๙ สิงหาคม ๒๕๕๗

เรียน. เพื่อนครู ผู้บริหารและผู้อ่านที่เคารพรักทักท่าน

วันจันทร์ที่๔สิงหาคม๒๕๕๗. หลังทิ้งงานไปราชการที่เมืองจีนเสีย ๑๐. วันวันนี้เป็นวันแรกที่กลับมาทำงานงานทุกอย่างก็เดินไปตามปกติเพราะได้มอบอำนาจให้ผู้ปฏิบัติราชการแทนและผู้รักษาราชการแทนไว้แล้ว. ก่อนขึ้นห้องทำงานมีผู้ปกครองมาขอความช่วยเหลือให้ประสานกับผอ.รร.เพื่อรับผลการเรียนไปศึกษาต่อได้ประสานให้จนเรียบร้อยการพูดระหว่างครูกับผู้ปกครองหรือผู้อำนวยการโรงเรียนกับผู้ปกครองดูจะเข้าใจกันลำบากถ้าไม่เดือดร้อนคงไม่เดินทางมาหาถึงสำนักงานเขตเพราะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนและสิ้นเปลืองค่าเดินทางกว่าไปโรงเรียนแต่พอสอบถามผู้อำนวยการโรงเรียนเขาก็บอกว่าเรียบร้อยแล้วไม่มีปัญหาอะไรให้นำภาพถ่าย๒ภาพมารับได้เลยเลยเป็นงงว่าใครบ๊องส์กันแน่เราหรือเขาโต๊ะทำงานมีแฟ้มมารออยู่ครึ่งโต๊ะล้วนเป็นเรื่องสำคัญที่รอได้เช่นการตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยซึ่งไม่มีใครอยากจะลงนามแทนหนังสือร้องเรียนเข้ามานอนค้างแฟ้มอยู่๒ฉบับ อ่านแล้วก็มอบท่านรองฯเจ้าของโรงเรียนรับไปตรวจสอบหลายคนบอกว่าบัตรสนเท่ห์ฉีกลงตะกร้าก็ได้คงจะจริงเมื่อ๒๐ปีที่แล้วสมัยนี้เขาร่อนไปทั่วของเราฉีกลงตะกร้า ของสพฐ. หรือแม้แต่คสช. เขายังอยู่และให้เราชี้แจงทางที่ดีตรวจสอบแต่เบื้องต้นหากไม่รุนแรงนักก็ไปแก้ไขให้จบสิ้นลงไปเรียกว่าตัดไฟเสียแต่ต้นลมบ่ายนั่งทำงานจนเย็น

วันอังคารที่๕สิงหาคม๒๕๕๗ เช้านี้มีราชการของสพฐ.ที่โรงแรมตรังย่านสะพานพระราม๘เป็นการพัฒนากฎหมายบริหารงานบุคคลรถติดมากจึงไปถึงหลัง๙โมงเล็กน้อย. ดร.รัตนาศรีเหรัญ รองเลขาธิการ กพฐคนล่าสุดกำลังกล่าวเปิดงานและแนะนำตัว. วันนี้เป็นคณะทำงานปรับปรุงพัฒนากฎหมายการบริหารงานบุคคลเขาปาะชุมกันมา๒ครั้งแล้วผมเพิ่งเข้าร่วมวงในครั้งนี้จึงต้องฟังมากๆเพราะไม่ทราบที่มาที่ไปแต่พอได้ฟังไปสักพักก็พอจับประเด็นได้ก็คอยให้ความเห็นเวลาเขาขอ กระทรวงศึกษาธิการเวลาคิดปฏิรูปทุกครั้งมักเล็งไปที่การปรับโครงสร้างการบริหารไม่รวมก็แยกวนเวียนกันอยู่จุดนี้อย่างไรก็ตามมีเรื่องเกี่ยวกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตที่แต่งตั้งรุ่นหลังเข้ามาพูดคุยกันสองสามเรื่องเช่นวิทยฐานะ เครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นต้นหลังพักกลางวันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันต่อจนถึง๑๕นาฬิกามอบน้องๆไปยกร่างตามที่คุยกันมาเสนอพรุ่งนี้

วันพุธที่๖ สิงหาคม๒๕๕๗ เช้าเดินทางไปประชุมโรงแรมตรังต่อจากเมื่อวานวันนี้ท่านชูชาติทรัพย์มากที่ปรีกษาพิเศษสพฐ. มาเป็นประธานการประชุมกลุ่มที่ไปยกร่างกันมานำเสนอเป็นเรื่องๆไปมีซักถามกันบ้างดูแล้วไม่จริงจังอะไรมากนักการทำงานของคนรุ่นใหม่แตกต่างไปจากรุ่นเก่ามากมากจนแทบต่อกันไม่ติดอยู่ฟังจนเที่ยงจึงกลับเขตเลยไปดูงานก่อสร้างสำนักงานดูอืดๆไปคงเหลืองานละเอียดพบผู้รับจ้างเขาก็อยากให้เสร็จในเดือนสิงหาคมี้กลับเข้าสำนักงานเซ็นแฟ้มเอกสารต่างๆจนเลิกงาน

วันพฤหัสบดีที่๗ สิงหาคม๒๕๕๗งานหลักวันนี้คือการจัดแบ่งห้องทำงานที่สำนักงานใหม่เพื่อจะได้ออกแบบกั้นห้องเป็นสัดส่วนมชั้นล่างเป็นห้องผู้อำนวยการสำนักงานเขตกลุ่มอำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษากลุ่มนโยบายและแผนกลุ่มส่งเสริมสถานศึกษาเอกชนห้องปีกติดถนนจะเป็นศูนย์ประสานงานและบริการทางการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม อบจ.ปทุมธานีห้องนี้อาจทำเป็นห้องสโมสรชั่วคราวด้วยชั้น๒เป็นหน่วยตรวจสอบภายในกลุ่มงานนิติกรกลุ่มการเงินและสินทรัพย์ กลุ่มนิเทศติดตามประเมินผล ส่วนปีกติดถนนเป็นกลุ่มบริหารงานบุคคล บ่ายทำงานแฟ้มเอกสารจนเย็นวันนี้คุณบรรจบสงฤทธิ์สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์จังหวัดมอบลำไยให้ ๑กล่องเป็นลำไยในโครงการตามนโยบายรัฐบาลลูกใหญ่เนื้อหนารสหวาน

วันศุกร์ที่๘สิงหาคม๒๕๕๗. ออกจากบ้านเช้าตรู่ใช้เส้นทางถนนราชพฤกษ์รถติดพอสมควรจนไปถึงประตูน้ำเลี้ยวเข้าโรงแรมเดอะเบอร์เคลีย์โฮเตลต้องขับรถขึ้นไปจอดที่ชั้น๘แล้วต่อลิฟต์ขึ้นไปชั้น๑๑วันนี้เป็นวันชุมนุมจอมยุทธรุ่นอาวุโสในกระทรวงศึกษาธิการที่เกษียณไปแล้วเป็นการประชุมผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินครูผู้บริหารสถานศึกษาศึกษานิเทศก์และผู้บริหารการศึกษาที่ยอเลื่อนวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์ก.ค.ศ. ว.๑๓/๒๕๕๕๖หรือที่เรียกกันว่าประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ทั้งผู้ที่ขอชำนาญการพิเศษและเชี่ยวชาญที่ประชุมเร่งด่วนก็มีความประสงค์จะออกประเมินผู้ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่๓๐กันยายน๒๕๕๗ก่อน การประเมินจะทำทั้ง๓ด้านในคราวเดียวกัน. เลขาธิการ ก.ค.ศ. ได้กล่าวเปิดและบรรยายพิเศษต่อด้วยรองเลขาธิการก.ค.ศ. ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาตามลำดับเที่ยงเลิกกลับสำนักงานขับรถมาลงถนนศรีสมานกินข้าวหมกและซุปเจ้าอร่อยก่อนเข้าไปงานดูที่ก่อสร้างสำนักงานใหม่แล้วกลับไปเซ็นหนังสืออีก๔-๕แฟ้มก็เลิกงานกลับบ้าน

ตอนไปเมืองฟูหยางได้ไปเยือนหมู่บ้านโบราณของซุนกวนจึงมาค้นคว้าเรื่องราวของ "ซุนกวน" ประมุขแห่งง่อก๊กจึงนำมาเล่าสู่กันฟังเพียงย่อๆพอประดับสติปัญญาตามสมควร

