SEEN อีสาน _๐๕ : กระบวนการประเมินการขับเคลื่อน ปศพพ. แบบ Self-Active Assessment (๑)

อ.ต๋อย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

บันทึกนี้สืบต่อจากบันทึกที่แล้ว ที่นี่

ผมจงใจตั้งชื่อ Self-Active Assessment (SAA) เอง เพื่อให้ "เตะตา หรือ คุ้นตา" สำหรับการนักการศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่จะยกย่อง "วิชา" ที่มาจากชาวตะวันตก ... ผมมีความเห็นที่ "ตกผลึก" และยึดมั่นมากว่า การศึกษาเป็นเรื่องของคน คนเป็นเรื่องเกี่ยวพันธ์ "เฉพาะตน" "ระหว่างคน" กับ "ชุมชนและสถานที่" ดังนั้นการศึกษา จึงเป็นเรื่องที่ผูกพันธ์กับ "ท้องถิ่น คน ชุมชน และสังคม" ไม่เหมือนวิทยาศาสตร์ที่ผมเรียนมา ที่แก้วที่นี่กับแก้วที่ไหน แก้วที่เมืองไทยหรือแก้วที่อเมริกาก็เหมือนกัน แต่การศึกษาไม่เหมือนกัน ดังนั้น สิ่งที่ใช้ได้ที่อเมริกา ไม่ใช่ว่าจะนำมาใช้กับคนไทยได้เลย.... เราต้องพัฒนาระบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับคนและชุมชนของเราขึ้นเอง และเราทำสำเร็จและพิสูจน์แล้วว่าได้ผลยิ่ง นั่นคือ การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ด้านการศึกษา หรือเรียกวา "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา" ที่ผมกำลังทุ่มเทขับเคลื่อนฯ อย่างเต็มความสามารถในขณะนี้ ...

AA น่าจะมีชื่อเป็นภาษาไทยว่า "การประเมินตนเองแบบตื่นรู้" ในที่นี้หมายถึง การประเมินตนเองด้วยกิจกรรมนำคิดอย่างใคร่ครวญ มีสติรู้ตัว และมีปัญญารู้คิด..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/dashboard/home#/posts/583105

SAA น่าจะมีชื่อเป็นภาษาไทยว่า "การประเมินตนเองแบบตื่นรู้" ในที่นี้หมายถึง การประเมินตนเองด้วยกิจกรรมนำคิดอย่างใคร่ครวญ มีสติรู้ตัว และมีปัญญารู้คิด..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/dashboard/home#/posts/583105

SAA น่าจะมีชื่อเป็นภาษาไทยว่า "การประเมินตนเองแบบตื่นรู้" ในที่นี้หมายถึง การประเมินตนเองด้วยกิจกรรมนำคิดอย่างใคร่ครวญ มีสติรู้ตัว และมีปัญญารู้คิด ..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/dashboard/home#/posts/583105

SAA น่าจะมีชื่อภาษาไทยว่า “การประเมินตนเองแบบตื่นรู้” ในที่นี้หมายถึง การประเมินตนเองด้วยกิจกรรมนำคิดอย่างใคร่ครวญ มีสติรู้ตัว และมีปัญญารู้คิด วิธีการมี ๕ ขั้นตอนคือ ๑) สร้างกรอบแนวคิด เพื่อใช้เป็นกรอบอ้างอิงเชิงคุณภาพ (Quality Reference) ขึ้นมาก่อน ๒) นำเกณฑ์มาตรฐานในการขับเคลื่อนฯ (เกณฑ์ก้าวหน้า) และประสบการณ์ข้อค้นพบและปัญหา มาสังเคราะห์และออกแบบเป็นเกณฑ์การประเมินตนเอง ๓) ออกแบบ “เครื่องมือนำคิด” หลักสำคัญคือ ต้องเน้นให้คิดประเมินตนเองอย่างใคร่ครวญ ภายใต้เงื่อนไขของความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงไปตรงมา ไม่มีผลได้ผลเสียต่อผลการประเมินตนเอง และ ๔) ใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่ม ช่วยในการตัดสินใจ และใช้คำถามและเปิดโอกาสให้ถามแบบเป็นกันเองเพื่อเพิ่มความเข้าใจต่อผลการประเมินของตนเอง ๕) ให้สะท้อน (Reflection) และสรุปภาพรวมของตนเองต่อเป้าหมายมาตรฐาน



๑) กรอบแนวคิดในการประเมินพัฒนาการของการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาด้วยตนเอง

เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการวิเคราะห์ความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนฯ สามารถแบ่งระดับของความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาการของนักเรียนแกนนำด้าน อุปนิสัย "พอเพียง" ได้ ๔ ขั้น คือ นิยาม ตีความ นำไปใช้ และให้/แบ่งปัน โดยบทบาทของครูแกนนำขับเคลื่อนฯ แตกต่างกัน๔ แบบ สอดคล้องกัน และแต่ละระดับจะส่งผลต่อระดับของความสำเร็จของโรงเรียนในการปลูกฝังอุปนิสัย “พอเพียง" ของนักเรียนแกนนำ ๓ ระดับ ดังรายละเอียดต่อไปนี้


๑. พัฒนาการของนักเรียนแกนนำ ๔ ระดับ

ระดับพัฒนาการของนักเรียนแกนนำอาจวิเคราะห์เทียบเคียงกับพัฒนาการ ๓ ขั้น ได้แก่ ระดับมูลค่า ระดับความคิด และระดับคุณค่า, คุ้มค่า ซึ่งเชื่อมโยงส่งผลกับบทบาทของครู และระดับของผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนรู้ซึ่งแบ่งได้เป็น ๔ ระดับ ได้แก่ นิยาม ตีความ นำไปใช้ และระดับให้และแบ่งปัน (ดูรูปด้านล่าง)

· ขั้นนิยาม หมายถึง นักเรียนรู้จักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาอย่างถูกต้อง ว่า เป็นหลักปรัชญาที่ในหลวงพระราชทานให้ปวงชนชาวไทย ให้เป็น "หลักคิด" "หลักปฏิบัติ" ในการดำเนินชีวิต ด้วย ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ

· ขั้นตีความ หมายถึง นักเรียนสามารถอธิบายเชื่อมโยงกิจกรรมหรือประสบการณ์ของตนเองทั้งกิจกรรมการ เรียนรู้ กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และการดำเนินชีวิตประจำวันของตนเอง กับหลัก ปศพพ. ด้านการศึกษาได้อย่างสอดคล้อง

· ขั้นนำไปใช้ หมายถึง นักเรียนสามารถนำหลัก ปศพพ.ด้านการศึกษา ไปใช้กับตนเองทั้งกิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และการดำเนินชีวิตประจำวันของตนเอง จนเกิดผลลัพธ์กับตนเอง

· ขั้นให้/แบ่งปัน หมายถึง การน้อมนำมาทำกับตนเองอย่างจริงจังต่อเนื่องจนเกิดผลลัพธ์ประทับใจ ถึงขั้น "ระเบิดจากภายใน" ตนเอง ภูมิใจอยากบอกต่อ มีความสุขที่ได้ให้และแบ่งปันกับคนอื่น เห็นคุณค่าและความดีของ ปศพพ.ด้านการศึกษา ด้วยตนเอง



๒. บทบาทครูแกนนำ ๔ ระดับ

บทบาทครูแกนนำ ที่พบในการขับเคลื่อน ปศพพ. ซึ่งสอดคล้องกับ พัฒนาการของนักเรียน ๔ ระดับ ตามรูปข้างบน ได้แก่

· ระดับที่ ๑ ใช้วิธีการขับเคลื่อนแบบ "บอก สอน ป้อน สั่ง" หมายถึง การพร่ำสอน กำกับ ควบคุม หรือบรรยายบอกเกี่ยวกับ ปศพพ.ด้านการศึกษาให้นักเรียน

· ระดับที่ ๒ ใช้การ "ถอดบทเรียน" อย่างมีรูปแบบ โดยกำหนดคำถามตายตัว โดยมาก ใช้แบบฟอร์ม ใบงาน หรือรูปแบบที่ครูคิดขึ้น

· ระดับที่ ๓ ใช้การสอดแทรกในกิจกรรมการเรียนการสอน กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และในการดำเนินชีวิตของนักเรียน อย่างไม่มีรูปแบบตายตัว โดยทำทุกโอกาส โดยมากเป็นการตั้งคำถาม

· ระดับที่ ๔ เป็นการสอดแทรกอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของตนเอง สอดแทรกเมื่อโอกาสเวลาที่เหมาะสมตามบริบท นักเรียนไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกบ่มเพาะปลูกฝัง ปศพพ. จนกว่าจะเกิดองค์ความรู้นั้นในตนเองด้วยตัวเอง

