"ปัญหาเด็กหรือผู้ใหญ่: วิทยานิพนธ์"

อ่านบทความนี้ ก่อนอ่านบันทึกนี้ครับ

http://www.thairath.co.th/content/434715

                   เด็กไทยมีปัญหาเรื่องการเรียน การคิด และการวิเคราะห์ จนกระทบไปถึงการศึกษาขั้นสูงต่อไปคือ งานวิทยานิพนธ์ ประกอบกับถูกปลูกฝังด้านบริโภคสื่อจนชิน ถูกเสนอด้วยความคิดสำเร็จรูป ตามอินเตอร์เน็ต เวลาสร้างสรรค์ความรู้จึงไปไม่กว้าง ไม่ลึกพอ มีส่วนน้อยที่มีพื้นฐานดี จนมีชื่อเสียง แต่ก็ไม่ค่อยเห็นในระดับขั้นอุดมศึกษา หรือจะมีก็ด้านการเอ็นเตอร์เทน การประกวด การแข่งขัน มิใช่ด้านวิชาการเชิงลึก 

                  อีกอย่างเด็กไทยกลายเป็นบอนไซของผู้ใหญ่ เช่น นักการเมือง ผู้บริหาร ครู พ่อแม่และสังคม ที่ขาดวิสัยทัศน์แบบถาวร ทำให้เด็กไม่สามารถต่อยอดในการวิจัยสูงๆได้ สมัยเรียนผู้เขียนเห็นเพื่อนเวลาเสนอชื่อเรื่อง โครงร่างวิทยานิพนธ์ ส่วนใหญ่ไปก็อบปี้แนวคิดรุ่นพี่กัน เพราะคิดไม่ออก มองไม่เห็นปัญหา มองไม่เป็นประเด็น มองปัญหาไม่รอบคอบรอบด้าน จึงตีบตันในการตีกรอบ มองรัศมีประเด็นไม่เห็น

                 ณ วันนี้คือ ผลผลิตของผู้ใหญ่ที่บอนไซเด็กและปัญหาการศึกษาที่กลายเป็นโรคเรื้อรัง เด็กจึงเป็นแค่หนูลองยาผู้ใหญ่ ในขณะประเทศข้างเคียงพัฒนาไปไกลมาก พวกเรากลับติดกฏ กติกา ทฤษฎี ของผู้เรียนจบมาจากฝั่งตะวันตก ที่กำลังวิ่งตามก้นฝรั่งอยู่ แต่ไม่รู้วิธีประยุกต์ให้เข้าวัฒนธรรมคนเอเชีย จึงทำให้เกิดความขัดแย้งด้านวัฒนธรรมความคิดและนิสัยคนไทย

                  ในขณะเด็กเองกลับจมหมกอยู่กับเครื่องมือสื่อเสี้ยมให้เด็กตื่นเต้นกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ว่าการเรียนรู้ควรมีเครื่องมือเข้ามาช่วยการเรียนการสอน จนเด็กบ้าคอมฯ บ้ามือถือ อินเตอร์เน็ต ที่เรียกว่า "สื่อสังคม" (Socail Media) ทำให้รัฐจึงต้องตอบสนองเด็กด้วยการแจกแท็บเล็ต เพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้ ผลคือ เด็กนำมาเล่นเกม เล่นออนไลน์ เล่นแชทกันอย่างสนุกสนาน จนกลายเป็นเด็กติดเกมตั้งแต่อนุบาล

                  ผลการเรียนก็ไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างไร ตื่นเต้นในช่วงใหม่ๆ ทั้งครูและนักเรียน ในขณะเด็กมัธยมใช้สื่อเหล่านี้เป็นทางบำบัด ระบาย ขายหน้า (ถ่ายหน้าตัวเองโชว์เพื่อน) โฆษณาสินค้าขายของกัน หาเพื่อนคุยกัน ฯ ครั้นเวลาครูสั่งรายงานก็ใช้สูตรสำเร็จตามอินเตอร์เน็ตมาแปะมาแนบใส่ ขาดทักษะการเขียน การวิเคราะห์ การอ้างอิง ทำให้รายงานนั้นเป็นแค่ขนมชั้นไป ไม่ได้มีองค์ความรู้อะไรเลย

