ชีวิตที่พอเพียง : ๒๓๐๘. ควงสาวเที่ยวเยอรมนี ๖. เบอร์ลิน


ตอนที่ ๑ตอนที่ ๒ตอนที่ ๓ตอนที่ ๔ ตอนที่ ๕

๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ วันที่ ๔ ของการเดินทาง

เราวางแผนออกจากโรงแรม Monopol, Frankfurt 6.30 น. ทำได้ตามแผน แต่เร็วเกินไป ที่ชาลา ๘ ยังไม่ขึ้นป้ายบอกเที่ยวรถ เราไปดูแผนผังรถเที่ยวของเรา ว่าชั้น ๒ อยู่ตรงไหน แล้วไปนั่งบริเวณ D เวลา 6.45 น. ป้ายขึ้นขบวนอื่น คือ IC 1074 Hamburg - Altona ออกเวลา 6.58 รถยังไม่เข้าชาลา สาวน้อยหนาว ต้องเอาเสื้อโค้ทหนามาสวม อุณหภูมิคงราวๆ ๑๒

รถไฟ ICE 874 ที่เราจะโดยสารและกำหนดออก ๗.๑๓ น. ตรงเวลา มาจากที่อื่น เข้าชาลา ๓ นาทีล่วงหน้า คนโดยสารลงจำนวนมาก เราขึ้นรถตรงตำแหน่ง C ของชาลา ได้ที่นั่ง 32 และ 34 โดยพยายามหาป้ายว่ามีคนจองไหม มีแต่ตัว LED ว่า bahn.comfort นั่งกันสองคนรู้สึกเป็นส่วนตัวดี สังเกตภายหลังพบว่า bahn.comfort เป็นที่นั่งที่อาจมีคนจอง และเราต้องลุกให้ แต่เราก็ได้นั่งเป็นปกติสุขตลอดการเดินทางเกือบสี่ชั่วโมงครึ่ง

สิ่งที่ไม่คิดว่าจะพบในเยอรมนีคือ มีคนเขียน Grafiti บนกำแพงหรือฝาผนังมาก ไม่ทราบว่ามันสะท้อนอารมณ์อึดอัดของคนหนุ่มสาวหรือเปล่า

ตู้โดยสารของ ICE นั่งสบาย ออกแบบใหม่ทันสมัย มี Wifi (เสียเงิน) ไฟอ่านหนังสือส่วนตัว ปลั๊กไฟซ่อนอยู่ระหว่างที่นั่งคู่ โต๊ะวางของหน้าที่นั่งแบบบนเครื่องบิน ชั้นวางกระเป๋าเหนือศีรษะกว้าง วางกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ได้ และมีที่วางกระเป๋าอยู่กลางตู้ด้วย

รถไฟแล่นผ่านที่ราบ ที่มีเกษตรกรรมกว้างใหญ่ เขียวชะอุ่ม ต่างจากทิวทัศน์ในสวิสที่เรามาเที่ยวคราวที่แล้วในเดือนมิถุนายนปีนี้ ที่สวิสมีวิวภูเขาให้ความสวยงามต่างกัน

AIS Pocket WIFI ที่ผมซื้อเวลามาจากกรุงเทพ ลองใช้บนรถไฟ รับสัญญาณติด แต่สัญญาณอ่อนหรือไม่มีเป็นช่วงๆ ตอบ อีเมล์ไม่ได้ ทดลองใช้ที่ห้องพัก ๗๔๐ โรงแรม โมเตล วัน ก็ใช้ไม่ได้ รับสัญญาณได้ไม่เสถียร วันที่ ๒๘ เอาไปลองใช้กลางเมืองมิวนิก ก็ใช้ไม่ได้ ผมเสียเงินสองพันบาทเศษโดยไม่ได้ประโยชน์ใดๆ เลย

ถึงเบอร์ลิน เราคลำทางชั่วครู่ก็ไปถึงโรงแรม เมื่อเช็คอินที่โรงแรม โมเต็ล วัน และขึ้นห้องพัก ๗๔๐ เราก็ได้ห้องขนาดเล็ก และไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก ตรงตามความคาดหวังจากประสบการณ์เดินทางเที่ยวฝรั่งเศสตอนใต้เมื่อเดือนมิถุนายน ทำให้เราเห็นว่า โรงแรม Monopol ที่แฟรงค์เฟิร์ต เป็นข้อยกเว้น ค่าโรงแรม ๓ วัน ๒๖๔.๖ ยูโร หากกินอาหารเช้าคนละ ๘ ยูโร