๓. พัฒนาการของโรงเรียน ๓ ระดับ

ในการประเมินว่า โรงเรียนอยู่ระดับใด พร้อมหรือไม่ที่จะเป็นโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ฯ ข้อสังเกตที่สำคัญเชิงอุดมคติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างโรงเรียน ที่มีพัฒนาการแตกต่างกัน ๓ ระดับ ดังรูป



· ระดับที่ ๑ โรงเรียนสถารศึกษาทั่วไป ผู้อำนวยการและครูใช้หลัก ปศพพ. โดยไม่รู้ตัว นักเรียนเกิดอุปนิสัย"พอเพียง"โดยไม่รู้ตัว เพราะหลักสูตรแกนกลาง ๒๕๕๑ ได้กำหนดให้ปลูกฝังอุปนิสัย “พอเพียง" อยู่แล้ว หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นหลักสูตร “พอเพียง" นั่นเอง

· ระดับที่ ๒ โรงเรียนสถารศึกษาพอเพียง ผู้อำนวยการและครูใช้หลัก ปศพพ. อย่างรู้ตัว รู้จักหลัก ปศพพ. (นิยาม) ครูเข้าใจและสามารถอธิบายความ (ตีความ) หลัก ปศพพ. กับกิจกรรมการเรียนการสอนและกิจกรรมเสริมต่างๆ ได้ นักเรียนเกิดอุปนิสิย"พอเพียง"โดยไม่รู้ตัว

· ระดับที่ ๓ โรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ผู้อำนวยการและครูใช้หลัก ปศพพ. อย่างรู้ตัว นักเรียนเกิดอุปนิสัย "พอเพียง" และรู้ตัว สามารถบอกต่อได้อย่างถูกต้อง


๒) เกณฑ์การประเมินระดับความสำเร็จของการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา

ระดับความสำเร็จของการขับเคลื่อนฯ สู่ผู้บริหารโรงเรียน ครู และนักเรียนแกนนำ ที่ประเมินจากผลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนในเวทีต่างๆ และจากประสบการณ์การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและประเมินความพร้อมเพื่อรับการประเมินเป็น ร.ร.ศรร.ฯ โดยพิจารณาตามแนวทางที่กำหนดในเกณฑ์ก้าวหน้า ดังนี้

๑. ระดับความสำเร็จด้านผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคล


ระดับ ๑

ระดับ ๒

ระดับ ๓

ระดับ ๔

ระดับ ๕

ผอ.

รู้และเข้าใจหลัก ปศพพ.


นำไปปฏิบัติกับตนในชีวิตและงานบริหาร ร.ร.

เกิดผลลัพธ์และถ่ายทอดสู่ครู/ผู้อื่น

ขยายผลสู่ชุมชน /โรงเรียนอื่นๆ

ระเบิดจากภายในภูมิใจขยายผล ปฏิบัติต่อเนื่อง ยั่งยืน

(เกิดอุปนิสัยพอเพียง)

ครู

นำไปปฏิบัติกับตนในชีวิต

การจัดการเรียนการสอน และกิจกรรมเสริม

เกิดผลลัพธ์และถ่ายทอดสู่เพื่อนครูและนักเรียน

ขยายผลสู่ครูโรงเรียนอื่น/ ชุมชน

นักเรียน

นำไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง การเรียน และการทำกิจกรรมในโรงเรียน

สามารถถ่ายทอด อธิบาย ตีความ ตามหลัก ปศพพ.

ขยายผลสู่คนใกล้ชิดและนักเรียนอื่นๆ


๒. เกณฑ์การประเมินระดับความสำเร็จด้านกระบวนการขับเคลื่อนของโรงเรียนด้วยตนเอง

มิติของการขับเคลื่อนฯ

ระดับ C

ระดับ B

ระดับ A

การบริหารจัดการ และการพัฒนาครู

- เน้นบริหารงานแนวดิ่ง (top-down) สั่งการและตัดสินโดยฝ่ายนโยบายและบริหาร

- มีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการขับเคลื่อน ปศพพ. ในโรงเรียน

-มีแผนและการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ เพื่อสนับสนุนมุ่งสู่วิสัยทัศน์

-ผู้บริหารและคณะครูเห็นความสำคัญและมีความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จเพื่อนักเรียน

-ครูมีความรู้ความเข้าใจในหลัก ปศพพ. ด้านการศึกษาอย่างถูกต้อง

-ตามระดับ C

-การบริหารงานแนวราบ

-มีการขับเคลื่อนฯ สู่วิสัยทัศน์ของโรงเรียน โดยน้อมนำหลัก ปศพพ. มาใช้ทุกขั้นตอนของการบริหาร