                  เมื่อขึ้นสู่มหาวิทยาลัย การศึกษาเน้นทักษะการอ่าน การคิด การฟัง การวิเคราะห์ การวิพากษ์มากขึ้น แต่นิสิตกลับยังเป็นเด็กติดแม่อยู่ คือ ยังรอคอย ให้ครูอาจารย์มอบความรู้ วิธีการอยู่ประจำ ยังติดนิสัยแบบมัธยมอยู่ ทำให้นิสิตไม่โตด้านปัญญา ผลคือ คิดไม่ออก ไม่แตกในเนื้อหา การวิเคราะห์ การเชื่อมโยงปัญหาต่างๆ ไม่เป็น ทำให้งานเปเปอร์และงานวิทยานิพนธ์ขาดความมีเสน่ห์ สะท้อนว่าขาดทักษะการคิด การเขียน เนื่องจากว่า ไปก๊อบปีหรือคัดลอกงานรายงานของคนอื่นตามอินเตอร์เน็ตมาใส่แทน หรือไม่ก็ไปจ้างคนอื่นทำให้ อนิจจาวิทยานิพนธ์!

                   ปัญหาเหล่านี้ มิใช่เพิ่งเกิดขึ้น เกิดมานานแล้ว แต่ผู้รับผิดชอบมัวแต่เน้นนโยบายของตน มหาลัยห่วงรายได้ ครูขาดทักษะการคิดแบบมืออาชีพ เพราะไปคัดเลือกครูเอกวิชาอื่นมาเป็นครู ครูเองก็พะวงแต่หนี้สินของตน โรงเรียนและมหาวิทยาลัยแข่งขันด้านชื่อเสียงมากไป ขาดงบประมาณ โดยเฉพาะโรงเรียนยากจนห่างไกล ทำให้ปัญหาต่างๆ สะสมที่โรงเรียน ครูและกับเด็กๆ

                     ในส่วนครอบครัวก็มอบอำนาจให้ครู ให้โรงเรียนแบบมีเงื่อนไข (ห้ามตี ห้ามด่า ห้ามว่า ห้ามตำหนิเด็ก) ทำให้พ่อแม่ผลักผละภาระของตนให้กับครูเต็มที่ ครูเองก็ไม่กล้าทำอะไรได้เต็มที่เช่นกัน ประกอบกับนโยบายของกระทรวงห้ามโน่น ห้ามนี่ สั่งโน่น สั่งนี่ จนครูเองก็มีปัญหารอบด้านทั้งครอบครัวและโรงเรียน และขณะเดียวกันครูก็มีค่านิยมผิดๆ ในกลุ่มกันเองด้วย เช่น มีรถ มีบ้าน มีผลงาน มีขั้น มีตำแหน่งฯ จะให้ครูที่ไหนมีกำลังใจ จึงไม่แปลกที่ได้ยินว่าครู เป็นหนี้มากที่สุด

                     ส่วนกลุ่มที่มีฐานะหน่อยก็ให้ลูกเข้าคอร์ส เรียนพิเศษหรือให้เรียนต่างประเทศ หรือเรียนโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียง กลุ่มนี้เองที่ลูกมีการต่อยอดได้ดี เพราะมีโอกาสกว่าคนอื่น ข้อเสียคือ ได้รับวัฒนธรรมแบบตะวันตกหรือต่างประเทศมานำพาให้สังคมไทยเพี้ยนไปด้วย เพราะไม่สนใจรากเหง้าวัฒนธรรมของตนเอง กลับไปเห่อของนอก เมื่อได้เป็นใหญ่เป็นโตก็ใช้นโยบายแบบนอกหมด กลายเป็นทาสฝรั่งไป แต่ชนบทรากหญ้ากลับรักษาวัฒนธรรมของตนไว้ จึงเกิดการขัดแย้งกันอีก

