มนุษย์ยุคนี้ ยอมรับว่า "ฉลาดล้ำ" ที่เห็นฉายศักยภาพมาตั้งแต่ยังเด็ก เราจะพบว่า เด็กมีความสามารถเกินวัย หรือแสดงออกเหมือนผู้ใหญ่ ตามสื่อต่างๆ อันนี้สะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์พันธุ์ใหม่ได้รับการหล่อหลอมมาจากคนยุคก่อนหรือรุ่นพ่อแม่ ดังนั้น เด็กที่สร้างผลงานจึงเหมือนได้รับการถ่ายทอดดีเอ็นเอศักย์จากรุ่นสู่รุ่นได้ 

                กระนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า เด็กทุกคนจะมีสมองรองรับได้ทุกคน เป็นเหตุให้เด็กที่สมองพัฒนาไม่สมบูรณ์หรือขาดห้องฝึกฝน ขาดคนฝึกหัด จึงทำให้เด็กเหล่านี้ ดำเนินชีวิตไปตามอิสระและตามใจตนเองมากขึ้น อีกประการเด็กพวกนี้อาจไม่ได้รับการฟูมฟัก ความรักจากพ่อแม่อย่างสมบูรณ์และเต็มที่ จึงทำให้สมองพัฒนาได้ไม่ดี

               นอกจากนั้น มาจากสาเหตุสิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู และทัศนคติส่วนตัว ที่หล่อหลอมให้เด็กกลายเป็นคนเอาแต่ใจหรือก้าวร้าว และปัจจัยที่ถือว่า มาจากแหล่งเดียวกันทั้งสองกลุ่มคือ "สัญชาตญาณ" เป็นธรรมมูญแห่งพฤติกรรมของสัตว์โลก ที่มีบทบาท บีบคั้นให้สรรพสัตว์ต้องดำเนินกรรมไปเช่นนี้ เช่นนั้น 

                 ในอีกด้านหนึ่งที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสังคม วัฒนธรรม และศาสนาคือ การเข้าใจคุณค่าและเข้าใจผลลัพธ์ของชีวิตที่เกิดมา ที่เด็กยุคใหม่ คนรุ่นใหม่ ห่างไกลศาสนา (พุทธ) คิดว่าศาสนาคือ หลักการที่คร่ำคร่า คร่ำครึ น่่าเบื่อหน่าย อันที่จริงหลักการศาสนาไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่ผู้คนอาจเห็นองค์กรในศาสนา ไม่พัฒนาหลักการให้สอดคล้องกับนววิถีต่างหาก 

               โดยพื้นฐานจิตวิทยาของมนุษย์ เกิดมาว่างเปล่า ไร้แก่นแกน ไร้หลักยึด เมื่อเรียนรู้ ศึกษา จึงเห็นคุณค่าของสิ่งนั้นจากครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และคนอื่น จึงรู้สึกว่า มีคุณ มีประโยชน์เช่นนั้น กระนั้น ก็ไม่ลึกซึ้งเท่ากับตนเองรู้เห็น เป็นจริง ตามธรรมชาติของจิตตน ที่เผชิญกับโลกอย่างเข้าใจ แต่กว่าจะซึ้งได้ ต้องผ่านอุปสรรค อกหัก สิ้นหวัง ล้มเหลว ปลดปลง เสียใจ เสียรู้ ฯ มาก่อนทั้งนั้น

               ดังนั้น เราคิดว่า เราฉลาดกว่าสัตว์ เราเชื่อว่าเราเอาตัวเองรอด เรามั่นใจว่า เราเป็นที่พึ่งตนเองได้ ประเดี๋ยวก่อน เส้นทางยังไม่ถึงเส้นชัย อย่าเชื่อมั่นมันสมองของตนขนาดนั้น ในช่วงดำรงชีวิตอยู่ ทุกคนล้วนต้องผ่านม่านหมอก ชอกช้ำ เสียใจ ร้องไห้ อ่อนแอ แพ้พ่ายมาทั้งสิ้น ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ บทเรียนเหล่านั้นคือ เครื่องเตือนใจ เป็นบทเรียนที่จะประเมินชีวิตได้ว่า ของแท้แน่นอน ของจริงหรือไม่

              ชีวิตเกิดมาพร้อมกับการท้าทายอยู่เสมอ ถ้าเราเรีนรู้ ยืดหยุ่น ปรับปรุง แก้ไข ยอมรับ ปรับทัศนะ ให้เป็นไปตามธรรมชาติของชีวิตและสังคม เราเองก็จะได้หลักการดำเนินชีวิตที่ดี แต่ถ้าเรามองมันเป็นศัตรูหรือเชื่อมั่นตนเองเกินไปว่า ทุกอย่างต้องได้ ต้องเป็นตามที่วาดหวัง ยามเราพลาดเผลอมา เราอาจยอมรับยากหรือทำใจยาก นั้นคือ ทางที่สร้างความกดดันจิตใจตน

