เรารู้จักกันและกันเพราะเรามีหน้าตา นิสัย การแสดงออกต่อกันด้วยประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างน้อยเราแสดงออกตามวัฒนธรรมของตนเองนั่นคือ "มารยาท" (Manner) หรือป้องกันมิให้ถูกทำร้าย กระนั้น เราก็มีสิทธิ์ที่จะไม่คบ ไม่พูด ไม่กระทำต่อคนอื่นด้วยวิธีใดๆ ตามสิทธิ์ของเรา ที่ได้มาจากกฎหมาย และศีลธรรม
แต่เราจะหลีกเลี่ยงได้ไหม ถ้าเราเกิดมาบนโลกนี้ ที่เต็มไปด้วยปัญหาสารพัด ที่อยู่รอบข้างเรา ปัญหาสังคม คือ เริ่มมาจากปัญหาปัจเจกบุคคลที่ทุกๆ คน แสดงออกมาหรือตัดสินใจกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามความคิดและความเชื่อ หรือนิสัยเคยชินมา จนกลายเป็นปัญหากับตัวเอง แล้วสะท้อนไปสู่สังคม
ปัญหาต่างๆ นั้น มีผลต่อจิตใจ และฝังเป็นมรดกของแต่ละคนด้วย ฉะนั้น ปัญหาสังคม จึงสะท้อนออกมาจากปัญหาทางจิตใจ นี่คือ แนวคิดของนักปรัชญาตะวันตกคนหนึ่งชื่อ “โชเปนฮาวเออร์” กล่าวไว้ว่า ความคิด (เจตจำนง) สะท้อนผ่านตัวแทนความคิด กายภาพและโลก ในขณะสำนักโยคาจาร กล่าวว่า ทั้งหมดของปัญหาและสิ่งต่างๆ มาจากความคิด จิตใจทั้งสิ้น
การกระทำของเรามีผลสองอย่างคือ ๑) ผลด้านบวก ๒) ผลด้านลบ ซึ่งมีผลต่อวิถีชีวิตของคนและสังคมโลก เราเกิดมาจึงมีผลสองอย่างนี้ส่งผลให้เรา สังคม และโลก เป็นไป แน่นอนว่า เมื่อเราอาศัยกายภาพเป็นสื่อแสดงออกด้วยกำลังทางลบ ย่อมส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่นเสมอ สิ่งที่ตามมาคือ มีผลต่อวิถีชีวิตของเรากล่าวคือ เราทำผิดกฎหมาย หรือศีลธรรมอย่างหนัก หรือละเมิดต่อคนอื่น เราต้องได้รับการบังคับ ให้เปลี่ยนพฤติกรรมนั้น โดยตำรวจหรือผู้รักษากฎหมายบ้านเมือง ที่สุดของการกระทำคือ “ติดคุก” (In Jail)
พฤติกรรมดังกล่าวดูเหมือนว่า เรามีกันทุกคน และเราก็อาจผิดพลาดได้เสมอ อยู่ที่ว่า เราจะบริหารชีวิตจิตใจ มิให้ติดคุก ติดตารางได้อย่างไร เมื่อมองให้ลึกเชิงปรัชญา เราทุกคนติดคุกในใจกันทุกคน อย่างน้อย ๑) กายคือ ห้องขังจิตใจ มิให้ดำเนินตามปรารถนาได้ทุกอย่าง เพราะร่างกายไม่เอื้อให้ ๒) เราติดคุกในหลุมของกิเลส ตัญหา ของตนเอง จนไม่อาจปฏิเสธมันได้ นั่นคือ ตัวดลให้เราพ่ายแพ้ ๓) เราติดคุกของสัญชาตญาณเดิมๆ ของเราเช่น กิน นอน สืบพันธุ์ และหวาดกลัว
