ขอขอบพระคุณพี่กนกพร พี่ดร.นภัสสร คุณหมอมาลินี อ.สายพิณ อ.ป่าน คุณครูฐา ผู้จัดการสถาบันการพัฒนาเด็ก ผอ.รร.อนุบาลสมฤดี ครูรร.รุ่งอรุณ ครูการศึกษาพิเศษ ผู้ปกครองเด็กพิเศษ นักกิจกรรมบำบัด อาจารย์กิจกรรมบำบัด และทุกท่านที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ที่ได้รับการสนับสนุนชุมชนนักปฏิบัติกิจกรรมบำบัดเพื่อสุขภาวะจากสสส.และ GotoKnow.Org

หนึ่งในโครงการโรงเรียนจัดการความสุข ซึ่งเป็น Life Project ของดร.ป๊อป ผู้นำเครือข่ายสุขภาวะ หรือ คศน. ได้เปิดฉากแรกในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สหวิชาชีพทางการแพทย์ การศึกษา และศาสตร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก รวมทั้งผู้ปกครองที่มีประสบการณ์หรือสนใจในการเพิ่มโอกาสพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของลูกหลานตามวิถีธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิทธิหลักที่ผู้ปกครองจะเป็นผู้จัดการศึกษาให้กับลูกหลานตามพรพ.การศึกษาแห่งชาติ ในการเลือกศึกษาที่หลากหลาย (ในระบบ นอกระบบ หรือการศึกษาตามอัธยาศัยที่เทียบโอนได้) โดยเฉพาะการจัดการศึกษาแบบบ้านเรียนหรือ Homeschool ที่ตระหนักถึงการพัฒนาศักยภาพเด็กรายบุคคลที่มีต้นทุนชีวิตที่งดงาม (ความสนใจ ความสามารถ ความรู้ความเข้าใจ และคุณลักษณ์) และพร้อมเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ในทรัพยากรทางสังคมและธรรมชาติที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และมีการประเมินตามแผนการพัฒนาเด็กที่มิใช่กลุ่มสาระการเรียนรู้ แต่เป็นกลุ่มกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ที่เด็กๆควรได้รับการศึกษาทักษะชีวิตเป็นพิเศษ เช่น เด็กไม่ควรสอนสะกดคำให้อ่าน แต่ผู้ปกครองอ่านให้เด็กฟังและค่อยๆทำความเข้าใจคำต่างๆเป็นธรรมชาติ เด็กทำอาหารง่ายๆ ก็สามารถเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และสังคมศึกษาไปพร้อมๆกัน เป็นต้น

การประเมินผลการเรียนรู้ที่เน้นทักษะชีวิต (Skills based learning) มีความน่าสนใจตรงที่ผู้ปกครองเน้นการประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) อย่างต่อเนื่องในแต่ละหลักสูตรบ้านเรียนตั้งแต่ป.6 ถึงม.3 และม.6 

จากนั้นก็มีกรณีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จคือ บ้านเรียนชวนชื่น ที่มีการระดมความคิดและความรักของผู้ปกครองหลายท่านที่ต้องการพัฒนาเด็กในหลายระดับความสามารถมากกว่า 10 กลุ่ม และมีการวิจัยพัฒนากรณีศึกษามากมายที่พูดช้า เรียนรู้ช้า มีปัญหาอารมณ์ มีภาวะโรค และมีปัญหาสังคม ที่เกิดการพัฒนาได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปผ่านการบำบัดด้วยกิจกรรมที่ไม่ซ้ำในแต่ละอาทิตย์ เป็นการเพิ่มความคิดความเข้าใจสังคมที่ช่วยเหลือเด็กเหล่านี้แบบ "เข้าใจศักยภาพเชิงบวก" มากกว่า "ความสงสาร" และมีความเชื่อมั่นว่า "ผู้ปกครองมีความพร้อมในการพัฒนาเด็กด้วยความเข้าใจและความรัก" ซึ่งอาจหาได้ยากในบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานประจำแต่ในบริบทของคลินิก และที่น่าสนใจคือ "บัวมหามิตรที่น่าจะเป็นสัณลักษณ์ของเด็กพิเศษ ซึ่งกว่าจะทำได้แต่ละชิ้นงานนั้นไม่ง่ายเลย คลิกอ่านที่นี่

อย่างไรก็ตามในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ ก็มีประเด็นที่ควรศึกษาต่อยอด ได้แก่:-

  • ทำอย่างไรที่จะมีการเชื่อมโยงการประเมินและการพัฒนาเด็กจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และการศึกษา
  • ทำอย่างไรที่จะมีการสื่อสารที่ชัดเจนระหว่างสหวิชาชีพทางการแพทย์ การศึกษา และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กรายบุคคล
  • ทำอย่างไรที่ผู้บริหารเชิงนโยบายจะสร้างระบบการให้บริการต่างๆ แบบบูรณาการในการพัฒนาเด็กที่มีความต้องการช่วยเหลือเป็นพิเศษให้สามารถเข้าศึกษาได้ในทุกระดับตามศักยภาพและได้โอกาสในการประกอบอาชีพในสังคมอย่างมีความสุข เช่น เด็กสายตาเลือนราง เด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้น เด็กที่มีความสามารถพิเศษ ฯลฯ 
  • ทำอย่างไรผู้ปกครองและคนไทยทุกคนจะมีความเข้าใจถึงคุณภาพและประโยชน์ของการจัดการศึกษาแบบบ้านเรียนที่เพิ่มมวลความสุขของประชากรไทยได้อย่างแท้จริงผ่านสื่อสาธารณะ
  • การศึกษาความพร้อมของคลินิกกิจกรรมบำบัด ม.มหิดล ว่าจะมีกลไกใดในการเชิญชวนผู้ปกครองเด็กพิเศษให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการศึกษาแบบบ้านเรียนและมีความเป็นไปได้หรือไม่ในการตั้งเป็นศูนย์กลางช่วยเหลือบ้านเรียนในผู้ปกครองมากกว่า 20 ท่านได้จริง