GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

สวัสดี KM

KM

ยินดีที่ได้รู้จัก....

UKM ทำอะไร ทำไมต้องมี UKM

UKM คือเครือข่ายจัดการความรู้ในมหาวิทยาลัย ชื่อเต็มคือ University Knowledge Management Network เป็นเครือข่ายที่ก่อตัวขึ้นเอง (self-organize) โดยความพร้อมใจมารวมตัวกันของ 5 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

เครือข่าย UKM เกิดจากความพร้อมใจรวมตัวกันเอง ไม่มีใครเป็นผู้จัดตั้ง ไม่มีใครผูกขาดเป็นเจ้าของ แต่สมาชิกเป็นเจ้าของร่วมกัน ร่วมกันจ่ายค่าใช้จ่ายในการจัดการเครือข่าย ซึ่งในปีแรกตกลงกันว่า ขอให้ มหาวิทยาลัยมหิดล รับเป็น secretariat ของเครือข่าย มี รศ.นพ.อภิชาติ ศิวยาธร รองคณบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นผู้จัดการเครือข่าย มีเจ้าหน้าที่ของสำนักพัฒนาคุณภาพ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล (ซึ่งคุณนภามาศ นวพันธุ์พิพัฒน์ เป็นผู้อำนวยการสำนัก) เป็นคณะ secretariat

การรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ก็เพื่อให้เกิดพลังเสริมแรง (synergy) ระหว่างกันของสมาชิกเครือข่าย ใช้ความแตกต่างหลากกหลายระหว่างสมาชิกเครือข่ายให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงภายในมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิก

จุดสำคัญของการเป็นเครือข่ายก็คือ สมาชิกมีความเป็นอิสระต่อกัน มีเป้าหมายในรายละเอียดแตกต่างกันได้ แต่มารวมตัวกันเป็นเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จัดการความรู้เพราะเชื่อว่า การได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนมหาวิทยาลัยสมาชิกเครือข่ายอื่นๆ จะทำให้การริเริ่ม และการเคลื่อนขบวนจัดการความรู้ดำเนินการได้ทะมัดทะแมงขึ้น ถูกวิธีมากขึ้น ได้อาศัย “ลูกเล่น” หรือยุทธศาสตร์ในการดำเนินการของมหาวิทยาลัยอื่น นำมาปรับใช้ในมหาวิทยาลัยของตนเอง

การประชุมปฏิบัติการ UKM ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 24-26 ธันวาคม 2547 ที่บ้านผู้หว่าน อ.สามพราน จ.นครปฐม นั้น เป็นการประชุมเพื่อฝึกอบรม CKO (Chief Knowledge Officer) ผู้ดูแลระบบการจัดการความรู้ กับ “คุณอำนวย” (Knowledge Facilitator) ผู้อำนวยความสะดวกต่อการดำเนินการจัดการความรู้

เรามีความหวังว่า หลังจากการประชุมปฏิบัติการครั้งนี้แล้ว CKO และ “คุณอำนวย” ในมหาวิทยาลัยทั้ง 5 จะกลับไปริเริ่มให้มีกลุ่ม “คุณกิจ” (Knowledge Practitioner) ดำเนินการจัดการความรู้ขึ้นในองค์กร โดยที่เราถือว่าในเรื่องของการจัดการความรู้ “คุณกิจ” คือนางเอก หรือ พระเอกผู้แสดงบทบาทจัดการความรู้ตัวจริง ส่วน CKO และ “คุณอำนวย” เป็นผู้จุดประกาย จัดระบบและยุยงส่งเสริม ให้ “คุณกิจ” ได้ดำเนินการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากการทำงานของตน

ประสบการณ์การทำงานที่ควรนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คือประสบการณ์การทำงานที่ให้ผลสัมฤทธิ์สูงส่ง ซึ่งอาจเป็นผลสัมฤทธิ์ระดับ 5 ดาว , 4 ดาว หรือ 3 ดาว ก็ได้ โดย CKO และคุณอำนวยอาจช่วยแนะนำว่าผลงานชิ้นใดถือว่าน่าจะอยู่ในระดับ 3 – 5 ดาว และส่งเสริมให้กลุ่ม “คุณกิจ” ไปนำเสนอ “ผลงานที่ภาคภูมิใจ”

