สตรีแห่งพม่ากับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ( ออง ซาน ซู จี ) ตอนที่ 1

สถานภาพทางเพศของสตรีในอดีตไม่ได้รับความเท่าเทียมกันกับผู้ชาย ทำให้เกิดความแตกต่างทางเพศที่มากกว่ารูปร่างหรือสรีระทางธรรมชาติ และไม่ว่าจะในทางสังคม ทางเศรษฐกิจและการเมือง ค่านิยมในสังคมทั่วไปก่อให้เกิดความแตกต่างกันในเรื่องของความเสมอภาคระหว่างสตรีและผู้ชาย ประเด็นความเสมอภาคถูกนำมาวิจารณ์อยู่เสมอ เกิดเป็นขบวนการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสิทธิของสตรี แต่เมื่อได้รับการพัฒนาที่นำไปสู่ความทันสมัย สตรีก็เข้ามามีบทบาททุกๆด้านและหลายอย่างซึ่งรวมเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้สถานภาพของสตรีมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่มีความเท่าเทียมกันกับผู้ชาย โดยเฉพาะสตรีกับการเมืองแม้ว่าจะมีการเหลื่อมล้ำกันในเรื่องบางเรื่องก็ตาม เรื่องของอำนาจในแนวคิดสตรีนิยมทางด้านการเมือง โดยรวมทฤษฎีสังคมและการเมืองกระแสหลักที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นล้วนสร้างขึ้นโดยไม่นำพาต่อความคิดในแบบของสตรีนิยม ปรากฏการณ์นี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของกระบวนการสามประการที่ยังดำเนินอยู่ คือ การกีดกัน การผลักไส และการไม่ให้ความสำคัญแก่สตรีและทัศนะของสตรีในสังคมและการเมือง แต่หากมองถึงโครงสร้างแห่งการปกครองแล้ว ระบอบที่เปิดโอกาสให้ประชาชนหรือคนส่วนใหญ่ของสังคมได้มีส่วนรวม ได้มีโอกาสกำหนดทิศทางของชีวิตของตัวเองด้วย อย่างเช่นประชาธิปไตยก็คงเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง เพราะประชาชนซึ่งถือว่าเป็นคนส่วนใหญ่มีสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกันตามหลักการ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากแนวความคิดทางการเมืองมีอยู่ในทุกภูมิภาคของโลก ในบางแห่งระบอบการปกครองอาจจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมีการตรวจสอบที่เข้มแข็ง มีการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกันทั้ง อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจตุลาการ แต่ในขณะที่บางแห่งก็เพียงแต่ได้ชื่อว่าประชาธิปไตยแต่กลับเป็นเผด็จการทางการเมืองที่ครอบงำและจูงชาติจูงประเทศไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของตน ในประเทศพม่า ระบอบการเมืองการปกครองยังจัดได้ว่าเป็นระบอบเผด็จการทหารเต็มรูปแบบนโยบายทุกอย่างถูกกลั่นกรองจากรัฐบาลทหาร ซึ่งไม่มีใครสามารถจะคัดค้านได้ แม้รัฐบาลทหารพม่าจะพยายามเปลี่ยนแปลงท่าทีเพื่อบอกแก่ประชาคมโลกว่าอยู่ในระหว่างการปรับตัวแต่ก็เป็นไปเพื่อให้ได้เข้าร่วมกับสังคมโลกและไม่ถูกตัดหางปล่อยวัดอยู่อย่างโดดเดี่ยวในลุ่มน้ำอิรวะดีที่กว้างใหญ่ไพศาลแต่เพียงลำพัง การต่อสู้และความนิยมที่สตรีคนหนึ่งได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำประเทศ รวมทั้งการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและการมีบทบาทของผู้นำสันนิบาตสู่เสรีภาพของประเทศ อย่างไรก็ตามในความเป็นจริง หากมองและนึกถึงบุคลที่สามารถผูกใจคนไว้ได้ อาจจะมีไม่มากนักและเมื่อพูดถึงสตรีที่ยังมีลมหายใจ ที่เป็นตำนานที่มีชีวิตและผู้รักในความเป็นประชาธิปไตย ต่อสู้เพื่อสันติภาพ เพื่อมนุษยชนที่ประชาชนต่างยอมรับและศรัทธาในตัวเธอหรือที่รู้จักกันว่า สตรีเแห่งพม่า ออง ซาน ซู จี

