การศึกษาวิธีการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนที่ประสบผลสำเร็จ : กรณีศึกษานักเรียนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ปีการศึกษา 2556

เอกสารอันดับที่20/2557

กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1

คำนำ

การศึกษาวิธีการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนที่ประสบผลสำเร็จ : กรณีศึกษานักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ปีการศึกษา 2556 มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาวิธีการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนที่ประสบผลสำเร็จและศึกษาความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้เกี่ยวข้องในการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนที่ประสบผลสำเร็จ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ได้ดำเนินการศึกษา คือ กำหนดพื้นที่และแหล่งข้อมูลในการศึกษา รวบรวมข้อมูลจากการระบบฐานข้อมูลที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้จัดเก็บไว้ส่วนหนึ่งและสอบถามไปยังสถานศึกษาในสังกัดทุกสถานศึกษา แต่งตั้งคณะทำงานสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดรูปแบบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อเป็นการถอดบทเรียน ใน 3 ลักษณะ ประกอบด้วย การสัมภาษณ์ การสอบถามและการบันทึกเรื่องเล่า จากวีดิทัศน์ ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลตามที่ได้กำหนดรูปแบบไว้ สอบถามไปยังสถานศึกษา บันทึกเรื่องเล่าด้วยวีดิทัศน์และทำการสัมภาษณ์ ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2556ในการจัดงานวันเกียรติยศแห่งความสำเร็จ แลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียน ณ หอประชุมโรงเรียนอนุบาลสระบุรีอำเภอเมืองสระบุรีจังหวัดสระบุรี ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและตีความลงข้อสรุป ผลการศึกษา ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาประกอบด้วย ตัวนักเรียนเอง ครู ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ปกครองนักเรียน มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้นักเรียนประสบผลสำเร็จ ในการเรียน การประกวดและแข่งขันในระดับชาติ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสาร ฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ในเชิงวิชาการ และประโยชน์ต่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียนและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปข้อมูลสารสนเทศในการพัฒนาต่อยอดการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน ต่อไป

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ขอขอบคุณคณะทำงาน ในการศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา ที่จัดทำรายงานการศึกษาได้สำเร็จเรียบร้อย เป็นอย่างดี มา ณ โอกาสนี้

(นายสุเมธีจันทร์หอม)

ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1

มิถุนายน 2557

สารบัญ

                                                                                                                                                                                                                                          

การศึกษาวิธีการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนที่ประสบผลสำเร็จ : กรณีศึกษานักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ปีการศึกษา 2556

1. ความเป็นมา

การศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21 นั้นสถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องเป็นหน่วยบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพเพื่อรองรับการแข่งขันอย่างเสรีที่จะเกิดขึ้นการพัฒนาเด็กและเยาวชนของชาติในอนาคตให้มีศักยภาพหลายด้านและนำไปสู่ความเป็นสากลต้องปรับการเรียน เปลี่ยนการสอน เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ให้มากขึ้นและการเรียนรู้เฉพาะภาษาแม่และภาษาต่างประเทศที่ 2 อย่างเช่นในอดีตนั้นคงไม่เพียงพอจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาต่างประเทศที่ 3, 4, ...เพราะเมื่อเรียนรู้ได้หลากหลายภาษาจะส่งผลให้เด็กและเยาวชนได้เปรียบทั้งในด้านการสื่อสาร การเจรจาต่อรองแต่สิ่งที่ต้องเน้นย้ำและไม่อาจมองข้ามนั่นไปได้ก็คือต้องปลูกฝังความรู้ควบคู่คุณธรรมเพื่อพัฒนาให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันในประชาคมโลกได้อย่างสันติสุขด้วย

การยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มีนักเรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศ ให้นักเรียนมีความพร้อมในระดับเวทีสากลเป็นสิ่งจำเป็นจะเป็นการสร้างคนไทยรุ่นใหม่ให้เป็นคนดีของสังคมโลก โดยคาดหวังยกระดับวิธีการเรียนรู้ของนักเรียน การจัดการเรียนรู้ของครูและการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นการยกระดับการบริหารจัดการระบบคุณภาพ ให้มีมาตรฐานพร้อมรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนมุ่งสร้างนักเรียนให้มีศักยภาพด้วย การพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เป็นเป้าหมายในการยกระดับการจัดการศึกษาของทั้งสถานศึกษาการออกแบบหลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งผู้เรียนจะเรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามที่กำหนดมีการพัฒนาต่อยอดคุณลักษณะที่เทียบเคียงกับสากลโดยสถานศึกษาต้องพิจารณาให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพความพร้อมและจุดเน้นที่มีความแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละสถานศึกษา

