ภาพจาก www.il.mahidol.ac.th
แต่ก่อนโลกมนุษย์ยังไม่พัฒนาเทคโนโลยีรวดเร็วเหมือนในปัจจุบัน เราจึงเห็นโลกมีกลุ่มเฉพาะของตนเช่น โลกตะวันตก ตะวันออก ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกาและออสเตรเลีย จะเดินทางไปแต่ละทวีป ต้องใช้เวลานานและยุ่งยากลำบาก จึงเป็นเรื่องขอบเขตของใครของมัน แต่เท่าที่เห็นคือ โปรตุเกส สเปน อเมริกา อังกฤษ ฯ คือ กลุ่มประเทศที่ล่าอาณานิคมของตน ที่กระจายอำนาจการครอบครองไปแทบทั่วโลก
หากมองย้อนกลับไปก่อนที่กลุ่มเหล่านี้จะครอบครองหรือสำรวจโลกได้ โลกนั้นมีการปกครอง การดำรงของมันเองตามระบบธรรมชาติ ไม่ได้อิงอำนาจหรือการจัดการของมนุษย์เลย มีเพียงระบบนิเวศที่เชื่อมโยง กอดเกี่ยว สื่อสอดสาน สัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น ทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตเรียกว่า "พหุสัมพันธ์" (multi-diversity)
ในองค์ประกอบของโลกเอง มีมวลสารต่างๆ ที่ประกอบเป็นสิ่งต่างๆ ขึ้นมา โดยมีสสารพื้นฐาน ๔ ชนิดคือ ดิน น้ำ อากาศและไฟ ทั้งหมดนี้ดำเนินไปตามกระบวนการของการแปรเปลี่ยนของการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ จึงก่อให้เกิดปฏิกิริยาสร้างสรรค์ต่อทุกสิ่ง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หมุนเวียนจนกลายเป็นระบบนิเวศในที่สุด
โครงสร้างเชิงมหภาคดังกล่าว ได้สะท้อนให้เห็นว่า สรรพสิ่งล้วนอิงแอบ สัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น จนกลายเป็นระบบผสมผสานที่ต่างก็ดำรงอยู่ได้ด้วยสิ่งอื่น บางชนิดก็เอาเปรียบฝ่ายเดียว บางชนิดก็เอื้อต่อสิ่งอื่นอย่างไร้ขอบเขต ทั้งหมดจึงดำรงอยู่บนโลกได้ดั่งญาติพี่น้องกัน
ในภาพรวมทั้งหมดนี้ ยังมีกลุ่มย่อยๆ ที่เกาะกลุ่ม สร้างเผ่าพันธ์ สร้างอาณานิยมเฉพาะของตนขึ้นมาด้วย เช่น ป่าไม้ก็จะอิงอาศัยกลุ่มไม้นานาชนิดอยู่ด้วยกัน สื่อสารกัน มอบประโยชน์ให้แก่กัน กลุ่มสัตว์ก็อิงอาศัยกันเพื่อความอยู่รอดของชนิดอื่นๆ จนทั้งหมด รับรู้ถึงความต้องการขั้นพื้นฐานของกันและกัน พืชจึงออกดอก ออกผลให้มากๆ เพื่อตอบสนองสัตว์อื่น โดยอาจมีเจตนาให้ช่วยนำพาลูกตนเดินทางไปใกลขึ้น ส่วนสัตว์เองก็ออกลูกดก ออกลูกมากๆ เพื่อรับประกันให้สายพันธุ์รอดได้สักตัว และเพื่อตอบแทนให้สัตว์ได้กินเป็นอาหาร
อย่างไรก็ตาม พื้นฐานบ้านอยู่ ที่อาศัยของสรรพสิ่งคือ โลก โลกจึงเป็นแหล่งให้กำเนิด ที่อาศัยมากมายหลายแหล่ง เพื่อให้สัตว์เลือกสรรเอาว่าจะอยู่ส่วนไหน ที่ใดของโลก เช่น อากาศ ก็มีสัตว์หลายชนิดอาศัย ไม่ว่านก แมลง ผี้เสื้อ ฯ บนดิน ก็มีหญ้า มีแมลง สัตว์น้อย สัตว์ใหญ่อาศัยอยู่ ในน้ำก็มีสรรพสัตว์อาศัย อยู่มากมาย จนนับไม่ถ้วน
