“ยังไม่อยากตาย ห่วงลูก”


น้องทัศนีย์(พยาบาลเวชศาสตร์ชุมชน) ปรึกษาว่า “ ผู้ป่วยไม่พร้อมที่จะให้นักศึกษาแพทย์ไปเยี่ยมครั้งที่ 2 จะทำอย่างไรดี”

ฉันถามน้องทัศนีย์ว่า  น้องช่วยเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบว่าเกิดอะไรขึ้น”

น้องทัศนีย์  “ ผู้ป่วยชายไทยศาสนาพุทธอายุ 39ปีอาชีพ รับจ้าง(พนักงานบริษัท)ชื่อพุธ(นามสมมติ) ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้ายที่มีการกระจายไปยังปอด มีลูกสาว 2 คน คนโตอายุ 14 ปี ชื่อน้องแพร(นามสมมติ)ลูกสาวคนเล็กอายุ 9 ปี ชื่อน้องพลอย (นามสมมติ) ส่วนภรรยาแยกทางกันตั้งแต่น้องพลอยอายุ 9 เดือนปัจจุบันอาศัยอยู่กับแม่ที่อายุ 65 ปีในระหว่างที่เจ็บป่วยมีแม่และพี่สาวชื่อจ๋า (นามสมมติ) มาดูแลพี่จ๋ามาช่วยดูแลในเวลากลางคืน กลางวันไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รพ..สต.”

ฉันถาม  “ตอนนี้คุณพุธมีอาการอย่างไร”

น้องทัศนีย์   เหนื่อยมากเวลามีกิจกรรม ต้องใช้ออกซิเจนเป็นช่วงๆและมีปวดท้องปวดหลัง”

“พี่ว่าประเด็นสำคัญที่เข้าไปช่วยตอนนี้คือ เรื่องเหนื่อยและปวดก่อนเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานส่วนประเด็นเรื่องนักศึกษาแพทย์นั้นค่อยมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นพี่ให้น้องทัศนีย์ช่วยโทรคุยกับคุณจ๋าก่อนว่า เป้าหมายตอนนี้ต้องการช่วยให้ผู้ป่วยไม่ทุกข์ทรมานกับการเหนื่อยและปวดจะขออนุญาตไปคุยกับคุณจ๋าก่อนเพื่อวางแผนช่วยเหลือคุณพุท”   ฉันเสนอความคิดเห็น

ในที่สุดคุณจ๋าอนุญาตให้ทีมเราไปคุยกันที่รพ.สต. ในทีมมีน้องทัศนีย์นักศึกษาแพทย์ 3 คน และฉันวันนั้นเราคุยกันประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าคุณจ๋าเล่าว่าหลังจากนักศึกษาเยี่ยมเย็นวันศุกร์คืนวันอาทิตย์ผู้ป่วยเหนื่อนมากต้องไปรพ.ฉุกเฉินและแพทย์แจ้งข่าวร้ายว่า   “ปอดผู้ป่วยดำมืดไปข้างหนึ่ง และอีกข้างก็เหลือไม่มาก”  คืนนั้นผู้ป่วยนอนกระสับกระส่ายแล้วเพ้อตลอดว่า  “ยังไม่อยากตายห่วงลูก”   “จะต้องตายแน่ๆแล้วหรือนี่”  พอเช้าวันจันทร์ผู้ป่วยเงียบ ซึมเศร้า ท้อแท้และบอกพี่จ๋าว่าให้โทรบอกน้องทัศนีย์ว่า  “ผู้ป่วยไม่พร้อมที่จะให้นักศึกษาแพทย์ไปเยี่ยม”  หลังจากพูดคุยกับคุณจ๋าถึงได้ทราบสาเหตุที่ผู้ป่วยปฏิเสธการเยี่ยมของนักศึกษาแพทย์ในวันนั้นได้คุยประเด็นอื่นที่เกี่ยวกับชีวิตของครอบครัวผู้ป่วยและของคุณจ๋าที่ต้องดูแลสามีที่เป็นอัมพฤตและลูกยังเล็ก 2 คน รวมถึงการเตรียมใจคุณจ๋ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้น วันนั้นคุณจ๋ารับปากว่าจะไปขออนุญาตน้องชายให้ทีมเราไปเยี่ยมเพื่อบรรเทาอาการเหนื่อย ปวด

ในที่สุดคุณพุธอนุญาตให้ทีมเราไปเยี่ยมก่อนไปเยี่ยมน้องทัศนีย์ ให้นักศึกษาไปขอข้อมูลจากรพ.ที่คุณพุธไปรักษาและนำมาปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ชุมชนว่าจะไปช่วยอะไรได้บ้าง เช่นตั้งแต่ยาพ่นที่พ่นยาที่วัดค่าออกซิเจนเครื่องวัดสัญญาณชีพเป็นต้น

