
ภาพ 1: ทีมหมอพร้อมใจกันคำนับ คารวะศพคนไข้
.
คนไข้ร้ายๆ ก็มี (มาก...) เช่น เป็นเบาหวาน ยังคุมระดับน้ำตาลไม่ได้...
หมอให้กินผลไม้ได้ไม่เกิน 2-3 คำ/มื้อ
พี่แกซัดไปทีละ 2-3 กิโลฯ
พอไตเสื่อมก็โทษว่า ยาไม่ดีบ้าง (แบบนี้หมอพอทนได้)
.
บ่นว่า กินยามาก... ทำให้ไตเสื่อม
(ไม่โทษลำไยเลยแม้แต่น้อย)
.
หนังสือพิมพ์ฮัฟฟิงทันโพสต์ ฉบับ 25 กรกฎาคม 2557 ตีพิมพ์เรื่องเด็กชายชาวจีน ผู้งามน้ำใจ
คุณเหลียง เย่าหยี่ เป็นมะเร็งสมองตั้งแต่อายุ 9 ขวบ
รักษาแล้วป่วยหนักมากว่า 2 ปี
ท่านอ่านพบเรื่องราวดีๆ ของคนบริจาคอวัยวะในหนังสือเรียน
.
(ตรงนี้บอกเป็นนัยว่า ตำราเรียนของจีนทำได้ดีมาก)
คุณเหลียง จึงติดต่อขอหมอบริจาคอวัยวะ
และให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไชนาเดลี (ตอนป่วยหนัก) ว่า
"ท่านเหล่านี้ (ผู้บริจาคอวัยวะ) เป็นคนที่ยิ่งใหญ่ (great),
.
ฉันเอง (หรือ... ผมเอง ข้าพเจ้า ฯลฯ) จะเป็นเด็กผู้ยิ่งใหญ่ (great kid) เช่นกัน
(ด้วยการบริจาคอวัยวะตอนอายุ 11 ขวบ)"
เรื่องนี้ทำให้อาจารย์หมอชาวจีนถึงกับต้องพร้อมใจกันคำนับ คารวะศพ "เด็กผู้ยิ่งใหญ่"
ก่อนผ่าตัด นำไตและตับของ "เด็กผู้ยิ่งใหญ่" ไปช่วยชีวิตให้คนไข้หนักต่อไป
.
ทุกวันนี้คน 1 คน (หรือ "คนตาย" 1 ศพ) ช่วยชีวิต "คนเป็น" ได้มากมาย เช่น
ถ้านำไต 2 ข้าง และตับ > จะช่วยชีวิตคนได้ 3 คน (1 ไต + 1 ไต + 1 ตับ)
ถ้าบริจาคอวัยวะอื่นด้วย เช่น แก้วตา จะช่วยคนตาบอดได้ 2 คน (1 ตา + 1 ตา)
สาเหตุที่คนเป็นได้ไป 1 ข้าง (ไม่ใช่ 2 ข้าง) เพราะเป็น "ธรรมดาของโลก"
.
โลกใบนี้มีอะไรที่ "ธรรมดา" หลายอย่าง เช่น
มี "ผู้รับ (repicients)" มากกว่า "ผู้ให้อวัยวะ (donors)"
ประสบการณ์จากโรงพยาบาลทั่วไทย + ทั่วโลกพบอะไรตรงกัน คือ
ถ้าไปขอให้ญาติสนิทมิตรสหายของคนไข้บริจาคเลือด...
ส่วนใหญ่จะไม่ให้ (ไม่ใช่ทุกคน... แต่เป็น "ส่วนใหญ่")
.
ลูกส่วนใหญ่ ไม่บริจาคเลือดให้คุณแม่คุณพ่อ
ผัวส่วนใหญ่ ไม่บริจาคเลือดให้เมีย
เมียส่วนใหญ่ ไม่บริจาคเลือดให้ผัว
พี่น้องส่วนใหญ่ ไม่บริจาคเลือดให้พี่น้อง
.
คนที่เป็นผู้ให้ หรือผู้บริจาคส่วนใหญ่
คือ คนที่ไม่ใช่ญาติสนิทมิตรสหาย
เช่น นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้บริจาคเลือดขาประจำ
ช่วงปิดเทอม... เลือดสำรองมักจะลดลง เพราะนักเรียน นักศึกษากลับบ้าน
.

ภาพ 2: สถิติผู้บริจาคอวัยวะหลังเสียชีวิตปี 2010/2553 (หน่วยต่อ 1 ล้านคน/ปี)
ประเทศที่บริจาคมาก มักจะเป็นประเทศที่มีระดับการศึกษาสูง
.
การที่ไทยมีผู้บริจาคอวัยวะสูงกว่าชาติส่วนใหญ่ในอาเซียน
บอกเป็นนัยว่า การศึกษาในไทย อาจจะไม่อ่อนแอ หรือไม่ก็เป็นเพราะคนไทย (อย่างน้อยส่วนหนึ่ง) มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สูง
การสำรวจครั้งหนึ่ง ทำทั่วโลก พบว่า ชาติในเอเชียที่ใจบุญ หรือชอบช่วยเหลือคนอื่นสูงมาก คือ ศรีลังกา + ไทย + พม่า
คนศรีลังกา พม่าไม่รวยเงิน แต่รวยน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนอื่นด้วยแรง เช่น ทำงานอาสาสมัคร ฯลฯ
.
การสำรวจครั้งนั้น พบว่า คนไทยชอบช่วยในรูปการทำทาน เช่น บริจาคเงิน ฯลฯ
ผู้เชี่ยวชาญติงว่า คนไทยไม่ค่อยช่วยแรง ทำงานอาสาสมัครน้อย
ถ้าคนไทยทำงานอาสาสมัครมากขึ้น
ประเทศไทยจะมีศักยภาพด้านการเป็นศูนย์บรรเทาสาธารณภัยใหญ่ของเอเชียในอนาคต
.