ที่น่าจับตามองขณะนี้คือ สัตว์ชนิดหนึ่งที่เรียกตนเองว่า "มนุษย์" กำลังจะครอบครองโลกใบนี้ด้วยวิธีการของตน ด้วยความเชื่อว่า โลกคือสิ่งที่พวกเขาสามารถจัดการ บริหารได้ ขณะนี้ปริมาณของมนุษย์บนโลกเกือบจะถึง ๗ พันล้านคน โดยเกิดวินาทีละ ๕ คน เกิดปีละ ๗๘ ล้านคน โลกกำลังจะแออัดไปด้วยมนุษย์ ในขณะเดียวกัน สัตว์และพืชกำลังลดลง ผลคือ ความสมดุลของโลกกำลังจะถูกทำลายลง
โดยพื้นฐานของมนุษย์นั้น มีพลังอำนาจในการทำลายสูง เช่น ต้องการที่อยู่ ต้องการคู่เสพ ต้องการอาหาร ต้องการวัตถุสิ่งของ และมีลักษณะที่ท้าทายกันไปมา (สงคราม) ยกย่อง ให้เกียรติตนเป็นสัตว์สูงส่งว่า เป็นผู้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีรัศมีอำนาจครอบครองท้องถิ่น ที่อยู่ของตน จึงเกิดการต่อเติม เสริมสร้างให้ตนเองมีกำลังทางอำนาจ และความเป็นมนุษย์เหนือสิ่งใด (ทั้งสัตว์และพืช)
สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์จึงถูกจัดการอย่างราบเรียบ เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า แม่น้ำ ลำคลอง หนองน้ำ จอมปลวก เชื้อรา หญ้า แมลง ฯ จึงต้องสูญพันธุ์ สิ้นสาบสูญไป เหลือแต่สัตว์หรือพืชที่ถูกหลอกให้เติบโตแล้วตัดหรือฆ่าขายเป็นเงิน เป็นทอง ซึ่งไม่ใช่ระบบธรรมวิถีเดิมของโลก ทำให้เราต้องเผชิญกับการแปรปรวนของอากาศ และฤดูกาลของโลก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ว่ามนุษย์จะอ้างว่า มีความสามารถในการควบคุม จัดการ บริหารโลกให้อยู่ในมือของตน แต่ดูเหมือนว่า ไม่มีประเทศไหนที่รักระบบธรรมชาติเป็นหลักแท้จริง เห็นแต่ความสำคัญของประโยชน์ตน โดยเฉพาะเพื่อ "พลเมือง" ของตน เพราะผู้นำมัวแต่มุ่งจะนำพาประเทศตนไปสู่คำว่า "เศรษฐกิจมั่งคั่ง สตังค์มั่งมี ชีวีสะดวกสบาย" เท่านั้น จากนั้น ก็กอบโกย สร้างอำนาจ ซื้ออาวุธ เพื่อปกป้องตนเอง
อย่างไรก็ตาม วิถีสังคม กระแสความต้องการของมนุษย์กำลังดิ้นรน สนใจอยู่กับความหลากหลาย ขยายความยิ่งใหญ่ออกไปไม่จบสิ้น อยากเห็น อยากเรียนรู้โลก อยากสร้างอาณาจักรจิต ความคิด ทัศนะ ออกไปสู่กันมากขึ้น พูดง่ายๆคือ อยากรู้จักคนอื่นที่อยู่ไกลออกไปให้เกิดความหมายที่เหมือนเผ่าพันธุ์กันเอง จึงทำให้โลกแคบลงทันที วิธีการดังกล่าวใช้เครื่องมือสื่อสาร รถยนต์ เครื่องบิน เรือ ดาวเทียม อินเตอร์เน็ต ฯ เป็นสื่อเชื่อมโยงกัน
ผลคือ ทำให้สังคมสมัยก่อนถูกทำลายลงอย่างราบเรียบ ทำให้ระบบการเชื่อมโยงกันทั้งโลกสั้นลง ผู้คนไปมาหากันง่ายขึ้น มีสิ่งต่างๆ ที่เกิดมา ผู้คนรับรู้ได้พร้อมกัน จุดที่กำลังจะเปลี่ยนไปคือ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความคิด การกระทำ พฤติกรรมของผู้คนกลุ่มหนึ่งที่มีผลต่ออิทธิพลอีกลุ่มได้อย่างรวดเร็ว เช่น ดนตรี ภาพยนต์ สื่อโชเชี่ยลมิเดีย ข่าวสาร วัฒนธรรมที่เหนือกว่าจะครอบงำวัฒนธรรมท้องถิ่น กระแสนิยมใหม่ๆ กำลังจะเกิดการผสมผสานมากขึ้น