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ตระหนักดีในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา ประกาศให้ปีการศึกษา 2556 “เป็นปีแห่งการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาเพื่อสร้างและเตรียมอนาคตนักเรียน” ที่ต้องการเห็นคุณภาพ 3 คุณภาพคือ ครูคุณภาพ ชั่วโมงคุณภาพและนักเรียนคุณภาพ โดยใช้กลไกขับเคลื่อน 3 ด้าน คือ ด้านการเรียนการสอน ด้านการบริหารจัดการและด้านการนิเทศการศึกษา ที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน โดยในแต่ละด้าน ได้นำไปจัดทำกลยุทธ์ โครงการ/งาน กิจกรรม รองรับและกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญคือ การสนับสนุน ส่งเสริมให้นักเรียนได้เข้าร่วมประกวดและแข่งขันในเวทีต่างๆ ทั้งในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ระดับภาค ระดับชาติและระดับนานาชาติ ผลของการประกวดและแข่งขันดังกล่าว ส่งผลให้นักเรียนได้รับรางวัลชนะเลิศระดับชาติ สร้างความภาคภูมิใจให้กับนักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษารวมทั้งผู้ปกครอง และสิ่งที่ได้จากผลการประกวดและการแข่งขันก็คือ วิธีการเรียนรู้ของนักเรียน วิธีการจัดการเรียนรู้ของครู วิธีการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษาและวิธีการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครอง ดังนั้นจึงได้มีการถอดบทเรียนเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ที่สามารถจะนำสิ่งที่ได้จากการถอดบทเรียนครั้งนี้ นำไปพัฒนาและต่อยอดต่อไป

2. วัตถุประสงค์การศึกษา

2.1 เพื่อศึกษาวิธีการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนที่ประสบผลสำเร็จ

2.2 เพื่อศึกษาความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้เกี่ยวข้องในการจัดการเรียนรู้ของนักเรียน

ที่ประสบผลสำเร็จ

2

3. ขอบเขตการศึกษา

3.1 ขอบเขตด้านแหล่งข้อมูล/พื้นที่การศึกษา

พื้นที่การศึกษาคือ นักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ปกครองนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ปีการศึกษา 2556

3.2 ขอบเขตด้านตัวแปร

ตัวแปรที่ศึกษา คือ วิธีการจัดการเรียนรู้

3.3 ขอบเขตด้านเนื้อหา

เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย วิธีการเรียนรู้ วิธีการจัดการเรียนรู้ การส่งเสริมสนับสนุนและการอบรมเลี้ยงดู

3.4 ขอบเขตด้านเวลา

เวลาที่ใช้ในการศึกษา ศึกษาจากนักเรียนที่ประสบความสำเร็จและได้รับรางวัลระดับชาติขึ้นไป ในปีการศึกษา 2556

4. นิยามศัพท์เฉพาะ

ถอดบทเรียน หมายถึง การนำเสนอ วิธีการจัดการเรียนรู้นักเรียน ของนักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้ปกครอง จนทำให้นักเรียน ในความรับผิดชอบ/ในความปกครอง ประสบผลสำเร็จจนได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดและแข่งขันในระดับชาติที่ได้จากการการสัมภาษณ์ การสอบถามและการบันทึกเรื่องเล่า จากวีดิทัศน์ ของผู้เกี่ยวข้อง

วิธีการจัดการเรียนรู้ หมายถึง วิธีการเรียนรู้ของนักเรียน วิธีการจัดการเรียนรู้ของครูที่นักเรียนได้รับรางวัลระดับชาติ วิธีการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษาที่นักเรียนได้รับรางวัลระดับชาติและวิธีการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองนักเรียนที่ประสบความสำเร็จและได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดและแข่งขันในระดับชาติขึ้นไป ในปีการศึกษา 2556

นักเรียนที่ประสบผลสำเร็จ หมายถึง นักเรียนที่เข้าประกวดและแข่งขันและได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดและการแข่งขันนั้น ในระดับชาติ

