ประเด็นร่างรัฐธรรมนูญด้านการปกครองท้องถิ่น (ตอนที่ ๓) ว่าด้วยการทุจริตท้องถิ่นและปัญหาการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น

ประเด็นร่างรัฐธรรมนูญด้านการปกครองท้องถิ่น (ตอนที่ ๓)

สรณะ เทพเนาว์, ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๗.[1]

ความสองตอนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้นำเสนอสภาพการณ์และภาพรวมปัญหาของ "การกระจายอำนาจสู่การปกครองส่วนท้องถิ่น" อันเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นในช่วงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ ได้ทิ้งท้ายไว้ในเรื่องขีดความสามารถประสิทธิภาพและความพึงพอในในการจัดทำบริการสาธารณะของ อปท. โดยมีประเด็นที่ไม่ได้กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาหรือแนวทางแก้ไขไว้อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ ประเด็นเรื่อง การทุจริตคอร์รัปชันใน อปท. และ ประเด็นปัญหาใหม่อื่นของท้องถิ่นเรื่อง การบริหารงานบุคคลอันเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายของฝ่ายการเมือง

ในประเด็นการทุจริตคอร์รัปชันใน อปท. นั้น มีรายงานการศึกษาวิจัยของผาสุก และ สังศิต (๒๕๓๗) [2] ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจประการหนึ่งว่า ข้าราชการกับนักการเมืองใครคอร์รัปชันมากกว่ากัน พบว่า (๑) ทั้งนักการเมืองและข้าราชการร่วมมือกันแสวงหารายได้จากการคอร์รัปชัน (๒) ข้าราชการประจำกระทำได้ตลอดเวลา แต่นักการเมืองมีวาระ (๓) ข้าราชการบางรายดำเนินการคอร์รัปชันต่อไปได้หลังเกษียณได้รับตำแหน่งภาคเอกชน และใช้เส้นสายที่เคยมีมาก่อนในระบบราชการต่อไป

จากรายงานการศึกษาของนักวิชาการ (๒๕๕๐) [3] จากข้อมูลของ ป.ป.ช. การทุจริตใน อปท. ปี ๒๕๔๓–๒๕๕๐ พบว่า บุคลากรของ อปท. หมายถึง ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น พนักงานท้องถิ่น ถูกกล่าวหาว่ากระทำการทุจริต รวมทั้งสิ้น ๕,๕๐๘ เรื่อง มีผู้ถูกกล่าวหา ๙,๔๖๗ ราย ถูกกล่าวหาว่าทุจริตมากที่สุด ถูกกล่าวหาว่ากระทำการทุจริต อบต. ๓,๒๓๕ เรื่อง เทศบาล ๑,๗๐๕ เรื่อง ผู้ถูกกล่าวหา อบต. ๕,๗๗๘ ราย เทศบาล ๒,๗๖๖ ราย สภาพหรือลักษณะปัญหาการทุจริตใน อปท. ที่สำคัญ ได้แก่ (๑) สภาพหรือลักษณะปัญหาของการทุจริตที่เกิดจากตัวบุคคลโดยเฉพาะ ผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นบางส่วน(๒) สภาพหรือลักษณะปัญหาของการทุจริตที่เกิดจากช่องว่างของระเบียบและกฎหมาย (๓) สภาพหรือลักษณะปัญหาของการทุจริตที่เกิดการขาดความรู้ความเข้าใจและขาดคุณธรรม จริยธรรม (๔) สภาพหรือลักษณะปัญหาของการทุจริตที่เกิดจากอำนาจ บารมี อิทธิพล ฯลฯ ได้มีข้อเสนอให้แก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของ อปท. โดยการส่งเสริมกลไกหน่วยงานภาครัฐและองค์กรอิสระให้มีประสิทธิภาพ ให้กลไกสภาท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ส่งเสริมกลไกภาคประชาสังคม (ประชาคม) ให้มีส่วนร่วมกับ อปท. อย่าง แข็งขัน ฯ เป็นต้น

