เคยถามตัวเองไหมว่า เรารู้จักโลก รู้จักคน รู้จักชอบสิ่งต่างๆ หรือคนอื่นได้อย่างไร อะไรคือ ปัจจัยสนับสนุนให้เรารู้จักเช่นนั้น คำตอบมิใช่ใคร แต่เป็น “ตัวเอง” (Self-being) คำนี้มีรากเหง้าลึก และมีรากฝอยเยอะแยะ มันเกี่ยวโยงไปถึงทุกสิ่ง และเลยไปถึงภพ ถึงชาติทีเดียว ดังนั้น การเข้าใจคำนี้ ย่อมเป็นคุณต่อการดำเนินชีวิตอย่างมากด้วย

               เราจะเข้าใจคำนี้ดีได้อย่างไร และมีช่องทางไหนบ้างที่เราจะเข้าถึงได้ ในวงจรชีวิตและวิถีเส้นทางการดำเนินชีวิต เราถูกล่อลวงด้วยสิ่งภายนอก กล่าวคือ รูป เสียง สี กลิ่น รส สัมผัส อารมณ์ ทำให้อวัยวะที่เรียกว่า “ประสาท” (Nerves) ของเราตอบสนองสิ่งภายนอกนั้นอย่างกลมกลืน จนลืมไปเลยว่า เราถูกลวงหรือเราลวงมันอย่างสมเหตุสมผล

                ในกรณีที่เราตอบสนองตนเองเพราะชอบ รัก หิว กลัว ฝัน จินตนาการ อยาก ฯ เป็นไปตามสัญชาตญาณหรือการวางแผนของเราเอง เรามักจะอ้างเสมอว่า “ฉันชอบ ฉันปรารถนา ฉันอยากฯ” แท้จริงแล้ว มาจากส่วนไหนของตัวเอง เวลาเราหิว แน่นอนว่า กายต้องการอาหาร จิตจึงถูกบีบคั้นให้หาอาหารใส่ท้อง  แล้วเป็นอาหารที่เราชอบหรือร่างกายต้องการกันละ นี่คือ จุดที่ร่างกายและจิตหลอมเป้าหมายเป็นอันเดียวกัน

                  บางครั้งเราอาจสงสัยว่า ทำไมเราไม่ชอบตามที่กายเป็นหรือต้องการเช่นนั้น เช่น เพศที่สาม (กะเทย ทอม) ร่างกายเป็นอย่าง แต่ใจกลับชอบอีกอย่าง แสดงว่า ร่างกายกับจิตขัดแย้งกัน และพยายามตามน้ำหนักของกันกล่าวคือ ถ้าน้ำหนักความต้องการทางกายภาพแรง จิตก็ยอมตาม ตรงกันข้าม ถ้าแรงจิตมาก กายก็จำยอมตาม

                   ในวิถีชีวิตประจำวันของเรา มีช่วงที่ทอดทิ้งกาย หรือทอดทิ้งจิตใจเป็นประจำ เพราะถูกสิ่งที่เรากำหนดเป็นบทบาทต่อการกระทำของเราดึงไป หรือเราถูกสิ่งแวดล้อม คนอื่น งานต่างๆ และความรู้ไม่เท่าทันตัวดึงไป เป้าหมายของมนุษย์เกิดมาคือ ต้องการความสำเร็จ ความรัก ความสุข ความสบาย มีชื่อเสียง อยากให้คนอื่นชื่นชม ฯลฯ จึงทำให้เราทุ่มเทแรงกาย ใจ ไปกับกิจกรรมนั้นๆ เพื่อให้ได้สิ่งตอบแทนกลับมาหรือเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์ เราจึงเหมือนไม่เคยอิ่มเอมกับสิ่งเหล่านี้ และเป็นเหตุให้เราไกลตัวเองไปเรื่อยๆ

                   เรามักพูดกันว่า “ตามฝัน ให้มันสำเร็จ” การใส่ใจประโยคนี้มากไป อาจเป็นทางไปสู่การหลงทางเข้าถึงตัวเองอย่างแท้จริงได้ เด็กๆ เยาวชน หรือคนชั่งฝัน ย่อมมีพลังที่จะไต่เต้าก้าวไปสู่ความปรารถนาของหัวใจ (ความอยาก) ตนเอง ในจุดนี้ เราบอกว่า เราพบตัวเองหรือเจอสิ่งที่ตนเองต้องการแล้ว จริงหรือ? ชวนให้ถามต่อว่า เรายิ่งอยาก ยิ่งปรารถนา เราก็ยิ่งห่างไกลจิตเดิมแท้ๆ ออกไปเท่านั้นมิใช่หรือ

                 ทำอย่างไร ความปรารถนาของเราจะเดินคู่ขนานไปกับจิต หมายความว่า ความฝันอยู่ในความรู้เท่าทันของจิต คือ จิตกับกายและความฝันต้องควบคู่กันไปตลอด จนกว่าลมของชีวิตจะหมดลง ในบางครา กายก็อยู่เหนือจิต บางทีจิตก็อยู่เหนือกาย และบางครั้ง สิ่งปรารถนาก็อยู่เหนือทั้งสอง จนเราลืมไปว่า กายและจิตอยู่ใต้มัน

                   การตระหนักรู้ในตัวเอง (Self-awareness) จึงเป็นสิ่งที่ควรสร้างให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เพื่อมิให้หลงโลก หลงกาย หลงใจ หรือสิ่งอื่นๆ จนลืมวิถีจิตตนไป ในชีวิตของเรามีช่วงที่ลืมกายและลืมจิตอยู่หลายช่วง นั่นคือ ช่วงที่เราอยู่ห่างกาย และห่างใจตนเอง จนเราไม่เข้าใจตนเองอย่างลึกซึ้งได้ เคยไหมเวลาใดที่เราอยู่ใกล้ตนเอง และเวลาไหนที่เราอยู่ห่างไกลตนเอง ซึ่งพอสรุปไว้ดังนี้-


เวลาที่เราอยู่ใกล้ตัวเองคือ..

