คำถาม 10 ข้อ ให้เวลาตอบ 4 ชั่วโมง (14.00 น. ถึง 18.00 น.) ให้ยกเหตุผลประกอบ
สมัยที่ 56 ปีการศึกษา 2546
ข้อ 2. นายใหญ่ตระเตรียมวางแผนฆ่านายอ้วน โดยจะใช้อาวุธปืนสองกระบอกของตน (1) แต่อาวุธปืนที่จะใช้ในการฆ่าได้ถูกคนร้ายลักไปก่อนโดยนายใหญ่ไม่ทราบ (2) นายเล็กต้องการให้นายอ้วนตายเช่นกัน จึงแอบเอาอาวุธปืนของตนไปไว้ที่บ้านนายใหญ่โดยประสงค์ให้นายใหญ่ใช้ยิงนายอ้วน (3) โดยนายเล็กไม่รู้ว่าอาวุธปืนกระบอกนั้นมีผู้แอบเอากระสุนออกจนหมดแล้ว (4) นายน้อยต้องการให้นายอ้วนตายเช่นกัน จึงเอาอาวุธปืนของตนไปไว้ที่บ้านนายใหญ่โดยประสงค์ให้นายใหญ่ใช้ยิงนายอ้วน (5) ต่อมานายใหญ่เห็นอาวุธปืนทั้งสองกระบอกของนายเล็กและนายน้อยวางอยู่ นายใหญ่เข้าใจว่าเป็นอาวุธปืนสองกระบอกของตน (6) นายใหญ่ได้หยิบอาวุธปืนของนายเล็กและเมื่อพบนายอ้วนได้ใช้อาวุธปืนกระบอกนั้นจ้องเล็งจะยิงนายอ้วน
ให้วินิจฉัยว่า นายใหญ่ นายเล็กและนายน้อยมีความผิดฐานใดหรือไม่
จากโจทย์ วินิจฉัยกรณี (1) กระทำความผิดที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ (2) กระทำการช่วยเหลือผู้กระทำความผิด (3) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ประเด็นที่ต้องตอบ (1) นายใหญ่ มีความผิดฐานใดหรือไม่ (2) นายเล็ก มีความผิดฐานใดหรือไม่ (3) นายน้อย มีความผิดฐานใดหรือไม่
หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ม.81, 86 และ ม.289 (4)
มาตรา 81 ผู้ใดกระทำการโดยมุ่งต่อผลซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดแต่การกระทำนั้นไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำหรือเหตุแห่งวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อให้ถือว่าผู้นั้นพยายามกระทำความผิด แต่ให้ลงโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
มาตรา 86 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดแม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตามผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น
มาตรา 289 ผู้ใด (4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
คำตอบ ข้อเท็จจริงตามปัญหา แยกพิจารณาได้ดังนี้
การที่นายใหญ่ตระเตรียมวางแผนฆ่านายอ้วนเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 (4) (คำพิพากษาฎีกาที่ 1654/2532) เมื่อนายใหญ่เล็งปืนจ้องจะยิงนายอ้วนเป็นการลงมือกระทำความผิดแล้ว นายใหญ่จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายอ้วนแต่เนื่องจากปืนกระบอกดังกล่าวนั้นไม่มีกระสุน การกระทำของนายใหญ่จึงไม่สามารถบรรลุผลอย่างแน่แท้ เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำ นายใหญ่จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 81 (คำพิพากษาฎีกาที่ 980/2502)
การที่นายเล็กแอบนำอาวุธปืนไปไว้ที่บ้านนายใหญ่ โดยประสงค์ให้นายใหญ่ใช้ยิงนายอ้วนและนายใหญ่ได้ใช้อาวุธปืนของนายเล็กยิงนายอ้วน เป็นการช่วยเหลือในการที่นายใหญ่กระทำความผิด แม้นายใหญ่จะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือนั้นก็ตาม นายเล็กย่อมเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 81 และมาตรา 86
ส่วนที่นายน้อยนำอาวุธปืนของตนไปไว้ที่บ้านของนายใหญ่ แม้นายน้อยมีเจตนาช่วยเหลือในการที่นายใหญ่กระทำความผิด แต่เมื่อนายใหญ่มิได้ใช้อาวุธปืนของนายน้อยยิงนายอ้วน นายใหญ่ไม่ได้ประโยชน์จากการช่วยเหลือของนายน้อย นายน้อยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนายใหญ่
ด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น นายใหญ่จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้
นายเล็กย่อมเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้
นายใหญ่ไม่ได้ประโยชน์จากการช่วยเหลือของนายน้อย นายน้อยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนายใหญ่
สมัยที่ 57 ปีการศึกษา 2547
