ขอขอบพระคุณกรณีศึกษาวัยรุ่น 18 ปีที่เข้าร่วมโครงการรร.การจัดการความสุข ณ คลินิกกิจกรรมบำบัด ศูนย์กายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.pt.mahidol.ac.th/ptclinic/

28 มิ.ย. 57 

Subjective:  ผู้รับบริการได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ด้วยโรคอารมณ์สองขั้วแบบซึมเศร้า (Depressive Bipolar) และได้รับการรักยาด้วยยามานานเกือบ 3 ปี เข้าห้องน้ำบ่อยเพื่อล้างหน้าเนื่องจากมีน้ำตาไหลเล็กน้อย กระหายน้ำ ดูอ่อนเพลีย และสีหน้าซีด เนื่องจากนอนดึกและตื่นสาย

Objective:  เมื่อสอบถามความรู้สึกในปัจจุบันขณะ ผู้รับบริการรู้สึกเบื่อ ใจหาย และคิดไม่ออกทันทีเวลาให้ทบทวนความสนใจในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต ใช้เวลาคิดนาน 5 นาที ถึงจะนึกออกว่า ชอบดูหนังที่เน้นความรู้สึกโดนใจ ไม่ชอบเล่นดนตรี ไม่ชอบออกกำลังกาย ชอบไปกับคุณพ่อ ชอบใส่หูฟังเพลงแล้วนั่งเงียบๆสังเกตผู้คนที่ไม่รู้จัก (ความพึงพอใจ 65/100) ชอบขับรถเร็วยามค่ำคืน (ความพึงพอใจ 80/100) และชอบนั่งเครื่องบินพร้อมกับใส่หูฟังเพลง (ความพึงพอใจ 90/100) และสังเกตว่า ผู้รับบริการไม่ชอบสื่อสารทางการเขียน แต่ชอบสื่อสารทางการพูด ในประเด็นที่เป็นความคิดจะมีสมาธิสั้นที่ 5 นาทีต่อหนึ่งประเด็น แต่ในประเด็นที่เป็นความรู้สึกจะมีสมาธิสั้นที่ 10 นาทีต่อหนึ่งประเด็น  

Assessment: จากข้อมูลข้างต้น พบว่า ผู้รับบริการมีความล้าทางความคิด (Cognitive Fatigue) จากความไม่สมดุลของการรับความรู้สึกทางการได้ยินมากกว่าการมองเห็นกับการสัมผัส-การเคลื่อนไหว (Sensory Imbalance) และเมื่อประเมินความรู้สึกผ่านการวาดภาพบ้าน-ต้นไม้-คน พบว่า ผู้รับบริการวาดภาพคน-ต้นไม้-บ้าน แปรผลภาพได้ว่า มีความสมบูรณ์แบบ มีจินตนาการสูง มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ มีความภาคภูมิใจต่ำ มีความอ่อนไหว และมีความคิดอิสระ เมื่อให้วาดภาพอิสระ ก็วาดภาพธรรมชาติตามประสบการณ์ที่ไปเรียนในต่างประเทศโดยใช้ลายเส้นดินสอกับสีเทียนที่เป็นรูปธรรม (ความคิด) 30% ของภาพกับนามธรรม (ความรู้สึก) 70% ของภาพ ขณะนั่งพัก อัตราการเต้นชีพจร 80 ครั้งต่อนาที หลังวาดรูปข้างต้น อัตราการเต้นชีพจร 70 ครั้งต่อนาที หลังการใช้ความคิดเล่าเรื่องของตนเอง อัตราการเต้นชีพจร 76 ครั้งต่อนาที บ่งชี้ถึงผู้รับบริการสามารถผ่อนคลายร่างกายได้เมื่อได้ระบายความรู้สึกผ่านกิจกรรมการใช้ตาและมือวาดภาพได้ดีกว่ากิจกรรมการสื่อสารความคิด

Program/Progression/Plan: การฝึกหายใจลึกเพื่อการผ่อนคลาย (หลับตาในท่านั่งแล้วหายใจเข้าทางจมูกนับในใจ 1-10 แล้วหายใจออกทางปากนับในใจ 1-10 พร้อมการสะท้อนกลับด้วยอัตราการเต้นชีพจร (ฺBiofeedback & Deep Breathing Exercise) พบว่า ทำให้อัตราการเต้นชีพจรผ่อนคลายได้ดีขึ้นที่ 70-72 ครั้งต่อนาที และวางแผนให้การทดสอบระบบจิตประสาทการเคลื่อนไหวอย่างละเอียดในครั้งต่อไป (Psychomotor Tests)