ซุนกวน : อ่อนน้อมถ่อมตนรู้จักใช้คน

"ซุนกวน" ประมุขแห่งง่อก๊กเป็นผู้นำที่มีอายุน้อยที่สุดในบรรดาก๊กทั้งสาม (น้อยกว่าโจโฉ 26 ปีและน้อยกว่าเล่าปี่ 20 ปี) ถึงแม้บางคนอาจจะมองว่าซุนกวนไม่ได้สร้างก๊กขึ้นมาเองเหมือนโจโฉและเล่าปี่เพราะรับสืบทอดต่อมาจากพี่ชาย (ซุนเซ็ก) ที่ถูกลอบสังหารแต่ถึงกระนั้นสุภาษิตที่ว่า "สร้างว่ายากแล้วรักษาไว้ยิ่งยากกว่า" ย่อมเหมาะสมที่สุดสำหรับซุนกวนเพราะต้องแบกรับความกดดันจากวีรกรรมที่พ่อ (ซุนเกี๋ยน) และพี่ชาย (ซุนเซ็ก) ได้สร้างไว้เนื่องจากซุนเกี๋ยนเมื่ออายุ 19 ปีก็ได้สมญาว่าพยัคฆ์แดนใต้ส่วนซุนเซ็กเมื่ออายุ 26 ปีก็ครองความยิ่งใหญ่ตั้งตนเป็นอ๋องแห่งกังตั๋งได้สำเร็จความกดดันจึงตกมาที่ซุนกวนกล่าวคือทำดีก็เสมอตัวทำชั่วก็โดนครหาแต่ซุนกวนก็สามารถลบคำสบประมาทได้สำเร็จเห็นได้จากก่อนที่โจโฉจะยกทัพเรือมาบุก

"ง่อก๊ก" หลังปราบอ้วนเสี้ยวสำเร็จ (ตอนที่ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์สามก๊กตอนโจโฉแตกทัพเรือ) ได้ปรามารถซุนกวนไว้ว่าอายุตั้ง 26 ปีแล้วแต่หามีความชอบไม่เป็นแค่คนขี้ขลาดธรรมดาแต่เมื่อโจโฉแตกทัพเรือไปแล้วกลับมาตีกังตั๋งอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 10 ปีตีอยู่นานก็ไม่สำเร็จเนื่องจากซุนกวนมีการบริหารงานราชการที่เข้มแข็งใช้คนเป็นก่อนที่โจโฉจะถอยทัพกลับได้กล่าวชื่นชมว่า "มีบุตรต้องให้ได้บุตรเยี่ยงซุนกวน" แสดงถึงการที่ซุนกวนสามารถลบคำสบประมาทได้อย่างราบคาบซึ่งหลังจากนั้นโจโฉก็หาโอกาสมาตีกังตั๋งไม่ได้อีกเลยตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาที่เป็นเช่นนี้มิใช่เพราะซุนกวนเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจหรือเป็นนักวางแผนที่ดีเยี่ยมหากแต่เขารู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนรู้จักรับฟังผู้อื่นและรู้จักใช้คนนั่นเอง

เมื่อเราลองมาแยกวิเคราะห์คุณสมบัติเด่นของซุนกวนเทียบกับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราจะพบว่าคุณสมบัติเด่นๆประกอบด้วย

