงามและความชัดเจนในการสื่อความหมายทางศิลปะ ที่ไม่เท่ากัน

5. กลุ่มพิมพ์หรือขนาดพิมพ์ เป็นประเภทของชิ้นงานศิลปะ ที่แบ่งทั้งโดยผูสร้าง และผู้ใช้ แล้วแต่กรณี เช่น มีการแบ่งเป็น พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก เป็นต้น

6. บล็อก คือ แม่พิมพ์ที่ใช้ในการสร้าง ที่มักจะมีการใช้หลายบล็อก ตามความจำเป็น ทั้งเพื่อการทำงานให้เร็วขึ้น หรือการชำรุดเสียหายของบล็อกก่อนๆ ที่แต่ละบล็อกก็จะมีลักษณะรายละเอียดแตกต่างกันอย่างแน่นอน แม้จะทำโดยช่างคนเดียวกันก็ตาม

7.ตำหนิ เป็นลักษณะที่เกิดจากการใช้บล็อกต่างๆ มวลสารต่างๆ ที่จะมีตำหนิแตกต่างกันในแต่ละองค์ แต่ก็อาจจะมีตำหนิที่คล้ายคลึงกันได้

ทั้ง 7 คำนี้ มีการใช้จริงๆ สับสนปนเปกันมาก เช่น ใช้คำว่า "พิมพ์" ในแทบทุกเรื่อง และใช้คำว่า "ตำหนิ" ในความหมายของฝีมือช่าง ก็มี ซึ่งทำให้เกิดความสับสนกับคนที่เข้ามาในวงการใหม่ๆได้โดยง่าย

ดังนั้นถ้าเรานำคำเหล่านี้มาแบ่งระดับให้ชัดเจน ก็จะง่ายในการสื่อสารกันครับ

ขอคิดดังๆ ครับ

อิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรียนประวัติศาสตร์จากของเก่า



ความเห็น (13)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีปีใหม่ครับอาจารย์...

ทั้ง ๗ อย่างที่อาจารย์แยกย่อยออกมาจากคำว่า "พิมพ์" ในการพิจารณาดูพระเครื่องว่า "แท้" หรือ "เก๊" ของเซียนพระเครื่องทั้งหลายที่ต่างก็บอกว่า อันดับแรกต้องดูที่ "พิมพ์" ของพระองค์นั้นๆก่อน ว่าพิมพ์ทรงถูกต้องหรือไม่? ถ้าผิดพิมพ์ก็วางเลยครับ ไม่ต้องหยิบขึ้นมาส่องให้เสียสายตา ไม่ว่าจะเป็นพระประเภทไหน..ดิน ชิน ผง โลหะ

ทั้งนี้เราต้องศึกษาจากประวัติการสร้างของพระเครื่องนั้นๆก่อนครับว่า มีกี่พิมพ์ พิมพ์ไหนเป็นที่นิยมที่ซื้อหามาแล้ว ในอนาคตมูลค่านั้นจะเพิ่มขึ้น ไม่เช่นนั้นจะเป็นการสะสมที่ผิดวิธี

ถ้าท่านเคยดูรายการ "แฟนพันธ์ุแท้" ครั้งหนึ่งเขาให้ทายคนที่มีชื่อเสียงในสังคมตอนเป็นเด็กว่าเขาหรือเด็กคนนั้นคือใครในปัจจุบัน ? ก็เหมือนกับที่เราจะส่องพระเครื่องที่เราจะบูชามาว่า "พิมพ์" เดิมเป็นอย่างไร? ไม่ว่าพระองค์นั้นๆจะถูกใช้มา หรือล้างมาจนสึก เหลือแต่ "แกน" เราก็สามารถรู้ได้ เพราะเราจำ "พิมพ์" ได้นั้นเอง..เปรียบเทียบมาอย่างนี้น่าจะพอเข้าใจนะครับ..ดังที่อาจารย์แสวง ท่านว่า ไปรับลูกที่โรงเรียน เราก็ต้องจำหน้า หรือบุคคลิกการเดินเหินของลูกเราได้ ทั้งๆที่มีนักเรียนในโรงเรียนเป็นร้อย..

แต่ถ้าหาก "หน้า" หรือ "พิมพ์" ดันคล้ายๆหรือเหมือนกัน ก็ต้องดูบุคคลิกหรือ "เนื้อ" เป็นอันดับต่อไป ตามที่ท่านอาจารย์แสวง ได้ชี้แนะหรือเขียนตำราสอนไว้ว่า ให้ยึดแนว "วิทยาศาสตร์" ครับ ขอแนะนำให้ซื้อครบทั้ง ๕ เล่มเลยครับ แล้วอ่านหลายๆรอบ ท่านจะได้ครอบครองพระแท้อย่างแน่นอนครับ..

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๘ ทุกๆท่านครับ ขอให้โชคดีได้พระแท้มาครอบครองบูชา ทุกๆท่านครับ..

