แผนการสอน ม.docx

แผนการสอน ม.2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1

ชื่อหน่วย What do you like to do?

รายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน (อ22101)กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

เรื่องหลัก/หัวเรื่อง Hobbies and Interests เวลา 10ชั่วโมง

สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด


หน่วยการเรียนรู้นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารเรื่องงานอดิเรกและกิจกรรมที่ตนเองและผู้อื่นสนใจทำ ซึ่งนักเรียนจำเป็นต้องใช้เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้อื่นในชีวิตประจำวัน ดังนั้นนักเรียนจึงต้องฟังบทสนทนาเกี่ยวกับงานอดิเรกและกิจกรรมที่บุคคลในบทสนทนาสนใจทำพูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับกีฬาที่สนใจเล่น ความถี่ของการทำงานอดิเรก กราฟข้อมูลกิจกรรมที่สนใจทำเป็นงานอดิเรกอ่านบทความเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเขียนอีเมลบรรยายงานอดิเรกและกิจกรรมที่ตนเองสนใจทำ

1. มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด

สาระที่ 1:ภาษาเพื่อการสื่อสาร

มาตรฐาน ต 1.1 ม.2/2,ต 1.1 ม.2/3,ต 1.1 ม.2/4,ต 1.2 ม.2/1,ต 1.2 ม.2/4

สาระที่ 2:ภาษาและวัฒนธรรม

มาตรฐาน ต 2.1 ม.2/2,ต2.2ม.2/1

สาระที่ 4:ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก

มาตรฐาน ต 4.1 ม.2/1

2. ความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น

สุขศึกษาและพลศึกษา;สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม;การงานอาชีพและเทคโนโลยี

3. ความรู้

- คำศัพท์

กิจกรรมPreview

- comic book (n.): a magazine, especially for children, which contains a set of stories told in pictures with a small amount of writing (หนังสือการ์ตูน)

- action figure (n.): a doll which is made to look like a soldier or a character from a film or television show (หุ่นจำลองจัดท่าได้)

กิจกรรมCommunication

- take turn (v.): When a number of people take turns, they do the same thing one after the other (ผลัดกัน)

- marker (n.): a small round colored object that you use in a board game (หมากเดินบนกระดานเกม)

- browse (v.): to search for information on a computer or on the Internet (ค้นหาข้อมูลทางคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต)

กิจกรรมReading

-article (n.): a piece of writing on a particular subject in a newspaper or magazine (บทความ)

- circle (n.): a group of people or things arranged in the shape of a circle (การล้อมวงกลม)

- fighter (n.): someone who fights (นักสู้)

- self-respect (n.): respect for yourself which shows that you value yourself (การเคารพตัวเอง)

กิจกรรมComprehension

- teenager (n.): a young person between 13 and 19 years old(วัยรุ่น)

- sandal (n.): a light shoe, especially worn in warm weather, consisting of a bottom part held onto the foot by straps (รองเท้าแตะ)

กิจกรรมWriting

- reply (v.): to answer someone by saying or writing something (ตอบ)

กิจกรรมThe Real World

- e-pal (n.): a person that you make friends with by sending emails, oftensomebody you have never met(เพื่อนทางอีเมล)

- according to: as stated or reported by somebody/something (ตามที่)

- poll (n.): the process of questioning people who are representative of a larger group in order to get information about the general opinion
(การสำรวจความเห็น)

-สำนวนภาษา

กิจกรรมConversation

- That’s OK.: No, thanks. / I don’t want to bother you.(ไม่เป็นไรครับ/ค่ะขอบคุณ หรืออีกความหมายหนึ่งคือไม่ขอรบกวนครับ/ค่ะ)

กิจกรรมThe Real World

- He has two left feet.: He can’t dance.(เขาเต้นรำไม่เป็น)

-ข้อมูลด้านวัฒนธรรม

กิจกรรมPreview

- Martial arts

Martial artsคือศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ซึ่งจัดเป็นกีฬาประเภทหนึ่งmartialartsเป็นศิลปะการต่อสู้ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของชาวเอเชียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีmartialartsที่มาจากวัฒนธรรมทางศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของประเทศอื่น เช่นSavateคือมวยของประเทศฝรั่งเศสKrav Magaคือวิธีการต่อสู้ป้องกันตัวของประเทศอิสราเอล และCapoeiraคือศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของประเทศบราซิลที่ผสมผสานการต่อสู้ การเต้นรำ ดนตรี กายกรรม และปรัชญาเข้าด้วยกัน

- Karate

Karateอ่านว่าkah-rah-tehเป็นmartial artของประเทศญี่ปุ่นKarateหมายความว่า มือเปล่า เป็นการต่อย เตะ และฟาดด้วยมือเปล่า

- Action figure

Action figureคือหุ่นจำลองจัดท่าได้ สร้างขึ้นมาจากตัวละครในบันเทิงคดี หุ่นจำลองเหล่านี้ใช้เป็นของเล่นและเป็นสิ่งสะสม คำว่าaction figureกำหนดขึ้นโดยบริษัทของเล่นHasbroในปี ค.ศ. 1964 เพื่อใช้ในการส่งเสริมการตลาดหุ่นจำลองทหารG.IJoeที่จัดท่าได้ โดยทางบริษัทใช้ข้อมูลพื้นฐานจากความจริงที่ว่าโดยปกติแล้วแขนและขาของหุ่นจำลองจะต้องสามารถเคลื่อนไหวได้นั่นเอง

กิจกรรมDo you know?

- ทีมวอลเล่ย์บอล

เมื่อปี ค.ศ. 1895WilliamMoranได้คิดค้นกีฬาวอลเล่ย์บอลขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทีมวอลเล่ย์บอลหนึ่งทีมประกอบด้วยผู้เล่นจำนวน 6 คน มีผู้เล่น 3 คนยืนอยู่ด้านหน้าและอีก 3 คนยืนอยู่ด้านหลัง มีข้อมูลว่าปัจจุบันผู้คนทั่วโลกประมาณ 800 ล้านคนเล่นกีฬาวอลเล่ย์บอลสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

- Taekwondo

Taekwondoออกเสียงว่าThe-kwan-dohเป็นmartial artของประเทศเกาหลีหลายพันปีมาแล้ว Taekwondoผสมผสานจิตใจที่นิ่งสงบกับการเคลื่อนไหวทางร่างกายไปพร้อมกัน โดยมุ่งเน้นการมีชีวิตอยู่บนโลกอย่างกลมกลืน ทั้งนี้มีความเชื่อกันว่าผู้คนทั่วโลกฝึกTaekwandoมากกว่าศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวประเภทอื่น ๆ

กิจกรรมReading

- Capoeira

Capoeiraอ่านออกเสียงว่าkah-poh-air-rahคือศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวทางAfro-Brazilianเป็นการผสมผสานศิลปะการป้องกันตัว ดนตรี และการเต้นรำเข้าด้วยกัน ต้นกำเนิดและจุดประสงค์ที่
แน่ชัดของการสืบทอดลีลาท่าทาง ศิลปะการป้องกันตัว และดนตรีของคาโปเอร่ายังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ รายงานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับคาโปเอร่าจำนวนมากระบุว่าศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวนี้ได้รับการพัฒนามาจากพวกทาสทวีปแอฟริกาในช่วงหลังศตวรรษที่ 16 ซึ่งใช้เป็นหนึ่งในวิธีการถ่ายทอดวัฒนธรรมและทักษะการต่อสู้ของคนแอฟริกันอย่างลับ ๆ การฝึกซ้อมนี้เคยเป็นสิ่งต้องห้าม อย่างไรก็ตามผู้คนในประเทศบราซิลฝึกซ้อมคาโปเอร่าและพัฒนารูปแบบเรื่อยมาดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

- Street children

Street childrenเป็นคำใช้เรียกบรรดาเด็กที่อาศัยหรือทำงานตามท้องถนน เด็กเหล่านี้ซึ่งโดยปกติแล้วไม่มีครอบครัว หรือขาดความสัมพันธ์กับครอบครัว มักอาศัยอยู่ตามท้องถนน บางคนนอนในกล่องกระดาษใต้สะพาน ในสวนสาธารณะ ในตึกร้าง หรือในเพิงชั่วคราว

- Salvador

Salvadorมีชื่อเป็นทางการว่าSao Salvador da Baia de Todos os Santosเมืองนี้เป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 จนถึงศตวรรษที่ 19 ทำให้Salvadorเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามเชื่อกันว่ามีเด็กยากจนมากกว่า 16,000 คน ที่อาศัยอยู่ตามท้องถนนของSalvadorเด็กหลายคนก่ออาชญากรรมและถูกฆ่าตายอย่างน้อยปีละ 100 คน องค์กรtheAxe Projectจึงเข้ามาช่วยเหลือเด็กข้างถนนเหล่านี้รวมทั้งครอบครัวของพวกเขา

- The Axe Project

องค์กรthe Axe Projectในประเทศบราซิล ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1990 องค์กรนี้ไม่ใช่องค์กรของรัฐ มีหน้าที่ช่วยเหลือเด็กและวัยรุ่นที่มีฐานะยากจน โดยจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่อาศัยอยู่ตามท้องถนนในเมืองSalvadorอีกทั้งจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และกิจกรรมทางวัฒนธรรม เช่น กิจกรรมการฝึกศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวคาโปเอร่า (Capoeira)ซึ่งเด็กเหล่านี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ การรู้จักตนเองและการนับถือตนเอง

กิจกรรมThe Real World

- ข้อควรระวังในการใช้“He has two left feet.”