ข้อมูลศึกษาในส่วนของท้องถิ่นต่อมาภายหลัง พบว่า สาเหตุของการทุจริตส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาการปฏิบัติตาม "นโยบายของฝ่ายบริหารท้องถิ่น" ซึ่งทำให้ฝ่ายประจำซึ่งมีหน้าที่สนองนโยบายไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามตัวบทกฎหมายได้อย่างเต็มที่ เพราะมักจะถูกตรวจสอบในภายหลังจากองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ (สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน – สตง.) หรือจากผู้มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแล หรือจากการร้องเรียนของประชาชนโดยทั่วไป

ข้อมูลการติดตามและประเมินผลการกระจายอำนาจของไทยระยะ ๑๕ ปี (๒๕๕๗) [4] ได้กล่าวถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น อปท. ไว้น่าสนใจ ข้อมูล สตง. ว่า เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ อปท. มีประมาณร้อยละ ๖๐ ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด แต่มีมูลจริงเพียงร้อยละ ๗ เท่านั้นผู้เขียนจึงตั้งข้อสังเกตในข้อมูลดังกล่าวว่า การตรวจสอบควบคุมการทุจริตคอร์รัปชั่นของ อปท. มีประสิทธิภาพเพียงใด เพราะในหลายกรณีเป็นลักษณะที่ไม่สามารถตรวจสอบเอาผิดแก่ผู้กระทำความผิดได้ ไม่ว่าจะเป็นความผิดของนักการเมืองท้องถิ่นหรือข้าราชการท้องถิ่น ที่เรียกว่า "ไม่มีใบเสร็จ" เพราะ "ผู้กระทำผิด" คงไม่ทิ้งร่องรอยหลักฐานใด ๆ ไว้ให้ตรวจสอบเอาผิดได้ โดยเฉพาะ การหลบเลี่ยงบาลี ระเบียบ อย่างแยบยล หรือ มีการสมคบกันเป็นกระบวนการ เช่น การทุจริตใหญ่ ๆ ในการจัดซื้อจัดจ้าง ปรากฏว่ามีการฮั้วกันหมด ตั้งแต่ผู้เสนอราคา ไปจนถึงฝ่ายผู้บริหาร และ เจ้าหน้าที่ เป็นต้น

ล่าสุดได้มีข้อเสนอในกระบวนการประชาสังคม (Civil Society) รวมถึง สมัชชาประชาชน (Forum) ในท้องถิ่นเพื่อเป็นกลไกตรวจสอบควบคุมนักการเมืองท้องถิ่นรวมถึงข้าราชการที่ทุจริตคอร์รัปชัน อาทิ ไพบูลย์ นิติตะวัน (๒๕๕๗) [5] ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ ๘ ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการตรวจสอบองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เสนอ "สภาตรวจสอบภาคประชาชน" เพื่อบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๗ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบผู้บริหารท้องถิ่นและข้าราชการในส่วนภูมิภาค ครอบคลุมเรื่องการทุจริต คอร์รัปชัน จริยธรรม การเลือกตั้ง ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของนักศึกษาปริญญาโทสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (๒๕๕๖) [6] ที่เสนอตั้ง "สภาพลเมือง" (Civil Juries หรือ Citizen Juries) เพื่อให้ อปท. เป็นองค์กรปกครองของประชาชนอย่างแท้จริง สามารถเป็นตัวแทนของภาคส่วนต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ได้อย่างครบถ้วน และเพื่อให้สภาองค์กรชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารผ่านทางโครงสร้างของ อปท. ได้ จนกระทั่งนำไปสู่ร่าง พรบ.จังหวัดจัดการปกครองตนเอง โดยนักวิชาการเห็นว่า "จังหวัดจัดการปกครองตนเอง" [7] เป็นหลักการปกครองท้องถิ่นที่จำเป็นจะต้องมีท้องถิ่นขนาดใหญ่กว่าเพื่อจะยึดโยงและทำกิจกรรมที่ใหญ่กว่า โดยพื้นฐานจำเป็นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ฝรั่งเศส ก็ทำรูปแบบนี้ หลักการคือต้องการให้ประชาชนมีหน้าที่เหนือฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ การมีอำนาจแต่งตั้งผู้บริหาร แต่งตั้งสภาโดยอำนาจของประชาชนแล้วเขาจะตรวจสอบควบคุมลงโทษได้ ส่วนกระบวนบริหารต่างๆ การตัดสินใจส่วนใหญ่ที่เป็นปัญหาการทำมาหากินของประชาชนให้ตัดสินใจระดับท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องมาตัดสินใจที่ส่วนกลาง แบ่งหน้าที่ชัดเจนระหว่างส่วนกลางทำอะไรส่วนท้องถิ่นทำอะไร ดังตัวอย่างกรณีศึกษาจากฟิลิปปินส์ [8] ตามประมวลกฎหมายการปกครองท้องถิ่น ค.ศ. 1991 ในมาตรา ๓๘๔ ได้กำหนดให้หมู่บ้านเป็นหน่วยทางการเมืองขั้นพื้นฐาน เป็นหน่วยวางแผนและปฏิบัติการเพื่อผลักดันนโยบาย แผน โครงการ และกิจกรรมของรัฐ อันส่งผลให้หมู่บ้านในประเทศฟิลิปปินส์กลายเป็นหน่วยการปกครองรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ของประชาชนในพื้นที่ในการปกครองตนเองอย่างมีอิสระ