เขียนเมื่อ 

พิมพ์ในแวดวงสำหรับวงการนั้น ไม่ได้มีมาตราฐานอะไรชัดเจน โดยเฉพาะพระกรุ ส่วนใหญ่กำหนดขึ้นจากของที่อยู่ในความครอบครอง และลักษณะพระที่ปรากฏ ส้วนตำหนิจุดตายก็เทียบเคียงเอาจากพระลักษณะเดียวกันหลายๆองค์ โดยดูลักษณะจุดเหมือนร่วมกัน การดูนั้นดูกันแบบ 3 มิติ แล้วจึงมากำหนดว่าพิมพ์นี้ควรมีอะไร ก็ต่างคนต่างดู ต่างคนต่างกำหนด จึงไม่มีมาตราฐานชัดเจน คราวนี้พระองค์เดียวกัน แต่คนดูที่จับหลักต่างกัน ก็เลยเก๊แท้ได้ครับ บ่อยครั้งที่อ้างว่าสากล แต่สากลของใครเล่าครับ การที่อจ.แยกแยะลักษณะออกเป็นหัวข้อก็ดี เพียงแต่ถ้าเป็นนักเล่นก็คงงงๆ แต่ถ้าเป็นนักสะสมก็คงรับไ้ด้ ทุกวันนี้การพิสูจน์พระองค์หนึ่งจากพิมพ์อย่างเดียวทำได้ยากมาก จึงต้องพิสูจน์จากเนื้อพระเป็นหลัก อย่างที่ผมเคยให้ความเห็นเอาไว้ว่า ถ้าพระนั้นมีอายุเกิน 80 ปี(ก่อน2480). พระนั้นก็น่าจะแท้เพียงแต่ต่างวัดกันเท่านั้น อันนี้ดูจากเหตุผลนะครับว่าก่อนปี2480 พระยังไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรเท่าไหร่ ดังนั้นโอกาสที่จะทำปลอมคงน้อยครับ ดังนั้นเรื่องพิมพ์พระในวงการที่กำหนดโดยสารพัดเซียน ผมถึงไม่ได้ให้น้ำหนักมากเท่าไหร่ ก็ว่ากันไปตามความเห็นส่วนตัว ไม่จำเป็นจะต้องเชื่อถือก็ได้เพราะผิดหลักกามาลสูตร ...สวัสดี

เขียนเมื่อ 

"สากล" ว.ทั่วไป,ทั้งหมด.ทั้งสิ้น.เป็นที่นิยมทั่วไป...ความหมายของคำๆนี้จากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ครับ

พระเครื่องที่เป็นที่นิยมทั่วไป ก็หมายถึง นำไปให้ใครดูก็ต้องชอบ อยากได้ไว้ครอบครองบูชา ครับนี่คือที่มาของประโยคที่ว่าเล่นพระแบบ "สากล" ไม่ใช่ "สากลของใคร"

ส่วนที่ว่า พระที่สร้างก่อนปี ๒๔๘๐ น่าจะเป็นพระแท้..เพียงแต่ต่างวัดกันนั้น น่าจะเป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกต้องครับ ยกตัวอย่าง พระของสมเด็จ(โต) ที่สร้างมาประมาณปี ๒๔๐๙..นั้นก็มีคนทำปลอมขึ้นมาหลังจากสมเด็จฯท่านสิ้นไปไม่นาน เพราะความศักดิ์สิทธิ์ ขององค์พระที่ช่วยให้หายจากโรคห่าระบาดใหญ่ ทำให้ผู้คนอยากได้ แต่เพราะเป็นพระที่หายาก จึงมีคนหัวใสตั้งแต่สมัยโน่นแล้ว ทำพระปลอมขายกันมา ถึงแม้ว่าสมเด็จฯท่านสร้างมาเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้คนที่ศรัทธาก็ตาม อันนี้ลองอ่านจากประวัติเก่าๆดูนะครับ..

แม้แต่หนังสือพระเครื่องเล่มที่บอกว่าเป็น "เล่มครู" เจ้าของคนที่พิมพ์หนังสือเองยังเอาพระปลอมมาขาย ลองถามนักเขียนพระเครื่องเล่มเก่าๆเช่น คุณภราดร รัตนกุล ดู แม้แต่นักเขียนหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ยังทำหนังสือพระปลอมเล่มใหญ่ออกมาขายเลยในสมัยนั้น ใครเป็นใคร ในวงการพระเครื่องรุ่นเก่าน่าจะรู้ดี

การศึกษาเรื่องพระเครื่องนั้น ต้องศึกษาอ่านจากประวัติความเป็นมาที่น่าเชื่อถือครับ อย่างที่ผมบอกตอนนี้ มีหนังสือพระสมเด็จบางเล่มมีพิมพ์ปรกโพธิ์ ออกมาหลายองค์ ทั้งๆที่ตามประวัติพิมพ์นี้มีจำนวนน้อยมาก แทบจะเป็นพระในตำนานไปแล้ว อย่างนี้น่าจะเรียกว่า ทำหนังสือออกมาเพื่อที่จะขายพระปลอมของตนเองที่ครอบครองอยู่เป็นจำนวนมากนั้นเองครับ..

ครับ..วันนี้เอาเท่านี้ก่อน ขอขอบคุณที่ออกมาแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้กันครับ..

หมายเหตุ "มาตรฐาน" ไม่ใช่ "มาตราฐาน" ครับ..

เขียนเมื่อ 

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเรื่องการเขียนภาษาเพราะเป็นปัญหามานาน เคยเขียนบอกไว้แล้วว่า ผมไม่มีการร่างก่อน จึงเขียนผิดบ่อยๆ เข้าเรื่องดีกว่าครับ การที่ผมบอกว่าพระที่มีอายุเกิน80 ปีนั้นก็น่าจะแท้ครับ ผมหมายถึงภาพรวมนะครับ ไม่ได้เจาะจงไปทางพระสมเด็จเลย การนำพระประเภทเดียวมาตัดสินทฤษฎีนี้ว่าผิดก็คงยังไม่มีน้ำหนักครับ และที่สำคัญผมใช้คำว่าน่าจะเท่านั้นและถ้าจะเพิ่มอีกคำว่าส่วนใหญ่ครับ สำหรับตำนานการทำพระสมเด็จปลอมนั้น ผมก็รับฟังมานานแล้วครับ สำหรับผมมองว่าเป็นศิลปร่วมสมัยครับ อาจจะมีเจ้ากูบางรูปอยากสร้างเลียนแบบสมเด็จบ้าง ซึ่งเป็นการล้อพิมพ์นะครับ ให้ดูภาพรวมเป็นหลักนะครับ อย่ามาเจาะจงว่าเป็นพระสมเด็จอย่างเดียว แล้วลองถอยมาดูว่าพระกรุหรือเกจิที่เราไม่รู้จักมีมากมายนัก ใช้หลักกามาลสูตรมากๆครับ สำหรับเรื่องพระสมเด็จนั้นเถียงกันไม่จบหรอกครับ...สวัสดี


เขียนเมื่อ 

อีกนิดนะครับเรื่องตำราก็เหมือนกัน มีออกมามากมาย ผมก็ให้หลักการไว้แล้วว่าให้เปรียบเทียบสอบทาน คงไม่มีเล่มไหนถูกต้องที่สุดหรอกครับ กอดตำราแล้วเชื่อว่าเล่มนี้ดีที่สุด วงการไม่พัฒนาหรอกครับ ผมใช้เทียบเคียงเอานะครับ ส่วนใหญ่ที่เนื้อหาตรงกันและคนละค่ายก็พอจะเชื่อถือได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูก แล้วสากลนี่ก็อีกเหมือนกัน อันนี้ยกตัวอย่างนะครับ รูปหล่อหลวงพ่อเงิน กรุห้วยเขน เมื่อราว30 ปีที่แล้ว อจ.ที่สอนผมก็ยังบอกว่าเขาไม่ค่อยเล่นกัน แต่ปัจจุบันนั้นok.แล้ว ถ้าทุกคนยึดหลักสากลเมื่อตอนนั้น กรุนี้ก็ต้องเก๊นะครับ แต่เมื่อมีบทพิสูจน์และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มารับรอง คนสะสมก็ต้องเปลี่ยนความยึดมั่นถืแมั่นลง ทุกอย่างมันเป็นอนิจจัง ต้องพิจารณาให้ดี ยิ่งยุคนี้สมัยนี้แล้วด้วย สื่อออนไลน์เร็วมาก ผมมองว่าถ้าเราเริ่มจากแนวความคิดในการจัดหลักสูตรทางการศึกษาแบบอจ.แสวงและอภิปรายหาข้อยุติและรับรองบทสรุปนั้นว่าถูกต้องในยุคสมัยหนึ่ง เมื่อมีข้อมูลใหม่ที่มีน้ำหนักมาหักล้าง ถ้าเป็นนักการศึกษาจริงก็ย่อมยอมรับได้ครับ ตำราที่เขียนถ้าเราชี้ว่าผิดจากข้อเท็จจริงและผู้แต่งไม่สามารถตอบปัญหานั้นได้ ถึงเวลาตำรานั้นมันก็เสื่อมความน่าเชื่อถือเองแหละครับ ถ้าเรารับฟังและวิเคราะห์และสังเคราะห์ตลอดเราก็คงได้ข้อเท็จจริงที่ใกล้เคียงที่สุดครับ แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อเราต้อง"ถอดและถอย"ก่อน คือถอดความคิดและความรู้เดิมของเราออกไปก่อน แล้วถอยมารับฟังความคิดและความรู้ใหม่ จากนั้นก็มาเทียบเคียงกับของเดิมแล้วแยกแยะนะครับ ถูกผิดคงรู้อยู่แก่ใจครับ ส่วนผมเห็นและรับฟังมาตลอด ขอความรู้และแสวงหาอจ.มาตลอดแม้แต่ในขณะนี้ก็ตาม หลายๆท่านที่เคยพูดคุยกับผม ยังได้นำความรู้เหล่านั้นที่ผมเคยให้มาสอนผม ซึ่งผมก็ไม่เคยแสดงตัวเลย ผมชอบย้อนศรคนนะครับ ก็เลยบอกถึงจุดอ่อนของตัวผมตลอด ลองหาอ่านดูได้ในความเห็นเก่าๆในนี้ของผม...สวัสดี

เขียนเมื่อ 

มา สมโณ โน ครุติ อย่าเชื่อถือโดย คิดว่า สมณะนี้ เป็นครูของเรา

ครับ นี่เป็นข้อที่ ๑๐ ของจำนวน ๑๐ ข้อใน "กาลามสูตร" ตามหลักของพระพุทธเจ้า..

รูปหล่อหลวงพ่อเงิน ที่สร้างจากวัดห้วยเขนนั้น ผมไม่ทราบว่ามีบรรจุในกรุหรือไม่ครับ..? เพราะเท่าที่เคยพบเห็นยังไม่พบคราบกรุเลยครับ ที่บอกว่าเมื่อ ๓๐ กว่าปีมาแล้วเขาไม่ค่อยเล่นหากันนั้น ถูกต้องแล้วครับ และปัจจุบันนี้ก็ยังไม่เป็นที่นิยมกันครับ ให้ดูราคาที่เขาตั้งไว้ แต่ถ้าหากเราเล่นกันแบบ "สากล" เช่น ได้รูปหล่อหลวงพ่อเงินพิมพ์ขี้ตาเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ท่านลองคิดดูว่า มาถึงวันนี้ เราจะได้มูลค่าเพิ่มเท่าไหร่ครับ..? อันนี้เขาถึงบอกว่า ให้เล่นพระแบบ "สากล" ไงครับ..?

พูดถึงรูปหล่อหลวงพ่อเงิน ที่จัดสร้างโดย หลวงพ่อเปรื่องวัดบางคลานหลายรุ่น มาถึงตอนนี้ จะเป็นอย่างไรไม่ทราบครับ เพราะหลวงพ่อเปรื่องถูกถอดออกจากเจ้าอาวาสวัดเสียแล้ว..ครับ ทุกวันนี้หลวงปู่ หลวงพ่อหลายรูป พอมีผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้อง ต้องเป็นเรื่องทุกที ฟังข่าวแล้วเศร้าครับ..