               หลักการใหญ่ของมนุษย์ในโลกนี้คือ ค้นหาตัวตน หาสิ่งที่สนใจ ปรับตัว ยืดหยุ่นไปตามกลไกของโลกให้ได้ นั่นคือ ศัยกภาพ ความสามารถที่ถือว่า เป็นคุณสมบัติของมนุษย์แท้ๆ ใช้ความรู้ ความสามารถ สติ ปัญญา ที่เราเรียนรู้มาเป็นเครื่องหนุนแรงคิด การกระทำ ให้เกิดคุณค่า เกิดประโยชน์แก่ตนและส่วนรวม ถ้าส่วนใหญ่เข้าใจชีวิตเช่นนี้บ้าง ก็คงไม่มีใครคิดทำร้ายตัวเอง

               จะอย่างไรก็ตาม หลักพระพุทธศาสนาย้ำเตือนบ่อยๆว่า สัตว์เป็นไปตามการกระทำของตนเองเป็นหลัก โลกยังคงเป็นอย่างที่มันเป็น และสิ่งแวดล้อม ย่อมเป็นตามที่มนุษย์ข่มเหง รังแกให้เป็นไป ส่วนสังคมเหมือนกระแสน้ำที่ไหลไปตามความต้องการของสัตว์โลก (มนุษย์) ใครว่ายน้ำเป็นก็รอด คนฝึกฝนไม่เป็นก็ไหลไปตามกระแส จนจมน้ำตาย ทำอย่างไรเราจะว่ายน้ำเป็น ทวนกระแสเป็น ตามกระแสได้ ไม่เป็นปลาตายที่ไหลตามน้ำ

                ดูเหมือนว่า มีมนุษย์มากมายกำลังจะจมน้ำตาย เพราะว่ายน้ำไม่เป็น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ที่ไม่เชี่ยวชาญในการว่ายน้ำ ทั้งนี้เนื่องจากว่า ไม่เคยฝึกฝนการว่ายน้ำ ไม่คิดว่า น้ำจะท่วม ไม่เชื่อว่าน้ำจะมาก และเชื่อว่าตนเองแข็งแรงพอที่จะเอาตัวรอดได้สบาย ฉะนั้น กระแสน้ำลึก น้ำตื่น น้ำวน น้ำเชี่ยว น้ำไหล กำลังดักรอเราอยู่ทุกคน 

                ว่าไปแล้วชีวิตก็เหมือนทะเล ที่แอ๊ดคาราบาวร้องเปรียบไว้ว่า ชีวิตคือ "ทะเลใจ"   "... มีชีวิตเพื่อสู้  คืนวันอันโหดร้าย คืนนี้ตัวกับใจไม่ตรงกัน...ท่ามกลางแสงสี ศิวิไลซ์ อาจหลงทางไปไม่ยากเย็น..."

                                                                 

            

              ในช่วงนี้ มีข่าวคราวเกี่ยวกับการฆ่าตัวเองอยู่บ่อยๆ ทำให้รู้สึกว่า มนุษย์ที่ถือว่าเองฉลาดนัก ทำไมต้องคิดทำร้ายตัวเองขนาดนั้น แน่นอนว่า เราคือ คนนอกไม่อาจรับรู้ความรู้สึก ตื้นลึก ชัดเจน หนักหน่วง กับความรู้สึกส่วนภายในของเขาได้ เรารู้เห็น แค่ภาพศพของเขาเท่านั้น จากนั้นก็มาตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้น?

               มันได้สะท้อนอะไรหลายอย่างในการทำเช่นนั้น ในสังคมคนเป็น (มิใช่คนตาย) สังคมไม่น่าอยู่หรือ หรือว่าสมาชิกสังคมทำร้ายเขา สิ่งแวดล้อมรังแก หรือตัวเขาเองทำร้ายสังคม ฯ ล้วนน่านำมาวิเคราะห์ได้ทั้งสิ้น ส่วนใหญ่ผู้ทำร้ายตัวเองมาจากวัยรุ่น ซึ่งน่าคิดเช่นกันว่า เกิดอะไรขึ้นกับสังคมวัยรุ่นในยุคนี้ ที่ไม่น่ามองข้ามคือ “แค่น้อยใจ” ก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ทั้งชีวิตได้

             ผู้เขียนได้สรุปข่าวทั้งในและต่างประเทศ เรื่องการฆ่าตัวตายที่ผ่านมา พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้สังคม ครอบครัว ศาสนา ค่านิยม ฯ เปลี่ยนไปหรือจิตใจผู้คนเปลี่ยนแปลงไปกันแน่ พอสรุปได้ดังนี้

