ในฤดูกาลพรรษานี้ ผู้เขียนได้เดินเพื่อฝึกหัดพัฒนาตนเอง กับ ท่านพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ ณ ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย เป็นสถานที่มีภูมิทัศน์ สวยสดงดงามตระการตาไปด้วย ภูเขา ต้นไม้เขียวขจี มีสายน้ำลำธารที่ไหลผ่าน สงบร่มเย็น เหมาะสำหรับ เป็นที่ปฏิบัติธรรม

ในระหว่างการจำพรรษา ๓ เดือน ครั้งนี้ทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้ ได้รับการฝึกหัดพัฒนาตนเอง จากท่านอาจารย์ใหญ่ แนะนำให้อ่านหนังสือที่คัดสรรมาอย่างดีที่สุด จำนวน ๑๒ เล่ม อ่านสัปดาห์ละ ๑ เล่ม พร้อมสรุปใจความสำคัญ รวมไปถึงการเขียนบทความส่งอาจารย์ใหญ่ สัปดาห์ละ ๑ บท และทุกๆ เช้า – เย็น พระสงฆ์ที่ร่วมจำพรรษาในอาวาสนี้ มีการทำวัตรสวดมนต์ ปฏิบัติธรรมกันอย่างเนืองนิจ

เช้าวันหนึ่ง ก็มีเสียงโทรศัพท์จากคุณแม่ที่อยู่ทางบ้าน โทรมาว่าต้องการความช่วยเหลือ จึงรีบเดินทางจากศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย มุ่งสู่บ้านเกิดจังหวัดลำปาง ซึ่งมีเวลาจำกัด คือ ๕ วัน กับภารกิจอันสำคัญ ๕ ประการดังนี้

วันแรก กับ ภารกิจ ทำห้องใหม่ให้คุณแม่ กล่าวคือ ที่บ้าน อาศัยอยู่กัน ๒ คน คือคุณแม่และคุณป้า สำหรับคุณพ่อได้เสียชีวิตไปแล้ว เนื่องจากบ้านหลังนี้มี ๒ ชั้น ลักษณะเป็นบ้านไม้ ใต้ถุนโล่ง ซึ่งในกลางวันหรือ ตอนเที่ยงอากาศจะร้อนมาก หากอยู่บนบ้านจะลำบาก ผู้เขียนจึงสร้าง ๑ ห้องนอน ๑ ห้องน้ำ ไว้ใต้ถุนบ้าน ปูเสือน้ำมัน ติดแอร์ หน้าต่าง ผ้าม่าน จนเรียบร้อย แต่ปรากฏคุณแม่กับคุณป้าไม่กล้าลงไปนอน เพราะกลัว ดูแล้วไม่ปลอดภัยที่ไม่ได้ก่ออิฐล้อมรอบบ้านให้มิดชิด หากจำเป็นต้องทำ ใช้งบประมาณอีก ๕๐,๐๐๐ บาท แต่แล้วโครงการก็สิ้นสุดหยุดลง เพราะไม่มีงบประมาณ จึงบอกคุณแม่ว่า “ชีวิตไม่สิ้น ก็ดิ้นกันไป” สัญญาว่า “จะมาทำห้องใหม่ให้คุณแม่และคุณป้าในไม่ช้า ด้วยแรงศรัทธา ในความกตัญญูรู้คุณ เป็นแรงกระตุ้น เป็นทุนใจในการสร้าง”

วันที่สอง กับ ภารกิจ เสนอชื่อมารดารับรางวัลตาราอวอร์ด กล่าวคือ เป็นรางวัลปลุกหัวใจสังคมด้วยหัวใจโพธิสัตว์ ซึ่งผู้เขียนมีคุณแม่เพียงผู้เดียว เป็นพระอรหันต์ในบ้าน มีหัวใจโพธิสัตว์ เป็นผู้เสียสละ มีมานะอด ในการกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม สร้างประโยชน์ให้สังคม ประเทศชาติ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน จึงพิจารณาเสนอชื่อไปยังคุณแม่ชีศันสนีย์ เถียรสุต แห่งเสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ เพราะคำแม่นั้น คือ “ผู้มีหัวใจโพธิสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ ไม่เคยแคร์แม้ทุกข์หนัก ทนลำบากเพื่อลูกรัก”