การพูดถึงบุคคลหนึ่งว่า“He has two left feet.”เปรียบเสมือนกับการพูดว่าบุคคลนั้นเป็นคนงุ่มง่าม และเซ่อซ่า การพูดลักษณะเช่นนี้สามารถเป็นการพูดที่ดูถูกบุคคลนั้นได้ ดังนั้นการจะนำสำนวนนี้ไปใช้จึงควรนำไปใช้อย่างระมัดระวัง

- หน้าที่ภาษา

-Talking about schedules and activities

-Talking about frequency

-Changing the subject

- โครงสร้างประโยค/ไวยากรณ์

- like to + verb

- Wh-question: How often

- Simple Present Tense

4. ทักษะ/กระบวนการ

- ทักษะเฉพาะวิชา

การฟัง:การฟังเพื่อหารายละเอียด

การพูด:การพูดเพื่อขอและให้ข้อมูล

การอ่าน:การอ่านออกเสียง การอ่านเพื่อหารายละเอียด

การเขียน:การเขียนบรรยาย

- ทักษะคร่อมวิชา

การสื่อสาร กระบวนการกลุ่ม

5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน

ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การใช้เทคโนโลยี

6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์

รู้จัก เข้าใจ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน และภูมิใจในตนเอง:บอกชื่องานอดิเรกหรือกิจกรรมที่ตนเองสนใจทำได้

7. ความเข้าใจที่ยั่งยืน

นักเรียนเข้าใจว่าการสื่อสารข้อมูลเรื่องงานอดิเรกและกิจกรรมที่สนใจทำในเวลาปัจจุบันต้องใช้โครงสร้างประโยคSimple Present Tense

8. สิ่งที่นักเรียนเรียนรู้และปฏิบัติได้

1. ระบุรายละเอียดในบทสนทนาที่ฟังเกี่ยวกับงานอดิเรกและกิจกรรมที่บุคคลในบทสนทนาสนใจทำได้
(ต 1.1 ม.2/4)

2.พูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับกีฬาที่สนใจเล่นได้ (ต 1.2 ม.2/1,ต 4.1 ม.2/1)

3. อ่านออกเสียงบทสนทนาเกี่ยวกับงานอดิเรกได้ถูกต้องตามหลักการอ่าน (ต 1.1 ม.2/2)

4.พูดเปรียบเทียบและอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างการลำดับคำตามโครงสร้างประโยคของภาษาอังกฤษและภาษาไทยได้ (ต2.2ม.2/1)

5.พูดขอและให้ข้อมูลตารางเวลาความถี่ของการทำงานอดิเรกได้ (ต 1.2 ม.2/1,ต 4.1 ม.2/1)

6. บอกรายละเอียดของบทความที่อ่านเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวได้ (ต 1.1 ม.2/4,ต 2.1 ม.2/2)

7. เขียนอีเมลบรรยายงานอดิเรกและกิจกรรมที่ตนเองสนใจทำได้ (ต 1.2ม.2/4)

8. พูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับกราฟข้อมูลกิจกรรมที่สนใจทำเป็นงานอดิเรกได้ (ต 1.1 ม.2/3,ต 1.2 ม.2/4,

ต 4.1 ม.2/1)

หลักฐานการเรียนรู้

1. ผลงานปฏิบัติ/ชิ้นงาน

1. คำตอบที่ได้จากการตอบคำถามบทสนทนาที่ฟังเกี่ยวกับงานอดิเรกและกิจกรรมที่บุคคลในบทสนทนาสนใจทำในกิจกรรมPreview A-B

2.ถ้อยคำพูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับกีฬาที่สนใจเล่นในกิจกรรมPreviewC

3. ถ้อยคำอ่านออกเสียงบทสนทนาเกี่ยวกับงานอดิเรกที่ถูกต้องตามหลักการอ่านในกิจกรรมConversation B

4. ถ้อยคำเปรียบเทียบและอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างการลำดับคำตามโครงสร้าง ประโยคของภาษาอังกฤษและภาษาไทยในกิจกรรมLanguage Focus

5.ถ้อยคำพูดขอและให้ข้อมูลตารางเวลาความถี่ของการทำงานอดิเรกในกิจกรรมCommunication

6. คำตอบที่ได้จากการตอบคำถามบทความที่อ่านเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวในกิจกรรมComprehension A-B

7. ข้อเขียนอีเมลบรรยายงานอดิเรกและกิจกรรมที่ตนเองสนใจทำในกิจกรรมWriting

8. ถ้อยคำพูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับกราฟข้อมูลกิจกรรมที่สนใจทำเป็นงานอดิเรกในกิจกรรมThe Real WorldB

2. การวัดผลและประเมินผล

1. ประเมินความสามารถในการระบุรายละเอียดในบทสนทนาที่ฟังเกี่ยวกับงานอดิเรกและกิจกรรมที่บุคคลในบทสนทนาสนใจทำในกิจกรรมPreviewA-Bจากจำนวนคำตอบที่ตอบถูกต้องและใช้เกณฑ์ผ่าน
ร้อยละ 60

2. ประเมินความสามารถในการพูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับกีฬาที่สนใจเล่นในกิจกรรมPreviewCโดยใช้แบบประเมินการสนทนากิจกรรมคู่และใช้เกณฑ์ผ่านระดับพอใช้

3. ประเมินความสามารถในการอ่านออกเสียงบทสนทนาเกี่ยวกับงานอดิเรกในกิจกรรมConversation Bโดยใช้แบบประเมินการอ่านออกเสียงและใช้เกณฑ์การผ่านระดับพอใช้

4.ประเมินความสามารถในพูดเปรียบเทียบและอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างการลำดับคำตามโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษและภาษาไทยในกิจกรรมLanguage Focusโดยใช้เกณฑ์การประเมินการนำเสนอและใช้เกณฑ์ผ่านระดับพอใช้

5.ประเมินความสามารถในการพูดขอและให้ข้อมูลตารางเวลาความถี่ของการทำงานอดิเรกในกิจกรรมCommunicationโดยใช้เกณฑ์การประเมินความสามารถในการสนทนาและใช้เกณฑ์ผ่านระดับพอใช้

6. ประเมินความสามารถในการบอกรายละเอียดของบทความที่อ่านเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวในกิจกรรมComprehension A-Bจากจำนวนคำตอบที่ตอบถูกต้องและใช้เกณฑ์ผ่านร้อยละ 60

7. ประเมินความสามารถในการเขียนอีเมลบรรยายงานอดิเรกและกิจกรรมที่ตนเองสนใจทำในกิจกรรมWritingโดยใช้เกณฑ์การประเมินการเขียนจดหมาย/อีเมลส่วนตัวและใช้เกณฑ์ผ่านระดับพอใช้

8. ประเมินความสามารถในการพูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับกราฟข้อมูลกิจกรรมที่สนใจทำเป็นงานอดิเรกในกิจกรรมThe Real World Bโดยใช้เกณฑ์การประเมินความสามารถในการสนทนาและใช้เกณฑ์ผ่านระดับพอใช้

หลักฐานอื่นๆ

- ผลการทำกิจกรรมคู่

- ผลการทำกิจกรรมกลุ่ม

- ผลการทำแบบฝึกหัดในหนังสือเรียนและหนังสือแบบฝึกหัด

นักเรียนประเมินตนเอง

- นักเรียนประเมินการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 โดยใช้แบบประเมินUnit 1 Self-Evaluation

กิจกรรมการเรียนรู้

บทเรียนย่อยที่ 1 เวลา 3 ชั่วโมง

สิ่งที่นักเรียนเรียนรู้และปฏิบัติได้

1. ระบุรายละเอียดในบทสนทนาที่ฟังเกี่ยวกับงานอดิเรกและกิจกรรมที่บุคคลในบทสนทนาสนใจทำได้
(ต 1.1 ม.2/4)

2. พูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับกีฬาที่สนใจเล่นได้ (ต 1.2 ม.2/1,ต 4.1 ม.2/1)

3. อ่านออกเสียงบทสนทนาเกี่ยวกับงานอดิเรกได้ถูกต้องตามหลักการอ่าน (ต 1.1 ม.2/2)

กิจกรรมการเรียนรู้

กิจกรรมOverview

1. แนะนำหัวข้อเรื่องหลักPeople and Places

- ครูให้นักเรียนเปิดหนังสือเรียน หน้า2-3แล้วอ่านออกเสียงหัวข้อเรื่องหลักPeople and Placesพร้อมกับให้นักเรียนอ่านตามในใจ จากนั้นให้นักเรียนดูภาพบุคคลกับสถานที่ในหนังสือเรียนหน้าเดิม ครูถามนักเรียนว่าWhat do you see in the pictures?ซึ่งนักเรียนน่าจะตอบว่าเห็นผู้คนและสถานที่

- ครูบอกนักเรียนว่าหัวข้อเรื่องหลักPeople and Placesประกอบด้วยหน่วยการเรียนรู้ 3 หน่วยและหน่วยการเรียนรู้World Explorer 1

- ครูอ่านออกเสียงข้อความบอกสิ่งที่นักเรียนจะต้องสามารถปฏิบัติได้หลังจากที่เรียนจบหน่วยการเรียนรู้ทั้ง3และหน่วยการเรียนรู้World Explorer 1พร้อมกับให้นักเรียนอ่านตามในใจ จากนั้นครูบอกนักเรียนว่าหน่วยการเรียนรู้นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่ และสิ่งที่นักเรียนต้องสามารถปฏิบัติได้มีดังนี้

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 นักเรียนต้องสามารถพูดเกี่ยวกับงานอดิเรกและกิจกรรมที่ตนเองสนใจทำได้ อีกทั้งสามารถพูดบรรยายตารางเวลาการทำกิจกรรมของตนเองได้

หน่วยการเรียนรู้ที่2นักเรียนต้องสามารถพูดบรรยายลักษณ์ของบุคคลได้ อีกทั้งสามารถอ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องหน้ากากเข้าใจ

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 นักเรียนต้องสามารถพูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางได้ อีกทั้งสามารถพูดให้ข้อมูลสถานที่รอบเมืองได้

หน่วยการเรียนรู้World Explorer 1นักเรียนต้องสามารถทำกิจกรรมทางภาษาเพื่อทบทวนสิ่งที่เรียนรู้จากหน่วยการเรียนรู้ที่1-3ได้

กิจกรรมPreview

1. แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้

- ครูให้นักเรียนอ่านออกเสียงชื่อหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องWhat do you like to do?ในหนังสือเรียน หน้า 4 และให้นักเรียนดูภาพบุคคลที่กำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ ในหนังสือเรียน หน้า 4-5 จากนั้นตรวจสอบความรู้เดิมของนักเรียนเกี่ยวกับกิจกรรมที่บุคคลในภาพกำลังทำอยู่ โดยถามนักเรียนดังนี้What are the people doing?

- ครูให้นักเรียนคาดเดาเกี่ยวกับเรื่องที่นักเรียนจะได้เรียนรู้จากหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 โดยครูถามนักเรียนว่าWhat do you think this unit is about?

- ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนบอกคำตอบอย่างอิสระสักครู่หนึ่งจนกว่าครูจะได้คำตอบว่าHobbiesหรือInterestsครูเขียนคำว่าHobbies and interestsบนกระดาน แล้วบอกนักเรียนว่าhobbiesเป็นรูปคำนามพหูพจน์ของคำว่าhobbyซึ่งมีความหมายว่า งานอดิเรก ส่วนคำว่าinterestsเป็นรูปคำนามพหูพจน์ของคำว่าinterestซึ่งมีความหมายว่า กิจกรรมที่สนใจทำ

- ครูอธิบายว่าเมื่อเรียนจบบทเรียนนี้แล้วนักเรียนจะต้องสามารถระบุรายละเอียดในบทสนทนาที่ฟังเกี่ยวกับงานอดิเรกและกิจกรรมที่บุคคลในบทสนทนาสนใจทำ อ่านออกเสียงบทสนทนาเกี่ยวงานอดิเรกได้ถูกต้องตามหลักการอ่าน อีกทั้งสามารถพูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับกีฬาที่สนใจเล่นได้

2. พัฒนาคำศัพท์

- ครูอ่านออกเสียงวลีที่บรรยายการทำงานอดิเรกและประเภทของงานอดิเรกในกรอบข้อความสีชมพูและสีขาวใต้ภาพในหนังสือเรียน หน้า 4-5 พร้อมกับให้นักเรียนอ่านตามในใจ

- ครูให้นักเรียนบอกความหมายของวลีที่ครูอ่านไปเมื่อสักครู่โดยใช้ภาพเป็นบริบท จากนั้นครูช่วยสรุปความหมายของคำศัพท์ให้แก่นักเรียน

- ครูให้นักเรียนบอกความสัมพันธ์ระหว่างวลีในกรอบข้อความสีชมพูกับกรอบข้อความสีขาวโดยใช้ภาพเป็นบริบท จากนั้นครูสรุปว่าข้อความในกรอบสีชมพูคือประเภทของงานอดิเรก ส่วนข้อความในกรอบสีขาวคือกิจกรรมแต่ละประเภทของงานอดิเรก เช่น

• ภาพที่ 1 คือกิจกรรมวาดภาพ (draw)เป็นกิจกรรมหนึ่งของประเภทการทำงานศิลปะ(make art)

  • ภาพที่ 2 คือกิจกรรมฝึกคาราเต้ (do karate)เป็นกิจกรรมหนึ่งของประเภทการฝึกศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว(practice martial arts)ครูอธิบายข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับkarateและmartial arts(ดูข้อมูลด้านวัฒนธรรม)
  • • ภาพที่ 3 คือกิจกรรมสะสมหุ่นจำลองจัดท่าได้ (collect action figures)เป็นกิจกรรมหนึ่งของประเภทการสะสมสิ่งของ(collect things)ครูอธิบายข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับaction figures(ดูข้อมูลด้านวัฒนธรรม)

    • ภาพที่4คือกิจกรรมเล่นวอลเลย์บอล (play volleyball)เป็นกิจกรรมหนึ่งของประเภทการเล่นกีฬา(play sports)

    • ภาพที่ 5 คือกิจกรรมเล่นกีตาร์ (play the guitar)เป็นกิจกรรมหนึ่งของประเภทการเล่นดนตรี(play an instrument)

    - ครูเขียนหัวข้อประเภทของงานอดิเรกบนกระดานดังนี้sports, musical instruments, kinds of artและthings people might collectจากนั้นให้นักเรียนช่วยกันบอกกิจกรรมการทำงานอดิเรกอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับหัวข้อประเภทของงานอดิเรกดังกล่าว ครูเขียนสิ่งที่นักเรียนบอกบนกระดาน

    3.ฟังบทสนทนาเกี่ยวกับงานอดิเรกของบุคคลในภาพ

    กิจกรรมก่อนฟัง

    - ครูอ่านออกเสียงคำสั่งกิจกรรมPreview Aในหนังสือเรียน หน้า 4 พร้อมกับให้นักเรียนอ่านตามในใจจากนั้นอธิบายให้นักเรียนฟังว่ากิจกรรมนี้นักเรียนจะได้ฟังบทสนทนาสั้น ๆ จำนวน 5 บท ซึ่งบุคคลในบทสนทนาจะพูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับงานอดิเรก จากนั้นให้นักเรียนเขียนชื่อของบุคคลทั้ง 5 คนลงในแต่ละภาพซึ่งตรงกับงานอดิเรกที่บุคคลนั้นสนใจทำ

    - ครูอ่านออกเสียงชื่อของบุคคลทั้ง 5 คนในกิจกรรมPreview Aซึ่งได้แก่Amy, Pablo, Daniel, MattและSarahพร้อมกับให้นักเรียนอ่านตามในใจ

    - ครูเขียนคำศัพท์และสำนวนในบทสนทนาที่คาดว่านักเรียนไม่รู้ความหมายบนกระดาน แล้วบอกความหมายของคำเหล่านั้นแก่นักเรียน ได้แก่introduce(แนะนำ); also(อีกด้วย); ourselves(ด้วยตัวของพวกเราเอง); comics(ตัวการ์ตูน); wow(คำอุทานแสดงความประหลาดใจ); own(ของตัวเอง); That’s cool.(เยี่ยมมาก); Really?(จริงหรือ); That’s right.(ถูกต้อง); That’s great. (เยี่ยมมาก)และYou go first.(เชิญคุณก่อน)

    - ครูให้นักเรียนคาดเดาคำตอบก่อนฟังบทสนทนาว่าบุคคลใดน่าจะสนใจทำงานอดิเรกประเภทใด ครูเขียนสิ่งที่นักเรียนบอกบนกระดาน

    กิจกรรมระหว่างฟัง

    - ครูเปิดซีดีบันทึกเสียง(CD1, Track 1)ให้นักเรียนฟังบทสนทนา 4 รอบ รอบแรกครูให้นักเรียนฟังบทสนทนาทั้งหมดเพื่อจับความโดยรวมว่าบุคคลใดสนใจทำงานอดิเรกประเภทใด รอบที่2ครูให้นักเรียนฟังเพื่อตรวจสอบคำตอบที่นักเรียนได้คาดเดาไว้ก่อนหน้านี้บนกระดาน รอบที่3ครูหยุดซีดีบันทึกเสียงทุกครั้งที่จบแต่ละบทสนทนา เพื่อให้นักเรียนเติมชื่อของบุคคลลงใต้ภาพ และรอบที่4ครูให้นักเรียนฟังเพื่อแก้ไขคำตอบ

    - ครูให้นักเรียนร่วมกันเฉลยคำตอบพร้อมกันทั้งชั้นเรียน (ดูเฉลยท้ายเล่ม)

    - ครูอ่านออกเสียงคำสั่งกิจกรรมPreviewBในหนังสือเรียน หน้า 4 แล้วอธิบายว่านักเรียนจะได้ฟังบทสนทนาเดิม แต่ในครั้งนี้นักเรียนจะต้องฟังแล้วเลือกคำในกรอบข้อความในกิจกรรมPreviewBมาเขียนลงในตารางให้ตรงตามหัวข้อที่กำหนดมาให้

    - ก่อนที่ครูจะให้นักเรียนฟังบทสนทนา ครูให้นักเรียนคนหนึ่งอ่านออกเสียงคำศัพท์ในกรอบข้อความ และหัวข้อตารางในกิจกรรมPreview Bครูเน้นย้ำว่าคำศัพท์ในกรอบข้อความบ่งบอกเกี่ยวกับสิ่งที่บุคคลในบทสนทนาสนใจทำ ส่วนหัวข้อตารางเป็นคำศัพท์ที่บ่งบอกเกี่ยวกับประเภทของงานอดิเรก

    - ครูให้นักเรียนฟังซีดีบันทึกเสียง(CD1, Track 1)จำนวน 2 รอบ ในรอบแรกครูให้นักเรียนฟังเพื่อจับ-ความโดยรวมเกี่ยวกับประเภทของงานอดิเรกและสิ่งที่บุคคลในบทสนทนาสนใจทำ และในรอบที่ 2 ครูให้นักเรียนฟังเพื่อเขียนคำตอบลงในตาราง หลังจากนั้นครูให้นักเรียนเปรียบเทียบคำตอบกับเพื่อน แล้วให้นักเรียนที่สมัครใจอ่านคำตอบให้แก่เพื่อนในชั้นเรียน(ดูเฉลยท้ายเล่ม)

    - ครูประเมินความสามารถในการระบุรายละเอียดในบทสนทนาที่ฟังเกี่ยวกับงานอดิเรกและกิจกรรมที่บุคคลในบทสนทนาสนใจทำในกิจกรรมPreview A-Bจากจำนวนคำตอบที่ตอบถูกต้องและใช้เกณฑ์ผ่านร้อยละ 60

    กิจกรรมหลังฟัง

    - ครูให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนเพื่อทำกิจกรรมPreviewCในหนังสือเรียน หน้า 4 ซึ่งเป็นกิจกรรมให้นักเรียนสลับกันพูดถามตอบข้อมูลเกี่ยวกับกีฬาที่ตนเองสนใจเล่น

    - ครูเริ่มต้นด้วยการสาธิตวิธีการทำกิจกรรมให้แก่นักเรียน โดยครูเลือกนักเรียนคนหนึ่งให้เป็นคู่สนทนาของครูแล้วสลับกันพูดถามตอบข้อมูลเกี่ยวกับกีฬาตามบทสนทนาที่กำหนดมาให้ในกิจกรรมPreviewCหลังจากนั้นสลับกันพูดถามตอบอีกครั้ง แต่เปลี่ยนจากข้อมูลกีฬาที่กำหนดมาให้เป็นข้อมูลกีฬาที่ครูและนักเรียนสนใจเล่น

    - ครูอธิบายรูปประโยคในกิจกรรมPreview Cว่าประโยคคำถามDo you like to play sports?เป็นประโยคคำถามใช้ถามคู่สนทนาว่าชอบเล่นกีฬาหรือไม่ ซึ่งคำตอบคือyesหรือnoส่วนประโยคคำถามWhat sports do you play?เป็นประโยคคำถามใช้ถามคู่สนทนาว่าชอบเล่นกีฬาประเภทใด ดังนั้นคำตอบจึงต้องเป็นชื่อกีฬา เช่นI play soccer.

