บริการโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Services)(K.M.)

  • 1.บริการโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Services)

การบริการโครงสร้างพื้นฐาน หมายถึงเทคโนโลยีพื้นฐานที่จำเป็นในการประยุกต์กับการจัดการความรู้ มี 2 ประเภท คือ เทคโนโลยีสำหรับการจัดเก็บ และเทคโนโลยีสำรับการสื่อสาร

1.1 เทคโนโลยีที่สนับสนุนการจัดเก็บความรู้ (Storage of Technology) หรือเรียกคลังความรู้ (Knowledge Repository) เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บตัวเนื้อหาความรู้ (Content) และโครงสร้าง (Structure) ซึ่งเป็นส่วนที่อธิบายรายละเอียดที่เจาะจงของความรู้แต่ละหน่วยแบบและของดัชนี และการที่ความรู้แต่ละหน่วยจะสามารถเชื่อมโยงกับความรู้อื่นๆ โดยทั่วไปคลังความรู้มักจะเก็บข้อมูลและเอกสาร ปัจจุบันความรู้ได้รับการออกแบบให้มีความสามารถในการจับสารสนเทศที่เป็นกราฟิก เช่น ภาพวาดทางวิศวกรรมศาสตร์ เสียง ภาพเคลื่อนไหว และเอกสารมัลติมีเดีย กล่าวโดยสรุปคือ คลังความรู้เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อการการสร้าง (Creation) และการใช้ความรู้ซ้ำ ประเภทของเทคโนโลยีในการจัดเก็บความรู้มีดังนี้

1.1.1 คลังข้อมูล (Data Warehouse) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลจำนวนมากจากหลายแหล่งภายในองค์กร และช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล ตัวอย่างในการประยุกต์ใช้งานเก็บรวบรวมสารสนเทศเกี่ยวกับลูกค้า และรายละเอียดที่เกิดจากการทำงานประจำวัน เพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดีขึ้น

1.1.2 แม่ข่ายความรู้ (Knowledge Server) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการสร้างเนื้อหาการอ้างถึง และเชื่อมโยงเอกสารแต่ละชิ้น มีการจัดระบบความรู้ในองค์กรโดยการจัดกลุ่ม ทำดัชนีเข้าถึง และสร้างเมตาดาต้า (Metadata) โดยผู้ใช้สามารถเรียกใช้ผ่านเว็บเบราเซอร์ (Web Browser) เช่น สารสนเทศเกี่ยวกับผู้เชี่ยวชาญ ที่ช่วยสนับสนุนให้โครงการที่พนักงานทำประสบผลสำเร็จ

1.2 เทคโนโลยีที่สนับสนุนการสื่อสาร (Technology for Communication) เทคโนโลยีที่สนับสนุนการสื่อสารมี 3 ประเภท ดังนี้

1.2.1 เทคโนโลยีในการสื่อสารระหว่างพนักงาน เช่น การรับส่งแฟ้มข้อมูลและอีเมล ตัวอย่างเช่น การใช้โปรแกรมเอาต์ลุค (Outlook) ในองค์กรต่างๆ เพื่อการสื่อสารผ่านอีเมล

1.2.2 เทคโนโลยีที่สนับสนุนความร่วมมือระหว่างพนักงาน เป็นการใช้เทคโนโลยีในการช่วยให้พนักงานสามารถพูดคุย โต้ตอบ หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ทั้งในขณะเวลาเดียวกัน และต่างเวลากัน เช่น โปรแกรมเน็ตมีตติ้ง (Net meeting) เป็นระบบที่สนับสนุนการประชุม การสนทนาออนไลน์ (Chat) และการแบ่งปันถ่ายทอดความรู้ระหว่างพนักงานในองค์กร

1.2.3 เทคโนโลยีการจัดการการทำงานของบุคลากร (Workforce Management) เป็นระบบที่สนับสนุนให้พนักงานสามารถจัดการ และควบคุมกระบวนการทำงานผ่านทางระบบออนไลน์ เช่น ระบบที่ใช้ในการรับและยืนยันรายการสินค้า จากรายการสินค้าของตัวแทนจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ได้