ข้อ 2. นายชมต้องการฆ่านายชัย จึงส่งจดหมายไปถึงนายชิตมือปืนรับจ้างให้ฆ่านายชัย(1) ต่อมานายชมเปลี่ยนใจไม่ต้องการฆ่านายชัยโดยเพียงต้องการทำร้ายเท่านั้น ท (2) จึงส่งจดหมายอีกฉบับหนึ่งถึงนายชิตมีใจความว่า ขอยกเลิกข้อความในจดหมายฉบับแรกทั้งหมดและให้นายชิตไปคอยดักทำร้ายนายชัย (3) ปรากฏว่าจดหมายฉบับแรกหายกลางทางไปไม่ถึงมือนายชิต (4) แต่นายชิตได้รับจดหมายฉบับที่สอง โดยไม่รู้เรื่องในจดหมายฉบับแรกเลย (5) และได้ไปคอยดักทำร้ายนายชัยตามที่นายชมว่าจ้าง (6) เมื่อนายชัยเดินทางมาถึง นายชิตซึ่งแอบอยู่ก็ตรงเข้าใช้ไม้ตีทำร้ายนายชัย เป็นเหตุให้นายชัยล้มลงศีรษะฟาดพื้นถึงแก่ความตาย
ให้วินิจฉัยว่า นายชิตและนายชมมีความผิดฐานใดหรือไม่
จากโจทย์ วินิจฉัยกรณี (1) ผู้ใช้ให้กระทำความผิด (2) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (3) มิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตาย (4) ผู้กระทำทำเกินขอบเขตที่ใช้ โฆษณาหรือสนับสนุน
ประเด็นที่ต้องตอบ (1) นายชิต มีความผิดฐานใดหรือไม่ (2) นายชม มีความผิดฐานใดหรือไม่
หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84,87,289 และ 290 วรรคสอง
มาตรา 84 ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับขู่เข็ญ จ้าง วานหรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด
ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
มาตรา 87 ในกรณีที่มีการกระทำความผิดเพราะมีผู้ใช้ให้กระทำตามมาตรา 84 เพราะมีผู้โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิดตามมาตรา 85 หรือโดยมีผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 ถ้าความผิดที่เกิดขึ้นนั้นผู้กระทำได้กระทำไปเกินขอบเขตที่ใช้หรือที่โฆษณาหรือประกาศ หรือเกินไปจากเจตนาของผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำความผิด ผู้โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิด แล้วแต่กรณีต้องรับผิดทางอาญาเพียงสำหรับความผิดเท่าที่อยู่ในขอบเขตที่ใช้ หรือที่โฆษณาหรือประกาศ หรืออยู่ในขอบเขตแห่งเจตนาของผู้สนับสนุนการกระทำความผิดเท่านั้น แต่ถ้าโดยพฤติการณ์อาจเล็งเห็นได้ว่า อาจเกิดการกระทำความผิดเช่นที่เกิดขึ้นนั้นได้จากการใช้ การโฆษณา หรือประกาศ หรือการสนับสนุนผู้ใช้ให้กระทำความผิด ผู้โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิดหรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิด แล้วแต่กรณี ต้องรับผิดทางอาญาตามความผิดที่เกิดขึ้นนั้น
ในกรณีที่ผู้ถูกใช้ ผู้กระทำตามคำโฆษณา หรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด หรือตัวการในความผิด จะต้องรับผิดทางอาญามีกำหนดโทษสูงขึ้นเพราะอาศัยผลที่เกิดจากการกระทำความผิด ผู้ใช้ให้กระทำความผิดผู้โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิด แล้วแต่กรณี ต้องรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกำหนดโทษสูงขึ้นนั้นด้วย แต่ถ้าโดยลักษณะของความผิด ผู้กระทำจะต้องรับผิดทางอาญามีกำหนดโทษสูงขึ้นเฉพาะเมื่อผู้กระทำต้องรู้ หรืออาจเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดผลเช่นนั้นขึ้น ผู้ใช้ให้กระทำความผิด ผู้โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดจะต้องรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกำหนดโทษสูงขึ้นก็เฉพาะเมื่อตนได้รู้ หรืออาจเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดผลเช่นที่เกิดขึ้นนั้น
มาตรา 289 ผู้ใด (4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
มาตรา 290 ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี
ถ้าความผิดนั้นมีลักษณะประการหนึ่งประการใด ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี
คำตอบ ข้อเท็จจริงตามปัญหา แยกพิจารณาได้ดังนี้
นายชมไม่ต้องรับผิดฐานเป็นผู้ใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ในความผิดฐานฆ่านายชัยเพราะเมื่อจดหมายฉบับแรกหายกลางทางและนายชิตไม่รู้ข้อความใด ๆ ในจดหมายฉบับแรกเลย จึงยังไม่มีการใช้ให้ไปฆ่า นายชมจึงไม่ต้องรับโทษหนึ่งในสามของโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) แต่อย่างใด