    - ครูให้นักเรียนดูคำว่าto playในประโยคคำถามDo you like to play sports?อีกครั้ง จากนั้นอธิบายว่าประโยคคำถามข้อนี้แตกต่างจากประโยคคำถามDo you like sports?เนื่องจากประโยคคำถามDo you like sports?เป็นคำถามที่ถามครอบคลุมถึงความชอบกีฬาไม่ว่าจะเป็นการเล่น การชมการอ่านข่าวหรือบทความกีฬา หรือการสนทนาหัวข้อเรื่องกีฬา

    - ครูให้นักเรียนทั้งชั้นเรียนช่วยกันบอกชื่อกีฬาที่นักเรียนรู้จักเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพูดสนทนากับเพื่อนในกิจกรรมPreview Cครูเขียนชื่อกีฬาที่นักเรียนบอกบนกระดาน ซึ่งอาจมีชื่อกีฬาดังนี้badminton, volleyball, basketball, boxing, golf, futsal, wrestingและtable tennisเป็นต้น

    - ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมPreviewCครูเดินสำรวจการทำกิจกรรมของนักเรียน เมื่อนักเรียนทำกิจกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครูสุ่มเรียกนักเรียนบางคู่ออกมานำเสนอการสนทนาที่หน้าชั้นเรียน

    - ครูประเมินความสามารถในการพูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับกีฬาที่สนใจเล่นในกิจกรรมPreviewCโดยใช้แบบประเมินการสนทนากิจกรรมคู่และใช้เกณฑ์ผ่านระดับพอใช้

    กิจกรรมConversation

    1. อ่านออกเสียงบทสนทนา

    - ครูให้นักเรียนดูภาพสถานการณ์ของบทสนทนาในหนังสือเรียน หน้า 5 แล้วให้นักเรียนตอบคำถามเกี่ยวกับภาพดังนี้

    T: Where are the boy and the girl in the first exchange?

    Ss: They are in front of their school.

    T: Where are they going?

    Ss: They are going to the girl’s house.

    T: What is she doing in the third exchange?

    Ss: She is playing the guitar.

    T: What is she doing in the fourth exchange?

    Ss: She is singing.

    T: How does the boy feel in the third and the fourth exchanges?

    Ss: He is not happy with her performances.

    T: How does the girl feel in the third and the fourth exchanges?

    Ss: She is happy with her activities.

    -ครูบอกนักเรียนว่านักเรียนจะได้ฟังและอ่านออกเสียงบทสนทนาสั้น ๆ 4 บท ระหว่างStigและMayaในกิจกรรมConversation Aในหนังสือเรียน หน้า 5

    - ครูเปิดซีดีบันทึกเสียง(CD1, Track 2)ให้นักเรียนฟังบทสนทนารอบแรก พร้อมกับให้นักเรียนอ่านตามในใจ และในรอบที่ 2 ครูหยุดซีดีบันทึกเสียงทุกครั้งที่จบแต่ละบทสนทนาแล้วให้นักเรียนอ่านออกเสียงตาม

    - ครูให้นักเรียนสังเกตคำว่าcan playในบทสนทนาที่ 2 แล้วอธิบายให้นักเรียนฟังว่าโดยปกติแล้วcanเป็นคำที่ใช้เพื่อบอกถึงความสามารถ แต่canยังสามารถใช้เพื่อการเสนอความช่วยเหลือได้ด้วยเช่นกัน ในบทสนทนาที่ 2Mayaใช้คำว่าcanในการเสนอที่จะเล่นกีตาร์ให้Stigฟัง ครูยกตัวอย่างโดยเขียนประโยคI can carry those books for you.บนกระดาน และอธิบายว่าประโยคนี้ผู้พูดเสนอการช่วยถือหนังสือให้แก่คู่สนทนา

    2. พูดเปลี่ยนหัวข้อเรื่อง

    - ครูอธิบายสำนวนThat’s OK.ในกรอบReal Englishในหนังสือเรียน หน้า 5 ดังนี้ สำนวนThat’s OK.นิยมใช้ในภาษาพูด มีความหมายว่าNo,thanks.เป็นการพูดเปลี่ยนหัวข้อเรื่องเพื่อปฏิเสธคู่สนทนาที่เสนอทำบางสิ่งบางอย่างให้แก่ตนอย่างสุภาพ ครูยกตัวอย่างโดยเขียนบทสนทนาบนกระดานดังนี้

    A: Would you like some coffee?

    B: That’s OK.ความหมายคือNo, thanks.หรือI don’t want to bother you.

    ครูอธิบายต่อไปว่าThat’s OK.สามารถใช้ได้ในอีกสถานการณ์หนึ่งคือการพูดตอบคู่สนทนาเมื่อคู่สนทนากล่าวคำขอโทษกับตน ซึ่งการใช้That’s OK.ในสถานการณ์นี้จะมีความหมายว่าIt’s alright.หรือI’m not angry.ครูยกตัวอย่างโดยเขียนบทสนทนาบนกระดานดังนี้

    A: I’m sorry. I’m late.

    B: That’s OK.ความหมายคือDon’t worry about it.

    - ครูอ่านออกเสียงบทสนทนาบนกระดานและให้นักเรียนอ่านออกเสียงตาม จากนั้นให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนแล้วฝึกอ่านออกเสียงบทสนทนาบนกระดาน ครูเดินสำรวจการทำกิจกรรมของนักเรียน

    - ครูให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนเพื่อสลับกันรับบทบาทเป็นStigและMayaในกิจกรรมConversation Bในหนังสือเรียน หน้า 5 ในการสนทนารอบแรกให้สนทนาตามบทที่กำหนดมาให้ ครูให้นักเรียนสนทนาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ให้นักเรียนนำคำสีน้ำเงินในกรอบด้านล่างซ้ายมาแทนคำสีน้ำเงินในกรอบคำพูดในแต่ละบทสนทนา

    - ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมConversation Bจากนั้นให้นักเรียนออกมานำเสนอกิจกรรมที่หน้าชั้นเรียน

    - ครูประเมินความสามารถในการอ่านออกเสียงบทสนทนาเกี่ยวกับงานอดิเรกในกิจกรรมConversation Bโดยใช้แบบประเมินการอ่านออกเสียงและใช้เกณฑ์การผ่านระดับพอใช้

    กิจกรรมเสริมทักษะ/ประสบการณ์ทางภาษา

    - ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมVocabulary FocusและConversationในหนังสือแบบฝึกหัด หน้า 2

    บทเรียนย่อยที่ 2 เวลา2ชั่วโมง

    สิ่งที่นักเรียนเรียนรู้และปฏิบัติได้

    1. พูดเปรียบเทียบและอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างการลำดับคำตามโครงสร้างประโยคของภาษาอังกฤษและภาษาไทยได้ (ต2.2ม.2/1)

    2. พูดขอและให้ข้อมูลตารางเวลาความถี่ของการทำงานอดิเรกได้ (ต 1.2 ม.2/1,ต 4.1 ม.2/1)

    กิจกรรมการเรียนรู้

    กิจกรรมLanguage Focus

    1. แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้

    - ครูให้นักเรียนเปิดหนังสือเรียน หน้า 6-7 แล้วบอกนักเรียนว่าบทเรียนนี้นักเรียนจะได้เรียนรู้โครงสร้างประโยคคำถามและประโยคบอกเล่าเกี่ยวกับงานอดิเรกและกิจกรรมที่สนใจทำโดยใช้โครงสร้างประโยคSimple Present Tense, like to + verbและWh-question: How oftenและเมื่อเรียนจบบทเรียนนี้แล้วนักเรียนจะต้องสามารถพูดเปรียบเทียบและอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างการลำดับคำตามโครงสร้างประโยคของภาษาอังกฤษและภาษาไทยได้ อีกทั้งพูดขอและให้ข้อมูลตารางเวลาความถี่ของการทำงานอดิเรกได้

    2.เรียนรู้โครงสร้างประโยคคำถามและคำตอบเกี่ยวกับงานอดิเรกและกิจกรรมที่สนใจทำ

    - ครูให้นักเรียนฟังซีดีบันทึกเสียง (CD1, Track 3)ประโยคคำถามและคำตอบเกี่ยวกับงานอดิเรกและกิจกรรมที่สนใจทำในแผนภูมิกิจกรรมLanguage Focus Aในหนังสือเรียน หน้า 6

    - ครูอธิบายหลักการใช้Simple Present Tenseโดยเขียนประโยคคำถามและคำตอบ 2 ประโยคแรกในแผนภูมิบนกระดานและขีดเส้นใต้ที่คำว่าdoดังนี้Whatdoyou like to do on weekdays / on weekends?และDoyou like to play tennis?จากนั้นอธิบายให้นักเรียนฟังว่าdoในประโยคคำถามทั้ง 2 ข้อทำหน้าที่เป็นVerb to doซึ่งนักเรียนสามารถเปลี่ยนเป็นใช้doesได้ขึ้นอยู่กับประธาน ถ้าประธานเป็นเอกพจน์จะใช้doesแต่ถ้าประธานเป็นพหูพจน์จะใช้doครูเขียนhe, she, it, you, they, Iและweและตารางที่มีหัวข้อdoกับdoesบนกระดาน จากนั้นให้นักเรียนบอกว่าpronounคำใดควรอยู่ในช่องหัวข้อdoหรือdoes

