จากนักกฎหมายโครงการบางกอกคลินิก สู่ นักกฎหมายคลินิกอุ้มผาง

จากนักกฎหมายโครงการบางกอกคลินิก สู่ นักกฎหมายคลินิกอุ้มผาง

บันทึกโดย นางสาววิกานดา พัติบูรณ์ นักกฎหมายคลินิกอุ้มผาง โรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก 

และนักกฎหมายโครงการบางกอกคลินิก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗

--------------------------------------------------------------------------------------

          หลักจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ผู้เขียนก็เริ่มชีวิตการทำงานด้วยการเป็นเป็นผู้ช่วยทางวิชาการในประชาคมวิจัยการจัดการประชากร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นนักกฎหมายโครงการบางกอกคลินิก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่งานนี้ผู้เขียนได้มาโดยไม่ได้ยื่นใบสมัคร !

           จำได้ว่าเมื่อครั้งที่เรียนกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมืองกับอาจารย์พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร (อาจารย์แหวว) ก็คิดมาตลอดว่าหลังจากเรียนจบแล้วจะมาขอฝึกงานกับอาจารย์แหวว แต่ระหว่างที่เรียนกับอาจารย์แหวว ผู้เขียนก็ไม่ได้ติดต่ออาจารย์แหวว เพื่อขอฝึกงานเลย จนกระทั่งเทศกาลแห่งการสอบของปี ๔ ภาคเรียนที่ ๒ มาถึง ผู้เขียนได้ปรึกษากับเพื่อนที่เรียนกฎหมายด้วยกันและตัดสินใจนัดอาจารย์แหวว ทานข้าว เพื่อพูดคุยเรียนการฝึกงาน ผ่านทางข้อความใน Facebook

            หลังจากส่งข้อความไปหาอาจารย์แหวว แล้ว ทุกเย็นผู้เขียนต้องเข้ามาเช็คข้อความด้วยความหวังว่าอาจารย์แหวว น่าจะตอบอะไรกลับมาบ้าง เฝ้าเช็คข้อความอยู่หลายวันแต่ก็ไร้วี่แวว ข้อความยังไม่ถูกอ่านด้วยซ้ำ จำได้ว่าเพื่อนพยายามปลอบใจว่าข้อความอาจจะส่งไปไม่ถึง ตอนนั้นในใจก็คิดว่าไม่น่าเป็นไปได้แต่ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นแล้วกัน ผู้เขียนจึงส่งข้อความไปใหม่ ก็ยังไม่มีการตอบรับหรือตอบปฏิเสธจากอาจารย์อยู่ดี ผู้เขียนเริ่มทำใจว่าการไม่ตอบรับหรือตอบปฏิเสธ อาจจะเป็นการปฏิเสธ แม้จะทำใจแล้วว่าโดนปฏิเสธ แต่ก็ยังเช็คข้อความอยู่ทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่งอาจารย์แหวว ได้ตอบข้อความกลับมา ตอนนั้นผู้เขียนเช็คข้อความในตอนเย็น แต่อาจารย์เข้ามาตอบในตอนเช้าและนัดเจอผู้เขียนที่งานอะไรซักอย่างหนึ่ง ผู้เขียนจำไม่ได้ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตอนนั้นดีใจปนตกใจพลางคิดว่าพลาดอีกแล้วเรา ผู้เขียนรีบขอโทษขอโพยอาจารย์และขอนัดใหม่ อาจารย์รับนัด เรานัดเจอกันในช่วงบ่ายวันหยุด

           วันหยุดช่วงนั้นผู้เขียนต้องเรียนภาษาอังกฤษที่ AUA ในช่วงเช้า เช้าวันที่นัดกับอาจารย์แหวว ผู้เขียนจึงต้องไปเรียนภาษาอังกฤษที่ AUA วันนั้นผู้เขียนเที่ยวไปบอกเพื่อนๆที่เรียนภาษาอังกฤษด้วยกันว่า ผู้เขียนได้งานทำแล้วนะ เป็นนักกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อนๆ ก็ยินดีด้วยกันใหญ่ ตอนนั้นก็มั่นใจว่าอาจารย์จะต้องรับเราเข้าทำงานแน่นอน แต่ก็แอบเผื่อใจไว้เล็กๆ ว่า อาจจะโดนปฏิเสธ อยู่เหมือนกัน