              ๑) “อยู่คนเดียว” (Live alone) เมื่อเราอยู่คนเดียว เราไม่มีสิ่งใดมายั่ว ให้ยุ่ง ให้เราสร้างใย มัดผูกกับใครให้เสียทางจิต จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้ทบทวน กวนเรื่องต่างๆ ในตน ให้กระจ่าง ให้โดดเด่นขึ้นมา จนกลายเป็นการสร้างการตระหนักรู้ในตัวเองให้เข้มข้นขึ้น เวลาใครด่า ไม่พอใจ หรืออกหัก เสียใจ เสียจิต ท้อแท้ หมดหวัง ฯ เรามักจะชอบอยู่คนเดียวตามลำพัง เพื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น นี่คือ วิธีหนึ่งที่สร้างความใกล้ชิดให้กับตนเองทั้งทางกายภาพ และจิตภาพ เรียกว่า “อยู่ใกล้ตัว ใกล้จิต”

               แต่อย่าให้โอกาสทองเช่นนี้ สร้างเป็นเรื่องร้าย สร้างเหตุผลให้รังเกียจตนเอง ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ เพราะตัวเองทำผิด บกพร่อง คิดมากจนทำร้ายตัวเอง ไม่ให้อภัยตัวเอง นั่นไม่ใช่ทางที่จะสร้างทางให้ใกล้ตัวเอง แต่กลับจะเป็นทางห่างตัวเองออกไปถึงภพ ถึงชาติเลยทีเดียว


                ๒) “ส่องกระจก” (Looking in mirror) ปกติเราไม่อาจเห็นตัวเองได้เลย ถ้าไม่ส่องกระจก หรือดูเงาตัวเองจากน้ำ การที่เราไม่เคยส่องกระจกตัวเองเลย อาจทำให้เราไม่รู้ว่า รูปร่าง หน้าตา เราเป็นอย่างไร จึงอาจทำให้เราคิดออกนอกตัว คิดนอกกายไปเกี่ยวสิ่งต่างๆ จนลืมรูปลักษณ์ของตัวเองว่า จะเหมาะสม สอดคล้องกับรูปลักษณ์ตนหรือไม่ เหมือนสัตว์ที่ส่องกระจก แล้วสงสัยในรูปลักษณ์ของตน

                 การส่องกระจกจึงเป็นวิธีบอกรูปลักษณ์ อัตลักษณ์ของตนเองเป็นเช่นไร และรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร การมองเห็นรูปร่างตน จึงเป็นการสะท้อนตัวเองด้วย จึงสามารถเห็นกายตนอยู่ใกล้ๆ แล้วจึงตบแต่งแต้มเสริมส่วนบกพร่อง หรือจินตนาการให้ตนเองเป็นอย่างที่สังคมต้องการ เช่น ส่องกระจกแต่งตัว ในทางตรงกันข้าม บางทีการส่องกระจกก็อาจพาไปสู่การหลงตัวเองได้ด้วย เช่น เด็กหนุ่มสาววัยรุ่น อาจสาลวนอยู่กับกระจก เหมือนนกหงษ์หยกนั่นไง บางทีอาจเข้าข้างตนว่า กรูสวย ตรูหล่อ!!


                ๓) “เวลาเจ็บป่วย” (Sickness) ในคราปกติ ร่างกายแข็งแรง เราก็ไม่เห็นโทษของกายหรือไม่เห็นข้อบกพร่องของกาย เราจึงใช้กายอย่างเพลิดเพลิน สนุกสนาน โดยเฉพาะเด็กๆ หนุ่มสาว วัยทำงาน แต่พอเวลาเราเจ็บป่วยมา ทำให้จิตใจ ร่างกายหมดแรง หมดพลังที่จะสนุกสนาน จึงต้องนอนป่วย นอนพักผ่อนอยู่ในบ้าน ในโรงพยาบาล อยู่บนเตียงนอน 

                  การที่กายเราถูกตรึงหรือถูกโรคบางชนิดข่มไว้ อาจทำให้เราคิดท้อแท้ หยุดคิด หยุดฝัน หยุดจินตนาการไปไกล แล้วหันมาสนใจข้าวปลา อาหาร ยารักษาโรคแทน จึงทำให้เราอยู่ใกล้ตนเอง เห็นตนเองว่า ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน เห็นความจริงที่คนแก่ คนเฒ่ากล่าวไว้แล้ว เช่น คนที่เป็นโรคร้าย เป็นต้น

                  ผู้เขียนได้สังเกตผู้คนในยามปกติไม่ค่อยใส่ใจตนเอง ไม่สนใจศาสนา เรื่องบุญ กุศล สังฆทาน สมาธิ ชีวิต ความตาย  ฯ แต่พอเจ็บป่วยมากลับโหยหิวเรื่องเหล่านี้ เพ้อไปไกลถึงขนาดว่า หายป่วยแล้วจะบวชพระ หรือจะเข้าวัด เข้าวา เข้าหาศาสนา พอหายป่วยจริงๆ กลับสู่สภาพเดิม คือ ไม่สนใจเรื่องที่กล่าวเลย กลับประมาทในชีวิตไป จึงคิดว่า ร่างกายแข็งแรง เช่น นักร้อง ดารา หลายคนที่เป็นเช่นนี้