ในอนาคตแนวโน้มของเทคโนโลยีการสื่อสาร จะเน้นการพัฒนาให้มีความสามารถในการสร้างการเข้าร่วมในกระบวนการทางสังคม ซึ่งต้องมีความสามารถที่เน้นด้านมัลติมีเดีย การเข้าร่วมกระบวนการทางสังคมเน้นการปฏิสัมพันธ์ และการสร้างความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องของคนในสังคม ความสามารถด้านมัลติมีเดีย เป็นสิ่งที่สนับสนุนการส่งผ่านของเนื้อหาประเภทเสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว ดังนั้นการรวมเอาความสามารถด้านมัลติมีเดีย และการมีสวนร่วมในกระบวนการทางสังคม จึงเป็นสิ่งที่สนับสนุนการปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้า สิ่งนี้เป็นการออกแบบเทคโนโลยีที่สนับสนุนกระบวนการแบ่งปันความรู้

2. บริการความรู้ (Knowledge Services)

การบริการความรู้ หมายถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการให้บริการความรู้ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการจัดการความรู้ มี 3 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมกระบวนการสร้างความรู้ไหม การส่งเสริมการไหลเวียนของความรู้ระหว่างสมาชิกในองค์กร และอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงความรู้ที่เก็บไว้ ดังนั้นการประยุกต์เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการให้บริการความรู้จึงประกอบด้วยเทคโนโลยีที่สนับสนุนการสร้างความรู้ การแบ่งปันความรู้ และการใช้ความรู้ซ้ำ

2.1 การสร้างความรู้ (Knowledge Creation) ความรู้ถูกสร้างผ่านวิธีการ 3 รูปแบบ ได้แก่ การใช้ประโยชน์จากความรู้เดิม (Exploitation), การสำรวจความรู้ (Exploration), การประมวล และการเข้ารหัสความรู้ (Codification) การใช้ประโยชน์จากความรู้เดิมเป็นกระบวนการในการกลั่นกรองความรู้ที่มีอยู่เดิม เพื่อนำไปสู่การสร้างความรู้ใหม่ที่ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม เช่น ระบบที่มีความสามารถในการทำนายได้ว่า ลูกค้ารายใดที่มีความซื่อสัตย์และยินดีที่จะซื้อสินค้าราคาแพง จากข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่เก็บในระบบส่วนการสำรวจความรู้ เกี่ยวข้องกับการสร้างความรู้ผ่านการค้นพบและทดลอง เป็นระบบที่ช่วยผู้จัดการในการเปลี่ยนผ่านจากกระบวนการผลิตแบบเก่าไปสู่กระบวนการแบบใหม่ และสุดท้ายคือ การประมวล และเข้ารหัสความรู้ เป็นกระบวนการในการเชื่อมโยงความรู้ที่อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานง่าย โดยแปลงให้อยู่ในรูปแบบต่างๆ เช่น สูตร คู่มือ หรือเอกสาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงของคนอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ระบบที่มีการนำมาใช้ในร้านอาหารและภัตตาคารต่างๆ มีความสามารถในการจับและประมวลความรู้ที่อยู่ในตัวผู้เชี่ยวชาญงานด้านการทำอาหาร เช่น สูตรเคล็ดลับการปรุงอาหาร ให้อยู่ในรูปที่ใช้ง่าย

2.3 การแบ่งปันความรู้ (Knowledge Sharing) การส่งผ่านความรู้เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนของความรู้จากคนหรือกลุ่มคนไปยังคนอื่นๆ ในองค์กร เพื่อวัตถุประสงค์ในการแบ่งปันความรู้ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการจัดการความรู้ การประยุกต์เทคโนโลยีเพื่อการแบ่งปันความรู้เริ่มแรกเป็นการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า การวิเคราะห์เครือข่ายสังคม (Social Network Analysis Tools) เช่น ระบบที่มีความสามารถในการสร้างแผนที่ความรู้ (Knowledge Map) ที่ชี้โยงไปยังผู้เชี่ยวชาญในบริษัท เพื่ออำนวยความสะดวกในการเป็นช่องทางให้คนในองค์กรความสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ แต่ต่อมาได้พัฒนาเครื่องมือที่เน้นความร่วมมือของคนในกลุ่ม (Collaboration Tools)

