ศึกษาการใช้ SCORE-OT โดยจากเคสที่คิดว่ายากที่สุดจากประสบการณ์การฝึกปฏิบัติงานทางคลินิก

Shunrei
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

การศึกษานี้ มาจากการเรียนการสอนวิชา กภกก424 ทักษะการให้เหตุผลทางคลินิกของกิจกรรมบำบัด อาจารย์ ดร.ป๊อบผู้สอนรายวิชานี้ ได้ใช้สรุปปัญหาทางกิจกรรมบำบัดเป็นองค์รวมของผู้รับบริการ ออกมาเป็น SCORE-OT ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้กับผู้รับบริการทุกคน ในที่นี้จะอธิบายการใช้ SCORE-OT พร้อมกับศึกษาหลักการใช้ร่วมกับเคสที่เคยประสบมาดังนี้


S: Scientific CR – Symptoms = Cause & effect = fish bone

-Body function/Structure (โครงสร้าง &ระบบกลไลร่างกาย) > Anatomy & Physio

-Activity (กิจกรรม)

-Participation (การมีส่วนร่วม)

จากการศึกษา

ผู้รับบริการเป็นเด็กวัยรุ่นหญิง อายุ 16 ปี วินิฉัยเป็นโรค CP spastic เข้ามารับบริการพร้อมผู้ดูแลด้วยรถเข็น

จากตารางข้างบน เป็นการสรุปปัญหาที่พบในเด็กและกิจกรรมการรักษา มีดังนี้

1. Motor skill: ด้านการเคลื่อนไหว

มีดังนี้ Spastic ทั้งร่างกาย ,Limit RoM of both elbow ,hypo tone ,Serial mvt.

Hand function เอื้อมได้ กำได้ นำได้เล็กน้อย ปล่อยไม่ได้ ,Hand perhension – cylindrical grasp เช่น แก้วพลาสติก

Eatingกินอาหาร – กล้ามเนื้ออ่อนแรงหุบปากไม่สนิท มีน้ำลาย ,เคี้ยวอาหาร เช่น ข้าวต้มได้

intervention :

เพิ่มการรับรู้ทางข้อต่อ (proprioception การสัมผัส ,light touch),ลดspastic(PROM ก่อนทุกครั้ง), เพิ่มARoMที่elbow , hand function ฝึกการเอื้อมกำนำปล่อยวัตถุขนาดเดิม(แก้วพลาสติก) ทำกิจกรรมซ้ำๆเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ,สอนการนวดoro-motor เพื่อช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าและปิดปากสนิท ให้แก่ผู้ดูแลเป็นHome program

2. Cognitive skill : ความรู้ความเข้าใจ

-Arousal การรับรู้ สามารถรับรู้ชื่อได้ โดยการใช้สายตาหันมามอง Inattention ไม่มองหน้าสบตา (ความสนใจต่ำ)

intervention :

การใช้สิ่งเร้าเพิ่มการมองวัตถุ เพื่อให้สามารถจดจำวัตถุได้(การเพิ่มCognitive Lv1->Lv2) ,กระตุ้นให้สนใจทำกิจกรรม โดยการใช้เสียงหรือสัมผัส

3. Psychosocial skill : ทักษะทางสังคม

-Volition พยายามลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยตัวเอง ,มีการยิ้มโต้ตอบเมื่อดีใจ ,ไม่มีสามารถตอบตกลงหรือปฏิเสธ(แสดงความต้องการ หรือความรู้สึกว่าเจ็บ)

intervention :

สอนการสื่อสารโดยการขยับหน้าหรือส่งเสียง ,การกินข้าวโดยมีการถามก่อนที่จะป้อนให้กิน(เป็นคำถามตอบใช่/ไม่ใช่) เช่น เอาน้ำไหม เป็นต้น ,การเล่นที่เห็นได้ชัดเจนและเหมือนกัน เช่น การจับคู่ภาพ การจับคู่วัตถุกับรูปภาพ(รูปและวัตถุต้องเหมือนกัน) เป็นต้น

4.Environment : สภาพแวดล้อม

Care giver ผู้ดูแลเป็นป้า เนื่องจากพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน ผู้รับบริการอยู่กับป้า2คนไม่ได้ไปโรงเรียน

Intervention :

Home programเช่น energy conservation ,การเคลื่อนย้าย ,positive reinforcement การสอนท่าทางการยืดกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันการเกร็งของกล้ามเนื้อ ,การสอนการนวดปาก


C: Conditional CR – Context – Personal factor = Ming mapping (MOHO)

1.Volitional (เจตจำนง) : Volition (ความตั้งใจ) + Motivation (แรงจูงใจ)

2.Habituation(พฤตินิสัย) : Habit (นิสัย) + Behavior(พฤติกรรม)

3.Performance (ความสามารถ) : Doing(การทำ) > Skill(ทักษะ) > Ability(ทักษะของตนเอง) > Capacity(ลองผิดลองถูก) > Competency(ศักยภาพสูงสุด พรสวรรค์)

4.Environment :ทางกายภาพ Physical Environment , ทางสังคม Social

จากการศึกษา ผู้รับบริการมีเจตจำนง ในการเอื้อมหยิบวัตถุที่ต้องการได้เอง แต่สามารถหยิบได้แค่ในระยะรอบตัว


O: Outcome (Procedural CR) – Mind mapping (PEOP)