ออง ซาน ซู จี

ออง ซาน ซูจี ผู้นำสตรีในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในพม่า เกิดในปี ค.ศ. 1945 ผู้ได้ชื่อว่าเป็นวีระบุรุษหรือสตรีแห่งพม่าคนหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2458 เป็นบุตรสาวของวีรบุรุษแห่งพม่า (นายพล ออง ซาน) ซึ่งถูกลอบสังหารเมื่อเธออายุได้ 2 ขวบ ออง ซาน ซูจี ได้รับปริญญาตรีสาขาปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ จาก St. Hugh's College Oxford University ในปี ค.ศ. 1967 และเริ่มทำงานกับสำนักงานเลขาธิการองค์การสหประชาชาติที่นิวยอร์ก ตั้งแต่ปี ค.ศ.1969-1971 จากนั้นไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่วิจัย กระทรวงต่างประเทศ ของรัฐบาลภูฐาน ค.ศ.1972[1] ก่อนหน้าที่พม่าจะได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์หลังจากที่ต่อสู้เรียกร้องมาเป็นเวลานาน ออง ซาน ซูจี ใช้ชีวิตวัยเด็กในพม่าแวดล้อมด้วยสิ่งที่เพียบพร้อมของบิดา จนอายุได้ 15 ปี ออง ซาน ซูจี เธอได้กลายเป็นสัญลักษณ์และความหวังของระบบการเมืองแบบใหม่ที่คนพม่าต้องการ แต่ด้วยเผด็จการทางทหารที่ปฎิเสธเธอได้กลับกลายเป็น ดาราหรือตัวละครทางการเมืองระหว่างประเทศโลกตะวันตกที่เธอเองพยายามเผยแพร่ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และประชาสังคมให้กับประชาชนในพม่า การก้าวมาเป็นนักการเมืองของ ออง ซาน ซูจี จากการก้าวขึ้นมาเป็นนักการเมืองในพม่าก็เป็นอุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์โดยแท้จริง คือ เธอได้กลับมาในช่วงของการประท้วงของนักศึกษาที่อยู่ในช่วงของเศรษฐกิจนิยมพม่าล้มเหลวอย่างหนักที่ได้กลายเป็นคลื่นประท้วงระดับชาติ การแห่รูปนายพลอองซานบิดาของเธอในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและสังคมรูปแบบใหม่ที่ได้ส่งผลกระทบต่อสำนึกของสตรีในขณะนั้น และได้กลายเป็นกระแสพัดพาเธอสู่ สายธารแห่งประวัติศาสตร์[2] ออง ซาน ซูจี แต่งงานกับ ดร. ไมเคิล อาริส นักวิชาการชาวอังกฤษและให้กำเนิดบุตรชายคนแรก อเล็กซานเดอร์ ในปี 1973 และบุตรชายคนที่สอง คิม ในปี 1977 ปี ค.ศ.1985 -1986 ออง ซาน ซูจี ได้รับเชิญเป็นนักวิชาการแลกเปลี่ยนที่ศูนย์เอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ปี ค.ศ.1987 เป็นนักวิจัยที่สถาบันอินเดียศึกษา ในซิมลา[3] 20 ปีก่อนหน้าที่เธอจะกลับมาพม่า ใช้เวลาส่วนใหญ่ดูแลครอบครัวในอังกฤษ เธอกลับมาสู่พม่าในมีนาคม ปี ค.ศ 1988 เพื่อให้การรักษาพยาบาลมารดาของเธอที่ป่วยหนัก เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดการต่อต้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เนื่องมาจากการกดขี่ทางการเมืองและปัญหาทางเศรษฐกิจตกต่ำตลอดเวลา 26 ปี ออง ซาน ซูจี ไม่ได้คาดคิดว่าการเดินทางกลับบ้านครั้งนี้จะทำให้ชีวิตเรียบง่ายของเธอพลิกผัน กลายเป็นตำนานการต่อสู้เพื่อสันติภาพของโลก[4] ความเด็ดเดี่ยวและยืนหยัดในหลักการต่อสู้ของ ออง ซาน ซุจี ทางการเมืองโดยสันติวิธีทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพบุคคลแรกๆ ของอุษาคเนย์ ภายใน 1 ปีต่อมาสถานการณ์วุ่นวายในประเทศพม่า ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ในช่วงนั้นกดดันให้ นายพล เนวิน