ก. ประเทศเกาหลีมีดังนี้
              ๑) ดาราสาวชาวเกาหลีใต้ ชื่อ“ชอย จิน ซิล” ก็ฆ่าตัวเองตายด้วยการแขวนคอ เมื่อวันที่ ๒๗ พ.ย. ๒๕๕๑ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ น้องชายชื่อ ชอย จิน ยอง ก็ฆ่าตัวเองตายด้วย ต่อมาอดีตสามีของเธอก็ฆ่าตัวตายตามมาอีก ทำให้เธอถูกกล่าวว่า เป็นต้นแบบของการเลียนแบบการฆ่าตัวตาย อันที่จริง ก่อนหน้านี้ เพื่อชายของเธอชื่อ “จอง ซุน ฮี” ได้ฆ่าตัวเองตายมาก่อน ที่เธอจะฆ่าตัวเอง จนกลายเป็นการเลียนแบบไปในสังคมเกาหลีใต้ในปีนั้น 

             ๒) อดีตผู้นำเกาหลีใต้ ชื่อ “โน มู-ฮย็อน” กระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย เมื่อ ๒๓ พ.ค. ๒๕๕๒ สาเหตุเพราะอับอายที่ตัวเองถูกสอบสวนในคดีที่ภรรยาและหลานชายรับสินบน เขาบันทึกไว้ก่อนเสียชีวิตว่า “อย่าเป็นกังวลและอย่าได้ตำหนิใคร เพราะนี่คือโชคชะตา ชีวิตและความตาย ล้วนสิ่งเดียวกันโปรดจัดพิธีฌาปนกิจให้ตน และสร้างอนุสรณ์สถานศิลาขนาดเล็กเพื่อความระลึกถึง ภายในหมู่บ้านของตน“ 

           ๓) เอ เฮ รีน นักร้อง นางแบบสาว ชาวเหาหลีใต้ ก็ฆ่าตัวตาย เมื่อวันที่ ๒๓ ต.ค. ๒๕๕๓ สาเหตุ เพราะเครียดจากการทำงานหนัก            

           ๔)  แช ดง ฮา นักร้องชายวง SG Wannabe ก็ฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอ ที่บ้านตัวเอง กรุงโซล เมื่อวันที่ ๒๗ พ.ค. ๒๕๕๔ สาเหตุมาจาก สภาพจิตใจที่ไม่มั่นคง ตำรวจสันนิษฐาน

             ๕) ฮัน แช วอน นักร้องสาว เกาหลีใต้ ก็แขวนคอตาย เมื่อวันที่ ๒๕ ส.ค. ๒๕๕๕ พราะโรคซึมเศร้า เธอโพสท์ข้อความก่อนตายว่า  “ฉันไม่สามารถจะหยุดความเสียใจนี้ได้เลย ไม่สามารถจะหยุดร้องไห้ได้เลย ในชีวิตอาจจะมีสิ่งสำคัญมากกว่าเงิน … แต่ถ้าฉันประสบความสำเร็จมากกว่านี้ มันก็อาจจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้เล็กน้อยลงได้”

                                   

ข. ประเทศญี่ปุ่น
               ๖) สำนักงานตำรวจแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น ได้ออกแถลงข่าวถึงจำนวนผู้ฆ่าตัวตายในปี 2012 ว่ามีจำนวนลดลงมากที่สุดในรอบ 15 ปี เป็นที่ทราบกันดีว่าประชากรของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีสถิติการฆ่าตัวตายเป็นอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันมาหลายปีแล้ว ทั้งนี้เป็นเพราะความเครียดในด้านสังคม วัฒนธรรม และหน้าที่การงานต่างๆ แต่ล่าสุดเดือนมกราคใที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติประเทศญี่ปุ่นก็ได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขคนที่ฆ่าตัวตาย ทั่วประเทศในปี 2012 ผลปรากฎว่าลดลงมากที่สุดในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา ด้วยยอด 27766 คน 

              จากข้อมูลดังกล่าวนั้นจังหวัดโตเกียวมีมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ถึง 2760 คน รองลงมาก็คือโอซาก้ามี 1720 คน และคานางาวะมี 1624 คน ตามลำดับ และเมื่อแยกตามเพศ เป็นชาย 9216 คน เป็นหญิง 8550 คน ( http://anngle.org/th/j-lifestyle/jidea/jisatsusha-...