นักเรียน หมายถึง นักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1ที่เข้าประกวดและแข่งขัน ในเวที ของหน่วยงานต่างๆที่ได้จัดให้มีการประกวด แข่งขันและได้รับรางวัลชนะเลิศในระดับชาติ

รางวัลระดับชาติ หมายถึง ผลการประกาศของการประกวดและการแข่งขันที่ได้รับรางวัลสูงสุดของแต่ละลักษณะของการประกวดและแข่งขัน ประกอบด้วย การแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน การทดสอบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับชาติ การทดสอบระดับชาติ การแข่งขันวิชาการระดับนานาชาติ การแข่งขันอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ การแข่งขันว่ายน้ำ การแข่งขันจักรยาน รางวัลดีเด่นด้านคุณธรรม จริยธรรมระดับประเทศ รางวัลโรงเรียนพระราชทาน และผู้ทำประโยชน์ทางด้านการศึกษาที่เป็นแบบอย่างที่ดี

ผู้เกี่ยวข้อง หมายถึง บุคคลที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนที่ประสบผลสำเร็จ ประกอบด้วย ตัวนักเรียนเอง ครู ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ปกครองนักเรียน

3

5. เอกสารแนวคิด หลักการ ที่เกี่ยวข้อง

5.1 แนวคิด ด้านการบริหารจัดการโรงเรียน

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(2556) ได้นำเสนอการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ในฐานะผู้บริหารโรงเรียน ประกอบด้วย

1. จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล

2. ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา

3. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง

4. จัดการเรียนการสอน โดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ ได้สัดส่วนสมดุลกันรวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมทีดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา

5. จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ

6. ส่งเสริมให้ผู้สอนจัดสภาพแวดล้อมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และมีความรอบรู้ โดยจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม จัดสื่อการเรียนและอำนวยความสะดวก ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกัน

อาภาพร เหล็กกล้า (2557:ออนไลน์)ได้นำเสนอการบริหารโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพ กล่าวว่า บุคคลในหน่วยงานถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด “บุคคลเป็นหัวใจของการบริหาร” เพราะบุคคลเป็นผู้ดำเนินการกับปัจจัยต่างๆ ทั้ง วัสดุ อุปกรณ์ และการจัดการต่างๆ ในการบริหารจัดการศึกษาในสถานศึกษา ประกอบด้วย

1. มีความซื่อสัตย์สุจริต ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของการบริหาร เพราะจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ทำให้เกิดความศรัทธาและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่บุคลากรผู้ใต้บังคับบัญชา ดังคำกล่าวที่ว่า “แบบอย่างที่ดีย่อมอยู่เหนือคำสอนอื่นใด”

2. มีความยุติธรรม ได้บริหารงานด้วยความเสมอภาค ความเป็นกลาง และความยุติธรรมกับทุกคน ซึ่งทำให้ไม่เกิดความขัดแย้งภายในสถานศึกษา

3. มีความมุ่งมั่น ขยัน อดทน ยึดหลักว่า “สอนให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น”

4. มีความรับผิดชอบสูง เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง เพราะ ความรับผิดชอบทำให้งานประสบความสำเร็จ แม้ในบางครั้งงานที่สำคัญของโรงเรียนเกิดความผิดพลาด

5. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ที่แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำ

6. มีภาวะผู้นำสูง

7. กล้าตัดสินใจ ในหลายๆครั้งได้ตัดสินใจร่วมกับผู้ปกครองด้วยความรอบคอบถูกต้อง

8. มีคุณธรรมจริยธรรม ยึดหลักบริหารพรหมวิหาร 4 เป็นธรรมะในการบริหาร

9. มีวุฒิภาวะทางอารมณ์สูง สามารถเก็บความรู้สึกต่างๆ ได้ สุขุม รอบคอบ นุ่มนวล มีความอดทนต่อความรู้สึกที่ไม่ถูกต้องหรือขัดต่อ

10. เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่บุคลากรในโรงเรียนและครอบครัว มีนิสัยรักการอ่าน การใช้เวลาว่างในวันหยุด

4

11. ความจริงใจ ยึดอุดมการณ์ในการทำงานให้ความจริงใจแก่ผู้ร่วมงาน ทุกคนด้วยความเสมอภาค จริงใจ “กอดคอกันทำงาน งานสำเร็จคนมีความสุข”

