รัฐศาสตร์อิสลามกับการแก้ปัญหาสังคมว่าด้วยเรื่อง “การตออัต (เชื่อฟัง)”


          เมื่อสังคมถูกนิยามว่าเป็นสถานที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความแตกต่างของผู้คน ที่หลอมรวมเป็นอันเดียวกัน เป็นการนิยามที่สอดคล้องกับความจริงที่ได้ถูกบัญญัติไว้ในอัลกุรอาน

          ความว่า : โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าจากเพศชาย และเพศหญิง และเราได้ให้พวกเจ้าแยกเป็นเผ่า และตระกูลเพื่อจะได้รู้จักกัน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮ.นั้น คือ ผู้ที่มีความยำเกรงยิ่งในหมู่พวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ.นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน (ซูเราะห์อัลหุญรอต อายัตที่ 24)

การรู้จักกันระหว่างชายหญิงอย่างถูกต้องจะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตัวกลายเป็นสังคม ที่มีการพึ่งพาอาศัยต่อกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างฉันท์พี่น้องเป็นสังคมที่หลอมรวมเป็นอันเดียวกันในที่สุด ซึ่งแน่นอนในสันชาติญาณของมนุษย์ในการอยู่ร่วมกัน จำเป็นต้องมีผู้นำและผู้ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้นำนั้นจะเป็นผู้แข็งแกร่ง ส่วนผู้ตามนั้น คือ ผู้อ่อนแอแต่อย่างใด เพียงแต่ว่ามนุษย์ เมื่ออาศัยในอยู่สังคมเดียวกันแล้วย่อมมีหน้าที่ที่แตกต่างกันไป ที่ต้องกระทำอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ชีวิตและสังคมของตนเองได้อยู่รอด ในทัศนะของนักวิชาการทางสังคมศาสตร์เชื่อว่า สังคมเป็นระบบหนึ่งที่ประกอบไปด้วยระบบย่อย แต่ละระบบจะมีการทำหน้าที่แตกต่างกันอย่างสอดประสานเพื่อให้เกิดความสมดุลของระบบ... เช่นเดียวกับร่างกายมนุษย์ที่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย แต่ละชิ้นส่วนของอวัยวะร่างกายจะมีการทำหน้าที่ที่แตกต่าง ทั้งนี้เพื่อความสมดุลหรือความสมบูรณ์แบบของร่างกายนั้นเอง หากชิ้นส่วนใดของอวัยวะร่างกายไม่มีการทำหน้าที่ ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงและจะเสียความสมดุลในสุด แม้จะมีชิ้นส่วนอื่นมาทำหน้าที่แทนก็มิอาจแทนความสมบูรณ์เมื่อก่อนนั้นได้

          หากเราพิจารณาสังคมบ้านเราในปัจจุบันเมื่อเปรียบเทียบสังคมเสมือนร่างกายมนุษย์แล้ว สังคมบ้านเราก็เป็นเหมือนร่างกายของมนุษย์ที่กำลังป่วยอาการสาหัส ระบบการทำงานของชิ้นส่วนอวัยวะต่างๆ หยุดการทำงานและส่วนหนึ่งก็ถูกทำลายอย่างระเนระนาด ร่างกายเกิดการเสียสมดุล จนทำให้เกิดปัญหาต่างๆในสังคม เช่น ความยากจนที่เกี่ยวกับเรื่องปากท้องของประชาชน ความขัดแย้งที่สร้างความแตกแยกของคนในชาติ ยาเสพติดที่ทำลายประชากรของประเทศในทุกระดับชั้น คอรัปชั่นที่ยังกอบโกยประโยชน์ของประชาชนเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว และปัญหาอื่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน ที่พวกเราได้สะสมเป็นแฟ้ม เสร็จแล้วกองไว้ในตู้ไว้เป็นอย่างดี บางครั้งก็เปิดแฟ้มนั้นมาอ่านบ้างเพื่อลอกตาประชาชน แต่ก็ไม่เกิดผลอะไรใดๆ ปัญหาสังคมจึงไม่ใช่หน้าที่ของใคร นอกจากเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน ที่ต้องช่วยกันแก้ปัญหา เพื่อความสงบสุขในบ้านเมืองเรา มีชายผู้หนึ่งพูดว่า “สังคมดีไม่บังเกิด หากไม่เริ่มจากตัวเราก่อน...” คงไม่ยากนักสำหรับใครที่คิดแก้ปัญหาสังคมเราจริงๆ

          เมื่อในสังคมมีผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำ สำหรับผู้ตามแล้วจำเป็น (วายิบ) ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำที่ได้สั่งไว้เพื่อความถูกต้องดังปรากฏชัดในอัลกุรอาน

          ความว่า : ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงเชื่อฟังอัลลอฮฺ และเชื่อฟังร่อซูลเถิด และผู้ปกครองในหมู่พวกเจ้าด้วย แต่ถ้าพวกเจ้าขัดแย้งกันในสิ่งใด ก็จงนำสิ่งนั่นกลับไปยังอัลลอฮฺ และร่อซูล หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันปรโลก นั่นแหละเป็นสิ่งที่ดียิ่งและเป็นการกลับไป ที่สวยยิ่ง (ซูเราะห์อันนิซาอฺ อายัตที่ ๕๙)