วกกลับเข้ามา ว่าด้วย "ตำรา" หนังสือบางเล่มไม่ใช่เป็น "ตำรา" ครับ ต้องแยกให้ออกจาก "ตำรา" และ "ประวัติศาสตร์" คนละเรื่องครับ แม้แต่ตำราหรือประวัติศาสตร์ เราก็ต้องดูว่าน่าเชื่อถือหรือไม่..? เช่น เป็นหนังสือประวัติของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี แต่ดันไปลงรูป พระภิกษุชราที่สอนหนังสือเด็ก แล้วบรรยายใต้ภาพว่า เป็นท่านสมเด็จ(โต) กำลังสอนหนังสือให้ พระพุทธเจ้าหลวง(ร.๕) อย่างนี้ แสดงถึงภูมิปัญญาของผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นๆครับ ว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ครับ..?

ความจริงภาพถ่ายนั้นเป็น เจ้าคุณธรรมานุกูล(ด้วง) วัดสามปลื้ม เป็นพระที่มีความเชี่ยวชาญด้านไสยเวทย์ และด้านสมุนไพรครับ..ไม่ได้กอดตำราแต่กอดพระสมเด็จครับ เพราะกลัวโดนทุบหัวชิงเอาไปครับ..(ฮา)..จบวันนี้ด้วย กาลามสูตรข้อ ๔...

มา ปิฎกะ สัมปะทาเนนะ อย่าเชื่อถือโดยอ้างตำรา สวัสดีตอนเช้าครับท่าน...

เขียนเมื่อ 

เรื่องรูปหล่อหลวงพ่อเงินกรุห้วยเขนนั้น เมื่อหลายเดือนก่อนผมได้เข้าไปถกกับสายหลวงพ่อเงิน หากถามว่าราคาเป็นอย่างไร 6 หลักครับ ทั้งๆที่แต่ก่อนเป็นแค่น้ำจิ้ม ตอนถกกันไม่ได้ถกถึงกรุนี้ แต่ถกกันในกรุอื่นที่สมาชิกนำมาถาม ผมก็ให้หลักการว่าถ้าเนื้อหามีอายุเกิน 80 ปีก็ซื้อไว้ดูเล่นถ้าไม่แพง ตอนนี้ไม่เล่น อนาคตไม่แน่ ผมยกตัวอย่างอีกอย่างก็ได้ครับ เหรียญหลวงพ่อคูณปี19 ในยุคนั้น2525 เดินกับอจ.ผมเจอเยอะแยะ ตอนนั้นก็น้ำจิ้มเหมือนกัน ตอนนี้ไปถึงไหนแล้วครับ ทุกอย่างมันเป็นอนิจจัง มันไม่เที่ยง ผมถึงบอกว่าสากลนั้นมันไม่จริง อย่างชุดกิมตึ๊ง ถามว่าเดี๋ยวนี้ คนรุ่นใหม่รู้จักหรือไม่ เดิมก็เป็นพระหลักนะครับ ในอดีตขุนแผนบ้านกร่างยังมีราคาแพงกว่าสมเด็จนะครับ แต่ปัจจุบันห่างกันมากเลย

โลกนี้ มันไม่จริง.

เรื่องทุกสิ่ง ล้วนสมมุติ

หยุคคิด สุขทุกข์หยุด

จะยื้อยุค ไว้ทำไม

ผมถึงให้หลักการกว้างๆไว้ว่าถ้าดูแล้วพระนั้นสร้างก่อน 2475 ถ้าไม่แพงซื้อไว้ก่อน ในยุคนี้ และอนาคตมันไม่แน่ พระกรุราคาถูกกว่าพระใหม่เสียอีก โลกมันกว้างเข้าไปหลายๆกลุ่ม หลายๆรสนิยม ก็จะเห็นเอง ผมวางเฉยเรื่องราคาในหลายกลุ่มให้หลักกูแก่นักเรียนของผม (รอหลักการที่จะเกิดขึ้นจากหลักสูตรของอจ.แสวง). เช่น พระดังไม่เล่นเล่นพระต่างถิ่น ดูพระไม่ดูคน คนรู้จักเราพระแพง พระฝีมือพัฒนาตลอดเวลา โลกมันกว้างไม่มีใครรู้ทุกอย่าง ถูกวันนี้อาจผิดวันหน้า ไม่แพงเข้าตาซื้อได้ ฯลฯ หนังสือหรือตำราก็เหมือนกัน ทุกอย่างต้องพิจารณาทั้งนั้น แม้แต่ความรู้ในการศึกษาพระเครื่อง ดังน้้นเรื่องพิมพ์พระในวันนี้ไม่มีผลแล้วเพราะเทคโนโลยีพัฒนาไปจนทำได้เหมือนเกือบ100% แล้ว. วันนี้เวลานี้หากใครทำพระปลอมของสมเด็จท่าน ด้วยหลักการเดียวกัน แล้วฝังกรุไว้(ฝังลืมสักหมื่นปี). ถ้าเทคโนฯการตรวตสอบอายุวัตถุโบราณพัฒนาไม่ทัน พระชุดนั้นก็กลายเป็นของแท้ในมนุษย์ยุคนั้น ผมเคยให้ความเห็นไว้แล้วว่าความรู้ในการดูพระเครื่องนั้นเป็นจริงในช่วงหนึ่งเท่านั้น จะต้องใช้หลักการและหลักวิชาต่างๆมาประกอบการพิจารณาพระเครื่องมากขึ้นเรื่อยๆ จะใช้ความรู้เดิมๆมาตัดสินคงจะไม่ได้แล้ว หากปล่อยให้อัตตามายึดเอาไว้ก็คงหยุดอยู่กับที่.....สวัสดี