กินอาหารเที่ยงที่เป็นเสบียงขนมาจากกรุงเทพ และพักจนมีแรงแล้ว เราก็เดินไปที่สถานีกลาง (Haupbahnhof) ไปพบ Information Center พอดี จึงซื้อ Berlin Welcome Card สองวัน คนละ ๒๐.๕ ยูโร แล้วไปเที่ยว Checkpoint Charlie จากคำแนะนำวิธีเดินทางไปของเจ้าหน้าที่ของ Information Center โดยขึ้นรถไฟ S ไปต่อ U6 ที่สถานี Friedrichstrasse ขึ้นจากรถใต้ดินที่สถานี Kochstrasse

Checkpoint Charlie เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนมาก เพราะให้ความรู้ประวัติศาสตร์เบอร์ลินสมัยถูกแบ่งแยกเป็นเบอร์ลินตะวันออกและเบอร์ลินตะวันตก และเยอรมันแบ่งแยกเป็นเยอรมันตะวันออกและเยอรมันตะวันตก หรืออาจกล่าวว่าเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์กำแพงเบอร์ลิน ที่สำหรับผมเป็นประวัติศาสตร์ของความไม่แน่นอน เพราะในราวๆ ปี ค.ศ. 1970 มีนักพันธุศาสตร์เยอรมันไปที่กรุงเทพ ผมถามเขาว่ามีลู่ทางที่เยอรมันจะรวมชาติไหม เขาตอบว่ายังมองไม่เห็นทางเลย แต่ในปี ค.ศ. 1990 เยอรมันก็รวมชาติได้ เพราะความล้มเหลวของลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

ผมลองค้นโพสต์ เช็คพ้อยท์ชาร์ลีในพันธ์ทิพย์ดอมคอม ที่นี่ เล่าเรื่องไปเที่ยว เบอร์ลินดีมาก

จากเช็คพ้อยท์ชาร์ลี เราคิดไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ German Historical Museum ถามทางไปที่สถานี Friedichstrasse แล้วพบป้ายบอกทางว่าเดินไป ๘๕๐ เมตร สาวน้อยชวนเดินไป เพราะเธอต้องการเอาใจผม ที่ชอบชมพิพิธภัณฑ์ แต่ผมประมาณว่าเธอเดินไม่ไหวแน่ ไปกลับ ๑.๗ ก.ม. และเดินในพิพิธภัณฑ์อีกอย่างน้อย ๑ ก.ม. เราจึงชวนกันกลับโรงแรม กว่าจะคลำทางกลับสถานีรถไฟกลางได้ สาวน้อยก็หมดแรง


๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๗ ชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เยอรมัน

หลังจากกลับมาจาก ปอตสดัม เรานั่งรถเมล์สาย TXL เพื่อจะไปลงที่สถานี Statoper นั่งไปๆ รู้สึกว่าออกนอกเมืองไปทุกทีก็รู้ว่านั่งรถผิดทาง แทนที่จะไปทิศ Alexanderplatz กลับนั่งไปทาง Airport เรานั่งไปถึงสนามบินก็นั่งกลับ เลยสถานีกลางไปจนถึงสถานี Statoper ก็ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เยอรมันสมใจ

ค่าเข้าชมคนละ ๘ ยูโร ลดเหลือ ๖ ค่าเช่า Audio Guide ๔ ยูโร ผมมีข้อสังเกตว่า เขาจัดเป็นประวัติศาสตร์คนธรรมดามากพอๆ กันกับประวัติศาสตร์ราชสำนัก

เขามีนิทรรศการพิเศษ " 1914 – 1918 The First World War" ชี้ให้เห็นว่า พอเริ่มศตวรรษที่ ๒๐ ประเทศในยุโรปก็ขัดแย้งกันจนรบกันครั้งใหญ่ การรบลามไปถึงอัฟริกา มีคนตาย ๑๕ ล้านคน เป็นทหาร ๙ ล้าน พลเมือง ๖ ล้าน นิทรรศการนี้เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อร้อยปีก่อน เพื่อการเรียนรู้วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ ที่ความขัดแย้งทางทหารนำไปสู่ความสูญเสียในด้านหนึ่ง แต่ก็ก่อความเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐานด้านความคิดทางการเมืองในสังคมมนุษย์

