บันทึกนี้ "ก็อปปี้" และ "นำเสนอ" เรื่องเล่าที่ส่งมาจากครูเพ็ญศรี แสดงวิธีปฏิบัติ ถึงขั้นผู้อ่าน "ปฏิบัติตาม" ได้แน่ครับ

เมื่อประมาณปี ๒๕๕๐ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรับฟังการบรรยายจาก ดร.ทิศนา แขมมณี ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา  มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม ช่วงหนึ่งว่า  “การเรียนรู้ จะเกิดขึ้นได้ ก็ขึ้นอยู่กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายด้วยตนเอง โดยมีครูผู้สอนทำหน้าที่ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ช่วยชี้แนะ อำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เรียนให้ดำเนินการเรียนรู้ไปสู่จุดมุ่งหมายของการเรียนรู้  ครูต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้อำนวยการสอน นะคะ

เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้ฟังและทำความเข้าใจกับคำว่า “นักเรียนเป็นสำคัญ”“นักเรียนเป็นศูนย์กลาง”“ครูเป็นศูนย์กลาง”“การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง”“การเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม” เป็นศัพท์ใหม่สำหรับครูเก่าๆอย่างข้าพเจ้า และเป็นคำถามที่ท้าทายว่าทำอย่างไรให้ผู้เรียนเกิด “ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑” ซึ่งต่อมาถูกกำหนดเป็นเป้าหมายที่กล่าวถึงทั่วไป กลายเป็น “กระแส” ของวงการศึกษาอย่างที่เป็นอยู่ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะศตวรรษที่ ๒๑ ผู้เรียนต้องสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง มีมากมายหลายวิธีแต่ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะศตวรรษที่ ๒๑ ได้มากที่สุดน่าจะเป็นกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) 

เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะศตวรรษที่ ๒๑ ข้าพเจ้าและคณะครูในระดับได้มีมติร่วมกันในการสร้างหน่วยการเรียนรู้ใหม่โดยที่ไม่บังเบียดเวลาของครูและเมื่อสิ้นสุดหน่วยการเรียน ผู้เรียนต้องผ่านตัวชี้วัดตามที่หลักสูตรกำหนดเป็นหน่วยบูรณาการแบบสหวิชา ในช่วงระยะแรกๆ พวกเราให้วิชาที่เป็นแกนในการขับเคลื่อนฯ ใช้เทคนิคการสอนแบบโครงงานทุกรายวิชาเอาผลการเรียนรู้ที่คาดหวังมาบูรณาการด้วยกัน และร่วมประเมินผลงานด้วยกัน ในครั้งนั้นพวกเราใช้วิชาสังคมในสาระเศรษฐศาสตร์ เรื่องการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป้าหมายของสาระคือ ให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองบนฐานตนเอง ชุมชน ท้องถิ่น ประเทศได้อย่างมีความสุข เป็นหน่วยพอเพียงและพวกเราใช้โมเดลนี้ว่า ๓PBL_CYP_Model ต่อมาในปีพ.ศ.๒๕๕๖ โรงเรียนได้เปิดสอนรายวิชา IS (การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง) เป็นตัวร้อยเชื่อมของทุกรายวิชา ในโมเดลเดิมคือ ๓PBL_CYP_Model

วัตถุประสงค์ของ ๓PBL_CYP_Model

เป้าหมายของ ๓PBL_CYP_Model คือการทำให้ Young คนรุ่นใหม่ มีทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ที่มี ๔ เก่งในตนเอง คือ เก่งสื่อสาร เก่งคิด เก่งคน และเก่งชีวิต 

๑) เก่งสื่อสารคือจัดการศึกษาที่เน้นให้ผู้เรียนใช้ทักษะการอ่านและการฟังเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ และใช้ทักษะการพูดและการเขียน เป็นเครื่องมือในการนําเสนอความรู้และนวัตกรรมที่สร้างขึ้น

