รายงานการวิจัยในชั้นเรีย อภิศักดิ์ ๒.docx

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน

เรื่องพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนิสิตคณะครุศาสตร์ชั้นปีที่ 4 เอกการสอนภาษาอังกฤษมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี

ชื่อผู้วิจัยพระอภิศักดิ์อภิวฑฺฒโนคณะครุศาสตร์ชั้นปีที่ 4 (เอกการสอนอังกฤษ) ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2557 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยา วิทยาเขตอุบลราชธานี

ความสำคัญปัญหา

การจัดการเรียนการสอนมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาให้นิสิตเกิดทักษะทั้ง 4 ด้าน คือ การอ่าน การฟัง การพูด การเขียนโดยเฉพาะทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ เป็นทักษะที่มีความสำคัญเพื่อใช้ในการสื่อสาร และการเรียนรู้ในระดับสูงขึ้นต่อไปแต่จากการทดสอบของนิสิตคณะครุศาสตร์ชั้นปีที่ 4 เอกการสอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานีนิสิต10 รูปพบว่านิสิตมีพื้นฐานการอ่านสะกดคำที่ใช้ทั่วไปและคำศัพท์แต่แตกต่างกันมากและอ่านสะกดคำยากผิดจึงควรหาทางพัฒนาให้นิสิตสามารถอ่านสะกดคำที่ใช้ทั่วไปและคำยากให้ถูกต้องข้าพเจ้าในฐานะนิสิตจึงสนใจที่จะสร้างแบบฝึกการอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษขึ้นเพื่อนำไปใช้พัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษให้ถูกต้องของนิสิตด้วยกัน จึงได้วิจัยและศึกษาเรื่องนี้

คำถามการวิจัย

พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนิสิตคณะครุศาสตร์ชั้นปีที่ 4 เอกการสอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

วัตถุประสงค์

1. เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ ของนิสิตคณะครุศาสตร์ชั้นปีที่ 4 เอกการสอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี

2. เพื่อนำผลในการพัฒนาในการอ่านภาษาอังกฤษไปใช้ชีวิตประจำวัน

3.เพื่อนำผลการอ่านภาษาอังกฤษไปสู่อาเซียน

นิยามศัพท์เฉพาะ

1.การพัฒนา หมายถึง กระบวนการของการเปลี่ยนแปลงที่มีการวางแผนไว้แล้ว คือการทำให้ลักษณะเดิมเปลี่ยนไปโดยมุ่งหมายว่า ลักษณะใหม่ที่เข้ามาแทนที่นั้นจะดีกว่าลักษณะเก่า สภาพเก่า แต่โดยธรรมชาติแล้วการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดปัญหาในตัวมันเอง เพียงแต่ว่าจะมีปัญหามาก หรือปัญหาน้อย

ถ้าหากตีความหมายการพัฒนาจะสามารถตีความหมายได้ 2 นัย คือ

1.“การพัฒนา” ในความเข้าใจแบบสมัยใหม่ หมายถึงการทำให้เจริญในด้านวัตถุ รูปแบบ และในเชิงปริมาณเช่น ถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่อง ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

2.“การพัฒนา”ในแง่ของพุทธศาสนา หมายถึง การพัฒนาคนทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ โดยเน้นในด้านคุณภาพชีวิตและหลักของความถูกต้องพอดีซึ่งให้ผลประโยชน์สูงสุด ความกลมกลืน และความเกื้อกูลแก่สรรพชีวิต โดยไม่เบียดเบียนทำลายธรรมชาติและสภาพแวดล้อม

2.ทักษะ (Skill) หมายถึง ความชัดเจน และความชำนิชำนาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งบุคคลสามารถสร้างขึ้นได้จากการเรียนรู้

3.การอ่าน หมายถึง กระบวนการที่ผู้อ่านรับรู้สารซึ่งเป็นความรู้ ความคิด ความรู้สึก และ ความคิดเห็นที่ผู้เขียนถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร การที่ผู้อ่านจะเข้าใจสารได้มากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความสามารถในการใช้ความคิด