ทางที่เราจะแก้ไขนั้น มนุษย์ในอดีตพยายามที่จะสร้างเครดิดมาจากศาสนา แต่ศาสนาก็ไม่อาจตอบสนองผู้คนได้ทั้งหมด เพราะมนุษย์ดื้อด้านที่จะเชื่อตัวเองมากกว่าหลักการใดๆ มนุษย์จึงแสวงหาทางออกด้วยตัวเองด้วย การทำผิดเพื่อให้ถูก ทำถูกเพื่อให้รู้ว่า มีผิด กระนั้น จะมีใครบ้างตระหนักรู้จริงเพียงแค่ภาษาสวยหรู ที่สร้างขึ้นมาให้คิด ให้อ่านกัน
การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน และถาวร ต้องแก้ที่การบริหารการคิด การมองภายใน มิใช่มองที่สังคมหรือโลก แน่นอนว่า สิ่งที่กระตุ้นให้มนุษย์แสดงออกหรือตอบสนองตนเองมาจาก ผลที่กระเพื่อมจากสังคมนั่นเอง แต่ถ้าผลนี้ มากระทบใจที่เข้มแข็งและหนักแน่น แรงนั้นก็มิอาจกระเทือนได้ เหมือนภูเขาศิลาทึบ ไม่หวั่น ฟ้า ฝน ลมแดดฉันใด จิตใจของผู้ฝึกดีแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวเช่นนั้น
จากสารคดี ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้น (การแก้ปัญหานักโทษในอินเดีย) เป็นตัวอย่างที่ควรแก้ปัญหาจากรากเหง้าของมันที่ต้นกำเนิด คือ “ครอบครัวและตัวตน” บทสรุปที่ได้คือ-
๑) “แม่” คือ ผู้ชี้นำลูกได้ดีที่สุด เป็นประตูด่านแรกที่จะทำให้มนุษย์มาสู่สังคม ถ้าครอบครัวไม่ดี ครอบครัวแตกแยก แน่นอน เส้นทางชีวิตของลูกย่อมไม่มั่นคง ซึ่งจะผลต่อสังคมตามมา
ในจุดนี้ ผู้เขียนมองเห็นในมุมลึก จากที่ได้ดูสารคดีเรื่องนี้ ที่นายตำรวจหญิงชื่อ “Kiran Bedhi” ที่เป็นเจ้าหน้าที่ในการดูแลนักโทษ ในเรือนจำ ด้วยวิธีแบบ “แม่เลี้ยงลูก” ความเป็นหญิงในฐานะเพศแม่คือ จุดแข็งที่เธอเข้าถึงนักโทษ ด้วยการพูดคุย การดูแล การให้เกียรติ และดูแลจิตใจ ที่มองเห็นนักโทษในฐานะมนุษย์ มิใช่นักโทษ ที่น่ารังเกียจ ด้วยหลักวิปัสสนานั่นเอง
“แม่” คือ ครูของโลกที่สอนมนุษย์ให้รู้จักการกิน การนอน การเดิน การเอาใจ ยามเราหิวเราก็ร้อง แม่ก็ให้นมดูด ลูกก็หยุดร้อง ยามเจ็บไข้ แม่คือ ผู้คอยดูแลข้างๆ ความอ่อนโยน ความเมมตาของแม่ คือ สายใยที่มนุษย์เพศแม่ มอบให้ลูก เธอจึงใช้ความเป็นเพศแม่เข้าถึงนักโทษด้วยคุณลักษณะที่ลึกซึ้งที่เพศชายไม่รู้ความลึกซึ้งของมนุษย์ผู้เป็นนักโทษ
๒) “ศาสนา” จากกรณีในสารคดี สะท้อนให้เห็นว่า ในอินเดียคือ แหล่งเกิดศาสนาต่างๆ และมีอุดมคติเรื่องการหาทางเข้าสู่โมกษะมากมายหลายทฤษฎี แต่กระนั้น ศาสนาก็ไม่มีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์แบบเบ็ดเสร็จได้ เนื่องจากว่า ผู้คนเข้าไม่ถึงแก่นศาสนาหรือเพราะถูกกิเลสของตนรุกเร้า หรือถูกสังคมบีบคั้น