จะเห็นว่า ในการดำเนินการจัดการความรู้ เราเน้นที่ความสำเร็จ ไม่เน้นปัญหา เรามุ่งหาความสำเร็จมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการทำงาน วิธีคิด และวิธีฟันฝ่าอุปสรรค เน้นการคิดเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์ เชิงชื่นชม แล้วไปขยายผลไปสู่งานอื่นๆและ “คุณกิจ” กลุ่มอื่น ภายใต้วิธีคิดแบบจัดการความรู้ เรามีความเชื่อว่าผู้ปฏิบัติงานทุกกลุ่มทุกหน่วยงานย่อย ต่างก็มี “ผลงานที่ภาคภูมิใจ” ทั้งสิ้น แต่อาจเป็นผลงานระดับ 3 ดาว ไม่ใช่ 5 ดาว เราก็ส่งเสริมให้นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แล้วกลุ่มผลงาน 3 ดาวก็จะพัฒนาขึ้นเป็น 4 ดาว 5 ดาวในที่สุด รวมทั้งเกิดการพัฒนางานในส่วนอื่นที่อาจอยู่แค่ 1 ดาว, 2 ดาว ให้มีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้นด้วย

ในการเอาเรื่อง “ผลงานที่ภาคภูมิใจ” มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนั้น เรามีเครื่องมือที่เรียกว่า “เรื่องเล่า เร้าพลัง” (Storytelling) มาใช้ ซึ่งที่จริงก็คือการเล่าเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เล่าแบบสบายๆ เล่าออกมาจากใจ (ไม่ใช่ออกมาจากสมอง ไม่ใช่เล่าเพื่อให้ดูดี ไม่ใช่เล่าเพื่อให้สอดคล้องกับผู้ที่ฟัง หรือผู้บังคับบัญชาอยากได้ยิน) แต่เป็นการเล่าเหตุการณ์จริง เล่าให้เห็นตัวละครและพฤติกรรม ถ้าเป็นเรื่องของตัวเองก็เล่าความรู้สึกนึกคิดในขณะเกิดเหตุการณ์เข้าไปด้วย ทำให้เป็นเรื่องเล่าที่มีชีวิต ชีวา

เราหวังว่า มหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายจะกลับไปจัดการประชุมปฏิบัติการฝึกอบรม “คุณอำนวย” เพื่อให้มี “คุณอำนวย” ในจำนวนที่เหมาะสม และมีทักษะที่เหมาะสม ในการปฏิบัติหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินการจัดการความรู้ในมหาวิทยาลัย ในการประชุมปฏิบัติการดังกล่าว น่าจะได้เตรียมตัวอย่าง “ผลงานที่ภาคภูมิใจ” (Best Practice) ที่เป็น “ของจริง” จากมหาวิทยาลัยแห่งอื่นที่เป็นสมาชิกเครือข่าย มาร่วมนำเสนอ “เรื่องเล่า เร้าพลัง” ในฐานะแขกรับเชิญ ที่มหาวิทยาลัยเจ้าภาพเป็นผู้คัดเลือกเชิญ และจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆในการเดินทางไปนำเสนอ การเชื้อเชิญแบบให้เกียรติข้ามมหาวิทยาลัยจะเป็นเครื่องมือสร้างคุณค่าและการยอมรับ “ผลงานที่ภาคภูมิใจ” และทำให้การจัดการความรู้ในเครือข่ายเกิดขึ้นอย่างทรงพลัง


จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง (เช่น เรื่องการเรียนการสอน) โดยการเล่าเรื่องจากผลสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ (Best Practice) หลายๆเรื่อง เราสามารถนำมาสร้างเป็นรายการของ “หัวใจ” (Core Competence) ของการปฏิบัติงานประเด็นนั้น และสร้างเป็น “ตารางแห่งอิสรภาพ” เพื่อการประเมินตนเอง (ดูบทความเรื่อง “ธารปัญญา” ใน
http://www.kmi.or.th/ )

“ตารางแห่งอิสรภาพ” คือเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดการคิดภาพใหญ่ มองเห็นภาพรวม ภาพเชิงระบบในการปฏิบัติงานประเด็นนั้นๆ

เล่าอย่างนี้ ท่านผู้อ่านก็คงจะไม่เข้าใจ ต้องลงมือปฏิบัติจริง จึงจะเข้าใจ การจัดการความรู้เป็นเรื่องที่ “ไม่ทำ ไม่รู้” ครับ

การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือพัฒนางาน พัฒนาคน พัฒนาความเป็นชุมชนในที่ทำงาน และยกระดับความรู้สำหรับใช้ในการปฏิบัติงาน แต่ สำหรับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษา การจัดการความรู้ยังเป็นเครื่องมือ สร้างความรู้เชิงวิชาการจากชีวิติจริงหรือการปฏิบัติจริง เนื่องจากภายในผลงาน / การปฏิบัติงาน / กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน ที่บรรลุผลยอดเยี่ยมน่าภาคภูมิใจนั้น มีความรู้ (tacit knowledge) อยู่ ผู้ที่มีทักษะในการจัดการความรู้จะสามารถ “ถอด” ความรู้ (explicit knowledge) ออกมาได้ และเมื่อนำมาผ่านกระบวนการทางวิชาการ หรือทางวิทยาศาสตร์ก็จะได้ความรู้ที่พิสูจน์ยืนยันความถูกต้อง เป็นผลงานวิชาการได้

มหาวิทยาลัยอื่นๆที่สนใจจะเป็นสมาชิกเครือข่าย สามารถติดต่อไปที่ รศ.นพ.อภิชาติ ศิวยาธร ได้ โดยมีเงื่อนไขว่า (1) มหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกจะต้องกำหนด CKO ของมหาวิทยาลัย สำหรับดูแลระบบจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัยตนเอง และทำหน้าที่เป็นผู้แทนของมหาวิทยาลัยในการประชุมด้านการจัดการเครือข่าย (2) มหาวิทยาลัยต้องลงมือดำเนินการจัดการความรู้ภายในองค์กร และนำประสบการณ์มากแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสมาชิกของเครือข่าย (3) มหาวิทยาลัยต้องออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาร่วมกิจกรรมของเครือข่ายอื่นๆด้วยตนเอง และจะต้องจ่ายเงินค่าสมาชิกเครือข่าย สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการส่วนกลาง อัตราค่าสมาชิกนั้น จะมีการตกลงกันต่อ น่าจะอยู่ในระหว่าง 50,000 – 100,000 บาทต่อมหาวิทยาลัยต่อปี

เราหวังว่าการดำเนินการจัดการความรู้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัยในลักษณะ “ปฏิวัติวัฒนธรรม”

การจัดการความรู้

(Knowledge Management-KM)

การจัดการความรู้ หรือที่เรียกย่อๆ ว่า KM คือ เครื่องมือ เพื่อใช้ในการบรรลุเป้าหมาย อย่างน้อย 3 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่ บรรลุเป้าหมายของงาน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

ดังนั้นการจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้เท่านั้นเอง

แรงจูงใจในการริเริ่มการจัดการความรู้

แรงจูงใจแท้ต่อการดำเนินการจัดการความรู้ คือ เป้าหมายที่งาน คน และองค์กร เป็นเงื่อนไขสำคัญ ในระดับที่เป็นหัวใจสู่ความสำเร็จในการจัดการความรู้

แรงจูงใจเทียม ต่อการดำเนินการจัดการความรู้ในสังคมไทย มีมากมายหลายแบบ เป็นต้นเหตุที่นำไปสู่การทำการจัดการความรู้แบบเทียม และนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด เช่น ทำเพราะถูกบังคับตามข้อกำหนด กล่าวคือ ทำเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าทำ หรือทำเพื่อชื่อเสียง ทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรดูดี หรือมาจากความต้องการผลงานของหน่วยย่อยภายในองค์กร เช่น หน่วยพัฒนาบุคลากร (HRD) หน่วยสื่อสารและสารสนเทศ (ICT) หรือหน่วยพัฒนาองค์กร (OD) ต้องการใช้การจัดการความรู้ในการสร้างความเด่น หรือสร้างผลงานของตน หรืออาจมาจากคนเพียงไม่กี่คน ที่ชอบของเล่นใหม่ๆ ชอบกิจกรรมที่ดูทันสมัย เป็นแฟชั่น แต่ไม่เข้าใจความหมายและวิธีการดำเนินการจัดการความรู้อย่างแท้จริง

 

ประเภทความรู้

ความรู้อาจแบ่งใหญ่ๆ ได้ ๒ ประเภท คือ

. ความรู้เด่นชัด (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่อยู่ในรูปแบบที่เป็นเอกสาร หรือ วิชาการ อยู่ในตำรา คู่มือปฏิบัติงาน