๒) เก่งคิดคือ เชื่อมโยงประสบการณ์ใหม่กับความรู้เดิม มุ่งสร้าง  พัฒนาหรือปรับเปลี่ยนมโนทัศน์  รวมทั้งเน้นกิจกรรมการแก้ปัญหา  การใช้ความคิดอย่างมีวิจารณญาณ  การตัดสินใจและการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ที่นอกกรอบและเป็นอิสระ

๓) เก่งคน คือ ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมที่สร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ ในโรงเรียน สังคมและชุมชน เน้นการบริการและบูรณะสังคมที่ตนเองดํารงอยู่  ตลอดจนนําเทคนิคต่างๆ ในการสื่อสารมาใช้เพื่อพัฒนาตนเองให้สามารถอยู่กับผู้อื่นในสังคมได้อย่างเป็นสุข เช่น เทคนิคการสนทนา เทคนิคการฟัง เทคนิคการเจรจาหรือเพื่อลดความขัดแย้ง เป็นต้น
 

๔.) เก่งชีวิตคือมุ่งให้ผู้เรียนเป็นผู้กําหนดเป้าหมาย สร้างทางเลือก ตัดสินใจ ปรับเปลี่ยนและควบคุมกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ ด้วยตนเองให้ได้มากที่สุด  รวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม รู้ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่มีความหมายต่อตนเองและมีปัญญาพิจารณาได้ด้วยว่าจะแก้ไขปัญหานั้นได้หลักเหตุผลและปัญญาอย่างไร

PBL_CYP_Model : เชียงยืนพิทยาคม

PBL_CYP_Model เป็นโมเดลกระบวนการเรียนรู้ ๓PBL ได้แก่ Pattern-based Learning (การพัฒนาการเรียนรู้ในรูปแบบ) เน้นการพัฒนาทักษะการคิด โดยใช้สื่อและแบบฟอร์มต่างๆ เป็นเครื่องมือช่วยในการ ถอดบทเรียน (สะท้อน ทบทวน แลกเปลี่ยน ระดมสมอง) Project-based Learning (การพัฒนาการเรียนรู้ด้วยกิจกรรม/โครงการ) เน้นการ "ถอดบทเรียน" จากโครงการหรือกิจกรรม ที่ทําร่วมกัน โดยอาจเป็นกิจกรรมที่ครูเป็นผู้ออกแบบ กิจกรรมที่ทางโรงเรียนดําเนินการเป็นประจําทุกปี หรือกิจกรรมใดๆ ที่นักเรียนทําภายในโรงเรียน เช่น กิจกรรมลูกเสือ กิจกรรมชุมนุม ชมรม เป็นต้น  รวมทั้ง กิจกรรมการเรียนการสอนต่างๆ ที่ครูเป็นผู้นําพา  ทุกกิจกรรมจะต้องมีการ สร้างโอกาสให้นักเรียนได้ "ถอดบทเรียน" (ทํา  BAR, DAR, AAR) ก่อนทํา ระหว่างทํา และหลังทํา.... นักเรียนจะได้ฝึกทักษะการคิดและทักษะการทํางานตามวงจรคุณภาพ (PDCA, Plan, Do, Check, Act) และ Problem-based Learning (การพัฒนาการเรียนรู้บนฐานปัญหา) เน้น "การเรียนรู้ด้วยตนเอง" ของนักเรียน นักเรียนจะเป็นผู้ คิด ทํา และนําเสนอ ครูเป็นเพียงผู้อํานวย และช่วยเหลือแนะนําเพื่อเสริมแรงบันดาลใจเป็นหลัก PBL ที่ถูกต้องจะทําให้นักเรียนเกิด ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ และพวกเขาจะเรียนอย่างมีความสุขสนุกที่ได้เรียนครูเปลี่ยนบทบาทจากสอนไปเป็น ครูฝึก หรือผู้อํานวยความสะดวกในการเรียนรู้เน้นการเรียนรู้ด้วยการปฎิบัติ