การบริหารและจัดการศึกษาให้ประสบกับความสำเร็จนั้นไม่มีทฤษฎีใดที่เหมาะสมหรือสามารถนำมาใช้บริหารได้กับทุกองค์กร หากแต่ผู้บริหารมืออาชีพจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการนำเทคนิควิธีหรือทฤษฎีต่างๆ ที่หลากหลายมาใช้ในการบริหารจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับสภาพเหตุการณ์ สถานที่ ช่วงระยะเวลา และอื่นๆ จึงจะประสบการความสำเร็จในที่สุด

ชวลิต พลราษฎร์ (2557:ออนไลน์)นำเสนอแนวทางการบริหารการจัดการโรงเรียนสู่คุณภาพว่าการบริหารจัดการโรงเรียนที่มีคุณภาพของโรงเรียน ต้องมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นบ้านที่มีคุณภาพได้มาตรฐานทางการศึกษาของชาติและสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นเป็นที่ยอมรับและศรัทธาของนักเรียนผู้ปกครองและชุมชนโดย

1. ยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การบริหารแบบมีส่วนร่วม และบริหารผลสำเร็จอย่างสมดุล

2. กำหนดวัตถุประสงค์ของโรงเรียน ที่เป็นภาพความสำเร็จของโรงเรียน ได้แก่ศักยภาพของนักเรียน สมรรถนะของครู สมรรถนะของผู้บริหาร คุณภาพของโรงเรียน และการยอมรับการมส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน

3. กำหนดขอบข่ายและภารกิจของโรงเรียนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 มาตรา 39ให้กระทรวงศึกษาธิการกระจ่ายอำนาจการบริหารจัดการการศึกษาทั้งด้านวิชาการงบประมาณการบริหารงานบุคคลและการบริหารทั่วไป

4. กำหนดกลยุทธ์การดำเนินการของโรงเรียน เพื่อเป็นแนวทางวิธีการสร้างพลังขับเคลื่อนให้โรงเรียนมีระบบการบริหารจัดการที่ดีการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรการเพิ่มสมรรถนะของโรงเรียนการระดมสรรพกำลังและเครือข่ายอุปถัมภ์

5. กำหนดเงื่อนไขความสำเร็จ แสดงวิธีการและสภาพการดำเนินงานของโรงเรียนที่ส่งผลต่อความสำเร็จได้แก่คุณลักษณะของนักเรียนกระบวนการการจัดการศึกษาภายในโรงเรียน การเรียนรู้และการพัฒนางบประมาณและทรัพยากร

ศาสตราจารย์ ศิริชัย กาญจนวาสี (อ้างถึงใน เดลินิวส์ออนไลน์ 2557:ออนไลน์) คุณภาพโรงเรียนเป็นประเด็นปัญหา หนึ่งที่สังคมไทยกำลังให้ความสำคัญในอันดับต้นๆ ลักษณะโรงเรียนที่มีคุณภาพดีที่ มีองค์ประกอบสำคัญคือ สถานศึกษาต้องมีผู้นำมือที่เป็นอาชีพในการบริหาร ผู้นำต้องรอบรู้และยึดมั่นในวัตถุประสงค์ ใช้วิธีการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทุกด้าน และเป็นผู้นำวิชาชีพที่ทรงความรู้และมีคุณธรรม ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของผู้เรียนและการจัดการเรียนการสอนของครู กำหนดเวลาเรียนต่อปีสูงและใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ เน้นงานด้านวิชาการการฝึกปฏิบัติและผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในสัดส่วนที่ลงตัว ต้องจัดรูปแบบของบทเรียนได้ดีและยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดล่วงหน้า มีการกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายการพัฒนาร่วมกันของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ทุกฝ่ายที่เป็นพลังในการขับเคลื่อน พร้อมมุ่งมั่น คงเส้นคงวาในการทำงานอย่างเชิงรุก เน้นทำงานด้วยความเป็นมิตรและการร่วมมือร่วมใจกัน ต้องมีการจัดการเรียนการสอนที่กำหนดเป้าหมายการพัฒนาอย่างชัดเจน คือต้องมีจุดมุ่งหมายที่แน่ชัดและสามารถปฏิบัติได้จริง กำหนดความคาดหวังที่ต้องการให้ผู้เรียนสามารถบรรลุถึงได้ มีการสื่อสารความคาดหวังให้ทุกคนทราบ พร้อมสร้างความท้าทายทางปัญญาแก่นักเรียน ครูและบุคลากร เพื่อให้ทุกคนอยากทำให้ได้อย่างที่คาดหวัง ต้องสร้าง