                ๔) “พิการ” (Cripple) นี้ก็เกี่ยวเนื่องจากข้อ ๓ เมื่อเจ็บป่วยก็อาจเห็นตนบกพร่อง จากนั้น พอหายก็กลายเป็นคนเดิม แต่ถ้าป่วยแบบถาวรที่เรียกว่า "พิการ" ละ ท่านจะคิดอย่างไรกับชีวิต จิตใจ เชื่อว่า ท่านคงคิดที่จะหาทางฟื้นฟูร่างกายให้ปกติ หรือไม่ก็หมดหวังสิ้นหวัง หรืออาจสนใจวงเวียนชีวิต จิตใจละเอียดขึ้น การกระทำดังกล่าว เป็นการให้ความสนใจร่างกายหรือจิตใจตนเองประณีตขึ้น

                เป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะพบเห็นข้อบกพร่องของกาย และจะเห็นข้อดีที่จิตจะได้ใช้โอกาสศึกษาหาความจริง ความใกล้ชิด จิตใจตัวเอง ให้เกิดปัญญา เห็นความจริง เห็นสัจธรรมของชีวิต ที่ศาสนาพร่ำสอนว่า ชีวิตเป็นมายา ไม่ใช่ของเรา ไม่แน่นอน ไม่เที่ยงแท้ สื่งที่แท้จริงคือ การเข้าถึงตัวเอง การเข้าถึงก้นบึ้งจิตตนนั่นเอง หากฟื้นฟูจิตได้ ก็จักมีปัญญา กำลังต่อสู้ชีวิตได้อย่างรู้เท่าทันโลกต่อไป


                ๕) “การรู้วันตาย” (Dead date) เป็นเรื่องที่ผู้คนเห็นยาก ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าตนเองต้องตายวันใดวันหนึ่ง จึงประมาทและหลงเพลินในโลก กิจกรรม ธุรกรรม สังคม จนลืมเส้นทางชีวิตที่ไม่โอนอ่อนให้เรา เมื่อวันหนึ่ง มีคนทัก หรือหมอบอกว่า คุณจะมีชีวิตได้อีก ๓ เดือน เราจะคิดอย่างไร เชื่อแน่ว่า เราจะต้องหาทางไปสู่อนาคตหลังตายหรือปิดตัวเองลงทุกอย่าง ไม่ก่อ ไม่สร้าง ไม่อยากได้อะไรอีก หรืออาจหาทางต่อสู้ชีวิตด้วยสติมากขึ้น นั่นคือ วิธีการที่เราจะหาทางเข้าใกล้ตัวเองมากขึ้น

                หากใครไม่เคยเชื่อมั่นในศาสนาหรือในความดี ความชั่ว บุญ บาป กรรม ฯ ย่อมไม่มีพื้นฐานที่ดี ในการสร้างกรรมดี ต่อตนเอง แต่กลับแสดงพฤติกรรมเสี่ยงหนักขึ้น กล่าวคือ กิน ดื่ม เที่ยว หาความสุข สนุกสนาน ทุกอย่างเท่าที่ตนเองจะทำได้ ยอมตาย ไหนๆก็จะตายแล้ว จึงใช้ชีวิตอย่างประมาทเข้าไปอีก เหมือนคติของชาวลัทธิจารวาก ที่เชื่อว่า ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก ไม่มีชีวิตหลังตาย จงดื่ม กินเที่ยวให้เต็มที่ เพราะพรุ่งนี้ เราอาจตาย


              ๖) “การอ่าน การดูสื่อ” (Reading books) โลกนี้คือ สื่อแห่งความรู้ และปัญญาทั้งสิ้น เราจึงจำเป็นต้องศึกษา เรียนรู้วิชาการต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์ให้เรามองเห็นเส้นทางชีวิตที่ดี เหมาะสมและรู้เท่าทันโลกนี้อย่างเข้าใจ เช่นเดียวกัน ชีวิตคือ แหล่งศึกษา เรียนรู้ เพื่อให้เกิดสติปัญญา ที่จะนำพาให้ชีวิตดีขึ้น ไม่หลงโลก ไม่หลงชีวิต เข้าใจความจริงที่สิงโลก สิงชีวิตอยู่เบื้องหลังได้ชัด 

                การอ่าน การดู การสังเกตจึงเป็นช่องทางที่จะเข้าใกล้ตัวเองมากขึ้น เหมือนคำสวดมนต์ในคุณของพระธรรมที่ว่า “โอปน ยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพพโพ วิญญู หีติ” แปลว่า (ความรู้) ควรน้อมเข้าสู่ตัวเอง และก็จะรู้ด้วยตัวเอง การศึกษา การเรียนรู้ทั้งหมด มีเป้าหมายที่การพัฒนาไปสู่การหลุดพ้นสิ่งมายา สิ่งมอมเมา หรือแม้แต่ตัวเอง นั่นหมายความว่า รู้เห็น เข้าใจตนเองดีขึ้นนั่นเอง


                   ๗) “แก่ชรา” (Getting old)  ทุกชีวิตเกิดมา มีเป้าหมายเดียวกันคือ “แก่ชรา” แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะถึงเป้าหมายนี้ บางคนตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เกิดมาไม่นานก็ตาย อยู่ไปสักพักก็ตาย ไม่ใช่แก่ตาย ซึ่งบุคคลเหล่านี้ถือว่า ไม่รู้ซึ้งถึงแก่นแท้ของชีวิตอย่างแท้จริงด้วยตัวเอง เนื่องจาก รู้เห็นจากคนอื่นเท่านั้น ไม่สามารถตระหนักรู้ได้ด้วยตัวเอง จนเกิดความไม่ซาบซึ้งถึงคำว่า “ชราภาพ”

                   เมื่อเราพบเห็นคนแก่ คนชรา เราอาจเคยสอบถามท่านหลายอย่าง ทั้งหมดที่เรารู้ ท่านจะจบลงด้วยคำเตือนในหลายรูปแบบของการเข้าใจชีวิต แสดงให้เห็นว่า คนชราย่อมตระหนักรู้ในแก่นแท้ของชีวิต และเข้าใจคำว่า “แก่” ได้อย่างถึงรากเหง้าของมัน จึงมักจะสอนลูกหลานที่คุยด้วยว่า อย่าประมาท อย่ายึดมั่นถือมั่น ปล่อยวางซะ แม้แต่สังขารร่างกายที่ครอบครองอยู่นี้ ก็จะไม่ควรยึดให้ทุกข์ถาวรต่อไป เราจึงได้ยินคำอุทานจกคนชราบ่อยๆว่า “ไม่อยากอยู่แล้ว ทรมาน!”