    Verbs to do Pronouns
    Do
    Does

    ครูเขียนสิ่งที่นักเรียนบอกบนกระดาน จากนั้นเฉลยคำตอบดังนี้<table> <tbody><tr> <td>Verbs to do</td> <td>Pronouns</td> </tr> <tr> <td>Do</td> <td>you, they, I, we</td> </tr> <tr> <td>Does</td> <td>he, she, it,</td> </tr> </tbody></table> ครูให้นักเรียนดูคำว่าdoตัวที่สองในประโยคคำถามWhat do you like to do on weekdays / on weekends?แล้วอธิบายว่าdoในประโยคคำถามข้อนี้ทำหน้าที่เป็นคำกริยา(Verbs)ซึ่งเป็นคำที่ใช้บอกอาการกริยาต่าง ๆ ของบุคคลหรือสัตว์ ครูลบคำกริยาdoตัวที่ 2 ในประโยค แล้วเขียนคำกริยาอื่นลงไปในประโยคคำถามเพื่อเป็นการยกตัวอย่างให้แก่นักเรียนดังนี้ play<p>What do you like to watch on weekdays / on weekends?</p><p> eat</p><p> - ครูสรุปว่าการบอกเล่าเรื่องงานอดิเรกและกิจกรรมที่สนใจทำในปัจจุบันจะใช้โครงสร้างประโยคSimple Present Tenseซึ่งโครงสร้างประโยคคำถามแบบWh-QuestionsคือQuestion Word + Verb to do + Subject + Main verbเช่นWhat do you like to do on weekends?ส่วนโครงสร้างประโยคคำถามแบบYes/No QuestionsคือVerb to do + Subject + Main verbเช่นDo you like to collect stamps?และโครงสร้างประโยคบอกเล่าคือSubject + Main verbเช่นI play soccer every day.และHe watches TV every day.ครูอธิบายหลักการเติมsที่คำกริยาในประโยคโครงสร้างSimple Present Tense</p><p> - ครูอธิบายหลักการใช้like to + verbโดยเริ่มต้นจากการอ่านออกเสียงประโยคI like to play sports.ในแผนภูมิ แล้วอธิบายให้นักเรียนฟังว่าคำที่ตามหลังlike toจะเป็นคำกริยาที่ไม่เติม -ingและจะไม่มีการเปลี่ยนรูปไม่ว่าประธานของประโยคจะเป็นคำนามพหูพจน์หรือเอกพจน์ก็ตาม ครูเขียนประโยคตัวอย่างบนกระดานดังนี้</p><p> They like to collect stamps.</p><p> She likes to play the guitar.</p><p> - ครูอธิบายหลักการใช้Wh-question: How oftenโดยครูอ่านออกเสียงประโยคคำถามHow often does he play?และคำตอบHe plays three times a week.ในแผนภูมิ แล้วอธิบายให้นักเรียนฟังว่าคำถามข้อนี้ขึ้นต้นด้วยHow oftenเป็นการถามความถี่ ดังนั้นคำตอบจึงตอบเป็นจำนวนครั้ง ครูเขียนตัวอย่างการตอบของคำถามข้อนี้เพิ่มเติมบนกระดานดังนี้</p><p> once</p><p> He plays six times a week.</p><p> twice</p><p> - ครูอ่านออกเสียงประโยคคำถามWhen do they play?และคำตอบThey play before/after school.ในแผนภูมิ แล้วอธิบายว่าคำถามที่ขึ้นต้นด้วยWhenเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบแบบ
    ไม่เจาะจงเวลาที่ชัดเจน ดังนั้นคำตอบของคำถามข้อนี้จึงตอบเป็นวลีbefore/after schoolซึ่งนักเรียนสามารถตอบโดยใช้วลีอื่นได้ เช่นin the afternoonหรือin the morning</p><p> - ครูให้นักเรียนดูด้านขวาของแผนภูมิแล้วอธิบายว่าคำที่ใช้บอกความถี่ในการทำกิจกรรม จำนวนหนึ่งครั้งคือonceจำนวน 2 ครั้งคือtwiceจำนวน 3 ครั้งคือthree timesแต่ทางวิชาคณิตศาสตร์timesมีความหมายว่า คูณ เช่น2 X 3= 6อ่านว่าTwotimes three equals six.</p><p> 3.ตรวจสอบความเข้าใจ</p><p> - ครูตรวจสอบความเข้าใจหลักการใช้Simple Present Tenseและการใช้like to + verbโดยให้นักเรียนทำกิจกรรมLanguage FocusBในหนังสือเรียน หน้า 6 ซึ่งให้นักเรียนเติมคำลงในช่องว่างข้อ 2-6 ให้สมบูรณ์ จากนั้นจับคู่คำถามข้อ 2-6 ให้สัมพันธ์กับคำตอบข้อa-f</p><p> - เมื่อนักเรียนทำกิจกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครูให้นักเรียนเปรียบเทียบกับเพื่อนคำตอบโดยให้นักเรียนสลับกันอ่านประโยคคำถามและคำตอบของตน จากนั้นให้นักเรียนที่สมัครใจอ่านคำตอบในชั้นเรียน (ดูเฉลยท้ายเล่ม)</p><p> - ครูตรวจสอบความเข้าใจหลักการใช้Wh-question: How oftenโดยให้นักเรียนทำกิจกรรมLanguage Focus Cในหนังสือเรียน หน้า 6 ครูอ่านคำสั่งแล้วอธิบายว่าให้นักเรียนใช้ข้อมูลจากตารางเวลาการทำกิจกรรมของNadineเติมข้อความลงในบทสนทนาระหว่างMingกับNadine</p><p>- เมื่อนักเรียนทำกิจกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครูเปิดซีดีบันทึกเสียง (CD1, Track 4)เพื่อให้นักเรียนตรวจสอบคำตอบ จากนั้นให้นักเรียนที่สมัครใจออกมาเขียนคำตอบบนกระดาน (ดูเฉลยท้ายเล่ม)</p><p> -ครูให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนเพื่อสลับกันแสดงบทบาทเป็นMingและNadineครูสุ่มนักเรียนออกมานำเสนอการอ่านบทสนทนาที่หน้าชั้นเรียน (ดูเฉลยท้ายเล่ม)</p><p> 4.เปรียบเทียบประโยคภาษาอังกฤษกับภาษาไทย</p><p> - ครูให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนเพื่อพูดแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ รวมทั้งอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างการลำดับคำในประโยคคำถามและประโยคบอกเล่าของของภาษาอังกฤษและภาษาไทยตามโครงสร้างSimple Present Tense, like to + verbและWh-question: How oftenโดยให้นักเรียนแต่ละคู่ช่วยกันสรุปข้อมูลเป็นแผนภูมิ</p><p> - ครูให้นักเรียนออกมานำเสนอข้อมูลที่หน้าชั้นเรียน ซึ่งข้อมูลที่นำเสนอสามารถมีได้หลากหลาย</p><p> - ครูประเมินความสามารถในการพูดเปรียบเทียบและอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างการลำดับคำตามโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษและภาษาไทยในกิจกรรมLanguage Focusโดยใช้เกณฑ์การประเมินการนำเสนอและใช้เกณฑ์ผ่านระดับพอใช้</p><p>กิจกรรมPronunciation</p><p>1.ออกเสียงคำ</p><p> - ครูบอกนักเรียนว่านักเรียนจะได้ฝึกอ่านออกเสียงtoแบบลดเสียงในกิจกรรมPronunciation Aในหนังสือเรียน หน้า 7 ครูเริ่มต้นโดยให้นักเรียนดูประโยคตัวอย่างที่มีtoอยู่ในประโยค จากนั้นอธิบายให้นักเรียนฟังว่าการพูดภาษาอังกฤษที่เป็นธรรมชาติ ผู้พูดจะไม่พูดออกเสียงภาษาอังกฤษทีละคำอย่างชัดเจนเพราะบางคำผู้พูดก็ออกเสียงคำนั้นแบบลดเสียงเช่นtoในประโยคตัวอย่างที่ให้มานี้</p><p> - ครูเปิดซีดีบันทึกเสียง (CD1, Track 5) การออกเสียง“to”ในประโยคจำนวน 2 รอบ รอบแรกครูให้นักเรียนฟังแล้วสังเกตการออกเสียง“to”ในประโยค รอบที่ 2 ครูให้นักเรียนฟังแล้วอ่านออกเสียงตาม</p><p> - ครูตรวจสอบความสามารถในการฟังการออกเสียง“to”แบบลดเสียงโดยให้นักเรียนทำกิจกรรมPronunciation Bในหนังสือเรียนหน้าเดิม ซึ่งให้นักเรียนฟังซีดีบันทึกเสียงแล้วเติมข้อความที่ได้ยินลงในช่องว่าง</p><p> - ครูให้นักเรียนฟังซีดีบันทึกเสียง (CD1, Track6) การจำนวน 3 รอบ ในรอบแรกครูให้นักเรียนฟังเพื่อจับข้อความที่นักเรียนต้องเติมลงในช่องว่าง ในรอบที่ 2 ครูให้นักเรียนฟังแล้วเขียนข้อความที่นักเรียนได้ยินลงในช่องว่าง และในรอบที่ 3 ครูให้นักเรียนฟังเพื่อตรวจสอบคำตอบ จากนั้นครูให้นักเรียนที่สมัครใจออกมาเขียนคำตอบบนกระดาน (ดูเฉลยท้ายเล่ม)</p><p> - ครูตรวจสอบการอ่านออกเสียง“to”ในประโยค โดยให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนเพื่อทำกิจกรรมPronunciationCในหนังสือเรียนหน้าเดิม ครูอธิบายว่าให้นักเรียนแต่ละคู่สลับกันอ่านออกเสียงประโยค 6 ประโยคในกิจกรรมPronunciation B</p><p> - เมื่อนักเรียนทำกิจกรรมเสร็จแล้ว ครูให้นักเรียนออกมานำเสนอการอ่านออกเสียงที่หน้าชั้นเรียน</p><p>กิจกรรมDo you know?</p><p>- ครูสอบถามนักเรียนเกี่ยวกับกีฬาที่นักเรียนสนใจเล่นดังนี้What sports do you like to play?และWhat do you know about it?</p><p> - ครูอ่านออกเสียงคำถามHow many players are there on volleyball team?และตัวเลือกตอบจากกิจกรรมDo you know?ในหนังสือเรียน หน้า7ครูให้นักเรียนเลือกคำตอบโดยใช้การคาดเดา</p><p> - ครูเฉลยคำตอบ ข้อbครูอธิบายข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทีมวอลเล่ย์บอล (ดูข้อมูลด้านวัฒนธรรม)</p><p>กิจกรรมCommunication</p><p>- ครูให้นักเรียนดูตารางในกิจกรรมCommunicationในหนังสือเรียน หน้า 7 แล้วถามนักเรียนว่าWhat is this game?และHow do you play this game?