30 มิ.ย. 57

Subjective: ผู้รับบริการแต่งชุดนักเรียน ดูสีหน้าสดชื่นขึ้นกว่าครั้งแรกที่พบกัน พูดจาสุภาพเรียบร้อย เนื่องจากได้นั่งรถมาไกล แต่คุณแม่บอกว่า ยังคงตื่นเที่ยงวันและไม่ได้ไปโรงเรียน เมื่อพูดคุยถึงการรับรู้โรคอารมณ์สองขั้วของตัวเอง ก็พบว่า ผู้รับบริการมีทัศนคติเชิงลบกับอาการของโรคและไม่เข้าใจว่า การรักษาด้วยยาจะทำให้ชีวิตมีความสุขได้อย่างไร แต่เมื่อสนทนาการวางแผนศึกษาต่อต่างประเทศหลังจบ ม.6 ดูผู้รับบริการสนใจการศึกษาต่อกิจกรรมบำบัดในออสเตรเลียและพึงพอใจกับระบบการเรียนอิสระ ที่แตกต่างกับระบบการเรียนม.6 ที่เข้มงวดและเน้นการบรรยายจนไม่เข้าใจในรายวิชาคณิตศาสตร์ สังคมศึกษา และประวัติศาสตร์

Objective: ผู้รับบริการตอบสนองต่อสิ่งเร้าผ่านการทดสอบระบบจิตประสาทการเคลื่อนไหวที่การมองเห็นเฉลี่ย (5 ครั้ง) เวลา 0.32 วินาที การได้ยิน 0.26 วินาที และการสัมผัส 0.22 วินาที จากนั้นให้เข้าห้องมืดที่มีสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายนาน 15 นาที เริ่มจากสำรวจมองแสงไฟหลายชนิด (แบบนิ่ง-แบบเคลื่อนไหว) สัมผัสบอลในถัง และนอนฟังเสียงดนตรี จากนั้นให้เลือกสิ่งแวดล้อมที่ชอบมากที่สุดคือ นอนหลับตาสลับลืมตามองม่านไฟที่เปลี่ยนสีได้ พบว่าอัตราการเต้นชีพจรคงที่ระหว่างก่อนและหลังเข้าห้องฯที่ 63 ครั้งต่อนาที จากนั้นฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อตามลำดับ (Progressive Muscle Relaxation) ก็ทำให้อัตราการเต้นชีพจรลงลงมาที่ 57 ครั้งต่อนาที หลังจากนั้นก็ทดสอบระบบจิตประสาทการเคลื่อนไหวซ้ำ พบว่า การมองเห็นไวขึ้นที่ 0.26 วินาที การได้ยินช้าลง 0.27 วินาที และการสัมผัสไวขึ้น 0.18 วินาที 

Assessment: จากข้อมูลข้างต้น การปรับสิ่งแวดล้อมในการนอนหลับด้วยห้องมืดและการผ่อนคลายกล้ามเนื้อตามลำดับช่วยเพิ่มความไวของการรับความรู้สึกของการมองเห็นและการสัมผัสได้ จากนั้นได้ทดสอบการเคลื่อนไหวด้วยการเดินหลับตาไปมา 6 นาที (6-minute walk test) พบว่า ผู้รับบริการมีการเดินเซและมีภาวะกลัวการเคลื่อนไหวชนตู้ที่อยู่ระหว่างทางเดิน - ต้องใช้มือสองข้างขยับระวังตู้ และเดินดีขึ้นเมื่อมีคนจับบริเวณไหล่โดยให้มือสองข้างขยับเดินแบบธรรมชาติ และต้องให้กำลังใจ 3 ครั้งกว่าจะเดินได้ครบเวลา บ่งชี้ว่า ภาวะสมาธิสั้นและภาวะกลัวน่าจะมีผลมาจากการขาดการกระตุ้นสมองในระบบการเคลื่อนไหว-การทรงตัว (Kinesthesia-Vestibular Deprivation) 

Program/Progression/Plan: แนะนำการฝึกผ่อนคลายด้วยตนเอง ด้วยการสาธิต เรียนรู้จากการฝึกด้วยตนเอง การออกแบบขั้นตอนด้วยตนเอง การให้กำลังใจ และการเขียนทบทวนการเรียนรู้เพื่อไปใช้ที่บ้านด้วยเทคนิคสุขภาพจิตศึกษา การฟื้นคืนสุขภาวะ การจัดการความคิดด้วยตนเอง และกิจกรรมบำบัดจิตสังคม และติดตามผลในใน 1 สัปดาห์


6 ก.ค.57

Subjective: ผู้รับบริการรู้สึกกลัวและไม่อยากตื่นนอน เพราะกลัวการสอบหรือการส่งงานที่ต้องลอกเพื่อนแล้วยังไม่เสร็จ แต่ถ้าไปรร.จะชอบบรรยากาศที่ผ่อนคลาย มีการเปลี่ยนสถานที่กับคน จะรู้สึกเพลียมากๆ ถ้าเรียนวิชาที่ไม่ชอบและไม่สนุก

