รองอำมาตย์เอกหลวงโยนะการพิจิตร ต้นตระกูลอุปะโยคิน เป็นพ่อค้าไม้ชาวพม่าที่มีบทบาทอย่างสูงในสังคมเมืองเชียงใหม่เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว โดยได้ประกอบคุณงามความดีมากมายเป็นที่รู้จักในหมู่เจ้านายฝ่ายเหนือและให้แก่ทางราชการไทยทั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7

รองอำมาตย์เอกหลวงโยนะการพิจิตร เดิมชื่อ หม่องปันโหย่หรือ หม่องปันโยหรือ อูปันโย ทางราชการไทยเขียน มองปันโย มีชื่อที่เรียกกันทั่วไปว่าหลวงโยฯหรือพระยาตะก่าหรือพญาตะก่าพ่อค้าไม้ชาวพม่าหรือแซงพอ ชื่อ ปันโยในภาษาพม่าแปลว่าดอกไม้ ส่วนคำว่าพระยาตะก่าหรือ พญาตะก่า ในภาษาพม่า หมายถึง ชายผู้อุปถัมภ์พระเจดีย์ สร้างพระพุทธรูป และอุปถัมภ์วัด

ชาติกำเนิด

หลวงโย ฯ เป็นพ่อค้าไม้ชาวพม่าเชื้อสายชนชั้นสูงชาวปะกันและเป็นคนในบังคับอังกฤษ ท่านระบุไว้ในหนังสือขอพระราชทานนามสกุลว่า ท่านเป็นคนพม่า บิดาชื่อ อุเย มารดาชื่อต่ออุ๊ ทวดชื่อ อูบะเยาะ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเมทิลา (ปัจจุบันคือเมืองเล็กๆอยู่ทางทิศใต้ของเมืองมัณฑะเลย์.) ครอบครัวของท่านย้ายไปอยู่ใกล้วัดกันจอง เมืองมะละแหม่ง และท่านเกิดที่บ้านที่ถนนไดวอควิ่น เมืองมะละแหม่ง ประเทศพม่า ในวันพฤหัสบดี ขึ้นหกค่ำ ปีมะเส็ง จ.ศ. 1207/พ.ศ.2388 มีพี่น้องสามคนคือ มะยี ปันโหย่ และอูมิน

จากมะละแหม่งสู่ล้านนา

สำหรับการเริ่มต้นเข้ามาในล้านนาไทยของหลวงโย ฯนั้น คุณสังคีต จันทนะโพธิ นักเขียนอิสระซึ่งเขียนเรื่องราวของหลวงโยฯ ในชุดกรุมรดกล้านนา ลงพิมพ์ ในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ สกุลไทยฉบับที่ ๓๐๘๕ ประจำวันที่ ๓ ธ.ค. ๒๕๕๖ โดยอ้างอิงข้อมูลจากหนังสือ พันไมล์บนหลังช้าง( A Thousand Miles on an Elephant in the Shan State) ว่า มิสเตอร์ ฮอลเลตต์( MR.HALLET ) ชาวอังกฤษได้รับฉันทานุมัติจากรัฐบาลอังกฤษให้นำคณะมาสำรวจเส้นทางรถไฟจากมะละแหม่ง ผ่านตาก ลำปาง ไปเชื่อมมณฑลยูนานของจีนซึ่งอังกฤษจะขอสร้างจากมะละแหม่งมาเชียงใหม่ไปยูนนานซึ่งไม่สำเร็จในครั้งนั้น แต่นายฮอลเลตต์ได้เขียนหนังสือเล่าถึงเรื่องราวต่างๆที่ตนได้พบเห็นระหว่างท่องเที่ยวและใช้ชีวิตในล้านนาไทยครั้นเมื่อนายฮอลเลตต์เกษียณอายุกับทางราชการ คณะพ่อค้าก็ขอให้นายฮอลเลตต์เป็นหัวหน้าคณะมาสำรวจภูมิประเทศของล้านนาอีกครั้ง เพื่อพิจารณาเส้นทางรถไฟที่จะเชื่อมระหว่างมะละแหม่งกับเชียงใหม่และเชียงรุ้งในประเทศจีน ซึ่งการเดินทางครั้งนี้นายฮอลเลตต์ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากเจ้านายฝ่ายเหนือของล้านนาโดยเฉพาะจากพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงค์และเจ้าอุบลวรรณา พระธิดา

คุณสังคีตเล่าว่านายฮอลเลตต์เดินทางด้วยขบวนช้างหลายเชือก โดยมองปันโย หรือหลวงโยฯ ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นหนุ่มน้อยได้เดินทางมากับคณะสำรวจด้วย จากเอกสารดังกล่าวทำให้ทราบว่า หลวงโยฯเกิดที่เมืองมะละแหม่ง ตำบลเยามินเส่ง ประเทศพม่า

นางแสงเพ็ชร กระแสชัย ซึ่งเป็นหลานของหลวงโยฯ ได้รับการบอกเล่าจากผู้ใหญ่ในครอบครัวว่า มองปันโยหรือ หลวงโยฯ เข้ามาค้าไม้ในไทย(ล้านนาไทย) ตั้งแต่อายุยังน้อยเมื่อตอนปลายรัชสมัยของพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ (2439-2413) นอกจากนี้เราหลักฐานของ หลวงโยนะการพิจิตรเล่าประวัติของตนเองในหนังสือฏีกาถึงรัชกาลที่๕ เมื่อ เดือนพฤศจิกายน ร.ศ.๑๒๒ (พ.ศ. 2446) ว่า

“เดิมข้าพระพุทธเจ้าได้ออกจากเมืองมรแมรต์สาพิภักเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่ในเมืองนครเชียงใหม่ได้ประมาณ ๓๐ ปีเศษข้าพระพุทธเจ้าก็ได้พึ่งพระบารมีของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้านครเชียงใหม่ชุบเลี้ยงข้าพระพุทธเจ้าและพระเจ้านครเชียงใหม่ได้โปรดอนุญาตให้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้รับเช่าทำป่าไม้ตำบลแม่ป๋ามแม่ป๋อย แขวงนครเชียงใหม่มาได้ ๒๐ ปีเศษ......”(อ้างใน สันติพงษ์ ช้างเผือกและคณะ,2545 หน้า 5)

จากข้อมูลดังกล่าวสันนิษฐานว่าหลวงโย ฯ น่าจะเดินทางสู่ล้านนาไทยประมาณอายุไม่เกิน 25 ปี และเข้ามาทำมาหากินอย่างถาวรอยู่ในเชียงใหม่นับแต่นั้นเป็นต้นมา ได้พึ่งพระบารมีพระเจ้านครเชียงใหม่จนเป็นที่ไว้วางพระทัยให้เป็นผู้เช่าทำป่าไม้เป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกัน

ประวัติศาสตร์ล้านนาในช่วงนี้เป็นช่วงที่อิทธิพลของอังกฤษได้เข้ามาครอบงำพม่าและอินเดีย และเริ่มแผ่อิทธิพลทางการเมืองเข้ามาในสยาม( ไม่กล่าวถึงในรายละเอียด) เชียงใหม่มีการติดต่อกับชาวตะวันตกมากขึ้นโดยเข้ามาติดต่อทำการค้าและการเผยแผ่ศาสนาและการทำป่าไม้กับบริษัทของชาวอังกฤษและชาติอื่น ๆโดยได้รับอนุญาตจากรัฐบาลไทย มีคนในบังคับอังกฤษ เช่นพม่าและอินเดีย เข้ามาอยู่ในเชียงใหม่มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีชาวจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำมาค้าขายจำนวนมาก หลวงโย ฯเป็นคนเชื้อสายพม่าคนแรกที่สามารถเข้านอกออกในคุ้มหลวงได้ ท่านได้รับการสนับสนุนให้เริ่มต้นทำป่าไม้สักในไทยจากเจ้าอุบลวรรณา พระธิดาของพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงค์ โดยเจ้าอุบลวรรณาให้ยืมช้าง ๕๐ เชือก การทำป่าไม้ของท่านประสบความสำเร็จ ทำให้ได้รับความไว้วางใจให้ทำป่าไม้ในป่าอื่นๆของเจ้านายฝ่ายเหนือ ชั่วชีวิตของท่านในล้านนาไทยท่านได้ประกอบคุณงามความดีต่อสังคมเชียงใหม่และล้านนาไทยอย่างมากโดยเฉพาะการรับใช้ช่วยเหลือในกิจการต่าง ๆของเจ้าหลวงเชียงใหม่และเจ้านายฝ่ายเหนือ รวมทั้งพระราชชายาเจ้าดารารัศมีในรัชกาลที่ 5 แห่งสยาม และช่วยเหลือราชการไทย ท่านเป็นผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อพุทธศาสนา มุ่งที่จะทำนุบำรุงบูรณะวัดวาอารามซึ่งชำรุดทรุดโทรมด้วยกาลเวลาโดยการสร้าง บูรณะ หรือร่วมเป็นศรัทธาใหญ่ในการบริจาคทรัพย์และจัดหาช่างฝีมือในการสร้างหรือบูรณะ วิหาร เจดีย์ และสาธารณะประโยชน์ต่าง ๆไว้มากมายเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนในยุคนั้น(รายละเอียดอยู่ในตอนต่อ ๆไป) อันเป็นที่มาของการได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระมหากษัตริย์ไทยถึงสามรัชกาลต่อเนื่องกัน กล่าวคือ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งตั้งให้เป็นรองอำมาตย์เอกหลวงโยนะการพิจิตรและพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

มงกุฏสยามชั้นที่ 5 ชื่อวิจิตราภรณ์ในภายหลัง

พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามสกุล อุปะโยคิน (Upayogin) เมื่อ 11/12/16 (พ.ศ. 2459)

ซึ่งมีความหมายว่า เป็นผู้สืบเชื้อสายจาก อูบาเยาะ

และ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จประพาสเชียงใหม่ได้เสด็จเยี่ยมหลวงโย ฯ ซึ่งสูงวัยมากแล้วทีบ้านเป็นการส่วนพระองค์และพระราชทานเพลิงศพเมื่อหลวงโย ฯ ถึงแก่อนิจกรรม ในปี พ.ศ. 2470

สร้างครอบครัว

เมื่อเข้ามาประกอบอาชีพพ่อค้าไม้ไม้ในไทยอย่างมั่นคง มองปันโยได้สมรสกับหญิงไทยชื่อนางบัวแก้ว มีบุตรธิดา ๓ คน คือ นายโมส่วย นายองขิ่นและ นางจ๋อน ต่อมาเมื่อนางบัวแก้วเสียชีวิตท่านได้สมรสใหม่กับ นางบัวจีน มีบุตรธิดา ๒ คนคือ นายทองอินทร์และนางสาวแดง เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก ภายหลังเมื่อนางบัวจีนเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะ นางบัวจีนจึงขอให้นางหน้อยซึ่งเป็นหลานแท้ๆของนางบัวจีนเป็นภรรยาคนที่ 3 นางบัวจีนเสียชีวิตลงในเวลาต่อมา หลวงโยฯ มีบุตรธิดากับนางหน้อย ๙ คน คือ นายบุญสม นายทองอยู่ นายทองคำ นายทองดี นางสาวสมบูรณ์ นางเกษิณีหรือมะเย็ง นางศิริลักษณ์หรือเส่งเหม่ นายทองสายหรือทองส่วย นางประภาศรี หรือ แสงหล้า หรือมะเอตัน เมื่อหลวงโยฯสูงอายุต้องการการดูแลใกล้ชิดท่านจึงมีภรรยาคนที่4 คือ นางนางซึ่งไม่มีบุตรธิดา และไม่มีบทบาทใดๆ

กรุภาพครอบครัว

รองอำมาตย์เอกหลวงโยนะการพิจิตรหรือ

พระยาตะก่าพ่อค้าไม้ชาวพม่าในเครื่องแต่งกายแบบพม่าโบราณ

ภาพนี้เป็นภาพที่ท่านนำไปติดที่บริเวณใกล้ยอดฉัตรทั้งสี่ด้านของกู่คำหลวงวัดเจดีย์เหลี่ยม ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่อยู่ในโบราณสถานเวียงกุมกาม

หลวงพ่ออูอาสุภะ อดีตเจ้าอาวาสวัดทรายมูลม่านหรือทรายมูลพม่า(มรณภาพ)ได้กรุณาอธิบายว่า หลวงโยฯแต่งกายแบบชาวพม่าโบราณ ชาวบ้านธรรมดาไม่แต่งแบบนี้ หลวงโยฯไม่ได้นุ่งโสร่งแต่ใช้ผ้าผืนยาวพันรอบตัว ผ้าที่ทบด้านหน้าในภาษาพม่าเรียกว่ากะบง ผ้าที่ใช้พันตัวทั้งหมดเรียกว่ากองหม่องซะ วิธีโพกผ้าที่โพกหัวก็เป็นแบบโบราณ วิธีโพกผ้าโพกหัวของพม่าในปัจจุบันจะห้อยชายลง

หลวงโยฯกับนางบัวจีน ภรรยาคนที่ ๒

นางหน้อย ภรรยาคนที่ ๓ กับลูก ๆของหลวงโยฯ ถ่ายภาพที่เฮือนโบราณซึ่งเป็นบ้านหลวงโยฯหลังหนึ่ง