ขอบเขตการวิจัย

กลุ่มเป้าหมาย

นิสิตคณะครุศาสตร์ชั้นปีที่ 4 เอกการสอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี

ตัวแปรที่ศึกษา

ในการวิจัยครั้งนี้ตัวแปรที่ศึกษาประกอบด้วย

1.ตัวแปรอิสระได้แก่ ให้นิสิตฝึกอ่านจากชุดแบบฝึกอ่าน

2.ตัวแปรตามได้แก่ ความสามารถในการอ่านได้ เร็ว คล่องและเข้าใจในเรื่องนั้นๆ

เนื้อหาในการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษให้ถูกต้องของนิสิตคณะครุศาสตร์ชั้นปีที่ 4 เอกการสอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานีจำนวนนักเรียน 11 รูป ใช้แบบทดสอบในการวิจัย เป็นแบบทดสอบเพื่อพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษของนิสิต ในเรื่อง พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษนิทานอีสปจำนวน1 เรื่อง

ระยะเวลาการศึกษา

ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 จากเดือนมิถุนายน 2557 – เดือนกันยายน2557รวม 4 เดือน

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1.นิสิตมีความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น

2. นิสิตอ่านคำในภาษาอังกฤษได้ถูกต้องมากขึ้น

3. นิสิตมีแนวทางเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการอ่านภาษาอังกฤษในเรื่องอื่น ๆ ได้

แนวคิด หลักการ และทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการวิจัย

แนวคิด ทฤษฎี

ความสำคัญของการอ่าน

การอ่านมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนโต และจนกระทั่งถึงวัยชรา การอ่านทำให้รู้ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันเป็นโลกของข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ทั่วโลกทำให้ผู้อ่านมีความสุขมีความหวังและมีความอยากรู้อยากเห็นอันเป็นความต้องการของมนุษย์ทุกคนการอ่านมีประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง คือ พัฒนาการศึกษา พัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้เป็นคนทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ และมีความอยากรู้อยากเห็น การที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้ต้องอาศัยประชาชนที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งความรู้ต่าง ๆ ก็ได้มาจากการอ่านนั่นเอง[1]

ความหมายของการอ่าน

การอ่านคือ กระบวนการที่ผู้อ่านรับรู้สารซึ่งเป็นความรู้ความคิดความรู้สึกและ ความคิดเห็นที่ผู้เขียนถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรการที่ผู้อ่านจะเข้าใจสารได้มากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความสามารถในการใช้ความคิด[2]

กระบวนการอ่านประกอบด้วย

1.การสัมผัส คือ การเห็นตัวอักษร

2.การรับรู้ คือ เมื่อสายตากระทบตัวอักษรผู้อ่านจะโยงการรับรู้กับความหมายที่ตนเข้าใจ

3.การเข้าใจความหมายเมื่อเกิดการรับรู้แล้ว การรับรู้นั้นจะถ่ายโยงไปกับความหมาย เกิดความคิดรวบยอดได้ทันทีซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์เดิม

จุดมุ่งหมายของการอ่าน

1.อ่านเพื่อความรู้ได้แก่การอ่านจากหนังสือตำราทางวิชาการสารคดีทางวิชาการ การวิจัยประเภทต่าง ๆ หรือการอ่านผ่านสื่ออีเล็กทรอนิกส์ ควรอ่านอย่างหลากหลายเพราะความรู้ในวิชาหนึ่ง อาจนำไปช่วยเสริมในอีกวิชาหนึ่งได้

2.อ่านเพื่อความบันเทิงได้แก่ การอ่านจากหนังสือประเภทสารคดีท่องเที่ยว นวนิยาย เรื่องสั้นเรื่องแปล การ์ตูน บทประพันธ์บทเพลงแม้จะเป็นการอ่านเพื่อความบันเทิง แต่ผู้อ่านจะได้ความรู้ที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องด้วย

3.อ่านเพื่อทราบข่าวสารความคิดได้แก่การอ่านจากหนังสือประเภทบทความ บทวิจารณ์ข่าวรายงานการประชุมถ้าจะให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต้องเลือกอ่านให้หลากหลาย ไม่เจาะจงอ่านเฉพาะสื่อ ที่นำเสนอตรงกับความคิดของตน เพราะจะทำให้ได้มุมมอง ที่กว้างขึ้น ช่วยให้มีเหตุผลอื่น ๆ มาประกอบการวิจารณ์ วิเคราะห์ได้หลายมุมมองมากขึ้น

4.อ่านเพื่อจุดประสงค์เฉพาะทางแต่ละครั้งได้แก่การอ่านที่ไม่ได้เจาะจง แต่เป็นการอ่านในเรื่องที่ตนสนใจ หรืออยากรู้เช่นการอ่านประกาศต่าง ๆ การอ่านโฆษณาแผ่นพับ ประชาสัมพันธ์สลากยาข่าวสังคมข่าวบันเทิงข่าวกีฬาการอ่านประเภทนี้มักใช้เวลาไม่นาน ส่วนใหญ่เป็นการอ่านเพื่อให้ได้ความรู้และนำไปใช้หรือนำไปเป็นหัวข้อสนทนา เชื่อมโยงการอ่าน สู่การวิเคราะห์และคิดวิเคราะห์บางครั้งก็อ่านเพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์[3]

ประโยชน์ของการอ่าน

1. เป็นการสนองความต้องการของมนุษย์

2.ทำให้มนุษย์เกิดความรู้ทักษะต่าง ๆ ตลอดจนความก้าวหน้าทางวิชาชีพ

3.ทำให้มนุษย์เกิดความคิดสร้างสรรค์ความเพลิดเพลินบันเทิงใจและเกิดความบันดาลใจ

4.เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

5.ทำให้มนุษย์ทันต่อเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของโลก

6.เป็นการส่งเสริมสุขภาพของมนุษย์

7.ช่วยให้มนุษย์แก้ปัญหาสังคมการเมืองเศรษฐกิจและปัญหาส่วนตัว[4]

คุณสมบัติของนักอ่านที่ดี

1. มีนิสัยรักการอ่าน

2. มีจิตใจกว้างขวางพร้อมที่จะอ่านหนังสือที่ดีมีคุณค่าได้ทุกประเภท

3.มีเจตคติที่ดีต่อการอ่านและเรื่องที่อ่าน

4.หมั่นหาเวลาหรือจัดเวลาสำหรับการอ่านให้กับตนเองทุกวันอย่างสม่ำเสมอ

5.เป็นคนรักหนังสือและแสวงหาหนังสือที่ดีอ่านอยู่เสมอ

6.มีความสามารถในการเลือกหนังสือที่ดีอ่าน

7.มีความอดทนมีอารมณ์หรือมีสมาธิในการอ่าน

8.มีสุขภาพกายสุขภาพจิตที่สมบูรณ์

9.มีความเบิกบานแจ่มใสและปลอดโปร่งอยู่เสมอ

10.มีนิสัยใฝ่หาความรู้ความคิดและประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ

11.มีทักษะในการอ่านสรุปความวิเคราะห์ความและวินิจฉัยความ

12.มีความคิดหรือมีวิจารณญาณที่ดีต่อเรื่องที่อ่านสามารถที่จะแยกแยะข้อเท็จจริงความถูกต้อง ความเหมาะสมต่าง ๆ และสามารถเลือกนำไปใช้ประโยชน์

13.มีนิสัยชอบจดบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ที่พบในการอ่านและเห็นว่ามีคุณค่า

14.มีความจำดีรู้จักหาวิธีช่วยจำและเพิ่มประสิทธิภาพของการจำ

15.มีนิสัยชอบเข้าร้านหนังสือและห้องสมุด

16.มีโอกาสหรือหาโอกาสพูดคุยกับผู้รักการอ่านด้วยกันอยู่เสมอเพื่อแลกเปลี่ยน ทรรศนะในการอ่านให้แตกฉานยิ่งขึ้น

17.มีนิสัยหมั่นทบทวนติดตามค้นคว้าเพิ่มเติม[5]