ในทัศนะของผู้เขียนมีความวิตกห่วงใยเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นของ อปท. ผู้เขียนมีความเห็นสอดคล้องกับนักวิชาการที่ว่า "อปท. มีการบริหารไม่โปร่งใส เพราะการควบคุมภายใน (Internal Audit) บกพร่อง" [9] ประกอบกับการมีระบบอุปถัมภ์แบบผู้นำผู้ตาม (Patrons and Clients System) ในสังคมไทยที่มีบทบาทและมีอิทธิพลต่อสังคมไทยเป็นอย่างมาก ผู้เขียนเห็นว่า ในการควบคุมแก้ไขปัญหาของ อปท. โดยเฉพาะในกรณีที่ฝ่ายผู้บริหารมีอำนาจมาก ควรควบคุมโดยการลดอำนาจฝ่ายบริหารให้ได้สัดส่วนกับปริมาณความรับผิดชอบและภารกิจของ อปท. เนื่องจากการทุจริตคอร์รัปชั่นในรูปแบบต่าง ๆ ที่ไม่มีใบเสร็จ (ไม่สามารถตรวจสอบควบคุมได้) ซึ่งจะรวมถึงความโปร่งใสในการบริหารงานบุคคลของ อปท. อันมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบธรรมาภิบาล (Good Governance) และต่อขวัญกำลังใจตลอดจนความก้าวหน้าในระบบราชการของฝ่ายประจำ อันได้แก่ ข้าราชการและลูกจ้างส่วนท้องถิ่นทั้งหมด