ภาพนี้ถ่ายภาพก่อนนางประภาศรี ธิดาคนสุดท้อง เกิด จึงน่าจะถ่ายภาพประมาณปี พ.ศ.๒๔๖๒

บ้านหลังนี้มีสัญลักษณ์รูปดอกไม้สี่กลีบ ห้ากลีบ แปดกลีบ และลายสับปะรดซึ่งถูกนำมาใช้ในการศึกษาตามรอยหลวงโยฯ

บ้านที่พำนักของหลวงโย ฯ อยู่ในเขตที่ปัจจุบันเป็นโรงแรมเพชรงาม ถนนเจริญประเทศ เชียงใหม่ เรียกว่า บ้านเฮือนหลวง ดูได้ที่นี่

บ้านเฮือนหลวงหรือบ้านหลวงโยนะการพิจิตร.doc ในภาพข้างบน เป็นหลังที่อยู่ถัดไปจากบ้านหลวงโยฯ เรียกเฮือนโบราณ ในขณะที่หลวงโยฯยังมีชีวิตอยู่นั้นใช้เป็นเรือนรับรองเจ้านายหลายพระองค์ โดยปกตินางจ๋อน(ธิดาคนโตของหลวงโยฯ) นายบุญมา สามี และธิดาคือ นางแสงเพชร พำนักอยู่ที่บ้านหลังนี้ในขณะนั้น ดังนั้นนางแสงเพ็ชรจึงมีรูปถ่ายที่มีเฮือนโบราณเป็นฉากหลังอยู่หลายใบ ต่อมาหลังจากปีพ.ศ.๒๔๗๕ นายโมส่วยบุตรชายคนโตได้ขายบ้านและที่ดินที่พำนักอยู่อีกแห่งหนึ่งให้แก่โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย แล้วจึงย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังนี้และบ้านได้ตกทอดสู่ทายาทของนายโมส่วย ปัจจุบันนี้ทำเป็นร้านอาหาร ชื่อ บ้านจันทร์กะพ้อ ซึ่งได้อนุรักษ์สถาปัตยกรรมเดิมไว้

ส่วนบ้านหลังที่หลวงโย ฯพำนักที่เรียกว่า เฮือนหลวง ปัจจุบันเป็นของโรงแรมเพชรงามซึ่งได้อนุรักษ์ของเดิมไว้และเคยจัดเป็นสถานที่บริการอาหารแบบขันโตกล้านนาพร้อมการแสดงทางวัฒนธรรม

นางบัวเขียว(หลานนางหน้อย)นายบุญสม น.ส.สมบูรณ์ นายทองอยู่ นางแสงเพ็ชร นายทองคำ นางเกษิณี นายทองดี

ถ่ายภาพที่เรือนไม้ทางทิศใต้ของบ้านหลวงโยฯที่ภายหลังถูกรื้อทิ้งและใช้พื้นที่เป็นลานจอดรถของโรงแรมเพชรงาม

นายบุญสม(นั่งหน้า)ไปเยี่ยมนายทองอยู่และนายทองคำ อุปะโยคินซึ่งถูกส่งไปเรียนที่

ร.ร.เซนต์แพททริค เมืองมะละแหม่ง ประเทศพม่า

ซุ้มรับเสด็จ ร. 7 ของชาวพม่าในเชียงใหม่ คราวเสด็จประภาสเชียงใหม่เมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469

แถวหน้า คนที่ 2 จากขวา ถือพานดอกไม้คือ นายทองอยู่ ถัดไปคือนายองขิ่น และนายโมส่วย ตามลำดับ

นายทองสาย นางศิริลักษณ์ นางประภาศรี อุปะโยคินถ่ายภาพที่หน้าบ่อน้ำวัดศรีชุมลำปาง

รถยนต์ของหลวงโยฯเลขทะเบียน ๑๑๕ เป็นรถคันที่๕ ของเมืองเชียงใหม่

และบุตรหลานของหลวงโย ฯ นางประภาศรี ธิดาคนสุดท้องนั่งบนบันได

-มีตอนต่อไป-

เอกสารอ้างอิง

สันติพงษ์ ช้างเผือก และคณะ ประวัติการให้สัมปทานป่าไม้แม่แจ่ม (รายงานการวิจัยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย “โครงการ ของหน้าหมู่” ประวัติศาสตร์ตัวตนของชุมชนกลางหุบเขาแม่แจ่ม ธันวาคม 2545

http://www.amed.go.th/aboutus/palace/sur_order.htm...

เรื่องและภาพโดย นางศรีสุดา ธรรมพงษา(หลานตาของหลวงโยนะการพิจิตร เป็นธิดาของนางประภาศรีบุตรสาวคนสุดท้องของหลวงโย ฯและนางหน้อย )

ผู้ร่วมเขียน ผศ..ดร.กัลยา ธรรมพงษา