5

โรงเรียนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ มีบรรยากาศน่าอยู่น่าเรียนรู้และเป็นแหล่งประเทืองปัญญา รวมถึงมีบรรยากาศของการทำงานที่ดีของบุคลากร กระตุ้นการเรียนรู้สมาชิกทุกคนของโรงเรียนตลอดเวลาทุกคนต้องทำตัวเป็นผู้เรียนอยู่เสมอ ใช้โรงเรียนเป็นฐานการพัฒนาครู และทำให้โรงเรียนเป็นองค์กรที่ปรับตัวและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาเช่นกัน พร้อมสร้างความรู้สึกรับผิดชอบในการจัดการศึกษา พัฒนานักเรียนให้รู้จักการเคารพตนเอง สร้างนักเรียนให้เป็นผู้รู้หน้าที่และความรับผิดชอบ ส่งเสริมให้นักเรียนสามารถควบคุมตนเองและการทำงานอิสระด้วยตนเอง รวมถึงต้องให้ผู้ปกครองเอาใจใส่และเข้ามามีส่วนร่วมส่งเสริมสนับสนุนต่อการเรียนรู้ของนักเรียนและที่ขาดไม่ได้คือ การสนับสนุน ส่งเสริม และสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยการติดตามตรวจสอบความก้าวหน้าและผลการเรียนของนักเรียนอย่างสม่ำเสมอด้วยความเอาใจใส่พร้อมชี้แนะแนวทาง อีกทั้งต้องตรวจสอบ ประเมินผลงานของโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน ยึดหลักความยุติธรรมและชัดเจนตรวจสอบได้ และต้องมีระบบข้อมูลย้อนกลับให้ทราบผลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการนำไปศึกษาพัฒนาต่อไป

สิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดโรงเรียนดีมีคุณภาพ ผู้บริหารโรงเรียนต้องใช้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะครูเพียงไม่กี่คนหรือนักเรียนเพียงบางกลุ่ม จะสร้างให้เกิดโรงเรียนดีมีคุณภาพนั้นคงทำได้ยาก แต่หากทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกับการจัดการศึกษาให้ความร่วมมือ เป้าหมายในการสร้างโรงเรียนดีมีคุณภาพก็จะสามรถบรรลุผลสำเร็จได้

5.2 แนวคิด ด้านการจัดการเรียนรู้

ศาสตราจารย์ ศิริชัย กาญจนวาสี (อ้างถึงใน เดลินิวส์ออนไลน์ 2557:ออนไลน์) กล่าวถึงปัจจัยสำคัญของโรงเรียนที่ดีว่า โรงเรียนที่ดีครูจะต้องพัฒนาการเรียนรู้ให้ผู้เรียน ครูจะต้องทำให้ห้องเรียนมีชีวิตชีวาและมีบรรยากาศที่ทำให้เด็กในห้องมีความสุขในการเรียน ครูจะต้องสร้างความคุ้นเคยรวมถึงทำตัวให้เด็กรู้สึกเป็นมิตรมากกว่าหวาดกลัวเพราะจะช่วยทำให้ห้องเรียนอบอุ่น ที่สำคัญจะต้องมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ให้เด็กได้ใช้ความคิดริเริ่มและจินตนาการให้มากขึ้น โดยครูจะต้องพูดให้น้อยลง ให้เด็กคิดให้มากขึ้น ให้เด็กนักเรียนมีส่วนร่วมทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติให้มากขึ้น และที่สำคัญนักเรียนต้องเรียนให้สนุก เกิดการเรียนรู้ บรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียน

ศาสตราจารย์ ริชาร์ด เลอบลอง (อ้างถึงใน รัชนี คุณานุวัฒน์ .2557: ออนไลน์) เสนอเทคนิควิธีการสอนและการปฏิบัติตนที่ดี 10 ประการสำหรับครู ดังนี้

1. ให้ความรักแก่นักเรียน พร้อมๆ ไปกับเนื้อหาวิชาเรียน ครูควรแนะนำวิธีเรียนรู้ให้แก่เด็ก ดูแลและเอาใจใส่นักเรียน เหมือนกับการสร้างงานฝีมือขึ้นสักชิ้นที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก ทำให้การเรียนการสอนนั้นมีความหมายขึ้นมาจนเกิดเป็นความผูกพันระหว่างครูกับศิษย์