Objective: เมื่อให้ลองวิเคราะห์เหตุที่ฝึกกิจกรรมบำบัดแล้วยังไม่ดีขึ้น ผู้รับบริการเล่าว่า พยายามฝึกนับถอยหลังช้าๆ จาก 50-0 แต่ก็ไม่มีสมาธิเลยต้องนับให้เสร็จเร็วๆ และทำการฝึกผ่อนคลายต่างๆ (ผู้บำบัดพบว่า ผู้รับบริการทำผิดวิธี คือ ผ่อนคลายจากปลายเท้าถึงศรีษะและทำเพียง 5 นาทีแทนที่จะพยายามทำตามที่ตกลงไว้ 20 นาที) และไม่มีคนช่วยจับเดินปิดตา จึงไม่กล้าทำ ทำให้ยังคงรู้สึกกล้ามเนื้อ่อนปวดเปียกและหน้ามืด จึงดูหนังฟังเพลงจนรู้สึกสบายใจและหลับยาวไปตื่นเที่ยงเหมือนเดิมกว่าจะไปรร.ช่วงบ่าย ซึ่งรร.ก็แนะนำผู้ปกครองให้บังคับมานอนขณะเข้าชั้นเรียนได้ในตอนเช้า          

Assessment: จากที่คุณแม่เล่าถึงการวินิจฉัยจากกุมารแพทย์ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Disorder) ตอนผู้รับบริการอายุ 9 ปี และได้รับการรักษาด้วยยา โดยไม่ได้รับการพัฒนาเด็กจากนักกิจกรรมบำบัด ก็ไม่มีความก้าวหน้าและยังปรับเปลี่ยนยาอย่างไม่คงที่ จึงให้ผู้รับบริการประเมินภาวะสมาธิสั้นในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตของตนเอง (Adult ADHD self-test) พบ ยังคงมีความสนใจสั้น (Inattentiveness) ถึง 88.9% ของพฤติกรรมทั้งหมด รวมทั้งมีภาวะซึมเศร้า 21/27 คะแนน (Patient Health Questionnaire) และภาวะการนอน 10/21 คะแนน(Sleep Quality Assessment)  

Program/Progression/Plan: แนะนำการศึกษาด้วยตนเองในเรื่องต่างๆ ต่อ 1-2 สัปดาห์ พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยจิตใจดีอย่างมั่นคง (Kind Firmness) ประกอบด้วย 

  • กลไกโรคสมาธิสั้นสู่โรคอารมณ์สองขั้ว 
  • การรักษาโรคอารมณ์สองขั้วด้วยยาและการบำบัดอื่นๆ เช่น การบำบัดความคิดความเข้าใจ-พฤติกรรม การบำบัดความสัมพันธ์กับผู้อื่น-ครอบครัว การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต 
  • การเรียนรู้กรณีศึกษาที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้วแต่ประสบความสำเร็จในชีวิต 
  • การฝึกเทคนิคการผ่อนคลายทางกายและจิต 
  • การจัดการคุณภาพของการนอนหลับ
  • กิจกรรมบำบัดกับการฟื้นคืนสุขภาวะหลังอารมณ์สองขั้ว

รวมทั้งการย้ำเตือนให้ทานยา Melatonin ที่จิตแพทย์สั่งให้ทานพร้อมนอนแต่หัวค่ำ หลังจากที่ผู้รับบริการไม่ยอมทานหรือทานตอน5 ทุ่มถึงเที่ยงคืน พร้อมกับการปรับแสงให้มืดก่อนนอน (ทดลองดูผลของการนอนเร็วขึ้นตอน 4 ทุ่ม แต่หลักฐานเชิงประจักษ์แนะนำนอน 14 ชม.ในห้องมืดและเปิดไฟให้ตื่นรวม 2-3 ชม.) และการฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อตามลำดับ 5 นาทีและเดินเร็วลืมตา 5 นาทีก่อนเข้านอน 30-60 นาที และติดตามผลใน 1 สัปดาห์ [จากการสังเกตของคุณแม่และสื่อสารข้อความมือถือ พบว่า ผู้รับบริการตื่นวันอาทิตย์บ่าย 3 ตื่นวันจันทร์บ่าย 2 และไม่ไปรร. ตื่นวันอังคารเที่ยงและไม่ไปรร. คุณแม่ปลุกทุก 30 นาทีจะตื่นเช้าวันพุธและไปรร. และตื่นวันพฤหัสบดีเที่ยงและไม่รร. ซึ่งผู้รับบริการยังคงสั่งการสมองให้ลุกขึ้นได้ลำบาก แม้ว่าจะพยายามรู้สึกอยากไปรร.แล้ว แต่รู้สึกกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียกอยู่] โดยรวมแล้วดีขึ้นเล็กน้อย 10% วางแผนตรวจประเมินซ้ำและปรับโปรแกรมกิจกรรมบำบัดในวันที่ 14 ก.ค. 57 นี้]