  

กระบวนการเรียนรู้ ๓PBL ๗ ขั้นตอน

กระบวนการเรียนรู้ของครูเพ็ญศรี แบ่งเป็น ๗ ขั้นตอน ดังรูป

๑.) สร้างแรงบันดาลใจ คุณค่าของตนเองและของชุมชน

๑.๑ นักเรียนนั่งเป็นวงกลมโดยครูเป็นส่วนหนึ่งของวงกลม ทุกคนบอกความหมายและที่มาของชื่อตนเอง 

๑.๒ สมมุติว่านักเรียนมาจากดาวอังคารลองแนะนำตัวเองด้วยท่าทางที่ไม่เคยมีในโลก

๑.๓ แนะนำเพื่อนที่ชื่นชอบพร้อมบอกความดีของเพื่อน

๑.๔ แนะนำของดีที่มีในหมู่บ้านตนเอง

๑.๕ นักเรียนเข้ากลุ่มกลุ่มละ ๕-๖ ตามความสมัครใจ มีกติกา

        - หมู่บ้านเดียวกันหรือใกล้เคียงกันควรอยู่กลุ่มเดียวกัน

        - สมาชิกในกลุ่มห้ามหญิงล้วนหรือชายล้วน

        - ตั้งชื่อกลุ่มพร้อมแสดงท่าประกอบ

        - แบ่งหน้าที่รับผิดชอบในกลุ่ม

หมายเหตุ : ปกติจะแบ่งเด็กคละความสามารถ เก่ง: อ่อน : ปานกลาง แต่เนื่องกรณีนี้โรงเรียนคัดเกรด จึงให้เด็กเข้ากลุ่มตามความสมัครใจ

๒.)“ฝึกคิด” เบื้องต้น

๒.๑ ฉายคลิปฆาตกรเงียบ (หมู่บ้านอินเดียที่มีการใช้สารเคมีในการเกษตร)ฝึกคิด ฝึกจับประเด็น อย่างเป็นรูปแบบ

๒.๒ นักเรียนเข้ากลุ่มตามชั่วโมงที่แล้ว ระดมความคิด ด้วยชุดคำถาม

     - นักเรียนเห็นอะไร รู้อะไร

    - เกิดอะไรขึ้นที่หมู่บ้าน (ทำไมเกิด เพราะอะไร)

    - ถ้าเป็นเราจะจะนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้อย่างไร

๓.) วิเคราะห์ปัญหาชุมชนของตนเอง(ใช้เครื่องมือแผนภาพต้นไม้)

๓.๑ การเขียนแผนที่ชุมชนด้วยชุดคำถาม

- ปัญหาชุมชนคืออะไร

- ทำไมจึงเกิดปัญหา เกิดที่ไหน เกิดเมื่อไหร่

- เราได้รับผลกระทบอะไร

- เราเคยทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับปัญหา

- ถ้าเป็นเราจะแก้ปัญหาอย่างไร

- ถ้าเราไม่แก้ปัญหาจะเกิดอะไรขึ้น

๓.๒ ต่อยอดจากงานรุ่นพี่ด้วยชุดคำถาม

- เห็นอะไรจากงานพี่เขา

- พี่เขาเสนอแนะไว้อย่างไร

- นักเรียนเห็นอะไรแตกต่างจากพี่เขา

- นักเรียนรู้อะไรจากงานพี่เขาบ้าง และอยากรู้อะไรเพิ่ม

๔.) เขียนเค้าโครงงาน

เขียนเค้าร่างโครงงานจากการวิเคราะห์ชุมชน (นักเรียนนั่งสมาธิทบทวนตนเองและชุมชน) ด้วยการระดมความคิดโดยใช้โมเดลต้นไม้ 