2. สอนให้นักเรียนเชื่อมโยงความรู้กับชีวิตจริง และฝึกให้นักเรียนคิดให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ให้ผู้เรียนเข้าใจว่าความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในเฉพาะหนังสือเท่านั้น ครูยังควรเชื่อมช่องว่างระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ ทำให้นักเรียนเกิดความชำนาญในเรื่องที่นักเรียนสนใจ โดยครูคอยให้คำปรึกษาช่วยเหลือในการปฏิบัติ และเชื่อมโยงสภาพชีวิตในชุมชนของนักเรียนกับความรู้ที่ศึกษาในโรงเรียน

3. ตั้งใจฟังนักเรียน ครูต้องรู้จักตั้งคำถาม สามารถตอบข้อสงสัยแก่นักเรียนได้ และควรระลึกอยู่เสมอว่านักเรียนแต่ละคนในชั้นเรียนมีความแตกต่างกัน ครูควรกระตุ้นการตอบสนองการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะการสื่อสารให้แก่นักเรียนด้วย

6

4. ไม่จำเป็นต้องมีแผนการสอนตายตัว แต่ต้องยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลงได้ มีการทดลองการสอนที่หลากหลาย และมั่นใจที่จะเผชิญกับสถานการณ์ในชั้นเรียนได้ทุกรูปแบบที่อาจจะไม่เป็นไปตามความคาดหวังนัก ครูควรปรับการสอนบ้างเมื่อมีวิธีการที่ช่วยให้นักเรียนบางคนเรียนรู้ได้ดีขึ้น และควรสร้างสมดุลระหว่างเนื้อหาและความยืดหยุ่นในการสอน

5. สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าการเรียนจะไม่มีสาระ การสอนที่มีประสิทธิภาพนั้นครูไม่จำเป็นจะต้องยืนอยู่หน้าชั้นตลอดเวลา หรือสายตาจับจ้องอยู่ที่เครื่องฉายแผ่นใสหรือสไลด์ในขณะที่บรรยาย ครูที่ดีต้องทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกมีส่วนร่วม เปรียบได้กับวิทยากรที่มีนักเรียนเป็นนักดนตรีซึ่งแต่ละคนมีความเชี่ยวชาญในเครื่องดนตรีแต่ละอย่างต่างกัน

6. มีอารมณ์ขัน พยายามอย่าทำตัวให้เครียด ครูควรเล่าเรื่องตลกให้นักเรียนฟังบ้าง การมีอารมณ์ขันจะช่วยทลายกำแพงระหว่างครูกับนักเรียนได้ ครูควรเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายบรรยากาศในห้องเรียน และต้องระลึกเสมอว่า ครูก็เป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนกับนักเรียน ที่มีข้อบกพร่องและสามารถกระทำผิดได้เหมือนกัน

7. เตรียมตัวให้พร้อม มีความเอาใจใส่ และอุทิศเวลาให้แก่การค้นคว้าหาวิธีถ่ายทอดความรู้ด้านต่างๆ ให้แก่นักเรียน ครูดีต้องมีการเตรียมการสอนมาอย่างดี มีสื่อการสอนที่พร้อมและวิธีการสอนที่น่าสนใจ ทั้งหมดนี้หมายความว่าครูจะต้องทำงานหนักนอกเวลาด้วย

8. ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้บริหาร ทั้งในด้านทรัพยากร และบุคลากร ผู้บริหารควรให้การเสริมแรงครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และสามารถทำงานได้อย่างปราศจากอุปสรรคปัญหา

9. รู้จักทำงานร่วมกับเพื่อนครู เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการแก้ปัญหาต่างๆ ของครูแต่ละคน

10. มีจินตนาการ จะเป็นครูที่ดีได้ จะต้องรู้จักหัดใช้จินตนาการบ้าง เพราะจะมีผลต่อความคิดริเริ่มใหม่ๆ ลองจ้องไปที่นักเรียนแถวหลังสุด นึกถึงเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกันและประกอบกันเป็นรูปร่างรวมตัวเป็นมนุษย์ การเรียนรู้ของคนเราคงจะพัฒนาไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง หากครูไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้และพัฒนาความสามารถของทั้งตนเองและนักเรียนไปพร้อมๆ กัน ครูคือวิศวกรสังคม ที่มีส่วนสำคัญยิ่งในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่สมบูรณ์ขึ้นมา