2 วันต่อมาทีมเราประกอบด้วยนักศึกษาแพทย์ 3 คน น้องพยาบาลทัศนีย์และฉันได้ไปเยี่ยมคุณพุธที่บ้านสภาพแรกรับมีอาการเหนื่อยมากหายใจแรงและเร็ว วัดค่าออกซิเจนได้  89  ความดัน 140/90 มม.ปรอทชีพจร 120  ครั้งต่อนาที หายใจ 32 ครั้งต่อนาทีไม่มีไข้รู้สึกตัวดีพูดคุยรู้เรื่อง นอนหัวสูงอยู่บนเก้าอี้โยกไม่บ่นปวดที่ใด ได้ช่วยเหลือโดยให้ออกซิเจนและพ่นยาต่อมาวัดค่าออกซิเจนได้  94หายใจ  24  ครั้งต่อนาทีในตอนนั้นเองฉันสังเกตเห็นประกายตาของคุณพุธที่มองมายังทีมเรานั้นแสดงถึงความขอบคุณ ความเป็นมิตร

หลังจากอาการเหนื่อยของคุณพุธสงบลงนักศึกษาแพทย์ 2 คนและน้องพยาบาลทัศนีย์นั่งอยู่เป็นเพื่อนส่วนฉันและนักศึกษาแพทย์อีก 1 คนได้หาโอกาสไปคุยกับแม่ผู้ป่วยคุณจันทร์(นามสมมติ)เพื่อถามความรู้สึกและเตรียมตัวเผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

คุณจันทร์บอกว่า  ฉันเตรียมใจไว้แล้วว่าลูกพุธคงอยู่ได้ไม่นานแต่ไม่ต้องการให้ทุกข์ทรมาน”  ขณะที่กำลังพูดคุยกันนั้นลูกสาวคนเล็กของคุณพุธน้องพลอยเข้ามานั่งร่วมวงสนทนา

“น้องพลอยทราบไหมค่ะว่าพ่อป่วย”  ฉันหันไปถามน้องพลอย

“ทราบค่ะ”  น้องพลอยตอบ

“ทราบไหมค่ะว่าพ่อป่วยมาก”   ฉันถามเพื่อประเมินการรับรู้ของน้องพลอย

“ทราบค่ะ”  น้องพลอยตอบพร้อมกับพยักหน้าน้ำตาซึม

น้องพลอยรู้สึกอย่างไร”  ฉันถามต่อ

“กลัว...กลัวพ่อตาย”   น้องพลอยพูดแล้วน้ำตาซึม

“ถ้าวันหนึ่งพ่อต้องไปสวรรค์ น้องจะว่าไงค่ะ”   ฉันถาม

น้องพลอยอึ้งเงียบเศร้า น้ำตาซึมฉันจึงเข้าไปกอดน้องพลอยพร้อมพูดว่า  “ วันหนึ่งทุกๆคนต้องไปสวรรค์ ป้าเองก็ต้องไปสวรรค์แต่จะไปช้าเร็วไม่เท่ากัน แต่การที่จะไปสวรรค์ได้นั้นต้องไปด้วยจิตใจที่สงบและมีความสุขถ้าน้องพลอยต้องการให้พ่อได้ไปสวรรค์ให้น้องพลอยบอกกับพ่อว่าพลอยรักพ่อพ่อไม่ต้องห่วงพลอยพลอยจะตั้งใจเรียนหนังสือเป็นเด็กดี โตขึ้นพลอยจะดูแลย่าไม่ต้องห่วงย่า”

3 วันต่อมาผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากมีอาการหอบเหนื่อยมากใส่ท่อช่วยหายใจในระหว่าง 2 วันที่นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลผู้ป่วยมีอาการกระสับกระส่าย โดยมีแม่จันทร์พี่จ๋าลูกสาวน้องแพรและน้องพลอยอยู่เป็นเพื่อนเฝ้าอยู่ตลอดจนกระทั่งก่อนเสียชีวิต1วันน้องพลอยเข้าไปกอดพ่อแล้วพูดว่า  “พลอยรักพ่อพ่อไม่ต้องห่วงพลอยพลอยจะตั้งใจเรียนหนังสือเป็นเด็กดี โตขึ้นพลอยจะดูแลย่าไม่ต้องห่วงย่า  ญาติๆที่อยู่ข้างเตียงต่างน้ำตาซึมนึกไม่ถึงว่าน้องพลอยจะพูดเช่นนี้ หลังจากนั้นไม่นานอาการกระสับกระส่ายของคุณพุธลดลงสุดท้ายจากไปอย่างสงบ

หมายเลขบันทึก: 570834เขียนเมื่อ 22 มิถุนายน 2014 14:56 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 มิถุนายน 2014 14:56 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (2)

เรื่องเล่าดีดี รออ่านเรื่องต่อไปอยู่นะคะ

เรียนป้าฟ้ง 

ทั้งเรื่องเล่าและเรื่องเขียน ทั้งฟังและอ่าน ได้ข้อคิดจากป้าฟ้งเสมอ 

บังหีม รพปากพะยูน

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี