ผมเคยได้ยินมาหนาหูว่า ระบบการเรียนรู้แบบวัดนั้นล้าหลังอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าโดยกฎหมายแล้ว วัดจะเป็นนิติบุคคล สามารถที่จะจัดการอะไรต่างๆได้ด้วยตนเอง ปัญหาคือ ผู้นำของวัดมีความคิดเพื่อการพัฒนาวัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในลักษณะใด อย่างไรก็ตาม ในมุมมองที่ว่าความล้าหลังของดังกล่าวนั้นอาจมีข้อดีอยู่บ้าง ผมจะได้เปรียบเทียบให้เห็นในบางลักษณะจากการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม

การบันทึกในหัวข้อ "ระบบการเรียนรู้แบบวัดและการเรียนรู้แบบมหาวิทยาลัย" สืบเนื่องจาก ผมเห็นนักศึกษาสองคน ถืออาหารเตรียมเข้าห้องเรียน เข้าใจว่า น่าจะไปรับประทานกันในห้องเรียน ความเข้าใจนี้มีข้อสนับสนุนจากเคยเห็นนักศึกษานำอาหารไปกินกันในชั้นเรียนระหว่างรอผู้รับผิดชอบวิชาเข้าบรรยายหรือก่อนถึงเวลาในรายวิชานั้นๆ และเคยเห็นห่ออาหาร/อาหารที่เหลือที่นักศึกษาทิ้งไว้ในชั้นเรียนให้เป็นภาระของแม่บ้านที่ดูแลห้องเรียน

ในระบบการเรียนรู้แบบวัดนั้น ห้องเรียนคือห้องเรียน พระภิกษุสามเณรจะไม่นำอาหารไปรับประทาน (ฉัน) ในชั้นเรียน (การสังเกตอย่างมีส่วนร่วมจากสำนักเรียนปริยัติธรรมวัดศาลาลอยและสำนักเรียนวัดขันเงิน จังหวัดชุมพร) อาหารที่พระภิกษุสามเณรรับประทานเข้าไปนั้นจะมี ๒ มื้อหลักคือเช้าและเที่ยง (เพล) ส่วนช่วงเย็นอาจมีน้ำผลไม้ โอวัลติน ฯลฯ แล้วแต่ความสามารถของสำนักเรียนและความสามารถของพระภิกษุสามเณรเอง อย่างไรก็ตาม ห้องเรียนที่พระภิกษุสามเณรใช้เรียนกันนั้น จะได้รับการอบรมจากอาจารย์บ่อยครั้ง/ทุกครั้งว่าเป็นห้องศักดิ์สิทธิ์สำหรับเรียนหนังสือ แต่ไม่ใช่ห้องศักดิ์สิทธิ์เพื่อการกราบไหว้ ดังนั้น เราต้องรักษาห้องเรียน ดูแลเอาใจใส่ ด้วยตัวของผู้เรียนเอง ทุกคนจะถูกอบรมให้รักห้องเรียน เพราะเป็นแหล่งที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่สำคัญ โต๊ะที่ใช้จะไม่มีการขีดเขียนข้อความใดๆ จะถูกจัดวางให้เป็นระเบียบทั้งก่อนใช้และหลังใช้ หากใครต้องการขีดเขียนบนโต๊ะ สามารถที่จะทำได้บนสมุดบันทึกประจำตัวของตน ดังนั้น ห้องเรียนจะเป็นห้องเรียนที่ไม่มีเศษขยะจากเปลือกขนม ไม่มีแม่บ้านดูแลเอาใจใส่ ไม่มีการนำอาหารมารับประทานในชั้นเรียน เมื่่ออยู่ในห้องเรียน ทุกคนต้องแต่งกายให้เรียบร้อย (ใครไม่เรียบร้อยจะโดนอบรมจากอาจารย์ผู้รับผิดชอบวิชา) ทั้งหมดคือความเคารพต่อห้องที่ใช้เรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญา นอกจากนั้น โต๊ะที่เป็นที่นั่งของอาจารย์ จะไม่มีนักเรียนใดๆไปนั่ง เพราะมองว่าเป็นที่นั่งของอาจารย์ที่ผู้เรียนต้องให้ความยำเกรง อาจารย์ที่ได้รับความยำเกรง ก็จะทำหน้าที่ในการให้เกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างสุดกำลัง ส่วนการเรียนรู้แบบมหาวิทยาลัยนั้น นักศึกษามักไม่ใส่ใจว่าความสะอาด ความเป็นระเบียบของห้องเรียน อาจจะเพราะเห็นว่า มีแม่บ้านคอยดูแลเอาใจใส่อยู่แล้ว และอาจเป็นเพราะว่าไม่ได้รับการอบรมในเรื่องความสะอาด ความมีระเบียบในห้องเรียน จึงกลายเป็นภาระของแม่บ้าน โต๊ะของครูอาจารย์ไม่แตกต่างจากโต๊ะ/เก้าอี้ของนักศึกษา ซึ่งไม่แปลกเพราะนักศึกษาลงทะเบียนเรียนต้องเสียเงิน อาจารย์ทำหน้าที่สอนได้รับค่าตอบแทน ขณะที่พระภิกษุสามเณรไม่ได้เสียเงินเรียน อาจารย์อาจจะได้หรือไม่ได้ค่าตอบแทน แต่เท่าที่สังเกตจะพบว่า ค่าตอบแทนการสอนที่เล็กน้อยนั้นไม่ใช่เป้าหมายสำคัญอะไรเลย นอกจากนั้น การเรียนในระบบมหาวิทยาลัย เนื่องจากเราต้องเรียนโลกที่กว้างไกล ปัจจุบันนี้มีการเครื่องมือสื่อสารเป็นเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสวงหารความรู้ ดังนั้น เมื่อมีปัญหาอะไรเกี่ยวกับความรู้นักศึกษาจะใช้เครื่องมือดังกล่าวนั้นให้เป็นประโยชน์อย่างรวดเร็ว แต่เครื่องมือดังกล่าวก็มาพร้อมกับความไม่ตั้งใจเรียนด้วย เพราะในบางครั้งเป็นการใช้ไม่ถูกที่ถูกเวลากับการนำมาใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างกระบวนการเรียนรู้ ในการศึกษาแบบวัดจะล้าหลังเรื่องนี้ แม้ว่าพระภิกษุสามเณรบางรูปจะมีเครื่่องมือสื่อสารดังกล่าว แต่ท่านจะไม่ใช้เพื่อทำลายระบบการเรียนรู้ในชั้นเรียน ส่วนสำคัญการการไม่ใช่คือ ความเคารพในการเรียน