วิธีดำเนินการวิจัย

ในการดำเนินศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษ ในเรื่องพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยการอ่านแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษหน้าชั้นเรียน โดยใช้ฝึกทักษะการอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษที่คาดว่าจะพัฒนานิสิตในการอ่านภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง ซึ่งจะมีรายละเอียดตามขั้นตอนดังนี้

(1)แผนการวิจัยปฏิบัติการ

1.ขั้นวางแผน (Plan) ได้แก่ ศึกษาเทคนิคถึงการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านคำนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษ หรือเอกสารต่างๆ

2.ขั้นปฏิบัติ(Do) ได้แก่ สร้างแบบฝึกทักษะการอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ นิทานอีสป1 เรื่อง และบันทึกข้อมูล

3.ขั้นตรวจสอบ (Check) ได้แก่ นำแบบฝึกทักษะการอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษที่สร้างขึ้นนำเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยเพื่อตรวจสอบและแก้ไข

4. ขั้นปรับปรุง (Action) ได้แก่ นำแบบฝึกทักษะการอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษมาปรับปรุงแก้ไขก่อนนำไปใช้จริง

(2) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

แบบฝึกทักษะการอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษ

(3) การเก็บรวบรวมข้อมูลละวิเคราะห์ข้อมูล

ข้อมูล วิธีการเก็บข้อมูล แหล่งข้อมูลปฏิบัติงาน ช่วงเวลาในการ ปฏิบัติงาน การวิเคราะห์ข้อมูล
แบบฝึกทักษะการอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียน หน้าชั้นเรียนทีละคน ให้นิสิตอ่านแบบฝึกทักษะการอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ สังเกตพฤติกรรม และบันทึกผล -นิสิต มิถุนายน 2557 ถึง

กันยายน 2557

วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบบันทึกข้อมูลการสังเกตพฤติกรรมการอ่านฝึกทักษะการอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษทั้ง 4 ระยะ

ระยะเวลาในการดำเนินโครงการวิจัย

กิจกรรม ช่วงเวลาในการปฏิบัติงาน หมายเหตุ
มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย.
๑. ตั้งชื่อการวิจัยในชั้นเรียนส่งอาจารย์