</p><p> - ครูอ่านออกเสียงคำสั่งกิจกรรมCommunicationแล้วบอกนักเรียนว่านักเรียนจะได้เล่นเกมบิงโก กลุ่มละ 5 คน โดยมีกติกาการเล่นดังนี้</p><p> 1)เมื่อถึงตาเล่นของคนใดคนหนึ่ง ให้คนนั้นถามคำถามเพื่อนในกลุ่มเกี่ยวกับงานอดิเรกและกิจกรรมที่เขาสนใจทำเป็นงานอดิเรก</p><p> 2) นักเรียนในกลุ่มตอบคำถามนั้นโดยใช้ข้อมูลที่เป็นจริงของตนเอง</p><p> 3)เมื่อตอบคำถามเสร็จแล้ว ให้วางตัวหมากลงในช่องกรอบสี่เหลี่ยมที่ตนเองเลือกตอบ คนใดที่สามารถวางตัวหมากได้ครบแถวก่อนคือผู้ชนะ</p><p> - ครูให้นักเรียนเล่นเกมและเดินสำรวจการทำกิจกรรมของนักเรียน</p><p> - ครูประเมินความสามารถในการพูดขอและให้ข้อมูลตารางเวลาความถี่ของการทำงานอดิเรกในกิจกรรมCommunicationโดยใช้เกณฑ์การประเมินความสามารถในการสนทนาและใช้เกณฑ์ผ่านระดับพอใช้</p><p>กิจกรรมเสริมทักษะ/ประสบการณ์ทางภาษา</p><p> - ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมLanguage Focus A-Bในหนังสือแบบฝึกหัด หน้า 3</p><p>บทเรียนย่อยที่ 3 เวลา2ชั่วโมง</p><p>สิ่งที่นักเรียนเรียนรู้และปฏิบัติได้</p><p> 1. บอกรายละเอียดของบทความที่อ่านเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวได้ (ต 1.1 ม.2/4,ต 2.1 ม.2/2)</p><p>กิจกรรมการเรียนรู้</p><p>กิจกรรมReading</p><p>กิจกรรมก่อนอ่าน</p><p> 1. แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้</p><p> - ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่นักเรียนรู้จักโดยให้นักเรียนบอกชื่อ รูปแบบการต่อสู้และประเทศที่ใช้ศิลปะการต่อสู้นั้น ๆ</p><p> - ครูบอกนักเรียนว่านักเรียนจะได้อ่านบทความเรื่องCapoeira: The Fighting Danceและเมื่ออ่านแล้วนักเรียนจะต้องสามารถบอกรายละเอียดของเรื่องที่อ่านได้</p><p> 2. สำรวจภูมิหลังเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน</p><p> - ครูถามคำถามเกี่ยวกับCapoeiraโดยที่ครูยังไม่ให้นักเรียนเปิดหนังสือเรียน ดังนี้Whatis capoeira?ครูเขียนคำตอบของนักเรียนบนกระดาน</p><p> - ครูให้นักเรียนเปิดหนังสือเรียน หน้า 8-9 และให้ดูภาพประกอบบทความเรื่องCapoeira: The Fighting Danceครูอ่านข้อความบรรยายภาพในหน้า 8 พร้อมกับให้นักเรียนอ่านตามในใจ แล้วถามนักเรียนอีกครั้งว่าWhat is capoeira?ซึ่งนักเรียนน่าจะใช้รูปภาพในการคาดเดาคำตอบว่าA kind of dance and martial artครูให้นักเรียนเปรียบเทียบคำตอบบนกระดาน</p><p> - ครูให้นักเรียนดูภาพแผนที่ในหนังสือเรียนหน้าเดิมแล้วถามนักเรียนดังนี้</p><p> T: Where is this?</p><p> Ss: Salvador, Brazil.</p><p> T: How does Capoeira relate to this place?</p><p> Ss: Capoeira is a martial art in Salvador, Brazil.</p><p> 3.ตั้งจุดประสงค์ในการอ่าน</p><p> - ครูให้นักเรียนดูภาพจากหนังสือเรียนหน้าเดิมแล้วใช้คำถามจากกิจกรรมReading Aถามนักเรียนเพื่อเป็นการตั้งจุดประสงค์ในการอ่านดังนี้Who are these people?และWhat are they doing?ครูให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนแล้วบอกคำตอบของกันและกัน ซึ่งคำตอบสามารถมีได้หลากหลาย</p><p>กิจกรรมระหว่างอ่าน</p><p> 1. อ่านเพื่อตอบคำถามตามจุดประสงค์</p><p> - ครูให้นักเรียนฟังซีดีบันทึกเสียง (CD1, Track7) การบทความเรื่องCapoeira: The Fighting Danceแล้วอ่านตามในใจพร้อมกับขีดเส้นใต้คำศัพท์ที่นักเรียนไม่ทราบความหมาย</p><p> - ครูให้นักเรียนบอกคำศัพท์ที่นักเรียนไม่ทราบความหมาย ครูเขียนคำศัพท์ที่นักเรียนบอกบนกระดานแล้วให้นักเรียนที่ทราบความหมายบอกความหมายนั้นแก่เพื่อน ส่วนคำใดที่ไม่มีนักเรียนคนใดทราบความหมาย ครูเป็นผู้บอกความหมายของคำเหล่านั้นแก่นักเรียนและให้นักเรียนเขียนคำศัพท์รวมทั้งคำแปลลงในสมุดจดของนักเรียน จากนั้นครูเขียนคำว่าself-respectบนกระดานแล้วอธิบายว่าselfมีความหมายว่า ตนเอง คำว่าrespectมีความหมายว่า เคารพ ดังนั้นคำว่าself-respectจึงมีความหมายว่า การเคารพตนเอง</p><p> - ครูอธิบายโครงสร้างประโยคในบทความให้แก่นักเรียนว่าประธานของประโยคสามารถทำกริยาได้มากกว่า 1 กริยา อีกทั้งจะมีการใช้คำสรรพนามแทนสิ่งที่ได้ถูกกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง ครูยกตัวอย่างโดยเขียนประโยคที่นำมาจากบทความบรรทัดที่ 4-5 บนกระดานดังนี้It finds homes for the children and helps the children go to school and study.พร้อมกับอธิบายว่าประโยคนี้ประธานItทำกริยาfindsและhelpsอีกทั้งประโยคนี้มีการใช้Itแทนคำนามa special group called Axe Projectที่ได้ถูกกล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ในบรรทัดที่ 4</p><p> - ครูเขียนประโยคต่อไปนี้บนกระดานA special group called Axe Project finds homes for the children. The project/It helps the children go to a school. It helps the children study.แล้วบอกนักเรียนว่านักเรียนสามารถใช้การวิเคราะห์ประโยคเช่นนี้เพื่อสร้างความเข้าใจในการอ่านให้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ผู้เขียนจะไม่นิยมเขียนโดยใช้รูปแบบเช่นนี้ เพราะบทความจะมีรูปประโยคที่ง่ายเกินไป</p><p> - ครูบอกนักเรียนว่าผู้เขียนบทความมีวิธีการนำเสนอข้อมูลหลายวิธี ซึ่งบางครั้งการนำเสนอประโยคที่ยาวก็อาจยากต่อความเข้าใจในการอ่าน ครูให้นักเรียนอ่าน 2 ประโยคแรกของบทความ จากนั้นครูรวมประโยคทั้งสองเข้าด้วยกันและเขียนประโยคดังกล่าวบนกระดานดังนี้In a lot of places around the world, poor children, called street children, live on the streets because they do not have homes or parents.จากนั้นถามนักเรียนว่าระหว่างประโยค 2 ประโยคในบทความกับประโยค 1 ประโยคบนกระดาน นักเรียนคิดว่าวิธีการเขียนแบบใดง่ายต่อความเข้าใจในการอ่าน และนักเรียนชอบแบบใดมากกว่ากัน รวมทั้งให้นักเรียนบอกเหตุผลสนับสนุนความคิดของนักเรียน โดยครูใช้คำถามถามนักเรียนดังนี้Which sentence is easier to understand, the one long sentence or the two sentences?และWhich style do you like better? Why?</p><p> - ครูให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนเพื่อช่วยกันอ่านบทความพร้อมกับวงกลมคำสรรพนามและระบุว่า
    คำสรรพนามนั้นใช้แทนคำนามใดในบทความ จากนั้นครูให้นักเรียนช่วยกันบอกคำตอบพร้อมกัน
    ทั้งชั้นเรียน ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้</p><p> They บรรทัดที่ 2 เป็นคำสรรพนามใช้แทนคำนามStreet children</p><p> It บรรทัดที่4 เป็นคำสรรพนามใช้แทนคำนามA special group called Axe Project</p><p> Them(1) บรรทัดที่5 เป็นคำสรรพนามใช้แทนคำนามThe children</p><p> It บรรทัดที่5 เป็นคำสรรพนามใช้แทนคำนามA special group called Axe Project</p><p> them(2) บรรทัดที่ 5 เป็นคำสรรพนามใช้แทนคำนามThe children</p><p> He(1) บรรทัดที่10เป็นคำสรรพนามใช้แทนคำนามMilton dos Santos</p><p> It บรรทัดที่10เป็นคำสรรพนามใช้แทนคำนามCapoeira</p><p> He(2) บรรทัดที่10เป็นคำสรรพนามใช้แทนคำนามMilton dos Santos</p><p> - ครูอ่านออกเสียงคำสั่งกิจกรรมReading Bในหนังสือเรียน หน้า 8จากนั้นบอกนักเรียนว่านักเรียนจะต้องอ่านบทความเพื่อตรวจสอบคำตอบที่นักเรียนได้ตอบไว้ในกิจกรรมReading A</p><p> - ครูให้นักเรียนอ่านบทความ พร้อมกับหาคำตอบของคำถาม 2 ข้อในกิจกรรมReadingAเมื่อนักเรียนพบคำตอบแล้วครูให้นักเรียนตรวจสอบคำตอบที่นักเรียนได้ตอบไว้ก่อนหน้านี้</p><p> - ครูให้นักเรียนที่สมัครใจออกมาเขียนคำตอบบนกระดาน ซึ่งคำตอบคือ</p><p> 1)They’re teenagers in Brazil.</p><p> 2) They’re doing capoeira.</p><p> - ครูให้นักเรียนฟังซีดีบันทึกเสียงรอบที่ 2 ครูหยุดซีดีบันทึกเสียงทุกครั้งที่จบแต่ละย่อหน้า เพื่อให้นักเรียนอ่านตามในใจแล้วตอบคำถามต่อไปนี้ทีละย่อหน้า</p><p> คำถามจากบทความย่อหน้าที่ 1 คือ </p><p> T: Where do street children live?</p><p> Ss: On streets.</p><p> T: Why do they live on the streets?</p><p> Ss: They don’t have homes or parents.</p><p> คำถามจากบทความย่อหน้าที่ 2 คือ</p><p> T: How does the Axe Project help street children?</p><p> Ss: It finds homes for the children and helps them go to school. It also teaches them capoeira.</p><p> T: What country develops Capoeira?</p><p> Ss: Brazil.</p><p> คำถามจากบทความย่อหน้าที่3คือ</p><p>T: How do people practice Capoeira?</p><p> Ss: People make a large circle, sing, and play instruments. Two people inside the circle fight and dance.</p><p>คำถามจากบทความย่อหน้าที่4คือ</p><p> T: Where does Milton dos Santos live?</p><p> Ss: In Salvador, Brazil.</p><p> T: How old is Milton?</p><p> Ss: Fifteen.</p><p> T: Is Capoeira good for street children? Why or why not?</p><p> Ss:Yes, they learn respect and self-respect. It also helps them make new lives.</p><p> - ครูอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับCapoeira, Street childrenและThe Axe Project(ดูข้อมูลด้านวัฒนธรรม)</p><p> - ครูอ่านออกเสียงคำสั่งกิจกรรมReading Cในหนังสือเรียน หน้า 8 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้นักเรียนตอบคำถามเกี่ยวกับบทความเรื่องCapoeira: The Fighting Danceในหนังสือเรียน หน้า 10</p><p>กิจกรรมComprehension</p><p>กิจกรรมหลังอ่าน</p><p> 1. ตรวจสอบความเข้าใจ</p><p> - ครูตรวจสอบความเข้าใจการอ่านบทความเรื่องCapoeira: The Fighting Danceโดยให้นักเรียนทำกิจกรรมComprehension Aในหนังสือเรียน หน้า 10 เมื่อนักเรียนตอบคำถามเสร็จเรียบร้อยแล้ว
    ครูให้นักเรียนเปรียบเทียบคำตอบกับเพื่อนแล้ว ให้นักเรียนช่วยกันเฉลยคำตอบพร้อมกันทั้งชั้นเรียน (ดูเฉลยท้ายเล่ม)</p><p> - ครูตรวจสอบความเข้าใจการอ่านบทความและคำศัพท์ที่พบในบทความโดยให้นักเรียนทำกิจกรรมComprehensionBในหนังสือเรียน หน้า 10 เมื่อนักเรียนตอบคำถามเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครูให้นักเรียนช่วยกันเฉลยคำตอบพร้อมกันทั้งชั้นเรียน (ดูเฉลยท้ายเล่ม)</p><p> - ครูให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนเพื่อสลับกันอ่านออกเสียงบทความในComprehension Bที่เติมสมบูรณ์แล้ว ครูสุ่มให้นักเรียนบางคนอ่านออกเสียงบทความที่หน้าชั้นเรียน</p><p> - ครูประเมินความสามารถในการบอกรายละเอียดของบทความที่อ่านเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวในกิจกรรมComprehension A-Bจากจำนวนคำตอบที่ตอบถูกต้องและใช้เกณฑ์ผ่านร้อยละ 60</p><p>กิจกรรมDo you know?</p><p>- ครูให้นักเรียนคนหนึ่งอ่านออกเสียงข้อความTaekwondo is a martial art from__.และตัวเลือกตอบในกิจกรรมDo you know?ในหนังสือเรียน หน้า 10 แล้วให้นักเรียนเลือกคำตอบโดยใช้การคาดเดา</p><p> - ครูเฉลยคำตอบ ข้อbพร้อมกับอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับTaekwondo(ดูข้อมูลด้านวัฒนธรรม)</p><p>กิจกรรมเสริมทักษะ/ประสบการณ์ทางภาษา</p><p> - ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมReading A-Cในหนังสือแบบฝึกหัด หน้า4</p><p>บทเรียนย่อยที่ 4 เวลา3ชั่วโมง</p><p>สิ่งที่นักเรียนเรียนรู้และปฏิบัติได้</p><p> 1. เขียนอีเมลบรรยายงานอดิเรกและกิจกรรมที่ตนเองสนใจทำได้ (ต 1.2ม.2/4)</p><p> 2. พูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับกราฟข้อมูลกิจกรรมที่สนใจทำเป็นงานอดิเรกได้ (ต 1.1 ม.2/3,ต 1.2 ม.2/4,ต 4.1 ม.2/1)</p><p>กิจกรรมการเรียนรู้</p><p>กิจกรรมWriting</p><p>กิจกรรมก่อนเขียน</p><p> - ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบว่าหลังจากที่นักเรียนเรียนจบบทเรียนนี้แล้ว นักเรียนจะต้องสามารถเขียนอีเมลถึงเพื่อนเพื่อบรรยายงานอดิเรกและกิจกรรมที่ตนเองสนใจทำได้ อีกทั้งยังต้องสามารถพูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับกราฟข้อมูลกิจกรรมที่สนใจทำเป็นงานอดิเรกได้</p><p> - ครูให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนและอ่านอีเมลในกิจกรรมWritingในหนังสือเรียน หน้า 10 แล้วถามนักเรียนดังนี้</p><p>T: Who is the writer?</p><p> Ss: Amy.</p><p> T: Who is the receiver?</p><p> Ss: Sophia.</p><p> T: What is the subject of the e-mail?</p><p> Ss: My hobbies.</p><p> - ครูอ่านออกเสียงคำสั่งกิจกรรมWritingในหนังสือเรียน หน้า 11 แล้วครูสรุปให้นักเรียนฟังว่านักเรียนจะได้อ่านอีเมลของAmyซึ่งเขียนถึงSophiaเกี่ยวกับงานอดิเรกที่Amyสนใจทำ จากนั้นให้นักเรียนเขียนตอบอีเมลฉบับนี้โดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับงานอดิเรกและกิจกรรมที่ตนเองสนใจทำ</p><p> - ครูเขียนคำว่าe-palบนกระดาน แล้วอธิบายว่าe-palหมายถึง เพื่อนทางอีเมล ซึ่งบุคคลทั้งสองคนจะเขียนอีเมลถึงกันเป็นงานอดิเรก โดยปกติแล้วทั้งสองจะไม่เคยพบกัน นอกจากติดต่อกันทางอีเมล</p><p> - ครูอ่านอีเมลให้นักเรียนฟัง 1 รอบ เพื่อให้นักเรียนสำรวจและขีดเส้นใต้คำศัพท์ที่นักเรียนไม่ทราบความหมาย จากนั้นให้นักเรียนบอกคำศัพท์เหล่านั้น ครูเขียนคำศัพท์ที่นักเรียนบอกบนกระดานและให้นักเรียนที่ทราบความหมายของคำศัพท์ดังกล่าวบอกความหมายนั้นแก่เพื่อน ส่วนคำใดที่ไม่มีนักเรียนคนใดทราบความหมายแล้ว ครูให้นักเรียนเปิดหาความหมายจากพจนานุกรม </p><p> - ครูให้นักเรียนดูคำขึ้นต้นและคำลงท้ายอีเมล แล้วถามนักเรียนว่า</p><p> T: Is the email formal or informal? Why?</p><p> Ss: It is Informal. Amy used the word “Hi” in the email.</p><p> - ครูให้นักเรียนอ่านอีเมลย่อหน้าแรกแล้วถามนักเรียนดังนี้</p><p> T: What is the first paragraph about?</p><p> Ss: Amy’s personal information.</p><p> T: What are the writer’s hobbies?</p><p> Ss: Music and Martial arts.</p><p> - ครูให้นักเรียนอ่านอีเมลย่อหน้าที่สองแล้วถามนักเรียนดังนี้</p><p> T: What is the second paragraph about?</p><p> Ss: Playing the guitar as her hobby.</p><p> T: What instrument does she play?</p><p> Ss: The guitar.</p><p> T: When does she play the guitar?</p><p> Ss: After school.</p><p> T: Who play the instrument with her?</p><p> Ss: Her friends.</p><p> - ครูให้นักเรียนอ่านอีเมลย่อหน้าที่สามแล้วถามนักเรียนดังนี้</p><p> T: What is the third paragraph about?</p><p> Ss: Doing taekwondo as her hobby.</p><p> T: What type of martial arts does she practice?</p><p> Ss: Taekwondo.</p><p> T: Who practice taekwondo with her?</p><p> Ss: Her brother.</p><p> - ครูอธิบายว่าอีเมลฉบับนี้เป็นการเขียนแบบไม่เป็นทางการ โดยย่อหน้าแรกของอีเมลAmyจะแนะนำข้อมูลของตนเองและงานอดิเรก 2 งานคือการเล่นดนตรีและการฝึกศิลปะการต่อสู้ ส่วนย่อหน้าที่สองAmyได้ขยายความงานอดิเรกแรกของเขาคือการเล่นดนตรี ส่วนย่อหน้าที่สามAmyได้ขยายความงานอดิเรกที่สองของเขาคือศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ครูให้นักเรียนสังเกตว่าทุกย่อหน้าของอีเมลAmyจะเขียนถามข้อมูลSophiaเสมอ</p><p> - ครูเขียนคำถามต่อไปนี้บนกระดาน</p><p> 1) Why does Amy write the email to Sophia?</p><p> 2) What does Amy expect from Sophia?</p><p>- ครูให้นักเรียนอ่านอีเมลอีกครั้งเพื่อตอบคำถาม 2 ข้อนี้ เมื่อนักเรียนตอบคำถามเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครูให้นักเรียนช่วยกันบอกคำตอบ ซึ่งคำตอบคือ</p><p> 1)Because Amy wants to be Sophia’s new e-pal.</p><p> 2) She expects Sophia to reply the email.</p><p> - ครูให้นักเรียนช่วยกันบอกคำศัพท์เกี่ยวกับกิจกรรมการทำงานอดิเรกเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเขียน อีเมลของตนเอง ครูเขียนคำศัพท์ที่นักเรียนบอกบนกระดาน</p><p>กิจกรรมการเขียน</p><p> - ครูกำหนดให้นักเรียนเขียนอีเมลจำนวนสามย่อหน้าโดยใช้อีเมลที่ให้มาในกิจกรรมWritingเป็นแนวทางในการเขียนของตนเอง</p><p> - ครูให้นักเรียนตรวจแก้งานเขียนฉบับร่างและเขียนใหม่อีกครั้งหนึ่ง ครูเก็บรวบรวมงานเขียนของนักเรียนไปตรวจ</p><p>กิจกรรมหลังเขียน</p><p> - ครูประเมินความสามารถในการเขียนอีเมลบรรยายงานอดิเรกและกิจกรรมที่ตนเองสนใจทำในกิจกรรมWritingโดยใช้เกณฑ์การประเมินการเขียนจดหมาย/อีเมลส่วนตัวและใช้เกณฑ์ผ่านระดับพอใช้</p><p> - ครูคืนงานที่ตรวจแก้ไขเรียบร้อยแล้วให้แก่นักเรียน และให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนเพื่อสลับกันอ่านอีเมลของกันและกัน ครูเดินสำรวจการทำกิจกรรมของนักเรียน</p><p> - ครูสุ่มนักเรียนออกมาอ่านอีเมลของตนเองที่หน้าชั้นเรียน</p><p>กิจกรรมThe Real World</p><p>1.สำรวจงานอดิเรกและกิจกรรมที่สนใจทำ</p><p> - ครูให้นักเรียนเปิดหนังสือเรียน หน้า 11 แล้วอ่านออกเสียงประโยคคำถามของStigในกิจกรรมThe Real Worldที่ถามว่าWhat can these kids do?และให้นักเรียนอ่านตามในใจ</p><p> - ครูให้นักเรียนดูภาพ 2 ภาพทางคอลัมน์ด้านขวา แล้วให้นักเรียนคาดเดาคำตอบที่Stigถามโดยที่ครูให้นักเรียนปิดส่วนของข้อความไว้ ครูเขียนคำตอบของนักเรียนบนกระดาน</p><p> - ครูอ่านออกเสียงข้อความบรรยายภาพของKenneth EvansและPatricio Lawsonพร้อมกับให้นักเรียนอ่านตามในใจ และตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบบนกระดาน ซึ่งคำตอบคือKenneth Evanscan jump about 2.2 meters.