                     จุดศูนย์กลางของปัญหาคือ "นโยบาย" ของรัฐบาล ที่แก้ปัญหาแบบไม่ยั่งยืน จึงส่งผลต่อสถาบันคือ มหาวิทยาลัยและโรงเรียน จนกระทบไปถึงเด็กที่เป็นปลายทาง จุดหมายของมนุษย์ในการศึกษาเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ เพื่อต้องการให้พลเมืองของชาติมีสหทัศน์ที่กว้าง เพื่อเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต เข้าใจธรรมชาติที่ถูกต้อง และพึ่งพาตัวเองได้อย่างไม่ลำบาก แต่เป้าหมายนี้กลับเพี้ยนไปเป็นเพื่อคะแนนเสียงของรัฐ เพื่อหารายได้ของสถาบันและมีชื่อเสียงของตนเอง

                     เด็กๆคือพลเมืองของประเทศจึงพัฒนาอย่างไม่สมบูรณ์ กลายเป็นทาสยาเสพติด ติดเกม บันเทิง การแข่งขัน การล่าเพศ การหาเงินจากความง่ายและสะดวก ขาดความคิด การวิเคราะห์ กลายเป็นปัญหาประเทศชาติ จึงทำให้ประชาชนขาดวิสัยทัศน์ โลกทัศน์ วิถีไทยทัศน์ ทำให้เราพูดคุยกันไม่รู้เรื่อง นำไปสู่การทะเลาะวิวาทกัน แยกกลุ่มก้อน ซ่อนวาทกรรมอำพราง สร้างความเกลียดชังกันขึ้น

                      นี่คือ กระบวนการพัฒนาคนที่ไม่ยั่งยืน ด้านการศึกษา จึงส่งผลให้กลายเป็นผลร้ายทำลายตัวเองทั้งหมดได้ ผลที่เรื้อรังมานานเช่นนี้ เราคงไม่สามารถแก้ได้ในวันสองวัน ยิ่งเป็นเรื่องการศึกษาด้วย ต้องวางแผนกันระยะยาว (๑๐๐ ปี) ทำอย่างไรเราจะวางกรอบในการแก้ปัญหาใน ๓ ระยะคือ เบื้องต้นที่ระบบรัฐบาล ท่ามกลางที่สถาบันและโรงเรียน และที่สุดคือ เด็ก

                      ในส่วนรัฐบาล ควรจะกำหนดเป้าหมายเฉพาะหน้าของตน (นโยบายภาครัฐ) เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย โดยมีแผนผังถาวรเป็นหลักไว้ (มิใช่แต่เฉพาะแผนพัฒนาฯ แห่งชาติ) ต้องมีแผนระบบการศึกษาเฉพาะแบบระยะยาว ที่นักการเมืองไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ก็นั่นแหละ ระบบการเมืองมักจะแทรกแซงจุดนี้เสมอ จากนั้นควรให้มีหน่วยงานภาคประชาชนติดตามผลงานนี้ด้วย

                      ส่วนสถาบันและโรงเรียน ไม่ควรให้ออกนอกระบบมากเกินไป ควรมีการะบบถ่วงดุลกัน และให้มีหน่วยงานภาคประชาชนหรือหน่วยงานใดตรวจสอบได้ ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้สถาบันนี้แสวงหาประโยชน์จกาการศึกษาเกินขอบเขต จนออกนอกเป้าหมายในการผลิตพลเมืองของชาติ หรือหากรัฐบาลจะถ่ายเทการบริหารให้กับองค์กรท้องถิ่นก็ควรเป็นพี่เลี้ยงด้วย และให้ส่วนประชาชนท้องถิ่นนั้นมีบทบาทกำหนดเส้นทางอนาคตของลูกหลานเขาด้วย