                    ๘) “ฝึกฝืนกาย ใจ” (Ultimate practice) กิจกรรมประจำวันของเราคือ ตื่น กิน พูด ทำงาน เหนื่อย พักผ่อน สืบพันธุ์ คิด เสพสุข เป้าหมายคือ ความสุข ความสบาย ความปลอดภัย ความมั่นคง จึงเกิดกิจกรรมประจำวัน ประจำเดือน ประจำปีขึ้น ทั้งหมดนี้เราอนุวัติตามโลก ตามสังคม ตามธรรมชาติ ตามเวลา จนกระทั่งเราแก่ชรา และดับไปในที่สุด

                    การดำรงชีวิตแค่นั้น ยังไม่พอ เรายังต้องสร้างมรดกสายพันธุ์ไว้อีก สะสมสมบัติ เงินทองไว้อีกมากมาย พฤติกรรมเหล่านี้ เป็นการฝึกตนเอง เพื่อตอบสนองแรงกระตุ้นของอุดมคติตามโลก ตามสังคม ตามอัตคติของตน จนกลายเป็นการยอมอำนาจความอยากจนเคยชิน ไม่อาจเรียกได้ว่า ฝึกฝนตนเองอย่างแท้จริง เพราะนี่คือ การยอม มากกว่า การแย้งกิเลสตน การฝึกฝืนใจตน ฝึกฝืนในกิเลสตน คือ การฝึกที่ไม่ยอมไหลไปตามกระแสโลก 

                    การฝึกฝืนตน คือ การแย้งตนเอง เช่น การฝึกอดทน อดกลั้น อดนอน อดหิว อดโกรธ อดทนต่อความเจ็บปวด เจ็บใจ อดทนต่อธรรมชาติ การดูถูกเหยียดหยาม เป็นการสร้างปารมี ให้จิต ให้กายตนเองเข้มแข็ง ไม่ยินดี ยินร้ายต่อกิเลสตัณหาที่เคยชินมา เมื่อฝึกฝืนแบบสุดโต่งได้ จะเห็นแก่นกาย ใจ และอาจเข้าใจความอดอยากหรือความทุกข์ ความลำบากที่คนอื่นเป็นอยู่ก็ได้


                     ๙) “ถูกด่า ประจาน” (Obloquy)  ธรรมชาติของมนุษยืไม่ชอบให้ใครมาด่า มาประจานตนเอง ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม แต่ในทางตรงกันข้าม คนที่ยอมรับการด่าได้ ประจานได้ ย่อมเป็นบุคคลที่มีพลังต่อต้านภายในได้ดี เข้มแข็ง ยืดหยุ่น คำที่ไม่ชอบนั้นได้ดี จนกลายเป็นการฝึกฝนตนเองไป เป็นการน้อมรับเอาคำที่ด่า มาซับไว้ เพื่อนำไปแก้ไขตนเอง

                       นี่คือ ช่องทางที่จะสร้างให้เราตระหนักรู้ตัวเองได้ ทบทวนตัวเองได้ เพราะคำด่าของคนอื่น ในชีวิตจริง เราย่อมเผชิญกับสิ่งเหล่านี้อยู่บ่อยๆ และเช่นกันเราก็ตอบโต้หรือย้อนศรคนด่าบ้าง จนกลายเป็นเรื่องที่สร้างความขุ่นข้องหมองใจไป โลกประกอบด้วยธรรมที่เรียกว่า "ทวิภาวะ" เสมอคือ โลกธรรม ๘ ฉะนั้น การนำเอาคำด่านั้น มาพกไว้ มาซับ มาเป็นหินขัดใจตนเอง ย่อมจะเห็นตนเองแจ้งได้ว่า ที่เขาด่าเราเป็นจริงๆหรือไม่ หรือเราเข้าข้างตนเองหรือไม่ เรารู้ทันคำด่า และเนื้อหาใจตนเองหรือไม่

                      ๑๐) “นั่งสมาธิ” (Meditation) การฝึกสมาธิ คือ การตีกรอบตัวเองให้แคบลงระหว่างกายและใจ โดยเรากำลังกีดกันความฟุ้งซ่าน ให้สงบลง เป็นการตระหนักในกรอบอารมณ์อย่างใด อย่างหนึ่งให้น้อยลง เป็นการให้ความสำคัญต่อกายและจิต สร้างความสัมพันธ์หรือความคุ้นเคยกันให้สนิทแบแน่นขึ้น การฝึกจิตเช่นนี้ เป็นการสร้างฐานจิต และฐานกายให้รองรับข้อมูลโลก ให้เกิดความชัดเจนหรือเรียบเรียงความรับรู้ของสมองให้เป็นระเบียบนั่นเอง

                      เมื่อฝึกจิตให้สงบลง แล้วจิตและกายก็จะทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นการสร้างฐานตัวตน ตระหนักในตัวเอง และจิตให้เกิดมุมมองที่ชัดเจนในกฏของโลก และกฏของกรรม เมื่อฝึกตนเองให้ลึก จนดึ่งลงสู่จิตวิถีได้ ย่อมจะเห็นความอัศจรรย์ของพลังจิตได้ เรียกว่า “มโนฌาณ” คือ รู้จิตตนเชิงลึก และรู้จิตคนอื่นได้อย่างอัศจรรย์