๔.๑ หลักการและเหตุผล

       - ย่อหน้าแรก ด้วยคำถาม อะไรคือต้นทุนที่เราเคยทำมาแล้ว / สภาพทั่วไปของพื้นที่

       - ย่อหน้าที่สอง ด้วยคำถามปัญหาคืออะไร สาเหตุปัญหาคืออะไร ผลกระทบ เกิดขึ้นคืออะไร

       - ย่อหน้าสาม ด้วยคำถาม ทำไมต้องแก้ปัญหา และภาพฝันที่ต้องการให้เกิด

๔.๒ เป้าหมาย : อะไรคือภาพความสำเร็จที่นักเรียนอยากเห็น

๔.๓ วัตถุประสงค์ : นักเรียนจะทำอะไร/เพื่ออะไร ให้บรรลุภาพความสำเร็จ

๔.๔ ผลที่คาดว่าจะได้รับ : เกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อทำงานสำเร็จ

๔.๕ กิจกรรมและขั้นตอนการดำเนินงาน ด้วยชุดคำถาม

       - กิจกรรมอะไรที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์

       - ขั้นตอนการดำเนินงาน ทำอย่างไร

       - กลุ่มเป้าหมายคือใคร

       - อะไรคือตัวบ่งชี้ว่างานเราสำเร็จ

๕.) ลงมือทำโครงงาน(ตลอดภาคเรียน)

๕.๑ รวบรวมความรู้ หาข้อมูล(ด้วยชุดคำถาม)

      - ทำไมถึงคิดจะทำ/ทำทำไม

      - คิดว่าตัวเองทำได้ไหม

      - รู้อะไร

      - อะไรที่ไม่รู้

      - ทำอย่างไรจึงจะรู้

๕.๒ ลงมือทำ (ด้วยชุดคำถาม)

      - ทำอย่างไร

      - เกิดปัญหาขึ้นหรือไม่

      - แก้ปัญหาอย่างไร

๕.๓ นำเสนอความก้าวหน้า : ปรับปรุง อะไร อย่างไร

๖.) เปิดโลกโครงงาน :

      - ลงทะเบียนเลือกวิธีนำเสนองานด้วย วีดีโอ / นิทรรศการ
power point

      - ตั้งคณะกรรมการงานเปิดโลกโครงงาน

๗.) AAR (ถอดองค์ความรู้)

นักเรียนแต่ละกลุ่มนั่งคุยกัน สรุปเขียนเป็นเรื่องเล่า ด้วยชุดคำถาม

     - ได้เรียนรู้อะไร/ประโยชน์อะไร/ทักษะอะไร

     - เป็นไปตามความคาดหวังหรือไม่

     - รู้สึกอย่างไร

     - ประทับใจอะไร

     - ถ้ามีโอกาสจะพัฒนางานอย่างไร

     - จะนำความรู้ไปขยายผลหรือไม่ อย่างไร

     - คิดว่าตนเองได้ใช้หลัก ปศพพ.ในการทำโครงงานครั้งนี้ หรือไม่ อย่างไร ตรงไหน

เทคนิคการสร้างโครงร่างโครงงานด้วยการจับ ๕ ภาพละคร

หลังจากไปเรียนรู้กระบวนการละคร (กับกลุ่มมะขามป้อม) เราปรับขั้นตอนการวิเคราะห์ปัญหาและการเขียนเค้าร่างโครงงานให้ง่ายขึ้น โดยใช้เครื่องมือ “๕ ภาพละคร” หลังจากวิเคราะห์ปัญหาด้วยเครื่องมือแผนภาพต้นไม้แล้ว ต่อด้วยการใช้จินตนาการในการภาพจับภาพ ๕ ภาพมาทดลองใช้ พบว่า ขั้นตอนหรือคำถามที่ยุ่งยากกลับง่ายขึ้น วิธีการคือ จัดลำดับการระดมสมองออกเป็น ๕ ส่วน เรียกว่า ๕ ภาพ ซึ่งแต่ละภาพอาจนำเสนอด้วยการแสดงละคร จึงเรียกว่า ๕ ภาพละคร แต่ก่อนจะไปสร้างละครตามขั้นตอนต่างๆ ในแต่ละภาพ จะช่วยพัฒนาการคิดของนักเรียนอย่างเป็นระบบตามชุดเทคนิคการเจาะประเด็นปัญหาด้วยการตั้งคำถาม หรือ “ชุดภาพละคร” ที่เหมาะสม เช่น  

ชุดที่ ๑

ภาพ1

ภาพ2

ภาพ3

ภาพ4

ภาพ5

สาเหตุ

ปัญหา

ผลกระทบ

กิจกรรม

ภาพฝัน

ชุดที่ ๒

ภาพ1

ภาพ2

ภาพ3

ภาพ4

ภาพ5

เริ่มต้น

ขัดแย้ง

จุดจบ

กิจกรรม

ภาพฝัน

ชุดที่ ๓

ภาพ1

ภาพ2

ภาพ3

ภาพ4

ภาพ5

ใคร

ทำอะไร

ที่ไหน

กิจกรรม

ภาพฝัน

เทคนิคการสร้างภาพจะใช้ ๓ ภาพแรกก่อนจะเชื่อมโยงไปยังการออกแบบกิจกรรมเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ “ภาพฝัน” ที่กำหนดไว้  เช่น 

๑.) เจาะประเด็นปัญหา (ภาพ๒)ก่อน หรือไม่ก็เริ่มต้นที่จุดขัดแย้ง หรือทำอะไร แต่จากการทดลองใช้..การชุดที่ ๑ เด็กเข้าใจง่ายที่สุด

๒.) ร่วมกันวิเคราะห์หาสาเหตุ

๓.) ผลกระทบที่เกิดขึ้น (ข้อ ๑,, ๓ นำไปเขียนหลักการและเหตุผล) (โมเดลต้นไม้)

๔.) จากนั้นเชื่อมโยงไปภาพที่๕ ภาพฝันที่ต้องการ(เป้าหมาย, วัตถุประสงค์, ผลที่คาดว่าจะได้รับ)

๕.) จบลงที่จะทำอย่างไรให้ถึงภาพที่๕ ได้

ข้าพเจ้าได้ทดลองนำเครื่องมือ ๕ ภาพละคร มาทดลองให้ผู้เรียนนำประเด็นวิชาการหรืองานทดลองที่ตนสงสัยได้ดีเหมือนกันเช่นกรณีที่ผู้สอน สอนในรายวิชาประวัติศาสตร์ ในตำราเพียงบอกว่าเกิดการรัฐประหารในปี ๒๔๙๐ขึ้น ผู้เรียนสงสัยการรัฐประหาร ๒๔๙๐ เป็นอย่างไร ข้าพเจ้าได้ทดลองให้นักเรียนเอา “๕ ภาพละคร” มา “จับ” พบว่านอกจากนักเรียนเข้าใจสาเหตุ ผลที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนโดยครูไม่ต้องนั่งบอกสาระเนื้อหาแล้วเขายังสามารถคิดต่อไปได้อีกว่า ถ้าเหตุการณ์นี้ไม่เกิด จะเป็นอย่างไร เป็นต้น

กระบวนการวิเคราะห์ปัญหาด้วย “๕ ภาพละคร” นี้ สามารถนำไปใช้จับประเด็นปัญหาชีวิตจริง ผู้เรียนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและชุมชนได้ดีที่สุด เช่นกรณีที่ข้าพเจ้าให้นักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่เข้าเรียนหรือติดเกม สะท้อนตัวเองด้วย “๕ ภาพละคร” พบว่าสามารถลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของตนเองได้

ปัจจัยของความสำเร็จ

หากถามว่า การขับเคลื่อนทักษะศตวรรษที่๒๑มาแล้ว๔ปี พบความสำเร็จหรือไม่ โดยส่วนตัวคิดว่า “สำเร็จ” โดยมีปัจจัยที่ทำให้เรา “สำเร็จ” ดังนี้ 