จากการศึกษา

ผู้รับบริการมีการพยายามลุกขึ้นนั่งจากท่านอนด้วยตัวเองขณะอยู่คนเดียว >สอนท่าทางการลุกที่ถูกวิธีให้แก่ผู้รับบริการ

ผู้รับบริการมีการตอบสนองต่อเสียงเรียกบ้าง ความสนใจต่ำ >เพิ่มช่วงความสนใจ และหันหาบ่อยครั้ง


R: Resource(Pragmatic CR) – Causal Loop (Evidence – base Practice)

จากการศึกษา การใช้เทคนิค weight-bearingในการลดtoneกล้ามเนื้อ เพื่อง่ายแก่การทำกิจกรรม

การใช้เทคนิคRepetition การทำซ้ำๆเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เมื่อเด็กเกิดการเรียนรู้จะทำให้เด็กสามารถทำได้ด้วยตัวเอง


E: Effect – Program Evaluation + SOAP Note + Need Assessment

จากการศึกษา เนื่องจากการรับรู้ของผู้รับบริการต่ำ ทำให้การทำกิจกรรมต้องให้การกระตุ้นที่มาก เพื่อให้สามารถทำกิจกรรมได้

> S : ผู้รับบริการมีท่าทางเหม่อลอย ยังไม่สามรถช่วยเหลือตนเองได้

> O:ผู้รับบริการมีช่วงความสนใจที่สั้น สามารถคงความสนใจได้เพียง1-2นาที แล้วจึงหันเหอีกครั้ง

> A:ผู้รับบริการมีระดับcognitive Lv.1 ต้องใช้การกระตุ้นตลอดในการให้ทำกิจกรรมจนจบ

> P:ผู้รับบริการมีการตอบสนองคงคามสนใจได้นานขึ้นจากเดิม 2 นาทีเป็น 5 นาที ขณะทำกิจกรรม


O: Occupational Domain = Pattern & Trend (Time Use/ Satisfaction/ Importance)

จากการศึกษา กิจกรรมที่ฝึกผู้รับบริการ มีทักษะทางสังคมคือ

1) กิจกรรมตอบรับพูด 'เอา'หรือ 'ไม่เอา' ขณะทำกิจกรรมกับผู้บำบัด

2) กิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายตามความต้องการ คือ การลุกขึ้นนั่งด้วยตัวเองจากท่านอน


T: Therapy (Therapeutic Process/OA) = Motor / Process / Social Interaction Skill

จากการศึกษา

จากตารางข้างบน เป็นการส่งเสริมการดูแลตนเองแก่ผู้รับบริการ เพื่อลดภาระแก่ผู้ดูแล

1.Motor Skill : ผู้รับบริการสามารถขยับแขนขยับขาเองได้เล็กน้อยในการเปลี่ยนท่าทาง

Intervention : สอนท่าการลุกขึ้นนั่งโดยการสงวนพลังงานให้

2.Cognitive Skill : สามารถรับรู้ และฟังคำสั่งง่ายๆและตอบได้

Intervention :เพิ่มการรับรู้ ในการฟังคำสั่ง และตอบได้ โดยการสอนซ้ำๆให้เกิดการเรียนรู้ เช่น ให้ฝึกพูดเอาหรือไม่เอา ในสิ่งที่เอามาให้ เป็นต้น

3.Phychosocial skill : มีnon-verbal communication (การสื่อสารที่ไม่ใช้คำพูด)

Intervention : เพิ่มช่องทางการสื่อสารแก่ผู้รับบริการด้วยการชี้ ที่วัตถุที่ต้องการ

4.Environment :ปรับสภาพบ้านให้เหมาะสมกับความสามารถของผู้รับบริการ

Intervention : การแนะนำการปรับสภาพบ้าน เช่น การวางสิ่งที่จำเป็นไว้ข้างตัวผู้รับบริการ(ไม่ควรเป็นของมีคมหรืออันตราย)


สุดท้ายนี้

ขอขอบคุณ ผู้ที่เข้ามาอ่านบันทึกฉบับนี้จนจบการบันทึก หวังว่าการบันทึกนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เข้ามาอ่าน และผู้ที่สนใจศึกษาหลักการทางกิจกรรมบำบัด และขอขอบคุณแหล่งอ้างอิงที่ให้ความรู้และหลักการทฤษฎีต่างๆ แก่การทำบันทึกฉบับนี้


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • -อ.มะลิวัลย์เรืองคำ. "ทฤษฎีและกรอบอ้างอิงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมบำบัด เด็กและวัยรุ่น". PTOT325 กิจกรรมบำบัดเด็กและวัยรุ่น1.21,2557
  • -maliwanot.http://www.scribd.com/doc/33988249/ ทฤษฎีและกรอบอ้างอิงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมบำบัด 1. "ทฤษฎีและกรอบอ้างอิงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมบำบัดเด็กและวัยรุ่น" . [Online]. ค้นเมื่อ24 สิงหาคม2557
  • - KHEMAPICH MEEKAM. https://www.gotoknow.org/posts/578371."ใช้ SCORE OT ประมวลเคสที่คิดว่ายากที่สุดหลังจากการลงฝึกปฏิบัติงานทางคลินิก" . [Online]. ค้นเมื่อ10 ธันวาคม2557

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สิ่งที่เรียนรู้และศึกษา



ความเห็น (0)