๒. เขียนโครงร่างการวิจัยในชั้นเรียน




๓. สร้างเครื่องมือการวิจัย




๔. เก็บรวบรวมข้อมูล




๕. วิเคราะห์ข้อมูลและสรุป เสนอ




ผลการวิจัย<p>การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษให้ถูกต้องของนิสิตคณะครุศาสตร์ชั้นปีที่ 4 เอกการสอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี จำนวน 11รูป ต่ำกว่าเกณฑ์ จากสาเหตุการอ่านหนังสืออ่านช้า ไม่คล่อง ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 4 เดือน คือ ตั้งแต่เดือน มิถุนายน ถึงเดือนกันยายน 2557โดยแบ่งเป็น 4 ระยะ</p><p>ระยะที่ 1:เป็นระยะใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน โดยสังเกตพฤติกรรมการอ่านคำยากของนิสิต ใช้เวลา 1 เดือน (เดือนมิถุนายน) ผู้วิจัยพบว่า ในช่วงแรกนิสิตอ่านช้า ไม่คล่อง ต้องฝึกอ่านพยัญชนะและสระใหม่ต้องสะกดที่ละคำ และมีนิสิตบ้างคนอ่านไม่ได้ ส่วนมากอยู่ในระดับควรปรับปรุงแก้ไข. </p><p>ระยะที่ 2:เป็นระยะใช้แบบฝึกทักษะการอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษ โดยสังเกตพฤติกรรมการอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษของนิสิต ใช้เวลา 1 เดือน (เดือนกรกฎาคม) ผู้วิจัยพบว่า นิสิตอ่านช้า เพราะต้องสะกดคำ ทำให้อ่านไม่จบความตามเวลาที่กำหนด แต่เมื่อให้อ่านตามสามารถอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษได้แต่ไม่ต่อเนื่อง ช่วงหลังอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษได้อยู่ในระดับควรปรับปรุง. </p><p>ระยะที่ 3:เป็นระยะพัฒนาการอ่านของนิสิตและเสริมแรงทางบวกโดยการชมเชยและให้รางวัล ใช้เวลา 1 เดือน (เดือนสิงหาคม) ผู้วิจัยพบว่า นิสิตมีความสมาธิในการอ่านมากขึ้น อ่านได้เร็วขึ้น แต่ยังต้องสะกดทีละคำ นิสิตส่วนมากสามารถอ่านออกเสียงได้อยู่ในระดับพอใช้.</p><p>ระยะที่ 4: เป็นระยะทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษ ใช้เวลา 1 สัปดาห์ (สัปดาห์แรกของเดือนกันยายน) นิสิตอ่านได้ดีขึ้น และจะต้องได้รับการพัฒนาทักษะต่อไป</p><p>จุดเด่นของการพัฒนา:การพัฒนาทักษะการอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษของนิสิตคณะครุศาสตร์ชั้นปีที่ 4 เอกการสอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี จากสาเหตุการอ่านหนังสือช้า ไม่คล่อง ต้องสะกดที่ละคำต้องฝึกอ่านพยัญชนะและสระใหม่ ทำให้อ่านไม่จบความตามเวลาที่กำหนด ซึ่งผู้วิจัยได้นำเอาแบบพัฒนาทักษะการอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษมาใช้กับนิสิต จำนวน 10 รูป ในเวลา 4 เดือน คือ ตั้งแต่เดือน มิถุนายน ถึงเดือนกันยายน 2557โดยแบ่งเป็น 4 ระยะในช่วงแรกนิสิตอ่านช้า ไม่คล่องและบ้างคนอ่านไม่ได้เลย นิสิตส่วนมากต้องปรับแก้ไขการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ เมื่อนำแบบฝึกทักษะการอ่านมาพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนิสิตในช่วงหลังนิสิตอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษอยู่ในระดับพอใช้อ่านได้ในระดับดีขึ้นและจะต้องได้รับการพัฒนาทักษะต่อไป.</p><p>จุดควรพัฒนา:จากสังเกตพฤติกรรมการอ่านภาษาอังกฤษของนิสิต ผู้วิจัยพบว่า นิสิตบ้างคนที่ยังอ่านช้า เพราะ ต้องสะกดที่ละคำไม่คล่อง ต้องฝึกอ่านพยัญชนะและสระใหม่ ทำให้อ่านไม่จบความตามเวลาที่กำหนด เพราะแบบฝึกพัฒนาทักษะยังมีจำนวนศัพท์ยากของภาษาอังกฤษน้อยยังไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์การอ่านออกเสียงได้ตามอักขรวิธี จึงต้องนำเอาคำศัพท์ในภาษาอังกฤษที่มีอยู่มากมายมาให้นิสิตได้ฝึกฝนทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษให้มากขึ้นและเพิ่มระยะเวลาในการฝึกมากขึ้นรวมทั้งเสริมแรงทางบวกโดยการชมเชยและให้รางวัลเพื่อจะให้นิสิตมีพัฒนาการการอ่านออกเสียงได้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี</p><p>สิ่งที่ได้ดำเนินการให้เกิดการพัฒนา: ผู้วิจัย ได้นำเรื่องนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้รู้โครงสร้างหลักภาษาอังกฤษให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ เพิ่มในแบบฝึกทักษะให้หลากหลายเพื่อจะให้ครอบคลุมตามหลักเกณฑ์การอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษได้ถูกหลักภาษา แล้วนำมาฝึกพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ของนิสิตที่ยังอ่านไม่ได้ และนิสิตที่ยังต้องปรับปรุงการอ่านให้อยู่ในระดับดีขึ้น.