ปัจจัยต่างๆ ในอินเดีย มีมากมาย แต่กระนั้น ก็ไม่อาจมองข้ามหลักการศาสนาได้ เนื่องจากว่า รากฐาน รากแก้วของจิตมนุษย์ล้วนต้องการความสงบ ความสุข ความหลุดพ้น ความปลอดภัยทั้งนั้น สังคมนั้น ไม่มีคำตอบจากสิ่งเหล่านี้ ศาสนาจึงเป็นทางเลือกขึ้นมา ศาสนาที่กล่าวคือ ศาสนาที่สอนเรื่อง “วิปัสสนา” (Insight Meditation)
“วิปัสสนา” คือ หลักการศึกษาตัวเองข้างในด้วยตัวเอง ด้วยวิธีแบบโบราณเก่าๆ คือ สำรวจจิต ตามรู้อาการ การขับเคลื่อนของกาย ใจ และสรรพาการทั้งหมดที่อุบัติขึ้น ด้วยการรู้เท่าทันกระบวนการขับเคลื่อนของกาย ใจ และสิ่งมากระทบ (ทางกาย ใจ) เป็นเรื่องที่คนยุคใหม่มองข้ามและดูถูกว่า ล้าสมัย แต่สังคมยิ่งเจริญ ยิ่งห่างตัวตน ไปเรื่อยๆ ปัญหาจึงมิอาจแก้ได้ด้วยกฎหมายอย่างเดียว
๓) “อัตจิต” การเข้าถึงต้นธาตุของตัวตนแท้ หรือการเข้าถึงจิตใจตัวเองด้วยตัวนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ปกติเราไม่ได้ตระหนักตัวเองเต็มร้อย เพียงแค่ตอบสนองความต้องการทางกาย และตามแรงกระตุ้นจากข้างนอก (ใจ) จึงเหมือนว่า เราทุกคนสาลวนอยู่กับเครื่องเคียงของตัวเอง จนวุ่นวายและสับสน จึงไม่เห็นเส้นทางเข้าถึงตนเองจริง
ดังนั้น จิต คือ ฐานเดิมของชีวิตจึงเหมือนถูกครอบงำด้วยเครื่องเคียงมากมาย เหมือนถูกล้อมรอบไว้ด้วยความปรารถนาต่างๆ จิตจึงเหมือนติดคุก ไม่อาจปลดปล่อยจิตให้เป็นอิสรจิต แต่เป็นแค่คุกจิตไปตลอดชีวิต
คุกในโลก คือ ตารางหรือห้อง ที่สร้างไว้เพื่อกักขังคนทำผิด นอกจากนี้ ค่านิยม ความอยาก ความฝัน คือ คุกของจิต ที่กักขังจิตมิให้อิสระจาการครอบงำสมบัติของโลก เพื่อตอบสนองตัวเองจนเหมือนนักโทษประหารไปชั่วชีวิต และอาจเลยไปถึงติดคุกข้ามภพข้ามชาติ ที่หาทางออกไม่เจอ
๔) “กิจกรรมสร้างสรรค์” กิจกรรมคือ สิ่งที่จะสร้างสรรค์ปัญญา ให้รู้จักรับผิดชอบร่วมกันของสังคม นักโทษคือ ผู้ที่ติดคุกทั้งสองคือ คุกกาย และคุกใจ จึงอาจทำให้เกิดความเครียดขึ้นได้ การได้กระทำหรือแสดงออกทางใด ทางหนึ่ง จะช่วยลดความเครียดและกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกได้ ด้วยเหตุนี้นักโทษส่วนมากจึงต้องให้ฝึกทำกิจกรรมประจำ เพื่อลดความคิดที่ซ้ำซากในตัวเอง