๑.) ความใส่ใจของครู ทีมครูที่มีเป้าหมายเดียวกัน บูรณาการตัวชี้วัดด้วยกัน ประชุมกันเป็นระยะ ที่สำคัญคือร่วมประเมินผลด้วยกัน ครูที่มีใจเต็มร้อย จะทำโดยไม่หวังผลความก้าวหน้าของตนเองแต่เน้นผลลัพธ์ที่เกิดกับนักเรียนเป็นสำคัญ ส่วนอื่นเป็นเพียงเป็นอานิสงส์ลพลอยได้ 

๒.) ความพร้อมของผู้เรียน ผู้เรียนที่มีความพร้อมในด้านจิตใจ จะขับเคลื่อนได้ง่ายความเก่งอ่อนทางสติปัญญาไม่สำคัญ แต่เมื่อเขาได้พัฒนาด้วยกระบวนการนี้ ความพร้อมทาง “สุขปัญญา” จะค่อยๆเกิดขึ้น

๓.) ความเอื้ออำนวยของผู้บริหาร เป็นจุดที่สำคัญมากจุดหนึ่ง ทั้งในด้านทุนในการสนับสนุน เวลาในการจัดการ เราโชคดีที่ผู้บริหารให้โอกาส 

๔.) วินัยเชิงบวกจำเป็นอย่างยิ่งคือระเบียบวินัยในตนเองและการใช้จิตวิทยาเชิงบวกกับนักเรียน

๕.) เปิดใจคุยกันทันที เมื่อประสบปัญหาการทำงานหรือแม้แต่ส่วนตัว

๖.) การ BAR และ AAR มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เทคนิคที่นิยมใช้ ให้ผู้เรียนวาดรูปตัวเองซีกหนึ่งให้เขียนส่วนที่ตัวเองรู้แล้วก่อนทำงาน และอีกซีกหนึ่งให้เขียนรู้อะไรเพิ่มอีกบ้าง

๗.) การทบทวนตัวเองบ่อยๆ โดยเฉพาะการฝึกฝนให้ตนมีสมาธิ

๘.) ในการเรียนการสอนรายวิชา IS ถือหลักการบูรณาการ คือพยายามเชื่อมงานของผู้เรียนให้เข้ากับรายวิชาอื่นๆให้ได้มากที่สุดเช่นกิจกรรมต่างๆในโรงเรียนหรือแม้แต่โครงการของหมวดของฝ่ายต่าง เช่นกิจกรรมห้องเรียนสีขาว ที่เด็กทุกห้องต้องทำ ถ้าเด็กกลุ่มไหนจับงานนี้เราสามารถเชื่อมเข้ากับ IS ได้เลย ลดภาวะซ้ำซ้อนงานของเด็ก

ปัญหาและอุปสรรค

กว่าจะถึงวันนี้มีอุปสรรคไหมคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไร้ปัญหาในการลงมือทำสิ่งใดๆ โดยเฉพาะด้านการพัฒนานักเรียน ปัญหาหน้างานบางส่วน ที่เราพบ ได้แก่

๑.) อัตตาในตัวครู เช่นกลุ่มเด็กจิตอาสาที่ข้าพเจ้าเข้าไปโค๊ช เด็กกลุ่มนี้ต้องขยันมากกว่าเด็กกลุ่มอื่นสองเท่า เด็กที่ทนไม่ไหวก็ต้องออกไป จาก ๑๐ เหลือ ๕ เนื่องจากภาวะการเรียนวิชาการในชั้นเรียนในกรอบห้องสี่เหลี่ยมที่มีแต่การท่องและการจด ครูบางท่านให้เด็กจด ๑๐๐ รอบ แทนการท่องจำ

๒.) ความห่วงใยของผู้ปกครองที่กลัวลูกไม่ได้เนื้อหาวิชาการ กลัวลูกไม่มีที่เรียนต่อ

๓.) ครูบางท่านไม่ให้ความสำคัญเลย