                     ดังนั้น  การเข้าถึงตัวเอง การเข้าใกล้ตัวเอง มิใช่แต่การรู้เห็นรูปร่างตนผ่านกายที่มีเลือดเนื้อเท่านั้น แต่ต้องรู้และเข้าถึงตนเองได้ด้วยการตระหนักรู้กายกรรม และจิตกรรม อย่างลุ่มลึก และสงบเสงี่ยมอยู่ภายในอย่างแท้จริง มิใช่แต่งกายอยู่หน้าจก แต่ไม่รู้เห็นกาย ใจ ไม่ได้อยู่ใกล้ตนเองเลย ผลที่เราอยู่ใกล้ตัวเอง มีอานิสงส์ดังนี้ คือ ๑) ทบทวนและแก้ไขตนเองได้ ๒) รู้ตัวว่า ทำอะไรผิดแล้วแก้ไข ๓) ไม่ประมาทในชีวิต ๔) รู้ความจริงของโลก สังคม ชีวิต ร่างกายและใจ ๕) เข้าใจขีดจำกัดของกายและใจตนเองได้


เวลาที่เราอยู่ห่างไกลตัวเองคือ-


                 ๑) “อยู่กับคนอื่น”     (be with others) เวลาเราอยู่กับคนอื่น เราจะรู้สึกว่า ไม่เป็นตัวของตัวเอง โดยเฉพาะเวลามีรัก จิตใจเรามักจะไหลไปตามจินตนาการ หรือไหลไปตามแรงดึงดูดของคนอื่นเสมอ หรือเวลาไปฟังการบรรยาย การอ่าน การฟังนักร้อง ดูสิ่งของที่เราชอบ เราก็มักจะถูกสิ่งเหล่านี้ชักนำไปอย่างไม่รู้ตัว จนลืมตัว หลงลืมพฤติกรรมของตนเอง ที่แสดงออกไปโดยไม่รู้ตัว  จนกลายเป็นคลั่งไคล้สิ่งนอกตัว เช่น สาววัยรุ่ยคลั่งไคล้นักร้องหนุ่มเกาหลี กรีดลั่นสนามบิน

                 พฤติกรรมเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เราถูกลวง ถูกหลอกให้ไหลหลงกับสิ่งยั่วยุ หลอกลวงเรา แต่เราก็ไม่คิดว่า ถูกหลอก เพราะเราหลอกตนเองก่อน ที่จะถูกคนอื่นหลอกเอาขั้นที่สอง เราจึงไม่รู้ตัวเองดีพอ เมื่อเราอยู่กับคนอื่น สิ่งอื่น เช่น ผู้คนสมัยนี้ นั่งจิ้ม นั่งก้มหน้า นั่งบ้าไอโฟน เล่นไลน์ จนไม่รู้ว่า ตัวเองทำอะไร จะมีภัยอะไรต่อตนหรือไม่ ไม่ค่อยตระหนักแน่นในตัวเอง


                 ๒) “อ่านหนังสือ”  (Book reading) การอ่านหนังสือ แม้จะช่วยให้เราพัฒนาความรู้ก็ตาม มองในอีกแง่หนึ่ง การอ่านหนังสือ การดูสื่อต่างๆ เป็นการประมาทในตัวเองเหมือนกัน เพราะเราดิ่งกับเนื้อหาหนังสือนั้น เราย่อมหลงลืมสิ่งแวดล้อมไป ยิ่งกว่านั้น หากเราอ่านแล้วอิน ดูแล้วอินไปบทเนื้อหา ตัวละคร ย่อมสะท้อนให้รู้ว่า เรากำลังเอาใจออกห่างใจตัวเอง และกายตัวเองมากขึ้นด้วย

                    การอ่านหนังสือจึงไม่ใช่การดี เมื่อเวลาทำจิตให้สงบ ยิ่งอ่าน ก็ยิ่งสร้างความคิด จินตนาการไปไกล ด้วยเหตุนี้สำนักหลวงพ่อชา จึงห้ามให้ศิษย์อ่านหนังสือ เวลาอยู่ในช่วงปฏิบัติธรรม แต่ถ้าอ่านแล้วสามารถวิเคราะห์ตนเองได้ วิเคราะห์เนื้อหานั้นออก ย่อมจะเกิดผลด้วย กระนั้น การอ่านก็ใช่ว่า จะทำให้เราเข้าใจตัวเองดี เท่ากับหยุดคิด หยุดศึกษา เพียงสังเกต และกำหนดอาการที่เกิดขึ้นในตนให้ลุ่มลึก ย่อมเป็นการสร้างฐานการอยู่ใกล้ตัวเองได้ (อ่านตัวเอง)


                    ๓) “ท่องเที่ยว”  (Traveling) การเดินทางไปยังที่ต่างๆ ก็เหมือนอ่านหนังสือ แต่การท่องเที่ยวนั้น มีแรงดึงดูด และแรงกระเพื่อมที่แรงกว่าการอ่านหนังสือ เนื่องจากว่า การท่องเที่ยว ไปยังที่ต่างๆ ส่วนมากเราจะตื่นเต้น พอใจ เพลินไปกับสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ที่เราไม่ค่อยเห็น จึงสร้างความสนใจ หรือแรงดึงดูดมากกว่า ยิ่งเดินทางไปต่างประเทศ มันยิ่งสร้างความตื่นตา ตื่นใจได้มากขึ้น