ลักษณะเช่นนี้ อเมริกา คือ ประเทศที่เป็นตัวอย่างมาแล้วหลายปี ที่ปัญหาในด้านสหวัฒนธรรมหลากหลาย (Multiculturalism) เพราะเป็นเป้าหมายของพลเมืองทั้งโลกที่ต้องการอพยพไปหากิน ทั้งคนผิวดำ ผิวขาว ผิวเหลือง หลายเชื่้อชาติ จนก่อปัญหาในบ้านเมืองของตนเอง นอกจากนั้น ยังมีลัทธิ ความเชื่อ ศาสนา องค์กรต่างๆ มากมาย ที่สร้างตัวตน เป็นเอกลักษณ์ เพื่อตอบสนองตนเอง
ในเอเชียประเทศที่กำลังดำเนินตามแบบอเมริกาคือ ประเทศไทย ที่เป็นศูนย์รวมของเชื้อชาติ ศาสนา องค์กร กลุ่มก้อน สถาบัน สมาคม และลัทธิต่างๆ มากขึ้น ประเทศไทยเหมือนเป้าหมายปลายทางของคนใกล้บ้านเราเช่น พม่า ลาว เขมร เวียดนาม จีน เกาหลี รัศเซีย ศรีลังกา บังกลาเทศ ฯลฯ เหมือนกับสหรัฐอเมริกา เราจึงพบว่า มีเชื้อชาติ มีการผสมผสานชาวต่างชาติมากมาย ทั้งตะวันตก ตะวันออก จนเหมือนจะกลายเป็นแดนสหชาติถาวรไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ตามมาคือ วิถีวัฒนธรรม พฤติกรรม ไลฟ์สไตล์ ของคนต่างชาติเหล่านั้น ได้สร้างเป็นแม่แบบสากลให้คนท้องถิ่น ยินดีทำตาม หลอมรวมเข้ากับต่างชาติ เช่น การกิน การอยู่ การแต่งตัว การคิด การทำงาน การเสพวัตถุบริโภค ซึ่งดูเหมือนคนไทยกำลังเกิดการแปรรูปร่างหน้าตาเหมือนชาติสากล คนต่างชาติ ดั่งที่คนข้างบ้านเรา (สปปล.) บอกว่า คนไทยหล่อ สวยเหมือนฝรั่ง จนวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทย กำลังจะสูญเสียรากฐานไป เช่น นิสัย มารยาท การกิน การอยู่ ภาษา ฯ กำลังถูกต่างชาติกลืนกิน
การแสดงออกดังกล่าว เหมือนกำลังอ้างว่า เพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญ ให้เป็นสากล ให้เท่าเทียมต่างชาติ เพื่อสร้างเงินตรา สร้างเศรษฐกิจให้เติบโต เราจึงเห็นสาธารณูปโภคในเมืองไทยกำลังเร่งเร้า ก่อสร้าง ทางด่วน ทางรถไฟ สร้างคอนโต ตึกอาคารสูง ร้านอาหารแบบฝรั่ง แต่งตัวแบบสากล ทำงานออฟฟิซ ติดแอร์ นั่งรถราคาแพง แสดงฐานะอย่างโดดเด่น มีสมาร์ทโฟนหรู อยู่อย่างหรูหรา ฯ
ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องที่เรากำลังตื่นเต้น ตื่นตัวอย่างบ้าคลั่งกับภาพพจน์ หน้าตาประเทศไทย ที่ถูกแต่งหน้าทาแป้ง แสดงบทบาทในฐานะ เมืองน่าเที่ยว น่าลงทุนของโลก แล้วคนไทยดั้งเดิมต้องมาประท้วงรัฐ ชาวบ้านชนบทต้องเดินทางมาเรียกร้องสิทธิ ประโยชน์ที่ควรจะได้รับกลับมองไม่เห็น เพราะมิใช่ตัวเงินตัวทอง เหมือนนักธุรกิจต่างชาติ