</p><p>ผลที่ได้จาการพัฒนา : ผู้วิจัยพบว่า จากการนำแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ในเวลา 4 เดือน ผู้วิจัยพบว่า การพัฒนาทักษะการอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษของนิสิต จากที่นิสิตอ่านนิทานอีสปเป็นภาษาอังกฤษช้า อ่านไม่คล่อง ต้องฝึกอ่านพยัญชนะและสระใหม่ต้องสะกดที่ละคำ และมีนิสิตบ้างคนอ่านไม่ได้อ่านได้เร็วขึ้น นิสิตอ่านได้เร็วขึ้นทันตามเวลาที่กำหนดได้อยู่ในระดับดีขึ้น และจะต้องได้รับการพัฒนาทักษะต่อไป</p><p>บรรณานุกรม</p><p>กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์</p><p>กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว.2546.</p><p>ฉวีวรรณ คูหาภินันท์. การอ่านและการส่งเสริมการอ่าน.กรุงเพทฯ : โสภณการพิมพ์.2542.</p><p>มณีรัตน์ สุกโชติรัตน์. อ่านเป็น: เรียนก่อนสอนเก่ง. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์.2548.</p><p>ศรีรัตน์เจิงกลิ่นจันทร์,การอ่าน และการสร้างนิสัยรักการอ่าน.กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช,2536.</p><p>ศิวกานท์ปทุมสูติ, การอ่านเพื่อชีวิต. กรุงเทพฯ : ต้นอ้อ แกรมมี, 2540.</p><p>แบบสัมภาษณ์</p><h1>เรื่อง พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนิสิตคณะครุศาสตร์ชั้นปีที่ 4 เอกการสอนภาษาอังกฤษมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี</h1><p>คำชี้แจง</p><p>๑.แบบประเมินชุดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการทราบถึงความคิดเห็นของพระนิสิตนักษาศึกษาที่มีต่อการเขียนภาษาอังกฤษ โดยพระนิสิตคณะครุศาสตร์ชั้นปีที่ ๔ เอกการสอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี ทั้งนี้เพื่อจะนำข้อมูลที่ได้รับไปเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการปรับปรุงและแก้ไขต่อไป ผู้ประเมินจึงขอความกรุณาผู้ตอบแบบประเมินได้โปรดตอบแบบประเมินชุดนี้ ตามความเป็นจริงของข้อมูลของท่านทุกประการและกรุณาตอบให้ครบทุกข้อหวังว่าคำตอบของท่านจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการประเมินครั้งนี้</p><p>๒.ผู้ประเมินขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ให้ความร่วมมือในการตอบแบบประเมินในครั้งนี้ ในการที่ท่านตอบแบบประเมินต่างๆเหล่านี้ขอให้ท่านเชื่อมั่นได้ว่าคำตอบของท่านจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับและจะไม่มีผลกระทบต่อตัวท่านแต่ประการใดเพราะผู้ประเมินจะนำไปใช้ในการประเมินในครั้งนี้เท่านั้น</p><p>๓.แบบประเมินชุดนี้มีทั้งหมด ๓ ตอน ประกอบด้วย</p><p>ตอนนี้ ๑ สถานภาพของผู้ตอบแบบประเมิน</p><p>ตอนนี้ ๒ ความคิดเห็นของพระนิสิตนักศึกษาที่มีต่อการเขียนภาษาอังกฤษ</p><p>ตอนนี้ ๓ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ</p><p>ตอนที่ ๑ สถานภาพของผู้ตอบแบบประเมิน</p><p>คำชี้แจง : โปรดทำเครื่องหมาย / ลงในที่ตรงกับความคิดเห็นหรือความเป็นจริงของท่านมากที่สุด</p><p>๑.สถานภาพ</p><p>พระภิกษุ สามเณร</p><p>๒.อายุ</p><p>๑๕ – ๑๙ปี๒๐ – ๒๕ ปี</p><p>๒๖ – ๓๐ปี๓๑ – ๓๕ปี</p><p>๓.ระดับการศึกษา</p><p>มัธยมศึกษาตอนปลายปริญญา ตรี</p><p>ปริญญา โทปริญญา เอก</p><p>ตอนที่ ๒ ความคิดเห็นของพระนิสิตนักศึกษาที่มีต่อการเขียนภาษาอังกฤษ</p><p>คำชี้แจง : โปรดทำความเครื่องหมาย ลงในช่องที่ตรงกับความเป็นจริงของท่านมากที่สุด</p><table> <tbody><tr> <td> <p>ปัญหา</p></td> <td>ความคิดเห็น</td> </tr> <tr> <td>ใช่</td> <td>ไม่ใช่</td> <td>หมายเหตุ</td> </tr> <tr> <td>ด้านเหตุผลส่วนตัว</td> </tr> <tr> <td>๑.นิสิตนักศึกษาไม่ชอบภาษาอังกฤษ</td> <td>