              ส่วนปี 2010 ยอดคนฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นลดลงเหลือ 31,690 ราย ถือเป็นสถิติต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2001 แต่ยอดคนคิดสั้นยังสูงถึง 87 รายต่อวัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 3 มี.ค.โดยอ้างข้อมูลของตำรวจญี่ปุ่นและองค์การอนามัยโลกที่ระบุว่า อัตราการฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นเมื่อปี 2010 ที่ผ่านมาทำสถิติต่ำสุดในรอบ 9 ปี แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงมีจำนวนผู้ที่คิดสั้นสูงกว่า 30,000 รายเป็นปีที่ 13 ติดต่อกัน        

             ญี่ปุ่นซึ่งมีจำนวนประชากรราว 128 ล้านคน เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลกตามหลัง เพียงกลุ่มประเทศในอดีตสหภาพโซเวียตเท่านั้น แม้อัตราการฆ่าตัวตายของประชากรในปีที่แล้วของญี่ปุ่นจะต่ำที่สุดในรอบ 9 ปีนับตั้งแต่ปี 2001 ก็ตาม              

              ข้อมูลระบุว่าในปีที่ผ่านมามีผู้ที่ฆ่าตัว ตายในญี่ปุ่นลดลง 3.5 เปอร์เซ็นต์เหลือเพียง 31,690 ราย หรือเฉลี่ย 87 รายต่อวัน โดยเมื่อตรวจสอบข้อมูลจากจดหมายลาตาย และหลักฐานอื่นๆแล้ว พบว่าครึ่งหนึ่งของการฆ่าตัวตายมาจากปัญหาด้านสุขภาพ ส่วนการฆ่าตัวตายเพราะปัญหาด้านครอบครัวมีอยู่ราว 4,500 ราย ขณะที่การฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจลดลง 11.2 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 7,400 ราย                

                ทั้งนี้ สถิติการฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นได้พุ่งทะลุระดับ 30,000 คนต่อปี เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1998 ซึ่งในเวลานั้นบรรดาธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต่างๆในญี่ปุ่นต้องเผชิญกับ วิกฤติเศรษฐกิจจนมียอดบริษัทล้มละลายเป็นจำนวนมาก และเกิดการว่างงานที่สูงลิ่วตามมา (http://www.thairath.co.th/content/153484)                                                                          

ค. ประเทศไทย เดือน มิ.ย.และก.ค. ปีนี้ พบผู้ฆ่าตัวตายดังนี้

๑) หนุ่มน้อยใจ ถูกกล่าวหาเอี่ยวยาเสพติด ใช้เชือกผูกคอดับ         

          ใคร        -นายนนทวี พงษ์เดช อายุ ๓๓ ปี          

          ทำอะไร  - ใช้เชือกนไล่อนผูกคอตัวเองตาย

          ที่ไหน    -บ้านเลขที่ ๑๐๙/๖๗ หมู่บ้านสะพานหิน ซ.๓ ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต

           เมื่อไหร่  - วันที่ ๒๑ มิ.ย. ๒๕๕๗

           สาเหตุ   - โดยมีตัวอักษรเขียนด้วยลายมือ ระบุถึงภรรยาให้ช่วยดูแลลูก 

           และว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

๒)  พ.ต.ท. สน. บางพลัด คิดสั้นปลิดชีพตัวเอง

           ใคร       -พ.ต.ท. สุรจิตรา  สุยะวา อายุ ๔๗ ปี

           ทำอะไร -ใช้อาวุธปืน ๙ มม. ยิงตัวเอง ที่ขมับขวาทะลุด้านซ้ายเสียชีวิต

           ที่ไหน   - ๒๕๘/ ๑๘๕ ถ. จรัญสนิทวงศ์ แขวงบ้านช่างหล่อ บางกอกน้อย กทม.

