การจัดการความรู้

การจัดการความรู้ ทฤษฏีการจัดการความรู้

  • การจัดการความรู้

การจัดการความรู้ ไม่ใช่การการเอาความรู้มากองรวมกัน แล้วจัดหมวดหมู่ เพื่อเผยแพร่ให้มีการนำไปใช้ประโยชน์
แต่เป็นการดึงเอามาเฉพาะความรู้ส่วนที่ต้องการใช้งาน

การจัดการความรู้ เป็นเครื่องมือของการพัฒนาคุณภาพงาน หรือสร้างนวัตกรรมในการทำงาน และในขณะเดียวกัน เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน

การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการบรรลุเป้าหมาย
อย่างน้อย 3 ประการไปพร้อม ๆ กัน ได้แก่ บรรลุเป้าหมายของงาน บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาคน และบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาองค์กร ไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

ในสังคมไทยมีการใช้การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) ในรูปแบบที่หลากหลาย
แต่หลัก ๆ แล้วมี 3 รูปแบบใหญ่ด้วยกัน คือ

1. KM เชิงองค์กร ซึ่งเน้น วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ พันธกิจ ขององค์กรเป็นหลัก

2. KM เชิงกลุ่ม/เครือข่าย ที่เน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ฝังลึกทำให้เกิดเป็นชุมชนย่อย ๆ ที่เกิดจากคนที่มีความสนใจเรื่องเดียวกัน

3. KM เชิงปัจเจก เป็น KM ที่เริ่มจากความสนใจในระดับบุคคล เน้นการพัฒนาตนเองเป็นสำคัญ ให้ความสำคัญกับความรู้ภายในใจเป็นที่ตั้ง

ความรู้มี 4ระดับ คือ 1. Know – what 2. Know – how 3. Know – why และ 4. Care – why โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. know - what เป็นความรู้เชิงทฤษฏีล้วน ๆ

2. know – how เป็นความรู้ที่มีทั้งเชิงทฤษฏี และเชิงบริบท

3. know – why เป็นความรู้ในระดับที่อธิบายเหตุผลได้ ว่าทำไมความรู้นั้น ๆ จึงใช้ได้ผลในบริบทหนึ่ง แต่ใช้ไม่ได้ผลในอีกบริบทหนึ่ง

4. care – why เป็นความรู้ในระดับคุณค่า ความเชื่อ

ประเภทของความรู้มีอะไรบ้าง

ความรู้อาจแบ่งใหญ่ ๆ ได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. ความรู้เด่นชัด (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่อยู่ในรูปแบบที่เป็นเอกสาร หรือ วิชาการ อยู่ในตำรา
คู่มือปฏิบัติงาน

2. ความรู้ซ่อนเร้น/ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) เป็นความรู้แฝงอยู่ในตัวคน เป็นประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน เป็นภูมิปัญญา

ความรู้เด่นชัด (Explicit Knowledge) และ ความรู้ซ่อนเร้น/ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge)
มีวิธีการจัดการที่แตกต่างกันอย่างไร
ความรู้เด่นชัด (Explicit Knowledge) จะเน้นไปที่การเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ ตรวจสอบ และตีความได้ เมื่อนำไปใช้แล้วเกิดความรู้ใหม่ ส่วนการจัดการ "ความรู้ซ่อนเร้น" นั้นจะเน้นไปที่การจัดเวทีเพื่อให้มีการแบ่งปันความรู้ที่อยู่ในตัวปฏิบัติ
ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

ความรู้ 2 ยุค มีลักษณะอย่างไร

ยุคที่ 1 เป็นความรู้ที่สร้างขึ้นโดยนักวิชาการ มีความเป็นวิทยาศาสตร์ เน้นความเป็นเหตุผล พิสูจน์ได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือวิชาการ เป็นความรู้ที่ถูกแยกออกจากคน

ยุคที่ 2 เป็นความรู้ที่ผูกพันอยู่กับงานหรือกิจกรรมของบุคคลและองค์กร เป็นความรู้ที่ใช้งานและสร้างขึ้นโดยผู้ปฏิบัติงานหรือกลุ่มผู้ปฏิบัติงานเอง จึงเน้นความรู้ในคน หรืออยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างคน (คือวัฒนธรรม)

ความรู้ยุคที่ 1

ความรู้ยุคที่ 2

  • -เน้น "ความรู้ในกระดาษ"
  • -ไร้บริบท
  • -เน้นการพิสูจน์ เหตุ – ผล
  • -เป็นความรู้เฉพาะด้าน
  • -มีได้เฉพาะใน "ผู้มีความรู้"
  • -ลอยตัว เลื่อนไหลได้ง่าย
  • -เน้น "ความรู้ในคน"
  • -ผูกพันกับบริบท
  • -เน้นผลในการใช้งาน
  • -เน้นความรู้บูรณาการ
  • -มีอยู่ในทุกคนที่ทำงาน หรือดำรงชีวิต
  • -ผูกพันอยู่กับงาน อยู่ในตัวคน

