ผมเปิดหนังสือ "ดัชนีอยู่เย็นเป็นสุข สร้างสุขได้อย่างไร?"  เอกสารประกอบการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ปี ๒๕๔๙  เมื่อวันที่ ๒๗ - ๒๙ ตค. ๔๙    พยายามหาว่าผู้เขียนมองบทบาทของความรู้ และการจัดการความรู้อย่างไร ต่อความอยู่ดีมีสุข  

        ผมไปพบในหน้า ๓๘ ภายใต้หัวข้อ องค์ประกอบดัชนี / ตัวชี้วัด ความอยู่ดีมีสุข   เขียนไว้ดังนี้   "2. ความรู้  ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของคนให้มีทักษะความสามารถ ในการปรับตัวได้อย่างรู้เท่าทันในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว    การที่คนเราจะมีความรู้ได้นั้น  จะต้องได้รับการศึกษา   โดยมีองค์ประกอบ ๒ ด้าน
           (๑) การได้รับการศึกษาของคนไทยอย่างทั่วถึงเท่าเทียม
           (๒) คุณภาพการศึกษา" 

         จากข้อความนี้     ผมตีความว่าผู้เขียนมองการศึกษาเน้นที่การเข้าเรียนในโรงเรียน  หรือสถาบันการศึกษาเป็นหลัก     ไม่ได้เน้นที่ "การเรียนรู้" ซึ่งเป็นกิจกรรมตลอดชีวิตของผู้คน     ผมเข้าใจว่าโลกทัศน์ของผู้เขียนน่าจะเป็นโลกทัศน์กระแสหลักในสังคมไทย     และเป็นโลกทัศน์ที่ทำให้มีมุมมองต่อความรู้ แบบแคบ     คือมองเชื่อมโยงกับการศึกษาในสถานศึกษาเท่านั้น

         ผมเปิดหนังสือเล่มนี้ต่อไป และพบเรื่องการศึกษาในอีกหลายตอน    มีที่กำหนดเป็นดัชนีของสภาพัฒน์ ก็มี     ทุกตอนเอ่ยถึงการศึกษาในความหมายเดียวกันกับข้างต้นทั้งหมด     แสดงว่าโลกทัศน์กระแสหลักของสังคมไทย ต่อการศึกษาคับแคบอยู่แค่การศึกษาในสถานศึกษาเท่านั้นจริงๆ

          ถ้าจะให้สังคมอยู่ดีมีสุข ต้องมีมุมมองต่อความรู้ ในแนวใหม่     มองเชื่อมโยงกับ "การเรียนรู้" ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผูกโยงอยู่กับชีวิต     ผูกโยงอยู่กับทุกกิจกรรมในการดำรงชีวิต     กิจกรรมทุกอย่างเป็นการเรียนรู้     สังคมไทยต้องส่งเสริมให้ทุกหย่อมหญ้าของสังคมมีการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ     ซึ่งที่สำคัญที่สุดคือการประกอบอาชีพ     นอกจากส่งเสริมสัมมาชีพแล้ว ต้องเน้น "ปัญญาชีพ" คือการประกอบอาชีพที่เลี้ยงดูตนเอง และสร้างปัญญาไปพร้อมๆ กัน

         สังคมที่อยู่ดีมีสุข ต้องเป็นสังคมเรียนรู้      มีการเรียนรู้จากการปฏิบัติในทุกๆ เรื่อง      มีการรวมตัวกัน เรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ของการปฏิบัติ     ซึ่งก็คือสังคมที่ทำ KM กันในทุกภาคส่วน หรือทุกหย่อมหญ้า นั่นเอง

วิจารณ์ พานิช
๓๑ ตค. ๔๙