สวัสดีค่ะ นี่เป็นการเขียนเรื่องแรก ใน blogs ของ gotoknow นะค่ะ กับ topic "5 ปีที่ผ่านมาสำนักศึกษาทั่วไป" ก็อยากจะบอกว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตการทำงานครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ ท้าวความกันมาตั้งแต่สมัยอยู่กองทะเบียนและประมวลผล ก็ต้องขอขอบคุณผู้มีพระคุณ 4 ท่าน ดังต่อไปนี้ 1.พี่เปิ้ล ผู้ซึ่งมีความใจดีเป็นที่ตั้ง ได้แนะนำให้ท่านรองศาสตราจารย์ ดร.นงนิตย์ มรกต ว่ามีน้องที่เช่าบ้านอยู่ด้วยนั้น จบปริญญาโท ทางการวัดผลการศึกษา ซึ่งสามารถวิเคราะห์ข้อสอบได้ และประกอบกับเป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยกำลังต้องการจะจัดตั้งสำนักศึกษาทั่วไป หาคนมาวิเคราะห์ข้อสอบ ข้าพเจ้าเลยได้โอกาสในการมาสอบสัมภาษณ์ กับท่านอรอนงค์ เมฆพรรณโอภาส ผู้อำนวยการกองทะเบียนและประมวลผล ที่เปิดโอกาสให้ได้เข้าไปพูดคุยกับท่านรองศาสตราจารย์ ดร.พิศมัย ศรีอำไพ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ในช่วงนั้น ท่านตอบรับให้ข้าพเจ้าได้เข้าทำงานในวุฒิ ป.โท บรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ในวันที่ 17 ตุลาคม 2548 นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้น.....

หลังจากมีการจัดตั้งสำนักศึกษาทั่วไปขึ้น โดยการนำทีมของผู้บริหารที่ชื่อว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พชรวิทย์ จันทร์ศิริสิร ข้าพเจ้าได้ทำงานเกี่ยวกับ งาน ก.พ.ร. ซึ่งสมัยนั้นก็จับต้นชนปลายไม่ถูกเหมือนกันว่า งาน ก.พ.ร. ที่ทำนั้น มันทำกันเช่นไร มีผลเช่นไร ต่อสำนัก ต่อมหาวิทยาลัย ซึ่งสมัยนั้นได้รับผิดชอบ ก.พ.ร. ระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ที่ต้องทำ ประสานงานกับทั้งมหาวิทยาลัย จากประสบการณ์อันน้อยนิด ได้แต่คลำทางไปแบบว่าเห็นโลกมาน้อย ไม่รู้จักการทำงานที่ต้องผ่านงานแบบเป็นขั้นเป็นตอน ข้ามหน้าข้ามหลัง ซึ่งอาจทำให้ไม่ถูกต้องและไม่ถูกใจไปบ้าง ซึ่งถือเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่จำไม่ลืม

การทำงาน ก.พ.ร. ของข้าพเจ้า เริ่มขึ้นพร้อมกับการที่ข้าพเจ้าแต่งงานและเริ่มตั้งครรภ์ ในเวลาเดียวกัน ทั้งงานในหน้าที่ที่เพิ่งเริ่มทำ (ความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ยังน้อยมาก) และการตั้งท้อง ท้องแรก สามี ไม่อยู่ด้วย เพราะทำงานต่างจังหวัด จนกระทั่งคลอดลูกออกมาแล้ว เลี้ยงคนเดียว บอกตามตรงเลยค่ะ ว่าไม่ง่ายเลย กับงานในหน้าที่ เสร็จทัน บรรลุเป้าหมายบ้าง ไม่บรรลุเป้าหมายบ้าง ถามว่ามีความเครียดมั้ย ก็เครียดนะค่ะ ยอมรับว่า แบ่งแยก บริหารจัดการชีวิตของตนเองยังไม่ลงตัวค่ะ แต่ทุกครั้งที่เห็นผลการประเมิน ก.พ.ร. ก็เกิดการเรียนรู้มากขึ้นในทุกปี เรียนรู้จากการทำผิดค่ะ ทุกครั้งที่ทำผิดแล้วจะบอกกับตัวเองว่าจะไม่ให้มันผิดอีก และก็พยายามทำให้ดีขึ้น คือบางที ความคิดดี นะค่ะ แต่เวลานำมาปฏิบัติอาจทำได้บ้างไม่ได้บ้าง คงเป็นประมาณว่า คิดมาก แต่พอจะลงมือทำกลับไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร แล้วทีนี้ก็มานั่งคิดว่า อะไรที่สำคัญ ก็มาเรียงลำดับความสำคัญนั้นๆ ตัวเองคิดว่าบางทีก็เหมือนการทำงานแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ไฟรนก้น ต้องมานอนที่สำนักงาน หอบลูกหอบเต้า เดือดร้อนสามีให้มาอยู่เป็นเพื่อน 5555 มันคือรสชาติอย่างนึงที่จำไม่ลืม การทำงานแบบนี้ มันก็สอนให้รู้ว่า ปีต่อไป ฉันจะต้องทำให้เสร็จก่อนกำหนด นะ ไม่งั้นได้หอบลูกมาอีก

การทำงานมันคงไม่พ้นเรื่องการวางแผน จริงมั้ยค่ะ ก็ต้องยอมรับค่ะ ว่าอาจจะวางแผนได้ยังไม่ดี เรียนรู้จากความผิดพลาดอีกแล้วค่ะ ว่า การทำอย่างนี้นะมันไม่ถูก ปีต่อไป ต้องเป็นแบบนี้นะ แต่เชื่อมั้ยค่ะ ว่าในระหว่างปีมันก็จะมีงานที่แทรกเข้ามา อยู่เสมอ ตรงนี้ละค่ะ ที่ต้องวางแผน จัดการบริหารเวลาในการทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งต้องขอสารภาพเลยค่ะว่า ยังบริหารเวลาในการทำงานได้ยังไม่ดีพอ ซึ่งก็ขอเวลาในการเรียนรู้ และบริหารจัดการตนเอง งานในหน้าที่ และชีวิตครอบครัวให้ทุกอย่างมันดูลงตัว ดังคำที่ว่า

"มาทำงานให้มีความสุข พอกลับบ้านก้มีความสุข"

แต่ตอนนี้ยังไม่เป็นเช่นนั้นเลย ก็จะพยายามกันต่อไป ค่ะ

เชื่อว่าสักวันหนึ่งที่ไม่สายเกินไป ทั้ง 2 เรื่อง เรื่อง งาน และครอบครัวจะมีความสุขและดีขึ้นในทุกๆด้าน เอง

คงต้องอาศัยเวลา และความพยายามต่อไปนะค่ะ

ขอบคุณสำหรับท่านที่อ่านจนจบ นะค่ะ

ขอบคุณค่ะ