                      การที่เราเอาตาไปเกาะเกี่ยว ไปคิดกับสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นจนเกิดอาการตื่นตา ตื่นใจ ย่อมจะพาให้เราห่างไกลตัวเองไปด้วย ยิ่งได้เห็นสิ่งสวยๆ งามๆ ธรรมชาติที่น่าสนใจ หรือสิ่งที่เราชื่นชอบ ยิ่งสร้างปัญหาให้เราห่างตัวเองเท่านั้น ภาพที่เราได้เห็น ยังจะตรึงตรา ประทับใจเป็นภาพข้อมูลที่สามารถนำไปพูดไม่รู้จบสิ้นได้


                      ๔) “ดื่มสุรา ยาเสพติด” (Addiction) ในคราปกติ เราเองก็ถูกสิ่งต่างๆ ยั่งยุ ให้ลุ่มหลง งงงวย จนขาดสติอยู่แล้ว ยิ่งถ้าได้เสพยากระตุ้นให้ระบบประสาททำงานเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งจะสร้างให้สมองเราทำงานหนัก คิดสร้างภาพ สร้างความฝันได้มากขึ้น เช่น คนปกติไม่พูด ไม่คุย เมื่อเวลาเหล้าเข้าปาก ข้อมูลต่างๆ ก็หลั่งไหลมาไม่จบสิ้น 

                        การเสพสุรา ยาเมา ทั้งหลาย ย่อมชักนำพาให้เราหลงเพลินไปกับรสชาติของมัน เมื่อเมามา เรากลับไม่รู้ตัวเองอย่างสิ้นเชิง นี่คือสาเหตุให้เรากล้าเสี่ยง กล้าตาย กล้าอย่างบ้าบิ่น จนลืมหลงตน ไม่รู้ตัว ไร้สติ ขาดปัญญา อาการเช่นนี้ ยิ่งทำให้เราประมาทอย่างยิ่งยวด เพราะว่าขาดการตระหนักรู้ในตัวเองใดๆ 


                       ๕) “นอนหลับ” (Asleep) การนอนหลับคือ การปิดวิตช์ของระบบประสาทชั่วคราว ยกเว้นระบบศูนย์ข้อมูลของสมอง ที่ไม่หยุด การหลับคือ การขาดสติ ขาดการตระหนักรู้ในตัวเอง เหมือนบุคคลที่ตายแล้ว ต้นและปลายประสาททั้งหมดไม่ทำงาน การรับรู้ถึงสิ่งภายนอก และภายในจึงถูกปิดกั้น เราจึงไม่รู้สึกตัว ด้วยเหตุนี้ วิญญาณ ผี จึงสามารถเข้าแทรกได้ง่ายเรียกว่า ผีสิง ผีอ่างทอง นั่นแหละ 

                      ว่ากันว่า การนอนหลับคือ การพักผ่อน ให้ระบบสมองพักทำงาน เพื่อให้สมองจัดระบบข้อมูลให้เป็นระบบมากขึ้นด้วย เราพักผ่อนมาเป็นปกติ แต่คนยุคใหม่ ไม่ค่อยพักผ่อน เพราะทำงานมาก ทำงานเยอะ เพื่อให้ตัวเองมีรายได้มากขึ้น การที่เราไม่พักสมองเลย ย่อมสะท้อนด้วยว่า เราไม่เข้าใจตนเอง ไม่รู้หลักการบริหารตนเองให้เป็นปกติ จึงอาจทำให้เราเจ็บป่วยได้ นั่นเพราะเราอยู่ห่างตนเองไปแล้ว ละเลยตัวเองจึงต้องเจ็บป่วย

 
                      ๖) “เวลาโกรธ”  (Angry) เวลาเราเกิดอาการผิดปกติ ร่างกายเราจะหลั่งสารเคมีออกมารับรองหรือป้องกันตัวเอง มิให้เกิดความเสียดุล เช่น ร่างกายจะหลั่งข้อมูลออกมาตอบสนอง เตรียมพร้อมน้ำตาในคราจะร้องให้  เตรียมพร้อมกำลังในเวลาต่อสู้ เช่น นักมวย สารเหล่านี้ จะเพิ่มอยู่เสมอ มองในแง่สัญชาตญาณ ย่อมสื่อให้รู้ว่า ร่างกายทำงานตอบสนองเราทุกเวลา 

                      มองในแง่ความตระหนักรู้ ในตัวเองย่อมเด่นขึ้นแบบบ้าบิ่น ด้วยกำลัง ข้อมูล อารมณ์ที่ฉุนเฉียว รู้ว่าจะใช้มือ เท้า ภาษา ปาก วัสดุ สิ่งของอย่างไร เพื่อตอบโต้คู่กรณี มองในแง่หลักธรรม ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า เราแพ้ใจ เราอยู่ห่างไกลตัวเอง เราไม่รู้ตนเองอย่างแท้จริง มนุษย์ ไม่ว่า จะใหญ่ จะเล็ก เมื่อมีความรู้ มีอำนาจ มีเงินตราถึงกัน ย่อมขาดควาามเกรงกลัวกัน ย่อมจะก่อเหตุ ทำร้ายกันได้ เช่น วัยรุ่นเมืองไทยหรือคนรัสเซีย เราจะเห็นความโหด เถื่อนของคนเหล่านี้ แสดงว่า เขากำลังอยู่ห่างกาย ใจ แม้จะใช้กาย ใจเพื่อตัวเองก็ตาม