-ครูนำหลัก ปศพพ. มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน และกิจกรรมเสริม



-ตามระดับ B

-การบริหารจัดการส่งผลให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ และการดำเนินชีวิต

-ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูตระหนักว่า การขับเคลื่อน ปศพพ. ไม่ใช่งานเพิ่มเติม แต่เป็นหลักคิด หลักปฏิบัติในทุกๆ เรื่อง

การจัดการเรียนรู้

- จัดการเรียนรู้แบบเดิมที่ยังเน้นเนื้อหา เน้นการท่องจำ พร่ำสอน ครูบอก ออกคำสั่ง ห้ามปราม ปลูกฝังโดยใช้ครูเป็นศูนย์กลาง

- จัดกิจกรรมหรือโครงการเสริมสร้างอุปนิสัยอย่างแยกส่วน แยกวิชาการออกจากคุณธรรม แยกทฤษฎีออกจากปฏิบัติ เช่น โครงการส่งเสริมคุณธรรม การสอนโครงงานของแต่ละวิชา โครงการแข่งขันทางวิชาการโครงการส่งเสริมอุปนิสัยพอเพียง ฯลฯ

- จัดการประเมินการเรียนรู้แบบเดิม คือ “ประเมินแบบได้ -ตก"เน้นประเมินความรู้มากกว่าทักษะ

- ครูทำงานแบบเดี่ยว ต่างคนต่างทำนักเรียนเรียนแบบเดี่ยว

- จัดการเรียนโดยเน้นนวัตกรรมช่วยสอน เช่น สื่อ สื่อคอมพิวเตอร์ หนังสือเรียน ฯลฯ เพื่อให้ท่องจำได้ง่ายขึ้น ทำได้เร็วขึ้น การสอนแบบบูรณาการแบบสหวิทยาการ

- จัดกิจกรรมหรือโครงการแบบบูรณาการแบบต่างๆ ที่ครูเป็นผู้ออกแบบและกำหนดขั้นตอน (นักเรียนยังไม่มีบทบาท)เช่น การทำฐานการเรียนรู้ การสอนโครงงานบูรณาการ ฯลฯ

- จัดระบบการ “ประเมินเพื่อพัฒนา" ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เน้นครูเป็นผู้ประเมิน โดยใช้เครื่องมือเชิงปริมาณ

- ครูทำงานเป็นทีม นักเรียนเรียนแบบเดี่ยว

- จัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ เน้นการเรียนรู้ของนักเรียน “สอนน้อย เรียนมาก" ให้ความสำคัญกับการสร้างแรงบันดาลใจ วินัยในตนเอง และทักษะการเรียนรู้ ฝึกให้มีทักษะชีวิต “เรียนชีวิต ไม่ใช่เรียนวิชา"

- จัดกิจกรรมการเรียนรู้หรือโครงงานบูรณาการบนฐานปัญหาหรือสถานการณ์จริงของชุมชนหรือสังคม โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง โดยเชื่อมโยงกับความรู้และทักษะทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน (เน้นการนำไปใช้ในชีวิตจริง)

- เน้นให้นักเรียนได้ประเมินตนเอง ประเมินเพื่อเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ของตนเอง เป็นการ “ประเมินความเปลี่ยนแปลง" ของนักเรียน

ความสัมพันธ์กับชุมชนและโรงเรียนอื่นๆ

- ชุมชนยังไม่มีส่วนร่วมในการพัฒนาการเรียนรู้ ชุมชนยังมีความเข้าใจว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นที่โรงเรียน

- ความสัมพันธ์เป็นแบบทางเดียว เช่นให้ความร่วมมือตามที่โรงเรียนเรียกร้อง ชุมชนให้การสนับสนุน ฯลฯ โรงเรียนยังไม่ได้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน


- ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเรียนรู้ในโรงเรียน ชุมชนมีความตระหนักว่า โรงเรียนเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคม

- ความสัมพันธ์เป็นแบบสองทาง ได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมประเมินผล

- ตามระดับ B

- โรงเรียนเป็นศูนย์การเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนและสังคม

- โรงเรียนมีส่วนในการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนโดยเฉพาะด้านการพัฒนาเยาวชน


บันทึกหน้ามาว่ากันเรื่อง “เครื่องมือนำคิด” ครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วิถีแห่งความพอเพียง



ความเห็น (0)