. ความรู้ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่แฝงอยู่ในตัวคน เป็นประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน เป็นภูมิปัญญา

โดยที่ความรู้ทั้ง ๒ ประเภทนี้มีวิธีการจัดการที่แตกต่างกัน

การจัดการ ความรู้เด่นชัดจะเน้นไปที่การเข้าถึงแหล่งความรู้ ตรวจสอบ และตีความได้ เมื่อนำไปใช้แล้วเกิดความรู้ใหม่ ก็นำมาสรุปไว้ เพื่อใช้อ้างอิง หรือให้ผู้อื่นเข้าถึงได้ต่อไป (ดูวงจรทางซ้ายในรูป) ส่วนการจัดการ ความรู้ซ่อนเร้นนั้นจะเน้นไปที่การจัดเวทีเพื่อให้มีการแบ่งปันความรู้ที่อยู่ในตัวผู้ปฏิบัติ ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน อันนำไปสู่การสร้างความรู้ใหม่ ที่แต่ละคนสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้ต่อไป (ดูวงจรทางขวาในรูป)

รวบรวม/จัดเก็บนำไปปรับใช้เข้าถึงตีความความรู้เด่นชัดExplicitKnowledgeความรู้ซ่อนเร้นTacitKnowledgeสร้างความรู้ยกระดับมีใจ/แบ่งปันเรียนรู้ร่วมกันCapture & LearnCreate/LeverageCare & ShareAccess/Validatestoreapply/utilizeเรียนรู้ยกระดับ

ในชีวิตจริง ความรู้ ๒ ประเภทนี้จะเปลี่ยนสถานภาพ สลับปรับเปลี่ยนไปตลอดเวลา บางครั้ง Tacit ก็ออกมาเป็น Explicit และบางครั้ง Explicit ก็เปลี่ยนไปเป็น Tacit

 

โมเดลปลาทู

โมเดลปลาทู เป็นโมเดลอย่างง่าย ของ สคส . ที่เปรียบการจัดการความรู้ เหมือนกับปลาทูหนึ่งตัวที่มี ๓ ส่วน คือ

. ส่วน หัวปลา(Knowledge Vision- KV) หมายถึง ส่วนที่เป็นเป้าหมาย วิสัยทัศน์ หรือทิศทางของการจัดการความรู้ โดยก่อนที่จะทำจัดการความรู้ ต้องตอบให้ได้ว่า เราจะทำ KM ไปเพื่ออะไร ?” โดย หัวปลานี้จะต้องเป็นของ คุณกิจหรือ ผู้ดำเนินกิจกรรม KM ทั้งหมด โดยมี คุณเอื้อและ คุณอำนวยคอยช่วยเหลือ ๒

. ส่วน ตัวปลา (Knowledge Sharing-KS) เป็นส่วนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญ ซึ่ง คุณอำนวย จะมีบทบาทมากในการช่วยกระตุ้นให้ คุณกิจ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ โดยเฉพาะความรู้ซ่อนเร้นที่มีอยู่ในตัว คุณกิจ พร้อมอำนวยให้เกิดบรรยากาศในการเรียนรู้แบบเป็นทีม ให้เกิดการหมุนเวียนความรู้ ยกระดับความรู้ และเกิดนวัตกรรม

. ส่วน หางปลา(Knowledge Assets-KA) เป็นส่วนของ คลังความรู้หรือ ขุมความรู้ที่ได้จากการเก็บสะสม เกร็ดความรู้ที่ได้จากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตัวปลาซึ่งเราอาจเก็บส่วนของ หางปลานี้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น ICT ซึ่งเป็นการสกัดความรู้ที่ซ่อนเร้นให้เป็นความรู้ที่เด่นชัด นำไปเผยแพร่และแลกเปลี่ยนหมุนเวียนใช้ พร้อมยกระดับต่อไป

KnowledgeVision KnowledgeAssetsKnowledgeSharing KVKSKA ส่วนหัว ส่วนตามองว่ากำลังจะไปทางไหนต้องตอบได้ว่า ทำ KM ไปเพื่ออะไร

 ที่มา  http://www.kmi.or.th/autopage/file/WedJuly2005-9-16-35-Introduce_KM.pdf

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): km
หมายเลขบันทึก: 58334
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)