          เมื่อหร่   -วันที่ ๒๔ มิ.ย. ๒๕๕๗

           สาเหตุ  -ไม่ทราบสาเหตุ
๓) สาวใหญ่เครียดจัด คว้ามีดทองตอตัวเอง

          ใคร        - นางคำเขี่ยน แสนใจ อายุ ๖๖ ปี

          ทำอะไร  -ใช้มีดปลายแหลมยาว ๑๐ นิ้ว แทงคอตัวเองตาย 

          ที่ไหน    -๙๒ หมู่ ๒ ต.นาดี อ.ด่านซ้าย จ.เลย

          เมื่อไหร่ - วันที่ ๒๔ มิ.ย. ๒๕๕๗

          สาเหตุ   -มาจากโรคเบาหวานและความดันโลหิต

๔) หนุ่มกระโดดตึกรพ. ๔ ชั้น เสียชีวิต เซ่นพิษรัก

          ใคร       -นายทวีวุฒิ์ สันทิพย์ อายุ  ๓๐ ปี

          ทำอะไร  -กระโดดตึกรพ.หนองแค สูง ๔  ชั้น

          ที่ไหน   - รพ. หนองแค จ.สระบุรี

          เมื่อไหร่  -วันที่ ๒๗ มิ.ย. ๒๕๕๗

           สาเหตุ    -เกิดอาการเครียดเนื่องจาก แฟนสาวบอกเลิก

 ๕) เด็กหญิง น้อยใจแม่ ซดยาล้างเครื่องเงินดับ

          ใคร        -ด.ญ. แตน (นามสมมติ) อายุ ๑๒ ปี 

           ทำอะไร  -ดื่มน้ำยาเครื่องเงินเสียชีวิต

          ที่ไหน     -รพ.ป่าตรอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต

          เมื่อไหร่   - วันที่ ๒๓ มิ.ย. ๒๕๕๗

          สาเหตุ     -แม่ตำหนิเรื่องการทอนเงินผิด จนน้อยใจแม่

๖) ไลน์มรณะ ๓ ศพ ดต. ฆ่าภรรยาและกิ๊ก

         ใคร        -ด.ต. สรุอบ เสนาชู อายุ ๔๐ ปี

          ทำอะไร  -หึงโหดฆ่าภรรยากับผอ. โรงเรียนที่มาติดพัน และยิงตัวเองตายตาม

          ที่ไหน     - ๑๖๗/๗ ซอย ๖ หมู่บ้านมังกรทอง หมู่ ๑๐ ต.เขาเจียก อ.เมืองพัทลุง

           เมื่อไหร่  -วันที่ ๑๕ ก.ค. ๒๕๕๗ 

          สาเหตุ    -หึงภรรยาที่ผอ.มาติดพัน ที่พบในไลน์ติดต่อกันลับๆ

๗) ปาน โดดแม่น้ำเจ้าพระยาตาย

          ใคร       -นายปาน พึ่งสุจริต อายุ ๖๘ ปี

          ทำอะไร  -โดดแม่น้ำเจ้าพระยาฆ่าตัวตาย ที่สะพานพระราม ๙ 

          ที่ไหน    -ที่สะพานพระราม ๙ บางคอแหลม กทม.
          เมื่อไหร่  -วันที่ ๔ ก.ค. ๒๕๕๗

          สาเหตุ    -ปัญหาด้านสุขภาพ

๘) พ่อฆ่าลูกและตัวเอง ทอ้งจดหมายน้อยใจ

           ใคร       -นายณัทธวัฒน์ มาศรี อายุ ๓๐ ปี 

           ทำอะไร  -ใช้มีดจ้วงแทงลูกชาย ๒ คนเสียชีวิต

           ที่ไหน    -๙๔/๓๘ ซอยพระเจน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม.
           เมื่อไหร่  - วันที่ ๖ ก.ค. ๒๕๕๗

            สาเหตุ   -น้อยใจภรรยาที่แยกทาง จนทำให้ครอบครัวแตกแยก

) สาวซดยาฆ่าตัวตาย จดหมายลา จองเวรข้ามชาติ

           ใคร  -นางสุดารัตน์ ทับพึง อายุ ๔๐ ปี 

            ทำอะไร  -กินยาฆ่าตัวตาย แล้วทิ้งจดหมายลา ขอจองเวรทุกชาติ

            ที่ไหน   -ซอยบ่อนไก่ หม่ ๖ ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

            เมื่อไหร่  -วันที่ ๑๓ ก.ค. ๒๕๕๗

            สาเหตุ  -น้อยใจแฟนทหารเรือ ไม่สนใจ

            ข้อความจดหมายที่เธอเขียนต่อว่า “จุดจบของความเจ็บปวดของหนู คือ ความตาย ยอมรับว่า รักพี่มาก…ผู้หญิงคนเราก็มีชีวิตจิตใจและก็อยากมีครอบครัวที่ดี ถึงจะไม่ได้เป็นหนึ่งก็ตาม ลาก่อนนะ ทั้งชีวิต ที่หนูตาย ก็เพราะพี่คนเดียว จะขอจองเวรทุกชาติไป”

๑๐) ซดยาพิษ เพราะแทงทีมบราซิลแพ้

            ใคร         -นายชัยยา สมศรีจัน อายุ ๒๖ ปี 

             ทำอะไร  -กินยาฆ่าตัวตาย

             ที่ไหน     - ๒๔ หมู่ ๑๔ ต.หัวโพธิ์ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