นายชิตไปดักทำร้ายนายชัยตามที่รับจ้างมา เป็นการทำร้ายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อนายชัยถึงแก่ความตายอันเป็นผลโดยตรงจากการทำร้าย นายชิตจึงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคสอง
นายชมมีความผิดเช่นเดียวกับนายชิตโดยเป็นผู้ใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 แม้นายชัยจะถึงแก่ความตายแต่ก็เป็นการกระทำภายในขอบเขตของการใช้ ซึ่งผู้ใช้ต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 87
ด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น นายชมไม่ต้องรับผิดฐานเป็นผู้ใช้
นายชิตไปดักทำร้ายนายชัยตามที่รับจ้างมาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
นายชมมีความผิดเช่นเดียวกับนายชิตโดยเป็นผู้ใช้ซึ่งต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นนั้นด้วย
สมัยที่ 58 ปีการศึกษา 2548
ข้อ 2. นายจิตต้องการขโมยร่มของนายใจ แต่ไม่มีโอกาสที่จะไปหยิบร่มนั้นด้วยตนเอง (1) นายจิตจึงไปหลอกนายจอมว่าร่มของนายใจเป็นของนายจิต (2) ขอให้นายจอมช่วยหยิบส่งมาให้โดยจะให้เงินค่าจ้าง (3) นายจอมหลงเชื่อ จึงหยิบร่มของนายใจส่งให้แก่นายจิต แล้วนายจิตก็เอาร่มนั้นไป
ให้วินิจฉัยว่า นายจอมและนายจิตมีความผิดฐานใดหรือไม่
จากโจทย์ วินิจฉัยกรณี (1) ผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด (2) ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด (3) ลักทรัพย์
ประเด็นที่ต้องตอบ (1) นายจอม มีความผิดฐานใดหรือไม่ (2) นายจิต มีความผิดฐานใดหรือไม่
หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสาม ,84 และ 334
มาตรา 59วรรคสาม ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดจะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้
มาตรา 84 ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับขู่เข็ญ จ้าง วานหรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด
มาตรา 334 ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท
คำตอบ ข้อเท็จจริงตามปัญหา แยกพิจารณาได้ดังนี้
นายจอมไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 เพราะไม่มีเจตนาลักทรัพย์ เนื่องจากไม่รู้ว่าเป็นร่มของนายใจโดยเข้าใจไปว่าเป็นของนายจิต เป็นการไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าร่มนั้นเป็นทรัพย์ของนายใจซึ่งเป็น “ทรัพย์ของผู้อื่น” อันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสาม
นายจิตมีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 โดยนายจอมเป็นเครื่องมือของนายจิตในการกระทำความผิด ถือว่านายจิตเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยทางอ้อม
นายจิตไม่ใช่ผู้ใช้ให้นายจอมกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 เพราะจะเป็นการใช้ตามมาตรา 84 ผู้ถูกใช้จะต้องรู้ว่าการกระทำตามที่ถูกใช้เป็นความผิด (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3336 - 3337/2547) แต่กรณีดังกล่าวนายจอมมิได้รับรู้การกระทำความผิดนั้น
ด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น นายจอมไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายใจ
นายจิตมีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายใจและนายจิตไม่ใช่ผู้ใช้ให้นายจอมกระทำความผิด
สมัยที่ 59 ปีการศึกษา 2549
ข้อ 2. นางสายจ้างนายบ่ายไปฆ่านายเช้าสามี (1) เพราะนายเช้าไปอยู่กินกับหญิงอื่น (2) นางเย็นน้องสาวนางสายให้นายบ่ายยืมอาวุธปืนไปใช้ยิงนายเช้า (3) นายบ่ายไปดักยิงนายเช้า เมื่อนายเช้าเดินผ่านมา นายบ่ายชักอาวุธปืนออกจากเอวเพื่อจะยิง (4) แต่นายบ่ายเห็นว่านายเช้าแก่มากแล้วจึงเกิดความสงสารและเปลี่ยนใจไม่ยิง
ให้วินิจฉัยว่า นางสาย นายบ่ายและนางเย็นมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด หรือไม่