1.อ่อนน้อมถ่อมตนเปิดใจรับฟังผู้อื่นยกตัวอย่างเมื่อครั้งที่โจโฉจะยกทัพมาบุกกังตั๋งซุนกวนเรียกขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊มาประชุมด่วนซุนกวนถามความเห็นแต่ละฝ่ายว่าจะออกรบหรือไม่ตรงนี้แสดงถึงการที่เขาเปิดใจรับฟังแม้ว่าจะเป็นถึงผู้ที่มีอำนาจสุงสุด (ถ้าในบริษัทอาจจะเหมือนประธานบริษัท) หลังสอบถามแล้วปรากฏว่าเสียงแตกเป็นสองเสียงคือฝ่ายบุ๋นอยากให้สวามิภักดิ์เพราะกำลังน้อยกว่ามากแต่ฝ่ายบู๊อยากให้รบเพราะถึงแม้กำลังน้อยแต่การรบคราวนี้เป็นการรบทางเรือทางกังตั๋งได้เปรียบกว่าตรงนี้ซุนกวนก็ลังเลสุดท้ายนึกคำพี่ชายที่สั่งเสียงก่อนตายออกว่า "การภายในให้ปรึกษาเตียวเจียวการภายนอกให้ปรึกษาจิวยี่" จึงรีบเรียกจิวยี่มาปรึกษาสุดท้ายทำตามคำแนะนำของจิวยี่ที่แนะให้เปิดศึกกับโจโฉและสามารถกำชัยชนะมาได้ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการรับฟังและวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้สุดท้ายก็ตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่ตนเองมีโดยใช้หลักทางตรรกะที่ชัดเจนเมื่อลองหันมามองกับชีวิตการทำงานของเราสามารถมองได้ว่าการทำงานในแต่ละวันต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากคนทั้งภายในและภายนอกองค์กรซึ่งการรับฟังบางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องง่ายแต่แท้จริงยากนักเพราะหลายครั้งที่เรามีอคติ (Bias) ทำให้เราไม่ได้ข้อมูลที่ตรงประเด็นดังนั้นการที่จะรับฟังผู้อื่นได้จะต้องเปิดใจให้ได้เสียก่อนเพราะบางครั้งคนที่ให้ข้อมูลเราอาจจะมีตำแหน่งเล็กกว่าเราด้วยซ้ำหรือบางครั้งผู้ที่ให้ข้อมูลเราก็มีตำแหน่งใหญ่กว่าเราเราจึงควรอ่อนน้อมถ่อมตนเปิดใจรับฟังเพื่อให้ได้ข้อมูลต่างๆที่ถูกต้องตรงประเด็นปราศจากอคติซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราจะต้องนำมาพิเคราะห์อีกครั้งจากนั้นจึงค่อยตัดสินใจตามอำนาจหน้าที่ถ้าทำเช่นนี้ได้ย่อมทำให้งานของเราราบรื่นในที่สุด

2. การรู้จักใช้คนหลายครั้งที่ซุนกวนได้เลือกใช้คนได้เหมาะกับงานและตรงกับวัตถุประสงค์ซึ่งทำให้สุดท้ายงานนั้นสำเร็จในที่สุดเช่นใช้จิวยี่เป็นแม่ทัพเปิดศึกเซ็กเพ็กกับโจโฉใช้ลิบองเป็นแม่ทัพไปแย่งเกงจิ๋วคืนจากกวนอู (สุดท้ายจับกวนอูได้และส่งให้ซุนกวนประหาร) หรือใช้ลกซุนออกรบกับเล่าปี่ (สุดท้ายเล่าปี่แพ้และตรอมใจตาย) ซึ่งทั้งหมดนี้ซุนกวรล้วนใช้คนอายุน้อยกว่าไปกำจัดคนอายุมากกว่าแก่กล้าวิชากว่าทั้งสิ้นแสดงถึงวิสัยทัศน์ในการเปิดโอกาสให้คนดีมีฝีมือได้แสดงออกโดยไม่เกี่ยงเรื่องตำแหน่งทำให้คนเหล่านี้กล้าที่จะแสดงความสามารถอย่างเต็มที่ภายใต้ลักษณะงานที่เขาถนัดซึ่งยังผลให้งานทุกอย่างสำเร็จลุล่วงลงได้ด้วยดีเมื่อลองมองกลับมาเทียบกับยุคปัจจุบันจะพบว่าการทำงานส่วนมากเรามีผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสิ้นตั้งแต่โฟร์แมนคุมคนงานหัวหน้างาน (supervisor) คุมพนักงานผู้จัดการคุมแผนกหรืออาจเป็นผู้บริหารคุมทั้งองค์กรตรงนี้การเลือกคนให้ถูกกับงานมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะถ้าให้เขาได้ทำงานที่ถนัดและชื่นชอบ (ถ้าทำได้) รวมถึงในเวลาที่เหมาะสมย่อมทำให้งานนั้นๆสำเร็จลุล่วงได้โดยที่คนเป็นหัวหน้าไม่ต้องเหนื่อยเหมือนกับคำที่ว่า "Put the right man on the right job in the right time"


นายกำจัด คงหนู

ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