             เมื่อไหร่   -วันที่ ๘ ก.ค. ๒๕๕๗

             สาเหตุ     -แทงบอลทีมบราซิลแพ้

             นี่คือ ตัวอย่างในช่วง เดือน มิ.ย. และก.ค. ที่ผ่านมา ยังมีอีกหลายศพ ที่ฆ่าตัวตาย เรื่องนี้ นพ. ทวี ตั้งเสรี รองอธิบดีกรมสุขภาพจิตชี้แจงว่า ตั้งแต่ปี ๕๐ ถึง ปี ๕๔ มีคนไทยฆ่าตัวตายถึง ๘๕๒ คนคิดเป็นปีละ ๑๗๐ คน โดยปี ๕๔ มีกลุ่มวัยรุ่นคิดฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น วิธีการที่ใช้คือ ผูกคอตาย มากที่สุด ภาคที่ฆ่าตัวเองคือ ภาคอีสาน สาเหตุมาจากหลายอย่างเช่น การศึกษา เพศ ความรัก ท่านชี้ว่า สืบเนื่องมาจาก อารมณ์ร้อนแรง หุนหันพลันแล่น ขาดประสบการณ์ชีวิต  (http://www.unigang.com/Article/15541)         

             หากย้อนรอยไปศึกษาว่า มนุษย์ฆ่าตัวตายทำไม และด้วยวิธีใด พบว่ามีมาก่อนและมีหลากหลายวิธี ตามละประเทศ โดยเฉพาะขึ้นชื่อคือ ประเทศญี่ปุ่นที่เรียกว่า “ฮาราคิรี” (การฆ่าตัวตายด้วยการคว้านท้องตนเอง) ของนักรบซามูไรหรือนักรบบูชิโด คำว่า “บูชิโด” มาจากสองคำคือ “บูชิ” แปลว่า นักรบ และ “โด” แปลว่า วิถีทาง เป็นชื่อนักรบในสมัยศักดินาโกเคนินเป็นเจ้าแคว้นสมัยนั้น 

              ที่มาของคำนี้มาจากคำสอนทางศาสนาขงจื้อและพุทธศาสนาผสมผสานกัน โดยนักรบจะถูกสอนให้มีความดุดัน เหี้ยมโหด ภายใต้อารมณ์แห่งความสงบนิ่ง เรียบเฉย ด้วยอารมณ์สุขุมเยือกเย็น มีสติมั่น ไม่หวั่นไหวต่อศัครูใดๆ ไม่เกรงกลัว ไม่หวาดกลัวความตายแม้แต่น้อย แต่หากตาย ก็พร้อมตายได้ เพราะความตายคือ เกียรติ ศักดิ์ศรี และสามารถล้างความอัปยศได้ จึงเกิดคำว่า “ฮาราคิรี” ขึ้นมา

               คุณสมบัติของนักรบบูชิโดมี ๗ ข้อ คือ ๑) ยุติกรรม ๒) กล้าหาญ ๓) เมตตากรุณา ๔) เคารพนับถือ ๕) ซื่อตรง ๖) ให้เกียรติ และ ๗) จงรักภักดี (http://board.postjung.com/528303.html) การทำเช่นนี้เน้นที่ การปกป้องประเทศชาติและผู้นำเป็นสิ่งสูงสุด

               ส่วนการตายเพื่อเซ่นความรักนั้น ก็มีตำนานมามากมายหลายที่ ทั้งไทยและเทศ สำหรับไทยมีผู้ที่เซ่นความรักด้วยการฆ่าตัวตายพร้อมกันคือ “สะพานรักสารสิน” เป็นเรื่องราวของหนุ่มสาวคู่หนึ่งชื่อ โกดำ (โกดำ แซ่ตัน) และสาวกิ๋ว (กาญจนา แซ่หงอ) ชาวท่าฉัตรไชยจ.ภูเก็ต รักชอบพอกันแต่พ่อแม่กีดกัน เพราะโกดำเป็นคนฐานะต่ำ ส่วนหญิงมีฐานะเป็นครู จึงถูกกีดกัน ทำให้ทั้งคู่จึงนัดกันว่า จะใช้ม้าขาวม้ามัดตัว เป็นขั้วหัวใจกันไว้ แล้วก็กระโดดน้ำตายพร้อมกัน มิแยกจากกัน เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๖ จนกลายเป็นตำนาน (http://www.phuketbulletin.co.th/Culture/view.php?i...

               ในด้านศาสนาพุทธ พระชาวเวียดนามชื่อ “ติ๊ก กวาง ดึก” อายุ ๗๓ ปี โดยใช้น้ำมันราดตัว แล้วจุดไฟเผาตัวเอง เพื่อประท้วงรัฐบาลเวียดนาม ที่กระทำย่ำยีชาวพุทธในสมัยของประธานาธิบดี โง ดิน เดียม ที่นับถือศาสนาคริสต์และทำลายพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๖ จนชาวโลกตะลึงถึงความกล้าหาญ ในการเรียกร้องปกป้องพระพุทธศาสนา ในเวลาต่อมา ประธานาธิบดี ก็ถูกโค่นและถูกยิ่งเสียชีวิตอย่างน่าอนาถเช่นกัน  (http://www.photoontour9.com/outbound/vietnam/vn6/x...