ต้องลาออกจากตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม และเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า วันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ.1988 ประชาชนนับล้านรวมตัวกันในเมืองย่างกุ้ง อันเป็นเมืองหลวงของประเทศพม่า เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย การประท้วงแผ่ขยายไปทั่วประเทศ ผู้นำทหารได้สั่งการให้ใช้กำลังอาวุธสลายการชุมนุม ทำให้ผู้ร่วมชุมนุมหลายพันคนเสียชีวิต ออง ซาน ซูจี ได้กลายเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพและสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างชัดเจนและมีน้ำหนักที่สุดในขณะนั้น ถึงแม้จะมีการสั่งกักบริเวณห้ามไม่ให้เธอออกนอกบ้านตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 1989 พรรคการเมืองที่เธอเป็นผู้ก่อตั้งก็ยังสู้ต่อจนสามารถกวาดชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ ในการเลือกตั้ง เมื่อเดือนพฤษภาคม 1190 นับจากนั้นเป็นต้นมารัฐบาลทหารที่ปกครองพม่าได้ปฏิเสธที่จะปล่อยตัว ออง ซาน ซูจี หรือมอบอำนาจให้แก่รัฐบาลพลเรือนตามที่เคยได้สัญญาไว้[5]ในปี พ.ศ. 2496 ออง ซาน ซูจี ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการวางแผนสังคม และคงอยู่ในตำแหน่งนั้นเรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2501 จนถึงปีพ.ศ. 2503 เมื่อเธออายุได้ 48 ปี ก็ได้รับการแต่งตั้งให้ป็นเอกอัคราชทูตหญิงคนแรกของพม่าไปประจำที่ประเทศอินเดียในช่วงปี พ.ศ. 2510 ซึ่งในเวลานั้นมีเผด็จการเป็นผู้นำ จึงทำให้ดอว์ ขิ่น จี ลาออกจากตำแหน่งราชการทั้งหมดด้วยสาเหตุที่ว่าไม่ต้องการการเป็นตัวแทนของประเทศที่มีเผด็จการเป็นผู้นำที่ภายหลังจากออง ซาน สิ้นชีวิต ที่ทำให้นายพลเนวินขึ้นมามีอำนาจ ดังนั้นแม่(ดอว์ ขิ่น จี) จึงกลายมาเป็นผู้มีอิทธิพลในการหล่อหลอมบุคลิกและความคิดของซูจี ต่อจากพ่อ [6]ออง ซาน ถูกหล่อหลอมจากสตรีและสตรีด้วยกันอาจจะกล่าวได้ว่า ผู้หญิงกับบทบาทหน้าที่มีอิทธิพลอย่างมากเพราะบทบาทของสตรีคือหนึ่งในสาเหตุที่จะช่วยขับเคลื่อนและเป็นแรงผลักดันทั้งทางกายและทางใจที่ส่งผลให้เกิดการถ่ายทอดอารมและความรู้สึกในสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นและเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สตรีที่มองเห็นถึงความเป็นผู้นำ สามารถที่จะผลักดันตัวเองให้เกิดความคิดเป็นผู้นำขึ้นมา


[1] ดร.กุลธิดา บุณยะกุล-ดันนากิ้น, ออง ซาน ซูจี วีระสตรีประชาธิปไตยพม่า, หน้า 27-50.

[2] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, พม่า ประวัติศาสตร์และการเมือง, หน้า 167-169.

[3] เรื่องเดียวกัน หน้า 172.

[4] ดร.กุลธิดา บุณยะกุล-ดันนากิ้น, ออง ซาน ซูจี วีระสตรีประชาธิปไตยพม่า, หน้า 69-77.

[5] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, พม่า ประวัติศาสตร์และการเมือง, หน้า 173-174.

[6] ดร.กุลธิดา บุณยะกุล-ดันนากิ้น, ออง ซาน ซูจี วีระสตรีประชาธิปไตยพม่า, หน้า 28-30.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การสร้างและการพัฒนาสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (FORMATION AND DEVELOPMENT OF THE ASSOCIATION OF SOUTHEAST ASIAN NATIONS)



ความเห็น (0)