ในด้านมุมมืดและความโปร่งใสในการบริหารงานบุคคลของ อปท. ซึ่งถือเป็นอีกด้านหนึ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพราะถือว่า ข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิบัติสู่นโยบาย ทั้งนโยบายของท้องถิ่น และนโยบายของรัฐต่างๆ จากผลการศึกษาของนักวิชาการ (๒๕๕๔) [10] มีปัญหาสำคัญ ๒ ประการ ได้แก่ (๑) ปัญหาการบริหารงานบุคคลที่เกิดจากระบบและโครงสร้างการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น คือ ระบบและโครงสร้างการบริหารทรัพยากรบุคคลขาดเอกภาพ มีความซ้ำซ้อนและไม่เป็นอิสระสอดคล้องกับทิศทางการกระจายอำนาจ และ (๒) ปัญหาการบริหารงานบุคคลที่เกิดจากกระบวนการ วิธีการและกลไกการบริหารทรัพยากรบุคคล เป็นปัญหาที่สืบเนื่องจากระบบและโครงสร้างการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นในปัจจุบันดังที่กล่าวถึงข้างต้น ซึ่งส่งผลทำให้กระบวนการบริหารงานบุคคลมีขั้นตอนมากและเกิดความล่าช้าตั้งแต่กระบวนการวางแผนกำลังคน สรรหาบรรจุและแต่งตั้ง การพัฒนาการสร้างความก้าวหน้าเงินเดือน สวัสดิการและค่าตอบแทน ไปจนถึงเรื่องการดำเนินการทางวินัย อุทธรณ์และร้องทุกข์ เป็นต้น จากปัญหาการบริหารงานบุคคลดังกล่าวนำไปสู่ปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมการบริหารงานบุคคล ๒ ประการคือ (๑) ปัญหาการใช้อำนาจการบริหารทรัพยากรบุคคลของผู้บริหารส่วนท้องถิ่น โดยในปัจจุบันผู้บริหารส่วนท้องถิ่นมีอำนาจมากและอำนาจดังกล่าวมักนำไปสู่การใช้อำนาจในทางที่ผิด (Power Corrupts, Absolute Power Corrupts Absolutely) ระบบอุปถัมภ์ (Patronage System)ที่ฝังรากลึกในกระบวนการบริหารงานบุคคล โดยเฉพาะการสอบบรรจุและการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง นอกจากนี้ยังขาดระบบและกลไกที่จะจำกัดหรือตีกรอบการใช้อำนาจดังกล่าวที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะการดำเนินการทางวินัยมักใช้บังคับกับข้าราชการหรือพนักงานแต่ฝ่ายเดียว ขณะที่การตรวจสอบผู้บริหารท้องถิ่นเป็นไปตามหลักของการตรวจสอบด้วยกฎหมายอื่น และมักมีการอ้างความชอบธรรมจากการได้รับการเลือกตั้ง ซึ่งมาตรการลงโทษคือการที่ประชาชนไม่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้ในครั้งต่อไป และ (๒) ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรส่วนท้องถิ่น อาทิ บุคลากรของ อปท. มักถูกมองว่า "เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐชั้นสอง" เมื่อเทียบกับข้าราชการประเภทอื่น และขาดการพัฒนาขีดสมรรถนะให้เป็นมืออาชีพในการให้บริการสาธารณะนอกจากนี้ความรู้ ทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นของเจ้าหน้าที่ยังไม่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่รับบริการ ขณะเดียวกันก็มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพในการบริหารงานและการใช้ทรัพยากรของรัฐ รวมไปถึงการขาดคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติงานด้วย นอกจากนี้ อปท. ยังประสบปัญหาในการดึงดูดกำลังคนที่มีความรู้ความสามารถและขีดสมรรถนะสูง เข้ามาปฏิบัติงาน เนื่องจากภาพลักษณ์ขององค์กรไม่ใช่หน่วยงานที่ผู้สมัครซึ่งมีความรู้ความสามารถอยากจะทำงานด้วย (Employer of Choice) รวมทั้งยังไม่ดึงดูดและจูงใจให้ข้าราชการในราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอยากโอนย้ายไปปฏิบัติงาน เนื่องจากเห็นว่า อปท. ขาดระบบการบริหารงานบุคคลที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ถูกครอบงำด้วยอิทธิพลทางการเมือง

จากผลพวงของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นได้ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ แก่การบริหารงานของ อปท. หลายประการ โดยเฉพาะ ปัญหาการบริหารงานบุคคล ผู้เขียนเห็นว่า เป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วนหากจะรอการตรากฎหมายตามขั้นตอนอาจใช้ระยะเวลาอีกไม่น้อยกว่า ๓ ปี ทำให้มีผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ด้วยเหตุไม่มีหลักประกันในระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลตามกฎหมาย ปัญหาการบริหารงานบุคคลสำคัญเร่งด่วน ๓ ประการที่ควรรีบดำเนินการเป็นอย่างยิ่งเป็นอันดับแรก ซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอปัญหาเร่งด่วนนี้ต่อ คสช. แล้ว ดังนี้ [11]

(๑) การแต่งตั้ง "องค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการส่วนท้องถิ่น" (ก.พ.ถ.)

(๒) การยกเลิกและแต่งตั้ง "องค์กรกลางบริหารงานบุคคล" ควรให้มีการรวม(ยกเลิก)องค์กรกลางบริหารงานบุคคล ทั้งสามองค์กรเป็นองค์เดียว คือ คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนจังหวัด (ก.จ.) คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) และ คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล (ก.อบต.) เป็น "คณะกรรมการกลางข้าราชการส่วนท้องถิ่น"

(๓) การยกเลิกและแต่งตั้ง "องค์กรบริหารงานบุคคลจังหวัด" ควรให้มีการรวม(ยกเลิก)องค์กรกลางบริหารงานบุคคล ทั้งสามองค์กรเป็นองค์เดียว คือ คณะกรรมการพนักงานส่วนจังหวัด (ก.จ.จ.) คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด (ก.ท.จ.) และ คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด (ก.อบต.จ.) เป็น "คณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นจังหวัด"