          การตออัต (เชื่อฟัง) เป็นบทบาทที่มีความสำคัญยิ่งในทางรัฐศาตร์อิสลามในการดำเนินชีวิตร่วมในสังคม การตออัต (เชื่อฟัง) เสมือนเป็นสายใยแห่งความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและผู้ตามในทุกระดับ เช่น ผู้นำครอบครัวกับสมาชิกครอบครัวที่เป็นสถาบันสำคัญทางสังคมที่ (วายิบ) ภรรยาและลูกๆจะต้องตออัต (เชื่อฟัง) ต่อพ่อ หากเขายังดำรงไว้ซึ่งความถูกต้อง กระทั้งว่าภรรยาจะถือศิลอด (สุนัต) จะต้องขออนุญาตจากสามีก่อนเขาถึงจะถือศิลอดสุนัตนั้นได้ เมื่อใดก็ตามที่เรายังคงดำรงไว้ซึ่งการตออัตแล้ว การทำหน้าที่ระหว่างกันก็จะไม่มีวันขาดหายไป เหมือนดังที่เราตออัตต่ออัลลอฮวุบฮานาฮุตะอาลา ด้วยการยอมจำนนตนอย่างสิ้นเชิง เราต้องเข้าใจว่าการอาศัยของเราอยู่ในสังคมนั้น เรามีบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ประเด็นก็คือว่าเรานั้นได้ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดหรือยัง ผู้นำและผู้ตามเป็นสิ่งที่แยกออกจากันไม่ได้ เพราะหากไม่ผู้นำก็จะไม่มีผู้ตาม หากไม่มีผู้ตามก็ตะไม่มีผู้นำ บ้านเมืองก็จะวุ่นวายร้ายซึ่งระเบียบจนก่อให้เกิดปัญหาที่รื้อรังและมิอาจที่จะปัญหานั้นได้ในที่สุด

           อิสลาม คือ วิถีการดำเนินชีวิต ไม่เพียงแต่มีการละหมาดเท่านั้นที่บ่งบอกถึงความเป็นอิสลาม แต่อิสลามจะสอนถึงศาสตร์ต่างๆ เพื่อให้เราเข้าใจตัวเราและพระเจ้า เช่น อิสลามว่าด้วยศาสตร์แห่งรัฐศาสตร์ ที่สอนว่าอำนาจทั้งหมดเป็นของพระเจ้า การที่มนุษย์ (มุสลิม) แสวงหาอำนาจนั้นเพื่อทำหน้าที่ในฐานะที่เขาเป็นบ่าวของพระองค์และผู้ใช้อำนาจเพื่อพระองค์ที่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมบนหน้าแผ่นดิน ซึ่งแน่นอนอำนาจเมื่อตกอยู่ในมือของคนดีย่อมเกิดผลดีต่อแผ่นดิน แต่ใช่ว่าบนโลกนี้จะมีแต่คนดีเสมอไป เมื่อใดที่อำนาจกลับตกไปอยู่ในมือของคนชั่ว ผมขอใช้คำว่า “ผลดีจะเกิดขึ้นน้อย แต่ความชั่วจะมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง...” ดังนั้นมนุษย์ (มุสลิม) จึงต้องรวมตัวกันเพื่อแสวงหาอำนาจ เพื่อดะวะห์สู่ความดีและห้ามปรามความชั่วร้ายให้หมดไป ดังปรากฏชัดในอัลกุรอาน

           ความว่า : และจงให้มีขึ้นจากพวกเจ้า ซึ่งคณะหนึ่งที่จะเชิญชวนไปสู่ความดีและใช้ให้กระทำสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้กระทำสิ่งที่มิชอบและชนเหล่านี้แหละพวกเขาคือผู้ได้รับความสำเร็จ (ซูเราะห์อาลีอิมรอน อายัตที่ ๑๐๙)

           และยังมีฮาดิษนบีอีกมากมายที่ได้กล่าวถึงการรวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อทำงานในแนวทางที่ถูกต้อง และแน่นอนเมื่อมีการรวมตัวขึ้น บทบาทความรับผิดชอบก็จะเกิดขึ้นมา โดยเฉพาะที่เราเห็นได้ชัด คือ ผู้นำและผู้ตาม ที่มีการตออัต (เชื่อฟัง) เป็นสายใยแห่งความสัมพันธ์ที่แยกออกจากกันไม่ได้ ตราบใดที่ยังคงดำรงไว้ซึ่งความถูกต้อง การตออัต (เชื่อฟัง) แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ผลของมันจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่ง หากถูกปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่หากถูกละทิ้งมันก็จะส่งผลเสียหายไม่น้อย รัฐศาสตร์อิสลามกับการแก้ปัญหาสังคมว่าด้วยการตออัต (เชื่อฟัง) พยายามให้ความสำคัญในประเด็นอันที่จะสร้างความกลมเกลียวของสังคม โดยเน้นที่บทบาทของแต่ละคนที่จะต้องกระทำต่อกัน สังคมจะไม่เกิดขึ้นหากไม่มีการตออัต (เชื่อฟัง) หากมีสังคมแล้ว แต่ไร้ซึ่งการตออัต (เชื่อฟัง) สักวันภยันตรายก็จะเกิดขึ้นตามมา ประวัติศาสตร์ยุคนบี ยุคซอฮาบะฮ์สอนให้เราได้รู้อันทรงคุณค่า หากปรารถนาให้สังคมเราดี ควรจะเริ่มทำดีที่ตัวเราก่อน.....

โดย : คอลัฟ บินลา

ขอบคุณเว็บไซต์ http://www.quran-for-all.com ที่ทำให้ผมสร้างอ้างถึงอายัตอัลกุรอานได้

หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผมขอภัย ณ ตรงนี้ เพราะบทความนี้เป็นมุมมองของผู้เขียน