ภาพ 3: สถิติการบริจาคอวัยวะปี 2010/2553 (หน่วยต่อ 1 ล้านคน/ปี)
ประเทศที่มีการบริจาคอวัยวะหลังเสียชีวิตสูงส่วนใหญ่ = ยุโรป + สหรัฐอเมริกา
ประเทศที่มีการบริจาคอวัยวะตอนมีชีวิตอยู่ = ยุโรป + สหรัฐฯ + ตุรกี + เม็กซิโก
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนบริจาคอวัยวะตอนมีชีวิต = กฎหมายไม่อนุญาต
.

ภาพ 4: สถิติผู้บริจาคอวัยวะตอนมีชีวิตปี 2005/2578 เช่น ไตมี 2 ข้าง, บริจาค 1 ข้าง ฯลฯ (หน่วยต่อ 1 ล้านคน/ปี)
ส่วนใหญ่เป็นประเทศในยุโรป-สหรัฐฯ
อิหร่านมาเป็นอันดับ 1
เนื่องจากสหรัฐฯ + สหประชาชาติแซงก์ชั่น ห้ามค้าขายกับอิหร่าน
.
ทำให้อิหร่านไม่มีอุปกรณ์-น้ำยาสำหรับเครื่องฟอกไต (ไตเทียม)
คนไข้ไตวายตายไปมากจนไม่มีทางออก
อิหร่านจึงประกาศให้การบริจาคอวัยวะถูกกฎหมาย
โดยกำหนดว่า ผู้รับต้องบริจาคเงินขั้นต่ำเท่าไร เพื่อแสดงความขอบคุณต่อผู้บริจาค
.

ภาพ 5: สถิติในสหรัฐฯ หลังปี 1990/2533 พบคนไข้รอการบริจาคอวัยวะสะสมเพิ่มขึ้นใกล้ 100,000 คนตั้งแต่ปี 2010/2553 (เส้นสีแดง)
คนไข้ที่ทนรอต่อไปไม่ไหว กลับไปบ้านเก่า (เส้นสีแดงเส้นล่าง) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
.
ภาพ 1: ขอฉายซ้ำอีกครั้ง
.
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานผลการศึกษา (ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA) ข้อมูลหมอที่ทำงานจริง 15,000 คน เทียบกับประชากรที่มีรายได้พอๆ กันในรัฐออนตาริโอ แคนาดา 60,000 คน
ต้นฉบับใช้คำว่า 'active physicians' = หมอที่มีรายได้หลักจากการทำทำงานเป็นหมอ
ผลการศึกษาพบว่า หมอลงทะเบียนเป็นผู้บริจาคอวัยวะ (43%) มากกว่าประชากรทั่วไป (24%)
หมอที่มีแนวโน้มจะบริจาคอวัยวะ คือ
(1). อายุน้อย
(2). เพศหญิง
(3). อยู่นอกเขตเมือง หรืออยู่ในชนบท (บ้านนอก)
.
เครือข่ายการจัดหา-ปลูกถ่ายอวัยวะสหรัฐฯ รายงานว่า คนอเมริกันเกือบ 123,000 คน เข้าคิวรอรับการปลูกถ่ายอวัยวะ
อวัยวะที่ต้องการมากที่สุด = ไต + ตับ
ปัจจัยเสี่ยงโรคไตเสื่อม-ไตวายในไทยที่พบบ่อยได้แก่ [ kidneythai ]; [ moph ]; [ bamrungrad ]
(1). ความดันเลือดสูง > เป็นสาเหตุไตวาย = 30-50%
(2). เบาหวาน > เป็นสาเหตุไตวายในไทย = 30%
(3). นิ่วในไต > พบมากในภาคอีสาน ภาคเหนือ
การดื่มน้ำให้มากพอ ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า มีส่วนช่วยลดเสี่ยงนิ่วในไตได้
.
(4). อายุมาก
(5). น้ำหนักเกิน อ้วน
(6). สูบบุหรี่
(7). ประวัติคนในครอบครัวไตเสื่อม-ไตวาย
.
(8). ยาบางอย่าง โดยเฉพาะยากลุ่มเอนเซดส์ (NSAIDs) ที่ใช้บรรเทาอาการปวดข้อ แก้ปวด แก้ไข้
ตรงนี้บอกเป็นนัยว่า ยาที่ทำให้ไตเสื่อมมีจริง โดยเฉพาะถ้ากินติดต่อกันนานเกิน 1-2 วัน เช่น ซื้อยามากินเอง ฯลฯ
(9). ภาวะขาดน้ำ หรือเสียเลือด เช่น ท้องเสียแล้วไม่รีบกินสารละลายเกลือแร่ (ORS) ฯลฯ ปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำมาก หรือนาน
.
การใส่ใจสุขภาพ ป้องกันโรควันนี้ น่าจะดีกว่าการไปเข้าคิวรอเปลี่ยนไตในวันหน้า
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
Thank Reuters > http://www.reuters.com/article/2014/07/24/us-organ-donor-doctors-idUSKBN0FT2N020140724
Source by Reuters > JAMA, online July 16, 2014.
Thank Huffingtonpost > http://www.huffingtonpost.com/2014/07/25/doctors-bowing-to-organ-donor-photos_n_5617698.html
Thank China Daily > http://www.chinadaily.com.cn/china/2014-06/10/content_17576450.htm
Thank wtsp.com > http://www.wtsp.com/story/news/health/2014/07/25/doctors-bow-organ-donor-boy/13160623/