นอกจากนี้ในด้านการบริหารงานบุคคลยังอาจมีประเด็นอื่น ๆ นอกจาก ๓ ประเด็นดังกล่าวข้างต้นที่ควรบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญด้วย เพื่อเป็นหลักประกันว่า จะต้องมีการตรากฎหมายลูกให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ต่อไป อาทิเช่น ท้องถิ่นมีปัญหาเรื่องงบประมาณการคลังในการบริหารจัดการในงบประมาณรายจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นไม่เกินร้อยละ ๔๐ ของงบประมาณรายจ่าย ก็ควรมีการจัดตั้ง "กองทุนเงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการท้องถิ่น" ขึ้น หรือ ปัญหาสิทธิและเอกภาพของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ก็ควรให้ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นสามารถรวมกลุ่มกันเพื่อจัดตั้งเป็น "สหภาพ" ได้เช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งในต่างประเทศได้ให้สิทธินี้แก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ฯลฯ เป็นต้น

ปัญหาสืบเนื่องที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การขาดเอกภาพของหน่วยงานกำกับดูแล อปท. ให้มีประสิทธิภาพ นักวิชาการได้นำเสนอ จัดตั้งองค์กรเชิงนโยบาย "สภาท้องถิ่นแห่งชาติ" (สทช.) [12] ขึ้น โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีผู้แทนของ อปท. เป็นรองประธาน ด้วยหวังว่าจะเป็นองค์กรที่ปฏิบัติงานอย่างอิสระภายใต้ฝ่ายบริหาร เพื่อให้ทำหน้าที่ดูแล/ขับเคลื่อนนโยบายกระจายอำนาจ การกำหนดภารกิจ อำนาจหน้าที่ เงิน คน ให้แก่ อปท. และทำหน้าที่การกำกับดูแล อปท. ให้มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะในการจัดทำบริการสาธารณะแก่ประชาชนในพื้นที่ต่อไป

ท่านใดมีประเด็นอื่นใดที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ต่อการปฏิรูปท้องถิ่น ขอได้ส่งประเด็นความคิดเห็นต่อผู้เขียนได้ในเฟสบุ๊ค "สรณะ เทพเนาว์ สพท." ได้ตลอดเวลา


[1] สรณะ เทพเนาว์, สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านการปกครองท้องถิ่น, นายกสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, ปลัดเทศบาลตำบลแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ใน ข่าวหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ ปีที่ ๖๕ <บทความพิเศษ> และ ข่าวหนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ ๖๒ ฉบับที่ ๑๔ วันศุกร์ที่ ๑๙ ธันวาคม - วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ หน้า ๘๐ <ทีมข่าวภูมิภาค> คอลัมน์ เจาะประเด็นร้อน อปท. : ‪#‎ประเด็นร่างรัฐธรรมนูญ‬ ‪#‎ด้านการปกครองท้องถิ่น

[2] สังศิต พิริยะรังสรรค์, ผาสุก พงษ์ไพจิตร, "คอรัปชั่นกับประชาธิปไตยไทย",กรุงเทพฯ: คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๗, ดู ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร, "ภาพการวิจัยเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทย : วิธีการ ตัวชี้ ผลกระทบ และข้อคิดสู่การแก้ไข", นำเสนอในการสัมมนาระดมความคิดการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเมื่อวันที่ ๗ - ๘ ตุลาคม ๒๕๔๓, http://pioneer.netserv.chula.ac.th/~ppasuk/tutjarit.doc&Robert Klitgaard and Heather Baser (Working Together to Fight Corruption : State, Society and the Private Sector in Partnership, 1997.) ผู้นำเสนอแนวทางการต่อสู้การทุจริตคอร์รัปชันทั้งในภาครัฐ ภาคสังคม และภาคเอกชน โดยนำการศึกษาปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันจากประเทศต่าง ๆ จำนวน ๔ ประเทศมาเป็นกรณีศึกษา คือ ฮ่องกง มาเลเซีย โบลิเวีย และประเทศไทย (ผลการศึกษาวิจัยของ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร : คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๗)