วันที่สาม กับ ภารกิจ ตามล่าลายเซ็นต์เพื่อทำเป็นพาสปอร์ต (Passport) กล่าวคือ เนื่องจาก จะไปศึกษาดูงานกับท่านอาจารย์ใหญ่ในต่างแดน จำเป็นต้องทำหนังสือเดินทางไปยังต่างประเทศ ต้องได้รับการพิจารณาจากคณะสงฆ์ไทยตามลำดับ ผู้เขียนจึงเดินทางมาเพื่อได้รับอนุญาตจากการเซ็นต์พิจารณา ตั้งแต่ระดับเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค และส่งให้มหาเถรสามาคมพิจารณาเป็นลำดับสุดท้าย จึงจะสามารถเดินทางได้ ถึงแม้จะต้องเดินทางไกลไปหลายแห่ง แต่ก็ไม่เป็นปัญหา “แม้ว่าเส้นทางชีวิตจะแสนยากลำบากสักแค่ไหน หากหัวใจไม่ท้อก็ถึงจุดหมายได้อย่างง่ายดาย”

วันที่สี่ กับ ภารกิจ ร่วมใจต้านภัยยาเสพติด กล่าวคือเนื่องจากโรงเรียนอัสสัมชัญลำปางซึ่งผู้เขียนเคยฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูสอนในสถานศึกษาเป็นเวลา ๑ ปีที่ผ่านมา จึงได้รับการนิมนต์เชิญไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับศิลปินดารานักร้อง คณะครู นักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อหาแนวร่วมในการรณรงค์ช่วยกันแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษาและชุมชน โดยการนำเสนอบนเวทีให้ผู้ชม ผ่านการแสดง บทเพลง กิจกรรมสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ ในการลด ละ เลิก ยาเสพติด ดั่งคำว่า “เยาวชนไทยใช้สตินำหน้า มีปัญญานำทาง ห่างไกลยาเสพติด”

วันสุดท้าย กับ ภารกิจ หนังสือชั้นนำจำเป็นต้องอ่าน กล่าวคือในระหว่างว่างเว้นจากภารกิจต่างๆ ผู้เขียนจึงมีเวลาอ่าน หนังสือเล่ม ๒ เล่ม ท่านอาจารย์ใหญ่ได้แนะนำให้อ่าน คือ วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน (สฤณี อาชวานันทกุล แปล ) ซึ่งมีเนื้อหาในหนังสือเป็นการรวมสุนทรพจน์ดีๆ ที่พูดในงานวันจบการศึกษาของมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนไฮสคูลในสหรัฐ คนที่มาพูดก็มีตั้งแต่ ประธานาธิปดี วุฒิสมาชิก นักเขียน นักธุรกิจ นักต่อสู้ทางการเมือง คนที่ประสบความสำเร็จในสาขาต่างๆ มาพูด อย่างเล่มแรกก็เปิดด้วยสุนทรพจน์ดังๆที่หลายคนอาจเคยอ่านชื่อ Stay Hungry, Stay Foolish ของ Steve Jobs และก็ยังมีอีกหลายคน ยกตัวอย่างเช่น Bill Gates, Bono, J.K. Rolling และ Michel Bloomberg เป็นต้น

หลังจากที่อ่านจบทั้ง ๒ เล่ม พอจะสรุปได้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้บอกไปในทางเดียวกัน คือ ค้นหาตัวเอง ทำสิ่งที่ตัวเองรัก และใช้ชีวิต นอกจากนั้น ก็คือช่วยเหลือสังคม และแก้ไขปัญหา ที่ยังมีอยู่บนโลกใบนี้ สิ่งที่สะดุดอีกอย่าง หลังจากอ่านทุกๆสุนทรพจน์แล้ว คือ ผู้ใหญ่เหล่านี้บอกให้นักศึกษาอเมริกัน ที่กำลังจะจบ ออกไปทำสิ่งที่ตัวเองรัก และใช้พลังของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ ให้ดีกว่าเดิม สิ่งที่จะบอกคือ พวกเค้าเชื่อว่าตัวเองและนักศึกษาเหล่านี้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ ด้วยศักยภาพ และการศึกษาที่ได้รับ ไม่แน่ใจว่าผู้ฟังที่เป็นนักศึกษาจะรู้สึกเช่นนั้นไหม แต่ผู้กล่าวสุนทรพจน์เชื่อเช่นนั้น และนี่เป็นจุดต่าง สำหรับ คนในประเทศเราที่ผู้เขียนรู้สึก ที่เรามองอยู่แค่ในประเทศ เอาชีวิตให้รอด และไม่เชื่อว่าตัวเองทำอะไรที่เป็นระดับโลกได้

หนังสืออันล้ำค่าวิชาสุดท้าย
ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนมา
ควรรีบอ่านเป็นการเพิ่มปัญญา
สร้างศรัทธาบันดาลใจให้ตนเอง

             โดย
----//// ร.รตนเมธี ////----

หมายเหตุ : บทความ เรื่อง ๕ วัน ๕ อันต้องทำ เขียนขึ้นจากชีวิตจริง ระหว่างวันที่ ๒๓ ถึง ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ของ ร.รตนเมธี นามปากกา พระอาจารย์สุรเดช รตนเมธี / เขียนเมื่อ ๒๗ ก.ค. ๒๕๕๗