                        ๗) “เวลาเสพสุข”   (Happiness) การเสวยสุขคือ การตอบสนองความอยาก ความปรารถนาของตนเอง การเสพสุข หมายถึง การเสวยความสุขจากอายตนะภายนอก เช่น การดูละคร การฟังเพลง การดมดอกไม้ น้ำหอม การติดในรสชาติอาหาร การหลงติดในการลูบไล้ สัมผัสที่อ่อนนุ่ม ลมุนละไม และความสุข ความสบายทางใจ การดู การเสพสิ่งเสริมสุข เหล่านี้น เป็นไปได้มากว่า เราจะหลงลืมตัวว่า สิ่งเหล่านี้ คือ สิ่งสร้างสรรค์ให้ชีวิตมีรส มีชาติ เป็นความสุขเชิงปัจเจกบุคคล

                       ในขณะเดียวกัน เรากลับหลงไปกับสิ่งเหล่านี้ จนลืมตัว คิดว่า สิ่งเหล่านี้ หนุนชูให้ชีวิต จิตใจอยู่อย่างยั่งยืน ในบรรดาการเสพสุขที่สุดยอดคือ การเสพสุขทางเพศ การหลงรสชาติอาหาร การอยู่ที่สบายๆ ไม่ลำบาก แม้กระทั้งการจมดิ่ง หรือมีปิติในการเข้าถึงธรรม เช่น การติดสุขในสมาธิ นี่ก็ถือว่าติดสุข หลงสุข หลงกามคุณได้ เนื่องจากว่า ยังติดหล่มในความสุข เพราะยกจิตไม่พ้นในรสโลกอยู่ดี นี่ก็ถือว่า เราอยู่ห่างไกลตัวเองด้วยเช่นกัน


                      ๘) “เวลาสูญเสีย”   (Loss) เวลาเราสูญเสียจุดยืนหรือเสียดุลยภาพของจิตและกาย ย่อมเกิดความผิดหวัง จิตตก จิตฟุ้ง กังวล เช่น เวลาเราอกหัก เสียทรัพย์สิน เงินทอง สิ้นหวัง จิตย่อมถุูกความความเศร้ามอง ครอบงำเอาได้ อย่างกรณีนางกีสาโคตมี ที่สูญเสีย สามี ลูก จนเสียสติ เป็นบ้า ทำให้เสียความสมดุลทางกาย และจิต เดินแก้ผ้า เพ้อไป บางคนอกหัก สูญเสียสิ่งรัก สิ่งหวง ย่อมเสียใจตามมา พ่อเสียลูก ลูกเสียแม่ สิ่งเหล่านี้ จะสร้างให้ผู้คนเสียหลักใจไปด้วย จึงทำให้เราเสียฐานที่เป็นจุดยืนของตนได้

                     การสูญเสีย การสิ้นหวัง จะทำให้เราช็อคหรือขาดสติ ปัญญาไปชั่วเวลาหนึ่ง เช่น สามี ภรรยา เสียคู่ของตนไป ย่อมตกอยู่ในอาการซึมเศร้า จนกระทบไปถึงการวางท่าทีของจิตใจ และการเข้าในโลกแห่งความจริง เรามักจะปฏิเสธความจริงในโลก ในชีวิตที่อยู่เบื้อหลังปรกฏการณ์เหล่านี้ แต่กลับไปหลงยึดมั่นในความจริงมายา คือ การยึดมั่นหมาย สิ่งที่มีอยู่ เป็นอยู่อย่างถาวร ไม่ศึกษาความจริงที่อยู่เบื้องหลังของมันจริงๆ เราจึงอยู่ห่างไกลตัวเอง ไม่เข้าใจพื้นฐานของสรรพสิ่ง ที่จะสื่อถึงโลก สังคม ชีวิต จิตใจ


                       ๙) “เวลาดีใจ”   (Delight) ความดีใจ เป็นเรื่อง การยกจิตให้พ้นจากภาวะกดดัน ความเครียด จนกลายเป็นเหมือนมีความสุข ความสุขคือ อาการเสวยอารมณ์ที่สมใจ ถูกใจ ประทับใน ที่ชดเชยความทุกข์ เวลาเราดีใจมาก เราอาจไม่รู้ตัวว่าเราแสดงอะไรออกไปเช่น นักมวยชนะคู่ต่อสู้ ย่อมยกไม้ ยกมือ กระโดดโลดเต้น ใบหน้ายิ้มแย้ม ดีใจ ใจดี จนไม่รู้ว่า ตัวเองแสดงอะไรออกไปบ้าง หรือนางงามชนะการประกวดได้ชิงมงกุฏ เกิดอาการดีใจ จนมือไม้ สายตา ปาก แสดงออกมาอย่างอัตโนมัติ

                       เวลาเราดีใจ จึงอยู่ห่างตัวเอง แทบไม่รู้ตัวเองเลยทำอะไรลงไป จนบางครั้งอาจนำพาไปสู่ความประมาทได้ หากท่านถูกล็อตเตอร์รี่รางวัลที่หนึ่ง จิตใจท่านจะเป็นอย่างไร เชื่อแน่ว่า ความคิดของท่านย่อมแล่นไป ฟุ้งไปหลายมิติ ยิ่งเราเสวยความสุข ดีใจ มากเท่าไหร่ ความเข้มข้นในตนเองยิ่งน้อยลงไปด้วย เพราะเราจะรู้สึกว่า ตัวลอยเคว้งไปมา จนเท้าขาดหลัก เวลานั้น จะทำให้ร่างกายอ่อนไหว กวัดแกว่ง เป๋ไปมาได้


                         ๑๐) “เวลาตาย” (Dead) นี่คือ ภัยที่ยิ่งใหญ่ของสัตว์โลก เราไม่อาจหลีกพ้น เมื่อเรามีชีวิต จิตใจคือ ตัวแทนวิญญาณเป็น ที่ครองสมองอยู่ และสามารถควบคุม อวัยวะร่างกายให้ไปไหนมาไหนได้ นั่นคือ จิตสั่งกาย ให้เคลื่นไป ครั้นเมื่อร่างกายสิ้นพลังงาน จิตไม่สามารถสั่งกายให้เคลื่อนไหวแล้ว จิตจะหนีจากร่างที่เสื่อมแล้ว นั่นแหละคือ การห่างตัวเอง (กาย) อย่างสิ้นเชิง 