              ในวันที่ ๑๐ ต.ค. ปี ๕๓ ลัทธิที่มีความเชื่่อสุดโต่งในเรื่องการตัดสินของพระเจ้าชื่อว่า “จิม โจนส์” ที่รู้จักในนาม ปาป้า แด้ด หรือสาธุคุณจิม โจนส์ ผู้ก่อตั้งลัทธิชื่อว่า “พี่เผิลส์ เทมเปิล” ที่ถูกฝังความเชื่อในอุดมคติของลัทธิมาร์กซิตส์และแนวคิดของเพลโตเรื่อง รัฐแห่งอุดมคติ เมื่อนำเอาแนวคิดทั้งสองมาบวกกันก็กลายเป็น เมืองแห่งพระศรีอาริย์ นี่เอง

              จึงรวบรวมเงินจากสาวกไปตั้งเมืองเอกเทศ ในการสร้างเมืองแห่งอุดมคติที่เมืองกูยาน่า ในป่าแถวแอฟริกาโน่น แต่ที่ไหนได้ กลับไปอยู่เมืองนรกที่จิมใช้กฎกูปกครองซะงั้น สมาชิกจึงต้องทำงานไม่ได้หยุดหย่อน ใครคิดหนีก็จะเชือดไก่ให้ลิงดู จนสาวกหนีกระเจิงออกจากสำนัก แต่จิมก็ส่งลูกน้องไปสังหาร ทำให้ทางการต้องกวาดล้างลัทธิเถื่อนนี้เสีย 

                 ต่อมาโจนเชื่อว่าตัวเองคงหนีไม่รอด จึงหาทางกำจัดสาวกทั้งหมด ด้วยการรมยาในคืนหนึ่ง สาวกจึงเสียชีวิตทั้งหมดโดยเขาประกาศว่า “ความตายเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัวเลย มันเพียงแต่เปลี่ยนเรา ไปสู่สถานะที่สูงขึ้นเท่านั้น เราไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่สิ่งที่เราทำคือ การประท้วงความไร้มนุษยธรรมของโลกนี้” (http://www.thairath.co.th/content/117483)


               จากรณีที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดนั้น ทำให้เห็นว่า มนุษย์ไม่กลัวความตายเลยเลยกระนั้นหรือ หรือว่ากลัวความเป็นมากกว่า อะไรคือแรงดลใจหรือพลังขับให้เกิดการตัดสินใจฆ่าตัวตายดังกล่าว ถ้าเป็นเช่นนี้ มันสะท้อนความรู้ ความฉลาด ความมีปัญญาของมนุษย์แค่ไหน ความกดดัน ความทุกข์ ความเคียดแค้น ความละอาย ความไม่รู้ และความรัก เป็นพลังขับเคลื่อนได้ขนาดนั้นหรือ ปัญญา ความสามารถในตัวเราหายไปไหนหมด หรือพลังขององค์กรทางศาสนาจะช่วยเยียวยา รักษาแผลใจของประชาชนได้จริงหรือ

                   สาเหตุเรื่องนี้อาจมาจากสาเหตุดังนี้ ๑) จิตที่อ่อนแอ ๒) ไม่มีชุดความรู้ขั้นพื้นฐานของชีวิต ๓) สื่อเสี้ยมสอนเอาอย่าง ๔) ขาดโลกทัศน์ ชีวิตทัศน์ ภพทัศน์ ๕) ห่างหลักการ ศีลธรรมทางศาสนา ๖) ตามใจสัญชาตญาณเกินไป ไม่ควบคุม ๗) ครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อมบีบคั้น ๘) ความละอาย เสียเกียรติ ศักดิ์ศรี ๙) โรคภัย ไข้เจ็บ ๑๐) ไม่ศึกษาวิถีชีวิตพืชและสัตว์เป็นแบบอย่าง

               ทางแก้คือ ๑) อย่าเกิดมาอีก ๒) ถ้าเกิดจงเรียนรู้ชีวิต โลกให้รอบคอบ ๓) คิดเสมอว่า สัตว์และพืชไม่ฆ่าตัวตาย ๔) ตั้งศูนย์บรรเทาแก้ปัญหาทักษะชีวิตแห่งชาติ ๕) ออกกฎหมายห้ามฆ่าตัวเอง ๖) รณรงค์ให้พระและแพทย์ตั้งศูนย์บรรเทาทุกข์ทางสื่อโชเชี่ยล มิเดียอย่างมีระบบ ๗) ยกเลิกละครที่สะท้อนสังคมเรื่อง แย่งผัวเมีย การฆ่า การยุยงหนังแอคชั้น ๘) การตั้งงานศพให้จัดเชิงปัญญาพิธี อย่าทำแบบเก่า ๙) การฆ่าตัวตายในแต่ละกรณีควรหาคนผิดมารับผิดด้วยเช่น พ่อแม่ ครู คนรัก หรือผู้เกี่ยวข้้อง ๑๐) …….(แล้วแต่ท่าน)