และPatricio Lawsoncan make cartoons.</p><p> - ครูถามคำถามเกี่ยวกับบุคคลทั้งสองต่อไปดังนี้</p><p> T:Why is Kenneth’s jump unusual?</p><p> Ss: He jumps from his left foot.</p><p> T:What makes Patricio Lawson different from other teenagers?</p><p> Ss: Other teenagers like to watch movies but he likes to make them.</p><p> - ครูอ่านออกเสียงข้อความทางคอลัมน์ด้านซ้ายพร้อมกับให้นักเรียนอ่านตามในใจ เมื่อครูอ่านจบแล้วครูอธิบายว่าPollคือ การสำรวจเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ความคิดเห็น และความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบของผู้ที่ถูกสำรวจ ครูยกตัวอย่างวิธีการทำPollโดยถามนักเรียนว่าDo you like ice cream?ครูให้นักเรียนที่ชอบice creamยกมือ ครูนับจำนวนนักเรียนที่ยกมือและเขียนจำนวนตัวเลขของนักเรียนที่ยกมือบนกระดาน และสรุปให้นักเรียนฟังว่าตัวเลขบนกระดานนี้คือข้อมูลของจำนวนนักเรียนทั้งหมดที่ชอบice cream</p><p> - ครูให้นักเรียนจับกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน เพื่อทำกิจกรรมThe Real World Aในหนังสือเรียน หน้า 11</p><p> - ครูอ่านออกเสียงคำสั่ง จากนั้นอธิบายว่านักเรียนจะได้สัมภาษณ์เพื่อนในกลุ่มเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลกิจกรรมที่สมาชิกในกลุ่มสนใจทำ แล้วให้นำข้อมูลที่ได้มาสรุปผลเป็นกราฟข้อมูล</p><p> - ก่อนให้นักเรียนทำกิจกรรมครูอธิบายการทำกราฟข้อมูลโดยให้นักเรียนดูกราฟข้อมูลในหนังสือเรียนหน้าเดิม แล้วให้นักเรียนคนหนึ่งอ่านออกเสียงคำถามที่อยู่ด้านบนของกราฟ จากนั้นครูสรุปให้นักเรียนฟังดังนี้</p><p> จากกราฟหัวข้อAre you a sports fan?นักเรียนสามารถใช้คำถามข้อนี้สำรวจข้อมูลว่าเพื่อนของนักเรียนในกลุ่มเป็นแฟนกีฬาหรือไม่ ซึ่งคำตอบอาจมีได้ทั้งเป็นและไม่เป็นแฟนกีฬา นักเรียนจึงสามารถสรุปข้อมูลเป็นตัวเลขได้ 2 ข้อมูล คือจำนวนสมาชิกทั้งหมดในกลุ่มที่เป็นแฟนกีฬาซึ่งตอบYesและจำนวนสมาชิกในกลุ่มทั้งหมดที่ไม่เป็นแฟนกีฬาซึ่งตอบNoจากนั้นให้นักเรียนนำข้อมูลที่ได้มานำเสนอเป็นกราฟข้อมูลสถิติต่อไป ครูอธิบายกราฟที่เหลือให้แก่นักเรียน</p><p> - ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรมThe Real World Aครูเดินสำรวจการทำกิจกรรมของนักเรียน เมื่อนักเรียนทำกิจกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครูอ่านออกเสียงคำสั่งกิจกรรมThe Real World Bในหนังสือเรียน หน้า 11 ซึ่งเป็นกิจกรรมให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเปรียบเทียบกราฟข้อมูลซึ่งเป็นผลการสำรวจที่ได้จากกิจกรรมThe Real World Aกับเพื่อนกลุ่มอื่น</p><p> - ครูอ่านออกเสียงประโยคคำถามHow many people are sports fan?ในกรอบคำพูดของกิจกรรมThe Real WorldBและให้นักเรียนแต่ละกลุ่มตอบคำถามข้อนี้โดยใช้ข้อมูลจากผลการสำรวจของกลุ่มตน จากนั้นให้นักเรียนช่วยกันคิดประโยคคำถามที่จะนำไปใช้ในการพูดถามข้อมูลกราฟสถิติของเพื่อนต่างกลุ่ม ครูเขียนคำถามที่นักเรียนบอกบนกระดาน เช่น</p><p>How many people like to play sports?</p><p> How many people like to watch sports?</p><p> How many people like soccer?</p><p> - ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรมThe Real World Bครูเดินสำรวจการทำกิจกรรมของนักเรียน</p><p> - ครูประเมินความสามารถในการพูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับกราฟข้อมูลกิจกรรมที่สนใจทำเป็นงานอดิเรกในกิจกรรมThe Real World Bโดยใช้เกณฑ์การประเมินความสามารถในการสนทนาและใช้เกณฑ์ผ่านระดับพอใช้</p><p> 2. สำนวน</p><p> - ครูให้นักเรียนคนหนึ่งอ่านออกเสียงสำนวน“He has two left feet.”และตัวเลือกตอบในกรอบIdiomในหนังสือเรียน หน้า 11 แล้วให้นักเรียนเลือกคำตอบจากการคาดเดา จากนั้นครูเฉลยคำตอบ ข้อc</p><p> - ครูอธิบายสำนวน“He has two left feet.”ว่าสำนวนนี้ใช้ในสถานการณ์ที่พูดถึงบุคคลหนึ่งซึ่งไม่สามารถเต้นรำได้ ครูยกตัวอย่างโดยเขียนบทสนทนาบนกระดานดังนี้</p><p> A: Are you going to the school dance with John?</p><p> B: No way! He has two left feet.</p><p> ครูอธิบายต่อไปว่าสำนวน“He has two left feet.”สามารถใช้ในสถานการณ์ที่พูดถึงบุคคลซึ่งมีความงุ่มง่ามหรือซุ่มซ่ามได้เช่นกัน ครูยกตัวอย่างโดยเขียนบทสนทนาบนกระดานดังนี้</p><p> A: Have you ever tried skiing?</p><p> B: Well, I tried it once, but I was really bad at it. The instructor said I had two left feet.</p><p> ครูอ่านออกเสียงบทสนทนาบนกระดานและให้นักเรียนอ่านออกเสียงตาม จากนั้นให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนแล้วพูดโต้ตอบตามบทสนทนาบนกระดาน</p><p>กิจกรรมเสริมทักษะ/ประสบการณ์ทางภาษา</p><p> - ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมWriting A-Cในหนังสือแบบฝึกหัด หน้า 5</p><p>นักเรียนประเมินตนเอง</p><p> - นักเรียนทำแบบประเมินSelf-Evaluationเพื่อประเมินตนเองเกี่ยวกับเนื้อหาที่ได้เรียนไปแล้ว (แบบประเมินUnit 1 Self-Evaluationท้ายเล่ม)</p><p> - ครูให้นักเรียนทำUnit Test,Unit 1</p><p>สื่อ/แหล่งการเรียนรู้</p><p> 1. หนังสือเรียนTime Zones2 หน้า4-11</p><p> 2. หนังสือแบบฝึกหัดTime Zones2 หน้า2-5</p><p> 3. ซีดีบันทึกเสียง</p><p> 4.เครื่องเล่นซีดี</p><p> 5. สื่ออิเล็กทรอนิกส์</p><p> -http://en.wikipedia.org/wiki/Capoeira</p><p> - http://en.wikipedia.org/wiki/taekwondo</p><p>การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การจัดการเรียนรู้</p><p>หน่วยการเรียนรู้ที่ 1</p><p>ชื่อหน่วยWhat do you like to do?</p><table> <tbody><tr> <td> 3 ห่วง <p> พอเพียง</p>
    <p>ประเด็น</p></td> <td>ความพอประมาณ</td> <td>ความมีเหตุผล</td> <td>การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี</td> </tr> <tr> <td>1. เนื้อหา</td> <td>กำหนดเนื้อหาได้สอดคล้องกับมาตรฐานตัวชี้วัด และเหมาะสมกับเวลา วัย ความสามารถของนักเรียน</td> <td>เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ตรงตามมาตรฐานและตัวชี้วัด ครบถ้วนตามกระบวนการ</td> <td>-ลำดับเนื้อหาจากง่ายไปหายาก เพื่อให้นักเรียนเข้าใจง่าย -เตรียมเนื้อหาในการเรียนรู้ให้ครอบคลุมตามมาตรฐานและตัวชี้วัด</td> </tr> <tr> <td>2.เวลา</td> <td>กำหนดเวลาได้เหมาะสมกับเนื้อหา และกิจกรรมการเรียนรู้</td> <td>-เพื่อให้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ครบถ้วนตามที่กำหนด -ส่งเสริมให้นักเรียนทำกิจกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ</td> <td>-มีการจัดสรรเวลาเพิ่มสำหรับนักเรียนที่ไม่สามารถปฏิบัติกิจกรรมได้ตามขั้นตอน</td> </tr> <tr> <td>3.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้</td> <td>ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมสำหรับการพานักเรียนสู่เป้าหมาย</td> <td>เพื่อให้นักเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานและตัวชี้วัด</td> <td>เตรียมกิจกรรมเพื่อรองรับปัญหา</td> </tr> <tr> <td>4.สื่อ/แหล่งเรียนรู้</td> <td>เลือกสื่อและแหล่งเรียนรู้ได้เหมาะสมกับกิจกรรม และความสนใจของนักเรียน</td> <td>-ส่งเสริมให้นักเรียนเข้าใจในบทเรียนได้ง่าย -ส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน</td> <td>กำหนดข้อตกลงในการใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้</td> </tr> <tr> <td>5. การวัดและประเมินผล</td> <td>ออกแบบการวัดผลที่เหมาะสมและเที่ยงตรง</td> <td>เพื่อประเมินนักเรียนให้ได้ผลตรงตามที่ต้องการรู้และได้ผลที่ตรง</td> <td>มีเกณฑ์การวัดผลประเมินที่ชัดแจน</td> </tr> <tr> <td>ความรู้</td> <td>-มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด -การคัดเลือกเนื้อหาที่จะสอน -การค้นหาข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ <p>-การวัดผลและประเมินผล</p></td> </tr> <tr> <td>คุณธรรม</td> <td>-ความเพียรพยายาม -ความอดทน -ความเสียสละ</td> </tr> </tbody></table><p></p>