นิทรรศการจัดแสดงสภาพการรบใน ๑๔ จุดยุทธศาสตร์สำคัญ ลงรายละเอียดมาก แสดงให้เห็นว่า สงครามครั้งนี้ เป็นสงครามของทุกคน โดยทุกคน รวมทั้งพลเรือน

ในที่สุดสงครามก็แพ้ชนะกันด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เข้ามาสร้างความได้เปรียบคู่ต่อสู้

นิทรรศการนี้ใหญ่มาก มีส่วนเสริมมากมาย ได้แก่การให้บริการทัวร์แก่นักเรียนที่มาเป็นกลุ่ม การฉายภาพยนต์ที่เกี่ยวข้อง การจัดเวทีอภิปราย แต่เอกสารแผ่นพับเป็นภาษาเยอรมันเป็นส่วนใหญ่ ผมอ่านเดาๆ เอา

ส่วนที่เป็น นิทรรศการถาวร เขาจัดเป็น ๒ ยุค ได้แก่ (๑) ยุคกลาง ถึงสิ้นสงครามโลกครั้งที่ ๑ (๒) สาธารณรัฐ ไวมาร์ (สิ้นยุคกษัตริย์) ถึง การรวมเยอรมันตะวันตกและเยอรมันตะวันออก และสิ้นยุคยึดครอง โดยสัมพันธมิตร ในปี 1994

เขานับความเป็นชาติเยอรมันที่ภาษา และนับจุดเริ่มต้นที่ปี 768 เมื่อ ชาร์ลมาญ เป็น King of the Franks คนเยอรมันสิ้นสุดยุคเรร่อน ตั้งหลักแหล่ง ซึ่งต่อมารวมตัวกันเป็นนครรัฐเล็กๆ จำนวนมาก เป็นส่วนหนึ่งของ The Holy Roman Empire ผมได้เรียนรู้ว่าฝรั่งเศสรวมชาติเป็นปึกแผ่นได้ก่อนเยอรมัน

ปี 1517 ที่ Martin Luther เผยแพร่ความคิดปฏิรูปศาสนาคริสต์ ไม่ได้มีผลต่อการนับถือศาสนาเท่านั้น แต่มีผลทางการเมืองในยุโรปอย่างกว้างขวาง และค่อยๆ สั่งสมความขัดแย้ง จนนำไปสู่ สงครามสามสิบปี (1618 – 1648) ที่เริ่มจากความขัดแย้งทางศาสนา (คาทอลิก กับโปรเตสแตนท์) แล้วลามไปสู่ความขัดแย้งอื่นๆ ซึ่งนำไปสู่การจัดระเบียบยุโรปใหม่ มีพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราช ที่เป็นระบอบที่ใช้กันในศตวรรษที่ ๑๗

ที่จริงประวัติศาสตร์ยุโรปก็เหมือนประวัติศาสตร์จีนที่กล่าวไว้ในต้นเรื่องของหนังสือสามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ว่ายุโรปสมัยก่อนสลับกันระหว่างสภาพ "เป็นสุข" และ "เป็นศึก" และบางสงครามใหญ่ก็เริ่มจากการที่จักรพรรดิ์ตายโดยไม่มีรัชทายาท ห้ามหาอำนาจในยุโรป สมัยนั้นคืออังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรีย ปรัสเซีย และรัสเซีย ก็รบกันเพื่อปกป้องหรือรุกรานผลประโยชน์ระหว่างกัน

ผมตีความว่า คนเยอรมันเป็นคนเข้มแข็ง ความเข้มแข็งนี้ นำไปสู่ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านได้ง่าย ในท่ามกลางความซับซ้อนของสังคมและการเมือง ประเทศเยอรมันจึงเป็นสาเหตุของสงครามโลกถึงสองครั้ง และพ่ายแพ้ทั้งสองครั้ง แต่เวลานี้เยอรมนีก็เป็นประเทศที่เศรษฐกิจเข้มแข็งที่สุดในยุโรป

การไปชมพิพิธภัณฑ์ สำหรับผมมีประโยชน์ช่วยให้เข้าใจความซับซ้อนของโลกและสังคม โลกตะวันตกเขาดีกว่าเราตรงที่สามารถเอาเรื่องราวต่างๆ มาบอกผู้คนได้โดยไม่มีกฎหมายห้าม ทำให้คนรับรู้ความจริงได้ร่วมกันอย่างเปิดเผย ผมสังเกตว่า เขานำเรื่องราวของนาซีเยอรมันมาจัดแสดง โดยไม่มีส่วนที่เป็นอารมณ์เจือปน