           เวลานัดมาถึงเราไปทานข้าวเย็นกันที่ sizzler ที่ central ปิ่นเกล้า วันนั้นอาจารย์แหวว มาพร้อมกับพี่ปลาทอง ผู้เขียนไปกับเพื่อนอีกสามคน ตอนนั้นตื่นเต้นตลอดเวลาพูดไม่ออกคิดอะไรไม่ออกเลย อาจารย์แหวว และพี่ปลาถามอะไรก็อึ้งไปหมด ทุกวันนี้นึกถึงเหตุการณ์นั้นที่ไรก็ยังขำปนสงสารตนเอง อะไรจะตื่นเต้นขนาดนั้น จะอย่างไรก็ตามวันนั้นอาจารย์แหวว ก็ตอบรับให้ผู้เขียนเข้ามาฝึกงานในฐานนะนักกฎหมายบางกอกคลินิก!

           ดูเหมือนช่างง่ายดาย แต่ช่วงเวลาที่เริ่มงานการเป็นผู้ช่วยทางวิชาการในประชาคมวิจัยการจัดการประชากร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นนักกฎหมายโครงการบางกอกคลินิก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสับสน และความไม่มั่นใจในตัวเอง ช่วงเวลานั้นผู้เขียนรู้สึกเป็นทุกข์ซะส่วนใหญ่ ช่วงนั้นอาจารย์เคยถามผู้เขียนว่าอยากลองไปทำงานเป็นนักกฎหมายที่คลนิกอุ้มผาง โรงพยาบาลอุ้มผาง ดูบ้างไหม ตอนนั้นตอบปฏิเสธอาจารย์ในทันที เพราะตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจในตัวเลยว่าเราจะทำงานนี้ได้จริงๆ

            เวลาผ่านไปผู้เขียนเริ่มได้ทำงานกับพี่ๆ ทำโครงการห้องเรียนกฎหมายเคลื่อนที่ ซึ่งสนับสนุนโดยมูลนิธิฮันส์ไซเดล (Hanns Seidel Foundation) และ โครงการประเมินผลการทำงานของโครงการ SCPP ผู้เขียนก็เริ่มปรับตัวได้ รู้สึกมั่นใจและมีความสุขในการทำงานมากขึ้น

            จนเมื่อเดือน มกราคม ปี พ.ศ. ๒๔๔๗ คณะวิจัยโครงการวิจัยและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเด็กข้ามชาติด้อยโอกาสชายแดน ไทย-พม่า คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงพื้นที่ อำเภออุ้มผาง และอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก อาจารย์แหวว ได้ถามผู้เขียนว่า อยากมาเป็นนักกฎหมายที่คลินิกอุ้มผาง โรงพยาบาลอุ้มผางไหม คุณหมอตุ่ย (นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์) ต้องการรับนักกฎหมายเพิ่ม ตอนนั้นผู้เขียนก็ยังไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เรื่องเดียวที่ผู้เขียนกังวลคือต้องไปอยู่ห่างไกลจากครอบครัว หากแม่ป่วยจะกลับมาดูแลทันได้อย่างไร

           หลังจากผู้เขียนไปปรึกษาแม่ เรื่องย้ายไปทำงานเป็นนักกฎหมายที่โรงพยาบาลอุ้มผาง พร้อมทั้งขอโทษที่ไม่ได้อยู่ดูแลกัน แม่อนุญาตและให้กำลังใจและขอให้ผู้เขียนอดทนเมื่อเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก และเวลาที่จะต้องอยู่ห่างไกลจากครอบครัว ตอนนั้นผู้เขียนตัดสินใจว่าจะไปทำงานที่อุ้มผางแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้กำหนดวันแน่นอน

           ช่วงเดือนมีนาคม คณะวิจัยฯ กลับไปลงพื้นที่และสร้างห้องเรียนที่ จังหวัดตากอีกครั้ง คุณหมอตุ่ย ได้ถามผู้เขียนด้วยตัวเองว่าจะย้ายมาทำงานที่อุ้มผางเมื่อไร ตอนนั้นตอบคุณหมอกลับไปว่า จะย้ายมาแน่ๆ ค่ะแต่ขอทำงานวิจัยให้เสร็จก่อน และไม่ได้บอกกับคุณหมอว่าจะไปอุ้มผางเมื่อไร บอกเพียงแต่ว่าขอทำงานวิจัยฯ ให้เสร็จก่อน