</td><td>
</td><td>
</td></tr> <tr> <td>๒.นิสิตนักศึกษาไม่ชอบการอ่านภาษาอังกฤษ</td> <td>
</td><td>
</td><td>
</td></tr> <tr> <td>๓.นิสิตนักศึกษามีอวัยวะไม่สมบูรณ์</td> <td>
</td><td>
</td><td>
</td></tr> <tr> <td>๔.นิสิตนักศึกษาเชาว์ปัญญาไม่ดี</td> <td>
</td><td>
</td><td>
</td></tr> <tr> <td>ด้านทักษะต่างๆ</td> </tr> <tr> <td>๑.การอ่านภาษาอังกฤษไม่ค่อยจะถูกต้อง</td> <td>
</td><td>
</td><td>
</td></tr> <tr> <td>๒.การอ่านอังกฤษ ในบทนิทานอีสปค่อนข้างช้า</td> <td>
</td><td>
</td><td>
</td></tr> <tr> <td>๓.การอ่านภาษาอังกฤษให้เป็นประโยคไม่เป็นไปตามหลักการอังกฤษ</td> <td>
</td><td>
</td><td>
</td></tr> </tbody></table>ตอนที่ ๓ ความเห็นและข้อมูลเสนอแนะนอกจากเหตุผลดังกล่าว ท่านมีเหตุผลอื่นใดอีกที่เป็นความคิดเห็นที่มีต่อการอ่านภาษาอังกฤษ โปรดระบุ<p>…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..</p><p>ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ให้ข้อมูลมา ณ โอกาสนี้ด้วย</p><p>ชื่อ………………………………………………………ฉายา……………………………………………………</p><p>กระดาษทำแบบทดสอบการใช้ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษนิสิตคณะครุศาสตร์ ชั้นปีที่ ๔</p><p>เอกการสอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลรารธานี</p><p></p><p>หัวข้อเรื่องการอ่านภาษาอังกฤษที่จะนำมาทดสอบนิสิตประกอบดังนี้</p><p>หมายเหตุ : เขียนคำอ่านภาษาอังกฤษ จำนวน ๒๐ คำ ลงในตารางนี้</p><table> <tbody><tr> <td>เขียนคำอ่านให้ถูกต้องตามหลักภาษาอังกฤษ</td> </tr> <tr> <td>Aesot</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Greek</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Supposed</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Slave</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Attached</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Fables</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Transmitted</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Tradition</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Culture</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Literature</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Rewritten</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Collection</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Century</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Prose</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Paraphrases</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Babrius</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>World</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Ancient</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Became</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>Long</td> <td>
</td></tr> <tr> <td>
</td><td>
</td></tr> </tbody></table><hr><p>[1]ฉวีวรรณ คูหาภินันท์. การอ่านและการส่งเสริมการอ่าน.(กรุงเพทฯ : โสภณการพิมพ์.2542).หน้า11</p><p>[2]มณีรัตน์ สุกโชติรัตน์. อ่านเป็น: เรียนก่อนสอนเก่ง. (กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์.2548) หน้า18</p><p>[3]กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์</p><p>(กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว.2546).หน้า9</p><p>[4]ศรีรัตน์เจิงกลิ่นจันทร์,การอ่าน และการสร้างนิสัยรักการอ่าน.(กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช,2536) หน้า6</p><p>[5]ศิวกานท์ปทุมสูติ, การอ่านเพื่อชีวิต. (กรุงเทพฯ : ต้นอ้อ แกรมมี, 2540)หน้า17-18</p><p></p>