นิทรรศการนี้บอกผมว่า เมื่อเกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ภูมิทัศน์ทางสังคมและการเมืองในประเทศและระหว่างประเทศก็เปลี่ยนแปลงไป สถาบันที่เคยเป็นหลักในสังคมอาจเสื่อมลงไป เกิดสถาบันใหม่

ผมเกิดความคิดว่า สังคมปัจจุบัน มีสถาบันเพิ่มขึ้นมากมาย มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน เป็นสังคมพหุมิติ (pluralistic society) มากกว่าสภาพในอดีตที่ผมไปชมในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เยอรมัน อย่างมากมาย

ในยุคปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ต้องมีลักษณะ multimedia มากขึ้น ออดิโอไกด์ที่เลือกได้หลายภาษา เป็นสิ่งที่จำเป็น สำหรับให้ผู้เข้าชมเช่า ให้เป็นธุรกิจที่เลี้ยงตนเองได้ ผมเดาว่าต่อไป จะกลายเป็น มัลติมีเดีย ไกด์ ช่วยให้ความรู้ในเวลาจำกัด โดยที่ต้องมีที่นั่งพักให้มากกว่าในปัจจุบัน เพราะต่อไปคนแก่จะมากขึ้น


วันพฤหัส ที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๗ เที่ยวเมืองเบอร์ลิน

วันนี้ฝนไม่ตก แต่ท้องฟ้าครึ้ม และอากาศหนาว ๑๑ องศาเซลเซียส เราออกไปนั่งรถบัสสาย TXL ไปลงใกล้ ประตูชัย แบรนเด็นเบิร์ก เห็นตำรวจมาปิดถนน เข้าไปตรง จตุรัส ๑๘ มีนาคม จึงเห็นคนกลุ่มหนึ่ง หน้าตาเป็นคนตะวันออกกลาง มาตั้งวงเขียนโปสเตอร์เตรียมประท้วง และมีรถตำรวจมาจอด ตำรวจมาคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ ตอนเราไปถึงเวลายังไม่ ๙ น. คนยังไม่มาก นั่งรถผ่านมาอีกทีตอนใกล้เที่ยง คนแน่นขนัด

มีป้ายบอกว่าเดินไปอาคารรัฐสภา ( Reichstag) เพียง ๓๕๐ เมตร ผมจึงชวนสาวน้อยเดินผ่านถนนที่ตัดผ่านสวน Tier Gardens ที่มีต้นไม่ร่มรื่น ไปพบอาคารรัฐสภาที่ผมเคยไปทัวร์อาคาร และกินอาหารเย็นที่ภัตตาคารข้างบน ดังเล่าใน บันทึกนี้

จากนั้น ขึ้นรถบัส ไปลงที่สถานี Statoper เดินชมสถานที่สักครู่ก็ขึ้นบัสสาย 100 ไป Alexanderplatz ซึ่งกว้างใหญ่มาก ไปเดินเล่นสักครู่ก็นั่งรถสายเดิมกลับ ไปลงชม Berlin Cathedral จากภายนอก ซึ่งกำลังมีการถ่ายภาพยนต์อยู่ ใกล้กันมี Altes Museum มาทราบภายหลังว่าบริเวณนั้นเรียกว่า Museum Island ขึ้นบัสไปลงที่มหาวิทยาลัยฮุมโบลท์ แวะไปดู Neue Wache ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานแห่งสงครามและความทารุณโหดร้าย แล้วแวะเข้าไปเที่ยวชม และถ่ายรูป หน้ามหาวิทยาลัย ทางมหาวิทยาลัยฮุมโบลท์มีป้ายเล็กๆ วางเชิญชวนให้คนเข้าไปซื้อของในร้านขายของที่ระลึก

ตอนเย็น เราออกจากโรงแรมไปเดินเล่น โดยไปที่หน้าสถานีรถไฟกลาง ข้ามถนนและข้ามสะพานข้ามคลองเดินไปทางอาคารรัฐสภา ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงครึ่งกิโลเมตร ไปพบทั้งอาคารใหม่และอาคารเก่า ไปเดินเล่นแถวนั้น ซึ่งเป็นคล้ายๆ สวนสาธารณะ มีน้ำพุ และอาคารสมัยใหม่สวยงาม มีการปลูกต้นไม้เลื้อยเกาะผนังอาคาร ช่วงฤดูใบไม้ร่วงอย่างนี้ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีแดง สวยงามมาก