2.3 การใช้ความรู้ซ้ำ (Knowledge Reuse) ในบริบทของการจัดความรู้ การใช้ความรู้ซ้ำมีความหมายในเชิงกว้างคือ การค้นคืนสารสนเทศ (Information Retrieval) กระบวนการของการใช้ความรู้ซ้ำมี 4 ขั้นตอนคือ การจับความรู้ (Capturing Knowledge) การจัดทำความรู้สำเร็จรูป (Packaging Knowledge), การแพร่กระจายความรู้ (Distributing Knowledge) และการใช้ความรู้ (Using Knowledge) (Markus, 2001) เทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนากระบวนการเพื่อให้เกิดการใช้ความรู้ซ้ำมี 2 ประเภทคือ การจัดการเนื้อหา (Concept Management) การทำแผนที่ความคิด (Concept Mapping) การจัดการเนื้อหาเป็นการจัดทำโครงสร้าง เพื่อที่จะสร้างและดำเนินการกับเนื้อหาที่มีความหลากหลาย และมีรูปแบบแตกต่างกัน ทั้งข้อความ ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว

จากข้อมูลข้างต้นสรุปได้ว่าวัตถุประสงค์ของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศก็คือ เพื่อเพิ่มความสามารถในการค้นคืน เช่น เพิ่มความสามารถในการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ และการสร้างข้อมูลของข้อมูลหรือเมตาดาต้า ปัจจุบันระบบการค้นหาส่วนใหญ่ใช้เทคนิคการรวบรวมความต้องการของประวัติของจากคำถามที่ผู้ใช้หนึ่งคนสืบค้นผ่านข้อมูลบนเว็บมีเพียง 2-3 คำ ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่เพียงพอในการสร้างบริบทของการสืบค้น หรือประวัติของผู้ใช้ (User Profile) ดังนั้นจึงมีการพัฒนาระบบเมตาดาต้า ซึ่งเป็นสารสนเทศที่มีประโยชน์ในการอธิบายตัวเอกสาร ที่สามารถใช้ในการสร้างชุดที่คลอดคล้องกับต้องการของผู้ใช้

  • 3.บริการประสานผู้ใช้กับแหล่งความรู้หรือแหล่งสารสนเทศ (Presentation Services)

เป็นที่ทราบกันว่า สารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการสนับสนุนการตัดสินใจ แต่ว่าปัญหาของจำนวนสารสนเทศที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันจนเกิดการล้นทะลัก และกระจัดกระจายอยู่ในหลากหลายแหล่ง ทำให้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการตัดสินใจที่ลดต่ำลงด้วย เนื่องจากผู้ใช้มักจะไม่ใช้ความพยายามในการแสวงหาสารสนเทศที่ต้องใช้เวลามากเกินจำเป็น สิ่งนี้ทำให้เกิดความจำเป็นในการพัฒนาบริการประสานผู้ใช้กับแหล่งความรู้หรือแหล่งสารสนเทศ โดยมีการประยุกต์เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้กับแหล่งความรู้/สารสนเทศ ซึ่งมี 2 ประเภทคือ บริการที่แสดงความเป็นส่วนบุคคลของผู้ใช้แต่ละคน (Personalization) และระบบที่ช่วยการมองเห็น (Visualization)

3.1 บริการที่แสดงความเป็นส่วนบุคคลของผู้ใช้แต่ละคน (Personalization) เป็นระบบทีแสดงความเป็นส่วนบุคคลของผู้ใช้แต่ละคน มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบบที่เหมาะกับความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของผู้ใช้แต่ละคน โดยเกี่ยวข้องกับการรวบรวมสารสนเทศของผู้ใช้ และจัดส่งเนื้อหาและบริการที่เหมาะสมให้ผู้ใช้ตามความต้องการเฉพาะบุคคล เป็นระบบที่แสดงความเป็นส่วนบุคคลของผู้ใช้แต่ละคน มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบบที่เหมาะกับความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของผู้ใช้แต่ละคน โดยเกี่ยวข้องกับการรวบรวมสารสนเทศของผู้ใช้ และจัดส่งเนื้อหาและบริการที่เหมาะสมให้ผู้ใช้ตามความต้องการเฉพาะบุคคล มีองค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ ประวัติของผู้ใช้ที่แสดงความสนใจและความต้องการ (User Profile), ตัวเนื้อหาสระ (Content) และบริบทที่เกี่ยวข้องกับการนำไปใช้งาน (Business Context) ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้และเนื้อหา ประการสุดท้ายคือ เทคโนโลยีที่นำมาประยุกต์กับระบบ มี 3 ประเภทดังนี้