            หลังกลับจาก จ.ตาก ผู้เขียนรู้สึกสับสนมาก ต้องคอยไปถามความคิดเห็นของใครต่อใครว่า ผู้เขียนควรจะย้ายไปทำงานที่โรงพยาบาลอุ้มผางไหม คนที่ถูกถามบ่อยๆ น่าจะเป็นพี่เชอร์รี่ รองลงมาน่าจะเป็นพี่เตือน (หลังเลิกประชุมติดรถพี่เตือนกลับบ้านทีไร เรื่องย้ายไปทำงานที่อุ้มผางจะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาพูดทุกที) คิดอยู่นาน บ้างครั้งก็คิดตัดสินใจว่าจะไป บ้างครั้งก็ไม่แน่ใจ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนพี่ปลาทอง ตั้งฉายาให้ว่า มิส สวิง เพราะช่างเป็นคนที่ลังเลเหลือเกิน 555

            แต่ใครจะทนอยู่ในความสับสนและลังเลได้นาน วันหนึ่งผู้เขียนเลยตัดสินใจโทรหาพี่แมว ไม่ได้คิดจะหาคำตอบอะไรเพียงแค่โทรไปบอกพี่แมว ว่าอยากจะไปอุ้มผางแล้ว ในวันนั้นพี่แมวบอกกับผู้เขียนว่าคุณหมอตุ่ย อนุมัติโครงการรับผู้เขียนเข้ทำงานแล้ว วันนั้นรู้สึกดีใจมาก เพราะต่อไปนี้ไม่ต้องมานั่งคิดสับสนเปลี่ยนใจไปมาแล้ว คุณหมออนุมัติแล้วอย่างไรก็ต้องไป !

             ตัดสินใจได้แน่ๆ แล้วว่าอย่างไรก็ต้องไป แต่ปัญหาคือยังไม่ได้กำหนดวันที่จะไป จำไม่ได้ว่าครั้งแรกกำหนดว่าจะไปวันไหนแต่จำได้ว่าเลื่อนไปหลายครั้ง จนผู้เขียนอดทนกับตัวเองไม่ไหวโทรบอกพี่แมวว่า ผู้เขียนจะไปอุ้มผาง วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ตอนนั้นคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะไปวันนี้แหละ ไม่อย่างนั้นก็คงต้องเลื่อนออกไปอีก ผู้เขียนจัดแจงบอกเลิกสัญญาเช่าอพาร์ทเม้นท์ บอกลาครอบครัว อาจารย์ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ เพื่อเตรียมตัวไปทำงานที่อุ้มผาง จนในที่สุดวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ก็มาถึง

             ตอนนี้ผู้เขียนมาทำงานที่โรงพยาบาลอุ้มผาง ในฐานะนักกฎหมายของคลินิกอุ้มผางแล้ว ที่นี่ผู้เขียนต้องทำงานร่วมกับพี่แมว ผู้จัดการคลินิกอุ้มผาง พี่เวช นักกฎหมายของคลินิกอุ้มผาง การทำงานที่นี่ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งที่จะทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ ที่เต็มไปด้วยปัญหาผู้มีปัญหาสิทธิสถานะบุคคล

             ผู้เขียนต้องขอขอบคุณ ครอบครัวของผู้เขียน อ.แหวว อ.โด่ง อ.อ้อม พี่ๆ บางกอกคลินิก คุณหมอตุ่ย พี่แมว พี่เวช และเพื่อนๆ ทุกคนที่คอยสนับสนุนและหวัดดีต่อผู้เขียนเสมอมา

(ปล. ตอนนี้เป็นนักกฎหมายของคลินิกอุ้มผาง แต่ก็ยังเป็นนักกฎหมายบางกอกคลินิกอยู่นะคะ)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กฎหมาย



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ตามมาให้กำลังใจ

ลูกศิษย์อาจารย์แหววครับ