                        การดำรงชีวิตที่กำลังมีชีวะอยู่ ถือว่าสำคัญ แต่ก็ยังไม่สำคัญเท่ากับจิตรู้จิต รู้กายของตนได้ในยามเป็นๆ เพราะความเป็นนี่คือ การที่เราตระหนักรู้ตนเองได้ดีกว่า หากมีชีวิตอยู่ แต่กลับไม่รู้จิต ไม่รู้กายตน ถือว่า เราประมาทหรือเรียกว่า เราตายแล้ว หมายความว่า เราไม่มีสติ ที่รู้ตัวเอง เหมือนคนที่ตายแล้วนั่นเอง


                         ดังนั้้น  การแสดงออกที่ถือว่า ทำตัวห่างเหินตนเองนั้น เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับโลก ความจริง เนื่องจากสรรพสิ่งต้องอาศัยตัวตน การรู้ตระหนักในฐานตน ซึ่งเป็นฐานที่จะรับรองโลก สังคม ชีวิต จิตใจ ให้รับรู้สิ่งแวดล้อมได้ หากเราไม่ยึดฐานตัวเองให้ดี เราจะวางใจไว้ที่ไหน เวลาครูหรือผู้ใหญ่ กำนัน บอกว่า ให้ “ต้ั้ง” (Set)ใจ ให้ดี คำว่า ตั้ง หมายถึง เอาจิตตั้งที่เจตนา เจตจำนง หรือตั้งจิตไว้ที่กองกาย (ลมหายใจ) มือ เท้า ตา หู ฯ 

                        มีนักจิตวิทยาชื่อ โจซฟ ลัฟท์ และแฮรี่ อินกัม (Joseph Luft and Harry Ingham) เสนอหลักการพัฒนาการตระหนักรู้ไว้ดังนี้ ๑) พิจารณาตัวเอง เช่น ดูตัวเอง ดูความคิด  ประเมิณคุณค่าตัวเอง ๒) การรับฟังคนอื่น เป็นเหมือนกระจกสะท้อนตัวเอง เพื่อให้ตัวปรับปรุง พัฒนาตัวเอง ๓) การเฝ้าดูตัวเอง คือ การแสดงความรู้สึกตนเองออกมาอย่างซื่อสัตย์ ไม่สะตอร์บอรี่กับใจตน จริงใจต่อตัวเอง ๔) การรู้จักฝึกฝนตัวเองบ่อยๆ


                        ส่วนในหลักพุทธศาสนาเสนอให้เราฝึกฝนตามกรอบ ๔ ฐานคือ ๑) ทางกายภาพ เช่น การจัดระเบียบการเดิน การนั่ง การหายใจให้อยู่บนสติ สัมปชัญญะ ๒) การกำหนดรู้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึก รัก เกลียด โกรธ ชัง ดีใจ เสียใจ เพื่อดึงตัวเองใหเป็นกลาง หรือกำกับตัวเองได้อย่างไม่ยินดี ยินร้าย ๓) กำหนดรู้จิต ที่คิด ต่างๆ นานา ให้อยู่ในกรอบที่คิดตามได้ ไม่หลง ไม่เพ้อจนเกินไป สามารถสัมผัสได้ด้วยความจริงของโลก มิใช่มายากลของจิต ๔) รู้คุณภาพของหลักธรรม รู้คุณของจิต ที่มีธรรมว่า ดี ไม่ดี เชิงบวก หรือเชิงลบ แล้วใช้ปัญญากำกับธรรมที่เราเผชิญว่า เรางมงาย หรือถ่ายถอนจากมลทินใดๆหรือไม่

                         สำหรับผู้เขียนขอเสนอการเข้าใจหรือตระหนักรู้ตนเองดังนี้  ๑) กำหนดรู้ต้นธาตุเจตจำนงในเบื้องต้นให้ได้ ให้ทัน ๒) ตามรู้ ตามทัน ตามเก็บ ตามทบทวน พฤติกรรมของตนเสมอ ๓) เมื่อเคลื่อนไหวกาย ใจ (คิด) ให้รู้ทันและเก็บผลที่เกิดขึ้นได้ ๔) รู้สิ่งภายนอก และภายในไปพร้อมๆกัน ๕) รู้ข้อมูลตน และจากคนอื่นที่ยื่นให้ ๖) รู้เน้น เห็นเน้น กับสภาวะที่แวดล้อมตนที่เป็นจริงที่มีอยู่ของตน ๗) มีปัญญา สติ แยกแยะระหว่างตนและคนอื่น ๘) ทำตัวให้สุดโต่งดูบ้าง เพื่อทดสอบ ขอบเขต รัศมีความสามารถตนเอง ๙) เทียบตนกับคนอื่นดูบ้าง ๑๐) อย่าเข้าข้างตัวเอง


                     เพื่อให้กายเตรียมพร้อม จะได้ไม่ให้ใจออกจากกาย หรือกายไม่สัมพันธ์กับใจ ประสิทธิภาพก็เกิดขึ้น ฉะนั้น ผลของการที่เราอยู่ไกลตัวเองคือ ๑) จับตัวตนตัวเองไม่ได้แน่นอน ๒) หาแต่ที่พึ่งพาคนอื่น สิ่งอื่นเสมอ ๓) ไม่ติดกรอบในตัวเอง ๔) เปิดใจ เปิดโอกาสตนเสมอ ๕) ไร้เป้าหมายตน แต่หวังผลเพื่อโลก

———————-(๒๙/๘/๕๗)—————————-