3.1.1 ระบบ Explicit User Configuration เป็นระบบที่ยอมให้ผู้ใช้จัดการกับการปฏิสัมพันธ์ เช่น การตรวจสอบ หรือการเลือกเนื้อหาเพื่อให้ระบบจัดส่งให้

3.1.2 ระบบ lmplicit User Configuration เป็นระบบที่สามารถวิเคราะห์กิจกรรมของผู้ใช้แต่ละคนได้โดยอัตโนมัติ และเชื่อมโยงเนื้อหา เพื่อให้บริการผู้ใช้แต่ละคนตามความสนใจ

3.2 ระบบที่ช่วยการมองเห็น (Visualization) เป็นระบบที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจสารสนเทศและความรู้ที่เหมาะสมดีขึ้น โดยการสร้างการสืบค้นผ่านระบบหัวเรื่อง และเครื่องมืออื่นทีใช้งานง่าย เช่น

การเสิร์ชเอนจิ้นบนอินเตอร์เน็ต ได้แก่ เว็บไซต์ Yahoo และเว็บไซต์ Google และนอกจากนี้ยังมีระบบการเชื่อมโยงสารสนเทศที่เป็นกราฟิก (Graphical lnterfaces) เป็นระบบที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจสารสนเทศและความรู้ที่เหมาะสมดีขึ้น โดยการสร้างการสืบค้นผ่านระบบหัวเรื่องและเครื่องมืออื่นที่ใช้งานง่าย สถาปัตยกรรมของระบบ KMS สามารถสรุปได้ดังแสดงในรูปที่ 5.6


กล่องข้อความ: Presentation บริการความรู้ บริการโครงสร้างพื้นฐาน


รูปที่ 5.6สถาปัตยกรรมของระบบ KMS

4. ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานระบบงานความรู้

การทำความเข้าใจกับการประยุกต์ใช้งานระบบงานความรู้ จำเป็นต้องเข้าใจความหมายของงานความรู้ให้ชัดเจน ซึ่งมีรายละเอียดต่อไปนี้

4.1 งานความรู้ (Knowledge Work) เป็นส่วนหนึ่งของงานสารสนเทศ ที่มีส่วนในการสร้างสารสนเทศทางความรู้ใหม่ งานความรู้ต้องการออกแบบสินค้าใหม่ หรือหาแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยงานความรู้นั้นแบ่งออกเป็นสาขาเฉพาะต่างๆ และในแต่ละสาขาจะรวบรวมและสร้างระบบงานความรู้ที่แตกต่างกันไปเฉพาะสาขาเพื่อสนับสนุนข้อมูลให้แก่บุคลากรในแต่ละด้าน โดยที่แรงงานความรู้มีบทบาทสำคัญต่อองค์กร ดังนี้

4.1.1 รวบรวมและปรับปรุงความรู้ให้กับองค์กร ให้มีความทันสมัยและเปลี่ยนแปลงโลก

โลกาภิวัตน์

4.1.2 ให้คำแนะนำต่อบุคลากรภายในองค์กร ในสาขาความเชี่ยวชาญที่ตนเองรับผิดชอบอยู่

4.1.3 เป็นตัวแทนและรู้จักริเริ่มโครงการเพื่อสนับสนุนต่อการเปลี่ยนแปลง ที่มีผลต่อการพัฒนาองค์กร

4.2 เทคโนโลยีที่สนับสนุนระบบงานความรู้ ระบบงานความรู้มีลักษณะที่สะท้อนถึงความต้องการเฉพาะของบุคลากรทางวิชาชีพอย่างแรงงานความรู้ ประการแรก ระบบงานจะต้องมีเครื่องมือในการ สนับสนุนต่อการทำงาน เช่น การวิเคราะห์(Analytical tools) การสื่อสาร(Communication) การประมวลผลแบบกราฟิก(Graphical Processing) และเครื่องมือในการจัดระบบเอกสาร (Document Management Tools) เป็นต้น ซึ่งระบบดังกล่าวจะต้องมีความสามารถในการ ประมวลผลอย่างรวดเร็ว สามารถคำนวณหรือแสดงภาพให้มีรูปแบบเป็นกราฟิก เหมาะสำหรับนักวิจัย วิศวกร นักออกแบบ รวมทั้งนักวิเคราะห์การเงิน โดยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลความรู้ภายนอกด้วย User Interface ที่ง่ายต่อการใช้งาน โดยมีสถานีความรู้(Knowledge Work Stations) ต้องได้รับการออกแบบที่เหมาะสมต่อการใช้งานโดยจะต้องมีความสามารถในการประมวลผลภาพสามมิติที่เพียงพอ เพื่อสนับสนุนต่อระบบคอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ (Computer-Aided Design ;CAD) ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลขนาดใหญ่ขององค์กร เพื่อการตอบสนองความต้องการดึงข้อมูลและใช้ประมวลผลต่อไป ดังภาพการแสดงตัวอย่างระบบงานความรู้ต่อไป (ดังแสดงในรูปที่ 5.7)