เปรียบเทียบความรู้ยุคที่ 1 กับ ความรู้ยุคที่ 2

รูปแบบการจัดการความรู้

โมเดลปลาทู



ส่วนที่ 1 "หัวปลา" หมายถึง "Knowledge Vision" หรือ KM คือ เป้าหมายของหมายของการจัดการความรู้ ผู้ใช้ต้องรู้ว่าใช้ KM เพื่อบรรลุเป้าหมายอะไร เกี่ยวข้องหรือสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และยุทธศาสตร์ขององค์กรอย่างไร

ส่วนที่ 2 "ตัวปลา" หมายถึง "Knowledge Sharing" หรือ KM เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือการแบ่งปันความรู้ เน้นการแลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge)

ส่วนที่ 3 "หางปลา" หมายถึง "Knowledge Assets" หรือ KM เป็นขุมความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีเครื่องมือในการจัดเก็บความรู้ที่มีชีวิตไม่หยุดนิ่ง คือ นอกจากจัดเก็บความรู้แล้ว ยังง่ายในการนำความรู้ออกมาใช้จริง ง่ายในการนำความรู้ออกมาต่อยอด

  • คนสำคัญที่เรียกกันใน KM

"คุณเอื้อ" ชื่อเต็มคือ "คุณเอื้อระบบ" (Chief Knowledge Officer - CKO) เป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ทำหน้าที่จัดการระบบของการจัดความรู้ขององค์กร หน้าที่สำคัญ คือ 1. ทำให้ KM เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานตามปกติขององค์กร 2. เปิดโอกาสให้ทุกคนในองค์กรเป็น "ผู้นำ" ในการพัฒนาวิธีการทำงานที่ตนรับผิดชอบ

"คุณอำนวย" หรือ ผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการความรู้ (Knowledge Facilitator - KM) ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และอำนวยความสะดวกต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งในเชิงกิจกรรม เชิงระบบ เชิงวัฒนธรรม
เป็นผู้เชื่อมโยงคนหรือหน่วยงานเข้ามากัน

"คุณกิจ" (Knowledge Practitioner – a KM) คือ เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงาน คนทำงานที่รับผิดชอบงานตามหน้าที่รับผิดชอบงานตามหน้าที่ของตนในองค์กร ถือเป็นผู้จัดการความรู้ตัวจริงเพราะเป็นผู้ดำเนินกิจกรรม KM ประมาณร้อยละ 90% ของทั้งหมด

"คุณลิขิต" (Note Taker) คือ คุณกิจที่ทำหน้าที่จดบันทึกกิจกรรมจัดการความรู้ต่าง ๆ

โมเดลปลาตะเพียน

จากโมเดล "ปลาทู" ตัวเดียวมาสู่ โมเดล "ปลาตะเพียน" ที่เป็นฝูง โดยเปรียบแม่ปลา "ปลาตัวใหญ่" ได้กับวิสัยทัศน์ พันธกิจ ขององค์กรใหญ่ ในขณะที่ปลาตัวเล็กหลาย ๆ ตัว เปรียบได้กับเป้าหมายของการจัดการความรู้ที่ต้องไปตอบสนองเป้าใหญ่ขององค์กร จึงเป็นปลาทั้งฝูงเหมือน "โมบายปลาตะเพียน"

หลักการของการจัดการความรู้ มีหลักการสำคัญ 4 ประการของการจัดการความรู้ มีดังนี้

1. ให้คนหลากหลายทักษะ หลากหลายวิธีคิด ทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

2. ร่วมกันพัฒนาวิธีการทำงานในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อบรรลุประสิทธิภาพที่กำหนดไว้ หรือฝันว่าจะได้ในการจัดการสมัยใหม่

3. ทดลองและการเรียนรู้ เนื่องจากกิจกรรมการจัดการความรู้เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งหมายความว่าต้องคิดแบบ
"หลุดโลก" จึงต้องมีวิธีดึงกลับสู่ความเป็นจริงในโลก

4. เข้าความรู้จากภายนอกอย่างเหมาะสม โดยต้องถือว่าความรู้จากภายนอกยังเป็นความรู้ที่ยัง "ดิบ" อยู่ต้องเอามาทำให้ "สุก" ให้พร้อมใช้ในบริบทของเรา โดยการเติมความรู้เชิงบริบทลงไป

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การจัดการความรู้



ความเห็น (0)