เขียนเมื่อ 

เพิ่มอีกนิด เลือกเอานะครับว่าอยากเป็นผู้นำหรือผู้ตาม ถ้ากล้าที่จะเดินจักค้นพบ ถ้ายังเดินตามจักปลอดภัยใต้ร่มเงา ผมสอนคนที่มาฝากตัวเป็นศิษย์ทุกท่านให้ยึดหลักการดูและพัฒนาเนื้อหาตามหลักวิชาของอจ.แสวง ส่วนผมแค่ชี้แนะความรู้ในวงการเท่านั้น เล่นตามเซียนหรือเล่นตามสไตลของตนเอง ก็มีผลดีผลเสียเหมือนกันทั้งนั้น ขอเพียงแต่แยกแยะพระตามหลักวิชาที่อจ.แสวงบัญญัตได้ถูกต้องครบถ้วน จะเล่นแนวไหนแบบไหนก็แล้วแต่ ถ้าซื้อ - ขายก็สากลนิยม แต่ถ้าสะสมโดยไม่จำเป็นไม่ขายก็ตามสะดวก มนุษย์เกิดมาไม่เท่ากันอยู่แล้ว คนมีทุนก็ซื้อของที่ดังแล้วนิยมแล้วได้ แต่ผู้มีฐานะที่ด้อยกว่าละถ้าอยากได้ก็ต้องใช้ความรู้ความสามารถให้มากเข้าไว้ คาดคะเนและดักทางให้ถูกก็รุ่งได้เหมือนกัน ผมสอนลูกศิษย์มาหลายคนแล้วว่า คิดว่าจะเล่นนานไหม ถ้านานก็เก็บพระใหม่ที่ยังไม่นิยมแต่แท้ไว้ก่อน อีก20-30 ปีก็อาจมีราคามากก็ได้ พระดังพระนิยมในตอนนี้ต้องใช้ทุนเท่าไหร่ถึงจะซื้อได้ ใครๆก็อยากได้ของดีของดังเพราะใส่โชว์มาอวดกันได้ ถ้าอดทนทำอย่างที่ผมบอกสักวันอาจจะสำเร็จเป็นเซียนสายตรงในพระใหม่ที่เราเก็บก็ได้ แต่ถ้าเดินตามเขาก็โง่กว่าเขาตลอด ให้ใช้หลักวิชาและหาความรู้เพิ่มเติมตลอด ยอมรับความสามารถของคนและยอมตนเป็นศิษย์ของทุกคนได้จึงจะสำเร็จหลักสูตรของผม แสวงหาอจ.ไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็เก่งเอง

เขียนเมื่อ 

วัตถุประสงค์ของอาจารย์แสวงในหนังสือทั้ง ๕ เล่มนั้น เป็นการแนะนำให้รอดพ้นจากการซื้อหรือเช่าพระปลอมที่วางขายและให้เช่าตามแผงพระ หรือตลาดพระมากมายในปัจจุบัน โดยเน้นไปที่การดูเนื้อพระก่อนเรื่อง "พิมพ์"

ครับ..ตามที่อาจารย์กล่าวมา ผมว่ามีข้อ ๕,๖,๗ ที่สำคัญมาก กล่าวคือ ข้อ ๕. มีการแยกพิมพ์ทรง เป็น..พิมพ์ใหญ่.. กลาง.. เล็ก ข้อ ๖. ยังแยกออกมาเป็นบล็อกอีก เช่นพิมพ์ใหญ่ บล็อก ๑, บล็อก ๒, ข้อ ๗. ยังมีตำหนิอีก สำหรับ คนที่เข้ามาเริ่มเล่นพระ หรือสะสมพระใหม่ๆ ฟังดู อาจจะเวียนหัว เวียนเกล้า พอสมควร ยิ่งคนที่ใจร้อน อยากเป็นหรือดูพระเป็นเร็วๆ พาลไม่อ่านซะเลย..

ครับ เรื่องการศึกษาพระเครื่องนี้ ต้องเป็นคนที่มีใจรักด้วย ต้องละเอียดรอบคอบ เป็นคนช่างสังเกตุ ต้องศึกษาจากวิธีทำพระเครื่อง เช่น ตั้งแต่พิมพ์ พอทำจำนวนมากๆเข้า แม่พิมพ์ก็เริ่มแตก ทำให้เกิดมีตำหนิเกิดขึ้นในองค์พระ ซึ่งถ้าทำในเวลาเดียวกัน ก็จะมีตำหนิเหมือนๆกัน หรือถ้าเป็นเหรียญ ก็ตำหนิก็อาจเกิดจากตั้งแต่ช่างคนที่แกะแม่พิมพ์แล้ว เป็นต้นว่า แกะตัวอักษรพลาดเป็นรอยขีดเฉียงขึ้น หรือเป็นขีดอื่นๆ ถ้าหากเหรียญแท้เป็นอย่างนี้ พวกที่ทำปลอมไม่สังเกตุ หรือลอกพิมพ์พระมา เราก็จะรู้ได้ครับ

ส่วนราคาค่างวด ของพระก็เกิดจากการแขวนหรือภาษานักเล่นพระเครื่องว่า เอาไปใช้แล้วมีประสบการณ์ต่างๆ เป็นต้นว่า ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออก แต่ปัจจุบันนี้มักบอกว่า ขับรถตกเหวลึก ๑๐๐ เมตร ไม่เป็นไร ออกจากตัวรถมานั่งหัวเราะเยาะคนไม่เล่นพระ..หรือเป็นคนที่ทำพระขายเอง แล้วออกข่าวว่า ตัวเองถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ จนเจ้าหนี้เก่า ตามทวงหนี้เก่า เหล่านี้เป็นต้น..

ส่วนจะสร้างนิทานประกอบเวลาสร้างพระ เช่น กลุ่มจตุคาม ก็บอกตอนสร้างเกิดพระอาทิตย์ทรงกลด เป็นสีประกายรุ้ง จนพระผู้ที่ปลุกเสกต้องสึกออกมา เป็นโรคร้ายตาย อย่างงี้ก็มีครับ..