เดินกลับมาทางสถานีรถไฟกลาง มาเดินชมสะพานเก่า และเดินเล่นตามฝั่งคลอง อากาศเย็น ๑๒ องศา โดยเราสวมเสื้อผ้าคนละหลายชั้น เดินเล่นได้สบาย เป็นอันครบวันที่สาม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในเบอร์ลิน และเป็นวันที่ ๖ ในเยอรมนี

ความประทับใจที่สุดในการมาเที่ยวเบอร์ลินคราวนี้คือ การมีอนุสรณ์สถานหลากหลายที่ หลากหลายแบบ เพื่อเตือนใจคนทั่วไป ถึงผลร้ายของความคิดชาตินิยมสุดขั้ว จนกลายเป็นเชื้อชาตินิยม และโหดร้ายต่อคนที่ต่างเชื้อชาติ ต่างความคิดหรือความเชื่อ แบบที่เกิดขึ้นสมัยนาซี ซึ่งจะโทษเฉพาะหัวหน้านาซีทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะคนเยอรมันในขณะนั้นก็ชื่นชอบระบอบนาซีจริงๆ

ระบอบประชาธิปไตย ต้องมีเครื่องเตือนใจให้คนที่มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง หรือลงคะแนนตัดสินทิศทางของประเทศ ให้ใช้สิทธิเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และคิดถึงผลที่มั่นคงยั่งยืนของประเทศ ไม่ใช่ลงคะแนนตามการโฆษณาปลุกเร้าทางการเมือง เพื่อประโยชน์ระยะสั้น

ความประทับใจเรื่องที่สอง คือถนนว่าง และมีช่องทางจักรยานทั่วไป ที่ถนนว่างเพราะมีระบบขนส่งสาธารณะสะดวกมาก คนที่นี่นิยมใช้จักรยานมาก คล้ายๆ เป็นปัจจัยที่ ๕ และรถขนส่งสาธารณะก็เอื้อให้เอาจักรยานขึ้น และแม้แต่บนสถานีรถไฟก็ขึ้นไปขี่ได้

เรื่องที่สาม รถเมล์ที่นี่มีระบบไฮดรอลิก เมื่อจอดลดระดับพื้นรถให้เสมอขอบทางเท้าได้ ครั้งหนึ่งเมื่อรถเมล์จอดสนิท คนขับก็ออกมาจากที่นั่งคนขับ ไปที่ประตู ยกพื้นที่ซ่อนอยู่กับตัวรถ กลายเป็นทางลาดให้รถนั่งคนพิการขึ้น แล้วคนขับก็พับทางลาดเข้ากับตัวรถอย่างเดิม ถามคนพิการว่าเรียบร้อยไหม แล้วไปนั่งขับรถต่อไป เบอร์ลิน และเมืองต่างๆ ของเยอรมัน มีระบบที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของคนพิการ



เรียนรู้เรื่องกำแพงเบอร์ลิน ที่บริเวณ Checkpoint Charlie


พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เยอรมัน


โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อสมัยรํบาลนาซี


ประตูแบรนเดนเบิร์ก

นิทรรศการกลางแจ้ง บอกเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่ ๒


อนุสรณ์สถานคนยิปซีที่ถูกนาซีฆ่า


อาคารรัฐสภาเก่า



จตุรัสอเล็กซานเดอร์


ร้านขายฮอทด็อกเคลื่อนที่ด้วยสองขา


มหาวิหารเบอร์ลิน


พิพิธภัณฑ์เก่า


พิพิธภัณฑ์เก่า




อนุสรณ์สถานสงครามและความโหดร้าย



ประติมากรรม Mother with her death son ในอนุสรณ์สถาน



หน้ามหาวิทยาลัยฮุมโบลดท์


หน้าสถานีรถไฟกลาง


ในสวนข้างอาคารรัฐสภาใหม่


ใบไม้งามที่ผนังอาคาร


วิจารณ์ พานิช

๒๔ ต.ค. ๕๗

โรงแรมโมเตลวัน เบอร์ลิน


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

บันทึกนี้มีเคล็ดลับในการครองคู่ของอาจารย์ด้วยนะคะ อ่านแล้วได้ยิ้มกับความถ้อยทีถ้อยอาศัย เข้าใจความชอบและข้อจำกัดของกันและกัน น่ารักอบอุ่นมากเลยค่ะ ขอบพระคุณอาจารย์นะคะ