จากโจทย์ วินิจฉัยกรณี (1) พยายามกระทำความผิด (2) ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด (3) ผู้สนับสนุนการกระทำความผิด (4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ประเด็นที่ต้องตอบ (1) นางสาย มีความผิดฐานใดหรือไม่ (2) นายบ่ายมีความผิดฐานใดหรือไม่
(3) นางเย็นมีความผิดฐานใดหรือไม่
หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82,84,86 และ 289 (4)
มาตรา 82 ผู้ใดพยายามกระทำความผิด หากยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอด หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้น แต่ถ้าการที่ได้กระทำไปแล้วต้องตามบทกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น ๆ
มาตรา 84 ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับขู่เข็ญ จ้าง วานหรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด
ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
มาตรา 86 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดแม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตามผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น
มาตรา 289ผู้ใด (4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
คำตอบ ข้อเท็จจริงตามปัญหา แยกพิจารณาได้ดังนี้
นายบ่ายพาอาวุธปืนไปดักยิงนายเช้า เมื่อเห็นนายเช้าเดินผ่านมา นายบ่ายเพียงแต่ชักอาวุธปืนออกจากเอวเพื่อจะยิง แต่ยังไม่ได้เล็งปืนไปที่นายเช้า การกระทำของนายบ่ายยังอยู่ในขั้นตระเตรียม ไม่ถึงขั้นลงมือกระทำความผิดฐานฆ่านายเช้า (คำพิพากษาฎีกาที่ 1647/2512) นายบ่ายจึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่า และการที่นายบ่ายเปลี่ยนใจไม่ยิงนายเช้าเพราะความสงสารไม่เป็นการยับยั้งเสียเองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 เพราะการยับยั้งเสียเองจะเกิดมีได้เฉพาะเมื่อนายบ่ายได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเท่านั้น
นางสายจ้างนายบ่ายไปฆ่านายเช้าเป็นการก่อให้นายบ่ายกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยการจ้าง จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้นายบ่ายกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา289 (4) ประกอบมาตรา 84 วรรคแรก แต่การกระทำของนายบ่ายยังอยู่ในขั้นตระเตรียมการเพื่อฆ่านายเช้าถือว่านายบ่ายยังไม่ได้ลงมือกระทำความผิดตามที่ใช้ นางสายจึงต้องรับโทษเพียง 1 ใน 3 ของโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 (4) ตามมาตรา 84 วรรคสอง
นางเย็นแม้จะให้นายบ่ายยืมอาวุธปืนไปใช้ยิงนายเช้า อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายบ่ายที่จะกระทำความผิดก่อนการกระทำความผิดก็ตาม แต่นางเย็นก็ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 สำหรับความผิดตามมาตรา 289 (4) เพราะการที่จะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 ได้จะต้องเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด ซึ่งผู้ลงมือกระทำความผิดจะต้องกระทำการถึงขั้นลงมือกระทำความผิดแล้วเท่านั้น เมื่อนายบ่ายกระทำการเพียงขั้นตระเตรียมการ ยังไม่ถึงขั้นลงมือกระทำความผิดฐานฆ่านายเช้า การกระทำของนายบ่ายยังไม่เป็นความผิด นางเย็นจึงไม่เป็นผู้สนับสนุน
ด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น นายบ่ายจึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่า
นางสายจ้างนายบ่ายไปฆ่านายเช้าเป็นการก่อให้นายบ่ายกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยการจ้าง จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ แต่เมื่อนายบ่ายแต่การกระทำของนายบ่ายยังอยู่ในขั้นตระเตรียมการเพื่อฆ่านายเช้าถือว่านายบ่ายยังไม่ได้ลงมือกระทำความผิดตามที่ใช้ นางสายจึงต้องรับโทษเพียง 1 ใน 3 ของโทษ
นางเย็นแม้จะให้นายบ่ายยืมอาวุธปืนไปใช้ยิงนายเช้า อันเป็นการช่วยเหลือไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน
สมัยที่ 60 ปีการศึกษา 2550