ลักษณะดังกล่าว ผู้เขียนมองว่า เรากำลังก้าวไปสู่ความหลากหลายด้านวัฒนธรรม สหวิถี มัลติไลฟ์สไตล์ จนกลายเป็นผสมผสาน ที่หลากหลาย เพื่อให้สอดคล้องกับสังคมยุคใหม่ แต่เราทุกคนกำลังถูกล้างสมองให้มองไปตามกระแสสังคมโลก หรือเราได้ฉุกคิดกันบ้างไหมว่า ลูกหลานบ้านเราจะเป็นอย่างไรในอาคต ดูเหมือนเรากำลังปลูกฝังสร้างกระตุ้นให้เขาเลียนแบบเหมือนต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ
ในอีกมุมหนึ่งด้านคติความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรม ก็ถูกแปลงพันธุ์ ถูกตอนกิ่ง ทาบกิ่งไปเป็นพันธุ์ใหม่มากขึ้น เกิดสำนัก ตำหนัก เทพเจ้า ลัทธิต่างๆมากมาย ทั้งพุทธทั้งพราหมณ์ ทั้งเทพ ทั้งองค์ ทั้งเจ้าพ่อ เจ้าแม่ แพร่กระจายไปทั่วเมืองไทย เราจึงเหมือนถูกมอมเมา ถูกเจ้าเข้าสิง เข้าทรง องค์ต่างๆ จนลืมรากเหง้าคำสอนไปหมด
จึงไม่แปลกที่คนไทยรับเอาลัทธิคำสอนต่างๆ ไว้ในบ้านในใจทั้งหมด แยกแยะไม่ออกว่า อันไหนพุทธ อันไหนพราหมณ์ อันไหนเทพ ฯ เหมือนที่นักเขียนตะวันตกชื่อ เดวิท เอล ลอย เขียนไว้ว่า สังคมแบบใหม่ที่ผสมผสานกัน จนแยกไม่ออก (http://www.youtube.com/watch?v=Y1e7Zysfkj0)
อันที่จริง หากมองภาพของโลกที่ปรากฏอยู่ของมัน สรรพสิ่งล้วนผสมผสานกันมาก่อนเราทั้งสิ้น แต่สรรพสิ่งผสมผสานกันแบบประนีประนอมหรือเอื้อต่อการดำรงชีพด้วยกันอย่างกลมกลืน ส่วนสังคมมนุษย์ยุคใหม่ กำลังสร้างกำแพงหรืออิทธิพลของตนที่เหนือกว่าครอบงำวัฒนธรรมที่อ่อนแอกว่า ในที่สุดก็จะเกิดผลสองทางคือ ๑) เกิดสังคมแบบใหม่ เหมือนกลุ่มโพสต์โมเดินต้องการ ๒) เกิดความล้มเหลวหรือการขัดแย้งกันทางวัฒนธรรมขึ้นมา (Crash of culture)
ในแง่ระบบนิเวศมีการผสมผสานกันมาก่อนเราอุบัติซะอีก เช่น โลกประกอบด้วยองค์ประกอบมากมาย ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ ธาตุต่างๆ สิ่งมีชีวิต ฯ สัตว์เองก็มีความหลากหลายสายพันธุ์ พืชก็เช่นกัน มนุษย์ก็มีหลายเผ่าพันธุ์ รวมทั้งวัฒนธรรม อาหาร เสื้อผ้า ค่านิยม ความรู้ เมืองต่างๆ ด้วย
สรรพสิ่งที่เห็นล้วนผสมผสานกันจนเหมือนเป็นศิลปะของโลกไปแล้ว หรือแม้แต่ "กาย" และ "จิต" ก็เป็นแหล่งแห่งการผสมผสานสิ่งต่างๆ มากมายอย่างลึกลับ จนยากที่เราจะแยกแยะออก โดยเฉพาะ อาณาจักรจิตครับ
หลักการแบบนี้ในหลวงได้นำมาพัฒนาในการทำมาหากินเพื่อคนไทย เพื่อเลี้ยงตนเองให้อยู่รอดอย่างถาวรและปลอดภัย โดยไม่ต้องถูกล้างสมองจากต่างชาติหรือคนเมือง การพึ่งพาตัวเองด้วยการเพาะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ อยู่กับดิน น้ำ อากาศ ต้นไม้ สัตว์แมลง ฯ นี่คือ สิ่งหล่อเลี้ยงให้ชีวิตเราอยู่อย่างสอดคล้องกับระบบนิเวศสังคมผสมผสานอย่างแท้จริงและยั่งยืน
--------------------(๕/๘/๕๗)-------------------------

...โลกกลายเป็น หนึ่งเดียวไปแล้ว นะคะ ... คนรุ่นหลังๆๆ ต่อๆๆไป อาจจะแยกไม่ออกว่าตัวตน รากเหง้า มาจากไหนนะคะ