อย่างที่ท่านอาจารย์แสวงว่า..มาเรียน ๑๐ คน บางคนเรียนไม่ถึงชั่วโมงก็ดูพระเป็นแล้ว บางคนต่อให้เรียน ๓๐ ปี ยังต้องแสวงหาอาจารย์สอนให้อีก หรือไม่ก็แสวงหาลูกศิษย์เพิ่มอีกเพื่ออะไรครับท่าน..? ยอมรับหรือยังครับว่า สมองคนเราไม่เท่ากัน บัวยังมี ๔ เหล่า..ถ้าหากเข้าถึง "สัจจธรรม" ที่แท้แล้ว คงไม่ต้องมาหาพระเครื่องแขวน หรือให้เช่าครับ ไปบวชเป็นพระไปเลยครับท่าน..!

เขียนเมื่อ 

สำหรับเรื่องบล็อคหรือตำหนิในพิมพ์ในวงการ ท่านที่สนใจให้เข้าไปดูความเห็นของผมได้ในกลุ่มเรียนรู้การดูพระแท้ เป็นกลุ่มปิดครับ ท่านต้อวสมัครเข้าไปก่อน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่อจ.แสวงก่อตั้งครับ ส่วนผมเป็นแขกรับเชิญขอรับ ขี้เกียจเขียนซ้ำครับ ส่วนเรื่องการสะสมพระเครื่องมีถามกันมามากในกลุ่มศึกษาธรรมะ ขอตอบแบบนี้นะครับ พระเครื่องทีท่านพกติดตัว ถ้าท่านระลึกถึงคุณของท่านก็คืออนุสติ10 เป็นรูปพระเรียกพุทธานุสติ รูปเกจิเรียกสังฆานุสติ เป็นกรรมฐานประเภทหนึ่ง ส่วนเรื่องการปฏิบัติธรรมนั้นฆราวาสก็ปฏิบัติได้และสามารถบรรลุธรรมถึงขั้นพระอรหันต์ได้ครับ เป็นพระเป็นที่ใจครับไม่ใช่เครื่งแบบ อย่ายึดมั่นถือมั่นมากเพราะจะกลายเป็นสีลลัพตปรามาส เป็นมิจฉาทิฏฐิ และตามธรรมชาติอาจารย์ย่อมไม่กระหายอยากได้ศิษย์ แต่ศิษย์ต้องกระหายอยากหาอาจารย์ และที่สำคัญไม่เคยยกตัวเป็นอจ.ครับบอกทุกกลุ่มว่าเป็นแค่พี่เลี้ยวและที่ปรึกษาเท่านั้น เหมือนกับเคยปฏิเสธว่าไม่เคยเรียกตนเองว่าเซียน เพราะคำนี้มีให้คนอื่นเรียก ไม่ใช่เรียกตัวเอง ส่วนจะเรียกด้วยเหตุผลใดสำหรับผมไม่ใช่สาระสำคัญที่จะต้องมาคิด ถ้าคิดว่าตนเองเก่งแล้วก็คงไม่ก้าวหน้าครับ นักการศึกษาก็ใฝ่ศึกษา ส่วนของปลอมก็แค่ไปจำจากที่อื่นมาเล่าให้ฟัง ถ้าจำถูกก็ดีไป ถ้าผิดก็สร้างความสับสน อจ.ที่สอนผมก็สอนผมได้ตามหลักวิชาที่ท่านรู้ท่านชำนาญ เมื่อเราเรียนจบรับรู้และเชี่ยวชาญเท่าทันแล้ว ก็หาอจ.ท่านต่อไปเพื่อครอบคลุมเนื้อหามากขึ้นเรื่อยๆ นักเรียนที่มาเรียนกับผมทางสื่อและกลุ่มต่างๆผมให้คำแนะนำให้เรียนกับอจ.แสวงเรื่องการดูเนื้อเป็นหลัก เพราะทุ่นเวลาไปมากส่วนผมให้ความรู้เรื่องยุทธศาสตร์ในการแสวงหาและเล่ห์เหลี่ยมกลโกงในวงการ ถามว่าวิชามารเหล่านี้ท่านก็คงไม่สนใจศึกษา แต่สำหรับผมมองว่าถ้าท่านอจ.แสวงจัดหลักสูตรการศึกษาได้สำเร็จทั้งระดับ3 ชั้นหลักสูตร วิชาความรู้พวกนี้ก็จะไปปรากฏในชั้นสุดท้าย ลองย้อนกลับไปอ่านดูนะครับทุกท่าน

เขียนเมื่อ 

วันนี้เอาความเห็นด้านวิชาการในหัวข้อตระกูลช่างและฝีมือช่างครับ คือเกิดจากเครื่องมือพิเศษเฉพาะของช่าง ส่วนรายละเอียดไปหาอ่านที่กลุ่มครับ เพราะเป็นวิชาการและสาระล้วนๆ...สวัสดี

เขียนเมื่อ 

ชมรมพระเครื่อง



แทน ท่าพระจันทร์





สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน





วันก่อนผมได้ไปพบปะกับเพื่อนเก่าหลายคน และก็มีเพื่อนของเพื่อนรวมอยู่ด้วย ก็ได้พูดคุยถึงเรื่องทั่วไปจนมาถึงเรื่องพระเครื่อง มีการนำพระเครื่องต่างๆ มาแบ่งกันชม และก็มีผู้ถามผมว่า การพิจารณาพระเครื่องว่าเป็นพระแท้หรือไม่นั้นมีหลักในการพิจารณาอย่างไร และถ้าจะต้องเริ่มศึกษาจะเริ่มจากอะไรบ้าง





