อาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม 2549 (ต่อ)
- ผมมีเวลาเขียนบันทึกเท่าที่ถึงขณะนี้ทั้งหมดบนเครื่องบิน (เสี่ยงกับการเมาเครื่องบินของผมมาก) เนื่องจากไม่รู้จะทำอะไร หนังสือพิมพ์และวารสารต่าง ๆ ล้วนเป็นภาษาจีน แอร์ฯ-สจ๊วต แม้ว่าจะดูสวย-หล่อแต่ก็พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เช่น ผมขอ Coke please ก็จะได้ Coffee เป็นต้น
- ขณะที่จดบันทึกนี้ผมยังไม่มีโอกาสศึกษาเอกสารที่เขาเตรียมมาให้สำหรับการนำเสนอและการเจรจาเลย นึกในใจว่าไปตายเอาดาบหน้า มองผ่านหน้าต่างเครื่องบินลงไป (11.00 น.) มองเห็นแต่ภูเขาที่เต็มไปด้วยหิมะขาวไปหมด สงสัยว่ามีคนมาอาศัยอยู่ได้อย่างไร หรือจะได้ตายในดาบหน้าจริง ๆ เสียงตามสายเตือนให้เตรียมตัว Landing ในอีกไม่นานแล้ว
- อ.วิชาญ เล่าให้ผมฟังว่าความจริงทีมเรามี 10 คน แต่มาได้แค่ 8 คน อีก 2 คนจาก ม.บูรพาไม่ได้มา เนื่องจากเข้าใจเรื่องวันขึ้นเครื่องผิด คิดว่าจะต้องเริ่มเดินทางจากชลบุรีในวันอาทิตย์ที่ 8 ต.ค. 49 เป็นความเข้าใจผิดที่น่าเสียดายมาก ภรรยาผมและลูกชายผมก็เคยมีประสบการณ์นี้ครั้งหนึ่งแล้วตอนจะเดินทางจากเมืองไทยไปอังกฤษตอนที่ตามไปอยู่กับผมตอนเรียนปริญญาเอก ต้องอย่าลืมและทำความเข้าใจให้ดีว่าหลังเที่ยงคืนวันที่จะเปลี่ยนเป็นวันใหม่ครับ
- มองลงไปข้างล่าง เริ่มเห็นบ้านเมืองแล้ว แต่ยังดูห่างไกลมากมีแต่ภูเขาสีน้ำตาลไหม้ เนื่องจากเริ่มเข้า autumn แล้ว อ้อ! เห็นต้นไม้สีเขียว ๆ อยู่บ้างเหมือนกัน ผมถ่ายรูปมาดูด้วย ก็ยังสงสัยอยู่ดีว่ามีคนมาอยู่กันได้อย่างไร จะมีอะไรกินกัน ผิดกับบ้านเรา ที่เมื่อมองลงมาจะมีแต่ทุ่งนาสีเขียว ที่นี่มีแต่ที่ว่าง ๆ สีน้ำตาล (ทะเลทราย) มีรอยรถวิ่งคล้ายมีถนนชั่วคราวเต็มไปหมด ผมถ่ายรูปมาให้ดูเช่นกัน ทีม GIS บอกทำ Land use ง่าย ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจภาษาเขาเท่าไรนัก ที่ง่ายอาจเพราะมัน homogeneous ทำได้อย่างเดียว ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าจะทำอะไรได้
วิบูลย์ วัฒนาธร
.
โล่งหจงจริงๆ ต้นไม้อยู่ไหน ต้นไม้อยู่ไหน สงสัยมีแต่หญ้าเหมือนในรูปปกหนังสือ
ความรู้สึกอยากจะก้มลงจูบแผ่นดินหลังจากกลับจากต่างแดนนั้น ผมเชื่อว่ามีด้วยกันทุกคนแหละครับ ผมขอเล่าย้อนไปเมื่อปี 1994 สมัยที่ผมเพิ่งเคยนั่งเครื่องบินเป็นครั้งแรก และเป็นการไปต่างประเทศครั้งแรกของผมด้วยเช่นกัน ไปเรียนปริญญาเอก “ไม่มีแผ่นดินไหนที่จะทำให้เรารู้สึกมั่นคงเท่าแผ่นดินที่เราหัดตั้งไข่” ข้อความทำนองนี้ผมจำมาจากเนื้อเพลงของแอ๊ดคาราบาว (ถ้าผมไม่เข้าใจผิด) ที่ผมเผลอไปเปิดฟังเข้า (มีเพื่อนนักเรียนไทยที่หวังดีแต่ไม่ทราบว่าประสงค์ร้ายหรือเปล่านำมามอบให้ขณะที่ผมกำลังอยู่ในช่วง homesick) จำได้ว่าตอนนั้นอยู่คนเดียวในหอพักของมหาวิทยาลัย ฟังได้ไม่ทันจบก็ร้องไห้โฮเลยครับ อีกเพลงที่อันตรายมากคือเพลง “คิดถึงบ้าน” ไม่ทราบว่าใครร้อง เป็นการร้องแบบประสานเสียงครับ ขนาดมาเปิดฟังพร้อม ๆ กันหลายคน (ขณะที่ยังอยู่ต่างประเทศ) ตอนที่ปรับตัวกันได้ดีแล้ว ยังทำเอาซึม น้ำตาคลอไปตาม ๆ กันเลยครับ คำว่า homesick นี่อธิบายไม่ได้จริง ๆ ครับว่ามันเป็นอย่างไร ต้องเจอเข้ากับตัวเองจึงจะรู้สึก ตอนหลัง ๆ นี่ผมก็ชักจะลืม ๆ ไปแล้วครับว่า ความรู้สึกจริง ๆ มันเป็นอย่างไร จำได้แต่ว่ามันสุดจะบรรยาย ตอนหลัง ๆ นี่บางทีผมอยากจะรู้สึก homesick อยากจะกลับไปรู้สึกเช่นนั้นอีกครั้ง มันก็ไม่เป็นครับ ถึงเป็นบ้างก็ไม่เหมือนครั้งแรก ๆ