ข้อ2. นายแดงเห็นคนเดินเข้าไปในบริเวณบ้านของนายขาวซึ่งเป็นเพื่อนของตนในเวลากลางคืน (1) จึงไปแอบดูอยู่ที่หลังพุ่มไม้ข้างรั้วบ้านของนายขาว (2) นายขาวเดินมาปิดประตูหน้าต่างมองเห็นเงาคนก็เข้าใจว่านายแดงเป็นคนร้ายจะเข้ามาลักทรัพย์ในบ้านของตน (3) จึงใช้ปืนยิงนายแดง 1 นัด กระสุนปืนไม่ถูกนายแดง (4) แต่ไปถูกนายดำซึ่งเดินผ่านมาถึงแก่ความตาย
ให้วินิจฉัยว่า นายขาวมีความผิดฐานใดหรือไม่
จากโจทย์ วินิจฉัยกรณี (1) กระทำความผิดโดยพลาด (2) สำคัญผิดในข้อเท็จจริง (3) จำเป็นและป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ (4) พยายามกระทำความผิด (5) ฆ่าผู้อื่น
ประเด็นที่ต้องตอบ (1) นายขาว มีความผิดฐานใด
จากโจทย์ หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60,62,69,80 และ มาตรา 288
มาตรา 60 ผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น แต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นเพราะฐานะของบุคคล หรือเพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับบุคคลที่ได้รับผลร้าย มิให้นำกฎหมายนั้นมาใช้บังคับเพื่อลงโทษผู้กระทำให้หนักขึ้น
มาตรา 62 ข้อเท็จจริงใด ถ้ามีอยู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิด หรือทำให้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่มีอยู่จริง แต่ผู้กระทำสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง ผู้กระทำย่อมไม่มีความผิดหรือได้รับยกเว้นโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง แล้วแต่กรณี
ถ้าความไม่รู้ข้อเท็จจริงตามความในวรรคสามแห่งมาตรา 59 หรือความสำคัญผิดว่ามีอยู่จริงตามความในวรรคแรก ได้เกิดขึ้นด้วยความประมาทของผู้กระทำความผิด ให้ผู้กระทำรับผิดฐานกระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะว่าการกระทำนั้นผู้กระทำจะต้องรับโทษแม้กระทำโดยประมาท
บุคคลจะต้องรับโทษหนักขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงใด บุคคลนั้นจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้น
มาตรา 69 ในกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 67 และมาตรา 68 นั้นถ้าผู้กระทำได้กระทำไปเกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็นหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ แต่ถ้าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลจะไม่ลงโทษผู้กระทำก็ได้
มาตรา 80 ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด
ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
มาตรา 288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี
คำตอบ ข้อเท็จจริงตามปัญหา แยกพิจารณาได้ดังนี้
นายขาวมีความผิดฐานพยายามฆ่านายแดงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 แต่เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามมาตรา 69 เพราะเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าคนร้ายซึ่งจะเข้ามาลักทรัพย์ ทั้งนี้ โดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงตามมาตรา 62 วรรคแรก
นายขาวมีความผิดฐานฆ่านายดำโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เป็นการกระทำโดยพลาดตามมาตรา 60 แต่เมื่อการกระทำของนายขาวต่อนายแดงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด
การที่พลาดไปถูกนายดำก็ย่อมอ้างว่าเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุต่อนายดำได้เช่นกัน (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่205/2516 และ 892/2515)
ด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น นายขาวมีความผิดฐานพยายามฆ่านายแดง แต่เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ เพราะเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าคนร้ายซึ่งจะเข้ามาลักทรัพย์ ทั้งนี้ โดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง
นายขาวมีความผิดฐานฆ่านายดำโดยเจตนา เป็นการกระทำโดยพลาด และเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด
การที่พลาดไปถูกนายดำก็ย่อมอ้างว่าเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุต่อนายดำได้เช่นกัน