4.3 การประยุกต์ใช้งานระบบงานความรู้ ระบุถึงการประยุกต์ใช้งานที่สำคัญของระบบงานความรู้นั้น มีหลายสาขา ดังนี้

4.3.1 ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบการผลิต (Computer-Aided Design ; CAD) ใช้สำหรับการออกแบบและแก้ไขการออกแบบสินค้าในผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟแวร์ทางกราฟิกที่มีความซับซ้อน มีขีดความสามารถสูง รับรองการออกแบบและการแก้ไขงานที่บ่อยครั้ง รวมทั้งความสามารถในการทดสอบความผิดพลาดก่อนที่จะผลิตสินค้า นอกจากนี้ยังมีซอฟต์แวร์ที่ช่วยสนับสนุนในงานของกระบวนการผลิต โดยระบบคอมพิวเตอร์ในการผลิต(Computer-Aided Manufacturing ; CAM) โดยจะเพิ่มคุณภาพในการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ได้ยิ่งขึ้น

4.3.2 ระบบความจริงเสมือน (Virtual reality System) สนับสนุนนักออกแบบ สถาปนิก วิศวกร หรือผู้เกี่ยวข้องให้สามารถจำลองรูปแบบในการทำงานจริงของวัตถุเสมือน

4.3.3 สถานีการลงทุน (Investment Workstations) ทำการวิเคราะห์สถานการณ์ในตลาดทุนด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสูง รวมทั้งสนับสนุนการวิเคราะห์และจัดหากองทุนให้นักลงทุนอีกด้วย

รูปที่ 5.7ตัวอย่างระบบงานความรู้

รูปที่ 5.8 ตัวอย่างการใช้ CAD / CAM ในการออกแบบรถยนต์

ระบบงานความรู้ที่เป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ที่เกี่ยวกับสินค้า บริการกระบวนการทำงานขององค์กรและพื้นฐานที่สำคัญของการจัดการความรู้ ดังนั้นควรนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วย เพื่อก่อให้เกิดการบริหารระบบงานความรู้ที่ง่ายขึ้น เกิดนวัตกรรมใหม่ๆทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและความสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาทักษะของแรงงานความรู้ หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นไปพร้อมๆกันด้วย จึงก่อให้เกิดกระบวนการจัดการความรู้อย่างแท้จริง

แม้ว่าโมเดลสถาปัตยกรรมของโปรแกรมระบบการจัดการความรู้มีหลายบริการที่สนับสนุนเทคโนโลยี แต่บางครั้งบริการหลายอย่างก็มีความคลุมเครือในการใช้งาน ผลิตภัณฑ์หลายๆอย่างจึงมีการรวมกลุ่มของบริการหลายประเภทเข้าด้วยกัน KMS เป็นระบบที่สนับสนุนโครงการพื้นฐาน (Infrastructure) สำหรับองค์กรในการดำเนินการเกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นิยาม KMS มีหลากหลายจัดเป็นระบบสารสนเทศระบบหนึ่งที่สนับสนุนการสร้าง (Generation) การเก็บรักษา (Preservation) และการแบ่งปันถ่ายทอด (Sharing) ความรู้ทั้งภายในและภายนอกองค์กรจึงประกอบด้วยเทคโนโลยีที่นำมาประยุกต์หลายประเภทด้วยกัน

( ที่มา บทที่ 5 เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการจัดการความรู้

หัวข้อ บริการโครงสร้างพื้นฐาน หน้า 13-19 )

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การจัดการความรู้สำหรับเทคโนโลยีสารสนเทศ



ความเห็น (0)