กิจกรรมข้างนอกคือ การสร้างผลงานให้เป็นรูปธรรม ส่วนกิจกรรมทางจิตใจ เช่น การฝึกวิปัสสนา คือ ทางที่ดำเนินไปสู่บ้านเดิมแท้ๆ ของตัวเอง สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าโลกที่แท้จริงคือ การเข้าถึงตัวเอง จนน้ำตาไหลได้นั้น คือ การเข้าถึงจิตแท้ ที่อ่อนแอมาก่อน ที่หลงผิด คิดทำชั่ว หลังจากได้เข้าอบรมจิตแล้ว นักโทษเหล่านี้ ได้สำนึกผิดด้วยน้ำตา ที่เชื่อและยอมรับว่า สิ่งที่ทำแล้วผิด ได้สำนึกใหม่กลายเป็นคนคิดถูกและสามารถพากายตนเอง และพาจิตในออกจากคุกได้
๕) “วิทัศน์” วิแปลว่า กว้าง ขยาย แจ้ง งาม ดี เหมาะสม ทัศนะ แปลว่า ความเห็น ความคิด ดังนั้น วิทัศน์คือ ความเห็นหรือมุมมองที่กว้าง ที่รอบคอบ ลึกซึ้ง ปกติคนเรา ไม่อาจคิดเองได้ลึกซึ้ง หากไม่ได้รับฝึกฝนหรือชี้แนะ เมื่อได้รับการฝึกฝน ชี้แนะช่องทาง ย่อมจะมองเห็นเส้นทางคิด หรือทางเดินของกาย ของจิตได้ชัดเจน
นักโทษส่วนใหญ่อาจไม่มีฐานที่ถูกต้องในตัวเอง มีแต่คิดเอง ทำเอง เชื่อมั่นตัวจนเกินเลย เพราะมีกำลัง มีความเคยชิน มีอาวุธ จึงคิดทำชั่ว ครั้นเมื่อถูกจับฤทธิ์ พิษสงจึงสงบลง (แต่ไม่ได้แปลว่า หายไป) ครั้นเมื่อได้รับการปราบพยศ จนเชื่อง นักโทษเหล่านี้ก็เปลี่ยนตัวเองไปเป็นคนปกติ ที่เข้าสังคมได้
นี่คือ วิทัศน์ของรัฐ ของผู้นำ ชองผู้ชี้แนะและของผู้นำทางจิตวิญญาณ ที่เข้าถึงมนุษย์ได้ด้วยจิตทางจิต มิใช่เข้าถึงแค่ห้องขัง บ้านช่องหรือที่อยู่อาศัยเท่านั้น นี่คือ คุณกิรัน เบดี (Kiran Bedhi) ตำรวจหญิงของอินเดีย ที่เอาชนะนักโทษที่ทำผิดมาก่อน ให้กลายเป็นคนคิดใหม่ด้วยคำว่า วิทัศน์ของเธอ เพื่อสร้างชีวิตใหม่ แหละนี่คือ คุณลักษณะของแม่ ที่มนุษย์ทั้งโลกอุบัติมาและถูกเลี้ยงมาด้วยกิริยาคำว่า “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” (ใจ) ได้
“กาย” อาจมีสิทธิ์ติดคุก ติตตารางของสังคมโลก ส่วน “จิต” ติดคุกกายไปตลอดชาติ แต่มิอาจติดคุกกิเลสได้ทั้งชาติ ถ้าเข้าถึงตัวเอง ขอจบด้วยบทคาถาในธรรมบทว่า-
" As an archer aims an arrow,
as a carpenter carves wood,
the wise shape their lives."
—————-(๒๓/๘/๕๗)—————–
ชอบมากเลยครับกับบันทึกดีๆนี้
" เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา " คือ " คาถาวิเศษ " ที่ใช้ในการ...สร้าง...จริง ๆ จ้ะ