                                                                   

              เรื่องนี้ มิใช่เป็นปัญหาระดับชาติ และระดับโลกอย่างเดียว แต่มันคือ ปัญหาระดับปัจเจกบุคคลด้วย ที่จะต้องรับผิดชอบชีวิตของตนด้วยการศึกษาชีวิตให้คุ้มค่าให้มากที่สุด ส่วนทำอย่างไรให้ประชาชนสำนึกในคุณค่าของตนอยู่ที่การศึกษา การพัฒนา จิตใจ การฝึกฝน อบรมด้านศีลธรรม การสร้างพลังการจัดการกระบวนการคิด ในด้านลบและบวกให้อยู่ภายใต้สติ ปัญญาของมนุษย์เอง

               ในประเด็นนี้ ผู้เขียนมองว่า ต้องอาศัยมุมมองศาสนา (พุทธ) ที่ตนเองนับถือ ว่าชีวิตคือ อะไร จิตใจคือ อะไร มีผลต่ออารมณ์อย่างไร สอนให้นำไปใช้เป็นเครื่องชั่ง จัดการปัญหาของชีวิตตนเองให้ได้ หรืออีกทางคือ การแพทย์ที่ต้องให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจให้มากขึ้น และนอกนั้น มหาวิทยาลัยต่างๆ ควรศึกษาวิจัยด้านจิตวิเคราะห์ จิตวิทยาสังเคราะห์ให้กับนักศึกษา เพื่อป้อนเยียวยารักษาพลเมืองของชาติ 

              เพราะยิ่งนับวันพลเมืองของชาติยุคใหม่ กำลังขาดรากฐานการดำเนินชีวิตแบบสมัยก่อนเป็นพื้นฐาน โดยไปหลงยึดติดในโลกสมัยใหม่ ที่จิตใจพวกเขามีภูมิคุ้มกันไม่พอต่อการเจริญของวัตถุ จิตที่ไม่ได้ฝึกรองรับจึงเสียศูนย์ไป  จนทำให้จิตใจ อารมณ์ไม่มั่นคง หนักแน่น อ่อนไหวไปตามกระแสได้ง่าย ทำให้เสี่ยงต่อการคิด การตัดสินใจเชิงเดี่ยวและสุดท้ายก็ตีบตันในชีวิต

               อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อตามฐานพระพุทธศาสนาว่า ชีวิตเราไม่ได้มีแต่ชาตินี้ เหมือนที่เราพูดกันเสมอๆว่า ขอให้เจอกันอีกชาติหน้า หรือพบกันชาติหน้า แต่ก็ไม่เชื่อเช่นนั้นจริงๆ และไม่เข้าใจลึกซึ้งพออีกด้วย หลักของพุทธสอนว่า ชีวิตเกิดมาเพราะมีเชื้อ “ผลกรรม” ในอดีต หากเกิดมาแล้วอัตตาตัวตนคือ แก่นชาติ แก่นภพ เมื่อเรา (ชาวพุทธ) ใช้ชีวิตไม่เป็น ไม่สอดคล้องกับหลักพุทธศาสนา อัตตาตัวตนของเราก็จะยังสืบเนื่องต่อไปอีกหลายภพ หลายชาติ ไม่จบสิ้น

                การมามีชีวิตอยู่บนโลก แล้วต้องประสบกับสิ่งต่างๆ แต่ไม่ยอมเรียนรู้ ให้ถึงแก่น แต่กลับยอมแพ้เพราะแรงเสียดทานของโลกอย่างหนัก เลยต้องฆ่าตัวตายให้สิ้นเสีย โดยเชื่อว่า ความทุกข์ และปัญหาต่างๆ จะได้จบจางลง การคิดเช่นนี้ถือว่า ไม่เข้าใจชีวิตตนเองดีพอ อาจจะใช้คำว่า “เสียชาติเกิด” หรือเสียดายเวลาชีวิต  

                ดังนั้น การฆ่าตัวตายจึงมิใช่การฆ่า “ตัวตน” แท้ๆ ให้ตายได้ ที่ตายคือ ร่างกายต่างหากที่ตายสลายไป  หากแต่อัตตา ตัวตน ที่เราเรียกว่า “ตัวเอง” นั้น มิได้ตายจริง เป็นแค่มายาเท่านั้นครับ

———————(๑๖/๗๕๗)———————–