ในช่วงแรกๆ ที่นำพระสมเด็จฯ พิมพ์ใหญ่วัดระฆังฯ และพระสมเด็จฯ พิมพ์ใหญ่กรุวัดบางขุนพรหมมาชมกันนั้น ผมเองก็พยายามเลี่ยงๆ เดินไปคุยทางโน้นทางนี้เรื่อยไป แต่ก็มีเพื่อนคนหนึ่งก็ได้ชวนผม เข้ามาดู ผมเองก็ลำบากใจอยู่พอสมควร เนื่องจากบางคนเราก็ไม่รู้จัก และสังเกตดูก็เห็นว่าแต่ละคนก็มั่นใจในพระสมเด็จฯ ของเขาอยู่มาก ยิ่งคนที่เพิ่งรู้จักและเขาก็ไม่รู้จักผมมาก่อน ก็ได้คุยอวดถึงความรู้เรื่องพระสมเด็จฯ อยู่ก่อนแล้ว ทำ ให้ผมเริ่มลำบากใจ เนื่องจากการแสดงความคิดเห็นถ้าไม่ตรงกับที่เขาพูดถึงกันอยู่ก็จะทำความไม่พอใจให้กับเขาแน่ ซึ่งโดยปกติผมก็ไม่ค่อยออกความคิดเห็นเกี่ยวกับพระเครื่องของใครโดยไม่จำเป็น แต่ถ้าจะซื้อ-ขายก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมก็เลยต้องออกตัวก่อนว่าวันนี้ดื่มไปมาก คงดูอะไรไม่รู้เรื่องแล้วล่ะ เฮ้อก็หาข้อแก้ตัว เอาตัวรอดไปได้





ในวงสนทนาเขาอธิบายถึงพระสมเด็จฯ ซึ่งผมฟังก็เหนื่อยพอสมควรจึงไม่จำเป็นต้องหยิบพระขึ้นมาพิจารณา เพราะถ้าหยิบขึ้นมาเขาก็คงต้องขอให้แสดงความคิดเห็น ซึ่งจะ ยิ่งลำบากใจมากขึ้นไปอีก ก็เพียงแต่มองไกลๆ พอครับ เรื่องพระเครื่องโดยเฉพาะพระสมเด็จฯ ซึ่งเป็นพระที่เจ้าประคุณสมเด็จพระ พุฒาจารย์ (โต) ท่านสร้างไว้นั้น ก็จะเป็นที่ปรารถนาของคนที่ชื่นชอบพระเครื่องโดยทั่วไป แต่พระแท้ๆ นั้นหายากมาก จึงมีพระที่ทำเลียนแบบมากมาย ทั้งที่เจตนาปลอมแปลงเลย กับพระที่สร้างขึ้นในระยะต่อๆ มา ที่เป็นพระแท้แต่ต่างวัด ต่างวาระและพระอาจารย์ผู้ปลุกเสกอีกมากมาย





ดังนั้นจึงมีการสร้างเรื่องราวต่างๆ มากมายเช่นกันที่เกี่ยวกับเรื่องพระสมเด็จฯ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่วงนอก มีการอ้างเรื่องราวต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาสมัยปู่ย่าตายาย เท็จบ้างจริงบ้าง เพื่อชวนเชื่อพระของตนที่ครอบครองอยู่ แต่ไม่ตรงกับมาตรฐานที่สังคมส่วนใหญ่เขานิยมกัน ผมเองเจอเรื่องราวแบบนี้มามากพอสมควร จึงไม่ค่อยที่จะแสดงความคิดเห็นกับผู้ที่ไม่ คุ้นเคยครับ





พอดีในวงสนทนาก็มีผู้ถามถึงหลักที่ใช้ในการพิจารณาพระว่าแท้หรือไม่ และควรศึกษาอย่างไร เริ่มต้นอย่างไร เรื่องนี้ก็พอจะอธิบายได้จึงได้เล่าให้วงสนทนาฟังว่า ในขั้นตอนแรกถ้าเริ่มจะศึกษา ก็ลองหาพระอะไรก็ได้ที่เราอยากจะศึกษาให้รู้ แล้วจึงเริ่มศึกษาจากประวัติก่อน คือประวัติการสร้าง (ตามมาตรฐานสากล) ว่าสร้างมาตั้งแต่เมื่อไหร่ สมัยใด เพื่อจะได้รู้ว่าอายุการสร้างนั้นสร้างมาแล้วกี่ปี มีการสร้างอยู่กี่แม่พิมพ์ มีเนื้อหาอะไรบ้าง เช่น เนื้อผง เนื้อโลหะอะไรบ้าง จากนั้นก็เริ่มศึกษาจากพิมพ์ตามที่ ได้ศึกษาจากประวัติว่ามีกี่แม่พิมพ์ ดูว่าพิมพ์ถูกต้องหรือไม่เป็นอันดับแรก ถ้าไม่ถูกก็ไม่ต้องดูต่อ เพราะไม่ใช่แน่นอน





อันดับต่อมาก็ดูที่เนื้อว่า ประเภทของเนื้อถูกต้องหรือไม่ เช่นตามประวัติเขาไม่มีการสร้างด้วยเนื้อทองคำหรือเงิน แต่พระที่เห็นเป็นเนื้อทองคำหรือเงินก็ไม่ต้องดูต่อ เมื่อประเภทของเนื้อถูกประเภทก็ดูว่าตามประวัตินั้นเขาใช้อะไรเป็นส่วนผสมบ้าง ใกล้เคียงหรือไม่