                     ส่วนเด็กเป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันหลายฝ่ายกล่าวคือ ผู้นำท้องถิ่น โรงเรียน ศาสนา ประชาชน และองค์เอกชนที่มีทุนสนับสนุนกัน ทั้งนี้เพื่อพัฒนาร่วมกันไปในกรอบ "ความเจริญของบ้านเมืองท้องถิ่น อยู่ที่สมองของเด็กในชาติ" มิใช่รัฐแสวงหาผลคะแนน สถาบัน โรงเรียนหารายได้จากเด็ก และเอกชนหาประโยชน์จากเด็กที่ไร้เดียงสา  หากเป็นเช่นนี้เราก็กลายเป็นคนทำลายเด็ก ทำลายประเทศชาติ

                    วันนี้ เราเผชิญกับปัญหาของชาติหลายเรื่อง ตั้งแต่สิ่งแวดล้อม สังคม ศาสนา คุณภาพของพลเมือง (เด็ก) แต่เราก็ไม่รู้ว่า จะทำไงได้ เพราะไม่ได้มีอำนาจหรือบทบาทในการผลักดันประเทศชาติ แต่อย่าลืมว่า "ท่าน" คือ พลเมืองหน่วยย่อย ที่สามารถทำให้คนในครอบครัวมีผลต่อประเทศชาติได้ อย่าคิดว่า สังคมคนเดินทางไปไกลกว่าจะหันมาคิดเรื่อง "สาธารณชาติ" แล้วก็ตาม หากสังคมจมในปัญหาต่างๆ ผลกระทบสักวันก็จะไปถึงบันไดบ้านและห้องนอนของเราได้ครับ

-----------------------(๘/๗/๕๗)-------------------------

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จับความคิด



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

"เรากำลังเผชิญ..สภาวะ..ฝนตก..ขี้หมูไหล(ออกนอกโรงงาน)..."...กะมังนะ

มีดอกบานชื่น..ที่เปลี่ยนหน้าตาไปบ้าง..มาฝากเจ้าค่ะ...เป็นทาสฝรั่งเหมือนกัน..เจ้าดอกไม้นี้..อิอิ

เขียนเมื่อ 

คนไทยยังขาดการสอนในเรื่องการคิด วิเคราะห์ ให้กับเด็ก ๆ อยู่นะคะ โดยเฉพาะอีกเรื่อง คือ เรื่องของการเขียน การฝึกเขียน ๆ ในที่นี้ คือ การเขียนแบบเป็นทางการค่ะ พี่ว่า มาก ๆ โดยเฉพาะคนที่เข้ามาทำงาน เช่น การเขียนหนังสือราชการ ไม่ได้เท่ากับสมัยก่อนเลย อ่อนด้อยมาก ๆ ค่ะ จะใส่อย่างไรเล่าค่ะที่จะให้เด็กรุ่นหลัง มีความแข็งแรงในเรื่องของการคิด วิเคราะห์และการฝึกเขียนค่ะ

เขียนเมื่อ 

ในส่วนครอบครัวก็มอบอำนาจให้ครู ให้โรงเรียนแบบมีเงื่อนไข (ห้ามตี ห้ามด่า ห้ามว่า ห้ามตำหนิเด็ก) ทำให้พ่อแม่ผลักผละภาระของตนให้กับครูเต็มที่ ครูเองก็ไม่กล้าทำอะไรได้เต็มที่เช่นกัน ประกอบกับนโยบายของกระทรวงห้ามโน่น ห้ามนี่ สั่งโน่น สั่งนี่ จนครูเองก็มีปัญหารอบด้านทั้งครอบครัวและโรงเรียน และขณะเดียวกันครูก็มีค่านิยมผิดๆ ในกลุ่มกันเองด้วย เช่น มีรถ มีบ้าน มีผลงาน มีขั้น มีตำแหน่งฯ จะให้ครูที่ไหนมีกำลังใจ จึงไม่แปลกที่ได้ยินว่าครู เป็นหนี้มากที่สุด

ใช่เลย ๆๆๆ  เห็นด้วยสุด ๆๆๆ