[3] รองศาสตราจารย์ ดร. โกวิทย์ พวงงาม, หัวหน้าโครงการวิจัย, "การทุจริตคอร์รัปชั่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: มาตรการและกลไกการป้องกัน", จากบทความรายงานการวิจัย เรื่อง "แนวทางการพัฒนาและเสริมสร้างกลไกการป้องกันทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น", ได้รับทุนสนับสนุนจาก กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประจำปี ๒๕๔๙, ๒๕๕๐.http://www.kpi.ac.th/kpith/pdf/วารสาร/50/03/50-03 07.การทุจริตในอปท.-รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม.pdf

[4] ผศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ในเปิดงานวิจัย'องค์กรท้องถิ่น'ตอบโจทย์'โกง-ห่วย-เซ็งลี้', คมชัดลึก, ๑ กันยายน ๒๕๕๗,http://www.komchadluek.net/mobile/detail/20140901/191207.html

[5] "ไพบูลย์" จ่อผุดสภาตรวจสอบภาค ปชช.-สภาจริยธรรม, ASTVผู้จัดการออนไลน์, ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗, http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000135434

[6] ดู เสาวลักษณ์ ปิติ, "แนวทางในการหารูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย : ศึกษากรณีการมีส่วนร่วมของสภาองค์กรชุมชนในการบริหารกิจการท้องถิ่น", วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ๒๕๕๖, http://libdcms.nida.ac.th/thesis6/2556/b182388.pdf

ดูเพิ่มเติมใน ชำนาญ จันทร์เรือง, "สภาพลเมืองกับประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ", ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖, http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/chamnan/20130206/489034/สภาพลเมืองกับประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ.html

[7] วารสาร อบจ.สงขลา ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๑ (ตุลาคม ๒๕๕๗), หน้า ๕

http://www.blueimage.co.th/showcase/songkhla_oct57.pdf

เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๗ ณ ห้องตะกั่วป่า โรงแรมหรรษา เจ.บี. อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อบจ.สงขลา ร่วมกับ สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สันนิบาตเทศบาล (ภาคใต้) และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบล (ภาคใต้) จัดเสวนาวิสัยทัศน์การปกครองท้องถิ่นในทศวรรษหน้า ภายใต้โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมส่งเสริมประชาธิปไตยในชุมชน โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดและบรรยายพิเศษ เรื่อง "การปกครองท้องถิ่นไทยในทศวรรษหน้า" และนายนิพนธ์ บุญญามณี นายก อบจ.สงขลา กล่าวรายงาน มีตัวแทนปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสงขลาและใกล้เคียง นักศึกษา และประชาชน เข้าร่วมประมาณ 1,000 คน นอกจากนั้นมีการอภิปรายทางวิชาการ เรื่อง "การปฏิรูปท้องถิ่นไทย" โดย ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.อุดม ทุมโฆษิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ รศ.ดร.วุฒิสาร ตันไชย สถาบันพระปกเกล้า ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.วิชัย กาญจนสุวรรณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

[8] ดู เสาวลักษณ์ ปิติ, อ้างแล้ว, หน้า ๑๑๕-๑๑๖.

[9] อ้างจากสุรชาติ แสนทวีสุข, "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นการบริหารไม่โปร่งใส เพราะการควบคุมภายในบกพร่อง", ใน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน , ๒๕๔๗, [Online]., Available URL : www.local.moi.go.th/2009/article/article1.doc

http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/การเมือง/307475/สร้างทัศนคติคนไทยต้านคอร์รัปชัน-ยกเลิกระบบอุปถัมภ์

[10] ดร.สุรพงษ์ มาลี, "บทวิเคราะห์ประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ....", ๒๕๕๔, http://www.kpi.ac.th/kpith/downloads/55-09-11/4%20ร่างประมวลฯ%20(1).pdf & http://thailawwatch.org/wp-content/uploads/2013/06/Localorder.pdf

[11] ตามหนังสือของผู้เขียนถึงหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ส.พ.ท. ๐๑๕ /๒๕๕๗ ลงวันที่ ๙สิงหาคม ๒๕๕๗ เรื่องขอความอนุเคราะห์แก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นเป็นกรณีเร่งด่วน

[12] ผศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ, "คอลัมน์ หุ้นส่วนประเทศไทย: ยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจในยุคต่อไป(จบ)", โพสต์ทูเดย์, ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (0)