อันดับสุดท้ายก็คือธรรมชาติ อันนี้ค่อนข้างยากหน่อย และแยกได้คร่าวๆ คือ





ธรรมชาติอันเกิดจากกรรมวิธีการสร้างพระนั้นๆ เช่น พระในยุคสมัยเก่าเขาใช้เครื่องมืออะไร และวิธีสร้างทำอย่างไร ข้อนี้เราจะรู้จากการศึกษาประวัติในตอนต้น เช่น พระประเภทเหรียญปั๊ม ในประมาณปีพ.ศ.2440-2480 กรรมวิธีในการปั๊ม ยังไม่มีการใช้เครื่องไฮดรอลิกส์ปั๊มอย่างปัจจุบัน เครื่องที่ใช้ปั๊มสมัยนั้นบ้านเรามักเรียกว่าเครื่องปั๊มแบบข้อเสือ โดยใช้แรงเหวี่ยงจากคน โยกคันโยกที่มีลูกตุ้มอยู่ด้านบนให้หมุนส่งแรงลงมาที่แกนเกลียวส่งตัวแม่พิมพ์ลงมากระแทกแผ่นโลหะ การปั๊มแบบนี้จะมีแม่พิมพ์ที่ตื้น และต้องปั๊มหลายทีจึงจะติดแม่พิมพ์ครบ ขอบเหรียญที่เป็นส่วนเกินจะนำมาเลื่อยออกทีหลัง หรือไม่ก็ทำกระบอกบังคับในการปั๊ม ที่เขาจะเรียกเหรียญยุคนี้ว่าเหรียญข้างเลื่อย หรือเหรียญข้างกระบอกตามแต่วิธีการตัดขอบ ของเหรียญนั้นๆ พอในยุคต่อมาก็มีการตัดขอบเหรียญด้วยบล็อกตัวตัด และมาถึงยุคที่ใช้เครื่องปั๊มไฮดรอลิกส์ กรรมวิธีการสร้างต่างๆ เหล่านี้จะทิ้งร่องรอยไว้ให้เราพิจารณาประกอบแยกแยะแท้-เก๊ได้





อย่างพระหล่อ ก็มีการหล่อโบราณ และหล่อฉีดเหวี่ยงแบบสมัยใหม่ เป็นต้น พระเนื้อชินเนื้อดินก็มีกรรมวิธีการสร้างในแต่ละยุคต่างกัน พระเนื้อผงก็เช่นกัน อย่างพระสมเด็จฯ ที่สร้างโดยเจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็เช่นกัน ต่างก็มีประวัติการสร้างที่มีการบันทึกไว้ พระทุกอย่างจะทิ้งร่องรอยกรรมวิธีสร้างไว้ เราจึงต้องศึกษาและใช้เหตุผลแบบวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์ว่าใช่หรือไม่





ธรรมชาติความเก่า หมายถึงเมื่อเราศึกษาจนรู้ว่า อายุกาลการสร้างนั้นผ่านมาเป็นเวลาเท่าไรจากประวัติการสร้าง ก็พอจะสังเกตได้ว่าวัสดุที่นำมาใช้สร้างพระนั้นๆ มีอายุความเก่าได้หรือไม่ หรือเพิ่งทำมา มีความเสื่อมตามธรรมชาติหรือไม่ เรื่องนี้ต้องหาประสบการณ์ที่เคยได้เห็นหลากหลายสภาพมาเปรียบเทียบ เช่น พระเก่าเก็บอย่างดีไม่ได้ใช้ กับพระใช้ช้ำเป็นอย่างไร ข้อนี้ต้องหาประสบการณ์และฝึกฝนครับ





ครับคร่าวๆ ก็เป็นอย่างนี้ หลักการจะ เหมือนๆ กันทุกประเภทของพระ องค์ประกอบต้องครบ เช่น พิมพ์ เนื้อ และ ธรรมชาติครับ การวิเคราะห์อย่างถูกหลักต้องใช้เหตุและผล ไม่ใช่เดาๆ เอาครับ ก็มีบางท่านสงสัยอีกว่าทำไมเห็นดูแป๊บเดียวก็บอกได้ว่าแท้ไม่แท้ เพราะเห็นมีหลักมากมาย ก็ตอบได้ว่า เนื่องจากประสบการณ์ของแต่ละคนครับ เมื่อเห็นพระแท้นั้นๆ มามากก็มีประสบการณ์มาก จึงสามารถวิเคราะห์ได้เร็ว อย่างแบบพิมพ์ผิดก็ไม่ต้องวิเคราะห์ต่อ และถ้าให้เปรียบเทียบกับคอมพ์ก็เหมือนกับเครื่องมีฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุมาก เปรียบได้กับได้ศึกษามากเก็บข้อมูลมากย่อมได้เปรียบ และมีแรมสูงๆ ก็สามารถค้นข้อมูลได้เร็ว ประเมินผลได้เร็ว จึงทำให้วิเคราะห์ได้เร็วครับ





การวิเคราะห์พระเครื่องว่าใช่หรือไม่ใช่ ต้องใช้เหตุและผลที่ถูกต้อง และอธิบายได้แบบวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้และทั้งนั้นต้องมีหลักการศึกษาอย่างถูกต้องด้วย ประกอบกับการฝึกฝน ก็จะทำให้สามารถพิจารณาได้ด้วยตัวเองทุกท่านครับ





พร้อมกันนี้ผมได้นำรูปพระสมเด็จฯ พิมพ์ใหญ่ วัดระฆังฯ มาให้ชมกันด้วยครับ





ด้วยความจริงใจ

วันนี้ขออนุญาตฺท่านอาจารย์แสวง นำบทความดีๆ ของคุณวัธนชัย มุตตามระ หรือคุณแทน ท่าพระจันทร์ มาให้อ่านกันครับ..ว่ากันด้วยเรื่อง "พิมพ์" ของพระเครื่องครับ..

สุดยอดเลยครับ แบบนี้ครับที่เรียกว่านักเรียนจริงๆครับ ขอบคุณมากนะครับ