ก่อนไปเพื่อนบอกว่า ...เมื่อมีโอกาสก็ต้องคว้า และหากการไปครั้งนี้ล้มเหลวก็จะไม่กลับมา คงต้องออกไปจากบริษัท ผู้ช่วยฯที่เป็นทั้งหัวหน้าและเพื่อนพูดด้วยความมั่นใจ และเราทุกคนก็เชื่อว่าหัวหน้าต้องประสบความสำเร็จ ด้วยความสามารถที่รู้ๆกันอยู่  ทุกคนต่างดีใจที่คนระดับทำงานตั้งแต่เป็นเด็กรายวันธรรมดาๆคนหนึ่งได้ไต่เต้าขึ้นไปถึงผู้บริหาร

  การไปเจองานที่หนักไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเพื่อนแน่ๆ แต่การไปเจอกับสังคมการทำงานที่แตกต่าง ทั้งเรื่องไร้ระเบียบ วินัยการทำงาน และความร่วมมือในแต่ละแผนก ทำให้หัวหน้าต้องมาระบายให้ฟัง

   และเขาไปคนเดียว...

   เรื่องภาษา ระบบงาน ยังสามารถเรียนรู้ได้แต่ก็คงต้องใช้เวลา แต่เพื่อนยังไม่ทันตั้งตัว Client ต้องการคำอธิบายในปัญหาที่กิดขึ้น และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะเข้าไปทำงานเสียอีก

   บรรยากาศที่ถูกกดดันอยู่ตลอดเวลาทำให้เพื่อน ไม่เข้าออฟฟิสใหม่ และมานั่งทำงานที่ออฟฟิสเก่าบ่อยขึ้น และได้ระบายในสิ่งที่พบเจอในทุกๆเช้า

   "เจ้านายไม่เคยเข้าไปช่วยเลย ระบบงานยังไม่ค่อยเข้าใจเพิ่งจะเรียนรู้ แต่ลูกค้าต้องการคำตอบ และต้องตอบเป็นภาษาอังกฤษ แค่อธิบายภาษาไทยยังไม่ได้ แล้วภาษาอังกฤษก็จบกัน" เพื่อนพูดเหมือนคนถูกโดดเดี่ยว

   "ผมเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ" เพื่อนสารภาพ

   แล้ววันหนึ่งเพื่อนก็มากระซิบบอกว่า จะลาออก ซึ่งทำให้รู้สึกตกใจกับการตัดสินใจรวดเร็วขนาดนั้น และเมื่อนึกถึงลูกๆของเขาที่ยังเรียนหนังสืออยู่ทั้งสองคน ก็ยิ่งอดคิดเป็นห่วงเขาไม่ได้

   "ผมว่าน่าจะใจเย็นก่อนนะ น่าจะมีทางออกที่ดีกว่านั้น ลองปรึกษาเจ้านายก่อนดีไหม กลับมาทำที่เดิมก็ได้นี่"ผู้เขียนบอกกับเพื่อนไป และเขาก็บอกว่าบอกไปแล้วแต่ก็ยังเงียบๆอยู่

   ปัญหางานที่นั่นคงจะวิกฤติมาก จนทำให้ผู้จัดการคนเก่าลาออก และเพื่อนไม่ได้เอะใจสักนิดว่า เพราะอะไร ถึงลาออก ไม่ได้ศึกษาก่อนว่าระบบงานเป็นอย่างไร ปัญหาลึกๆที่สะสมมานานกว่า 5 ปีคงเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าไปสะสางและรองรับปัญหนั้นได้ในเร็ววัน

   บางครั้งความมั่นใจในตัวเอง ความมั่นใจจากผู้บังคับบัญชา ก็สามารถทำให้ตัดสินใจที่ผิดพลาดได้อย่างใหญ่หลวง ทั้งในแง่การบริหารจัดการ และความรู้สึกที่เสียไป

   จึงได้แต่ภาวนาให้ผู้บริหารช่วยหาทางออก และอยากให้เพื่อนกลับมาที่เดิม

  แม้ความมั่นใจและความรู้สึกจะสูญเสียไปก็ตาม

   ...........

16 กรกฏาคม 2557

พ.แจ่มจำรัส