วิทยาลัยอินเตอร์เทค ลำปาง (2557: ออนไลน์)นำเสนอคุณภาพของผู้เรียนนั้น นอกจากจะเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบในตัวผู้เรียนเอง เช่น ความพร้อม สติปัญญา เจตคติ และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ แล้ว กระบวนการเรียนการสอนที่ครูจัดให้ก็นับว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำนวัตกรรมต่างๆ มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ เข้าใจในสิ่งที่ต้องการให้ผู้รู้นั้นนับว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน ดังนั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อการส่งเสริมให้ผู้สอนได้เห็นแนวทางในการสอนให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นความรู้เรื่อง เทคนิคการสอนแนวใหม่จึงมีความจำเป็นที่ผู้สอนควรจะศึกษาเพื่อจะเป็น “ ผู้สอนในยุคโลกาภิวัตน์ ”

ณัฐฎา แสงคำ(2557: ออนไลน์) กล่าวถึงลักษณะการสอนที่ดี การสอนที่ดีต้องมีองค์ประกอบร่วมกันหลายประการ ที่เหมาะสมสอดคล้องกัน โดยที่ครูผู้สอน ต้องมี

1. คุณลักษณะ ต่อไปนี้

1.1 มีจรรยาบรรณต่อวิชาชีพครู อุทิศเวลาและเสียสละให้กับงานสอนด้วยความรับผิดชอบสอนอย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ ช่วยเหลือและปฏิบัติต่อศิษย์อย่างเป็นธรรม เป็นตัวอย่างที่ดีของศิษย์ หมั่นศึกษาค้นคว้าติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการของตนให้ทันต่อเหตุการณ์เสมอ

7

1.2 มีทัศนคติที่ดีต่อการเป็นครู และตั้งใจสอน

1.3 มีลักษณะท่าทางที่จริงใจ มีเมตตา สนใจต่อผู้เรียนให้ความเป็นกันเอง

1.4 ไม่ควรยึดมั่นในวิธีสอนวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงวิธีเดียว ควรเสาะหาวิธีที่เหมาะสมกับการสอนแต่ละเนื้อหา

1.5 ถ่ายทอดความรู้ได้อย่างชัดเจน เข้าใจง่าย

2. วิธีการสอน

2.1 ต้องคำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียน ในด้านวัย ประสบการณ์เดิมและความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นหลัก

2.2 ส่งเสริมให้นักเรียนได้มีการเรียนด้วยการกระทำ (Learning by Doing) ให้มากที่สุด เพื่อจะได้เกิดการเรียนรู้ที่ดี และจำได้นาน

2.3 ส่งเสริมนักเรียนให้เรียนด้วยการทำงานเป็นกลุ่ม ได้แสดงความคิดเห็น ยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

2.4 มีการตอบสนองความต้องการของนักเรียน เรียนด้วยความสุข ความสนใจ กระตือรือร้น ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ

2.5 การจัดเตรียมกระบวนการเรียนการสอน การจัดห้องเรียน การเตรียมความรู้ ใช้ตำราประกอบการเรียน มีทักษะในการสอนแบบต่าง ๆได้เหมาะสมกับเนื้อหา

2.6 มีกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อเร้าความสนใจ ผู้เรียนสนุกสนาน ได้ลงมือปฏิบัติจริงและดูผลการปฏิบัติของตนเอง

2.7 มีการส่งเสริมให้นักเรียนได้ใช้ความคิดอยู่เสมอ ด้วยการซักถาม หรือให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาง่าย ๆ คิดหาเหตุผลเปรียบเทียบ และพิจารณาความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ

2.8 เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดค้นหาเหตุผลความเป็นไปของสิ่งที่เรียน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงจากตำราหรือคำบอกเล่าอย่างเดียว

2.9 เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผน การดำเนินกิจกรรม และการประเมินผลการเรียนการสอน

2.10 มีการส่งเสริมความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ ส่งเสริมการคิดทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ดีมีประโยชน์ไม่เลียนแบบใคร ส่งเสริม กิจกรรมสุนทรียภาพ ร้อยกรอง วาดภาพ และแสดงละคร

2.11 มีการใช้การจูงใจ ในระหว่างเรียน เช่น รางวัล การชมเชย คะแนนแข่งขัน การลงโทษ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสนใจ ตั้งใจ ขยันหมั่นเพียรในการเรียนและทำกิจกรรม

สรุปวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอยู่กับ ครู วิธีการจัดการเรียนรู้ บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ครูต้องมีจรรยาบรรณแห่งความเป็นครู มีวิธีการจัดการเรียนรู้ที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน จะต้องสอดคล้อง เหมาะสมทำให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ มุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดมีการเตรียมการสอนมาอย่างดี ทำให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาทุกด้าน จัดการจัดการเรียนรู้ที่เน้น มีการใช้สื่อการสอน และมีการวัดผล ประเมินผล ต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ตรงตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรใช้หลักการสอนให้สอดคล้องกับหลักการเรียนรู้หลักจิตวิทยา บรรยากาศเป็นประชาธิปไตยก็จะช่วยให้การเรียนการสอนประสบผลสำเร็จได้ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร

8

5.3 แนวคิด ด้านการอบรมเลี้ยงดู

สมใจ รักษาศรี (2557:ออนไลน์) ผู้อำนวยการสถาบันครอบครัวไทย ได้นำเสนอการเลี้ยงดูบุตร เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ดีโดยมีงานวิจัยมากมายที่ทำให้พ่อแม่ต้องหันกลับมาดูและประเมินการเลี้ยงดูลูกว่าตนเองกำลังเลี้ยงลูกให้ก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่อย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ งานวิจัยเหล่านี้ได้บ่งชี้ว่าลักษณะพ่อแม่ดังต่อไปนี้คือแม่ ที่จะเลี้ยงลูกให้ได้ดี

1. พ่อแม่ที่ลูกๆ เชื่อฟังและให้ความเคารพนับถือผลการวิจัยระบุว่า ถ้าพ่อแม่ไม่อาจควบคุมลูกได้ภายใน 5 ขวบปีแรก ก็พยากรณ์ได้เลยว่าเด็กคนนี้จะเติบโตขึ้นเป็นคนอย่างไร ผลการศึกษาต่อเนื่องพบว่าเด็กที่เติบโตขึ้นมาโดยไม่เชื่อฟังและเคารพพ่อแม่จะกลายเป็นคนที่ก้าวร้าว ไม่เชื่อฟังกฎระเบียบ เห็นแก่ตัว และไม่ให้ความสำคัญกับความถูกหรือความผิด สาเหตุที่เด็กไม่เชื่อฟังพ่อแม่ไม่ใช่เพราะเด็กเกิดมาพร้อมกับความดื้อรั้น แต่เพราะเขาได้เรียนรู้ว่าคำพูดของพ่อแม่ “ไม่ศักดิ์สิทธิ์” และเขาไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม ยกตัวอย่าง พ่อแม่อาจจะมีข้อห้ามอะไรบางอย่างพร้อมกับเพิ่มเติมว่าถ้าฝ่าฝืนจะได้รับโทษ (เช่น ห้ามออกจากบ้านโดยไม่ขออนุญาต ถ้าฝ่าฝืนจะไม่ให้ออกจากบ้านทั้งวัน) แต่เมื่อลูกฝ่าฝืนข้อกำหนดดังกล่าว พ่อแม่กลับไม่ได้ทำตามที่พูดไว้ หรือถ้าจะมีก็เพียงคำบ่นคำด่า เมื่อมีเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดเด็กก็จะสรุปว่าคำพูดของพ่อแม่ไม่มีความหมาย จะทำตามหรือไม่ทำตามก็ได้ ซึ่งแนวโน้มที่เด็กจะไม่ทำย่อมมีมากกว่า ในที่สุดจึงกลายเป็นว่าเด็กไม่เชื่อฟังพ่อแม่ไปโดยปริยาย ในทางกลับกัน ถ้าพ่อแม่ใช้การบังคับข่มขู่ให้ลูกทำตาม เรียกว่าเลี้ยงดูแบบเผด็จการ ลูกก็อาจจะทำตามคำสั่งของพ่อแม่ แต่ทำด้วยความกลัว ผลที่ตามมาก็คือเขาจะขาดความนับถือพ่อแม่ ดังนั้นพ่อแม่จึงต้องสอนลูกให้ทั้งเชื่อฟังและเคารพพ่อแม่ไปพร้อมๆ กันการสอนลูกให้เชื่อฟังและเคารพพ่อแม่นั้นมีแนวทางดังต่อไปนี้

1.1 การแสดงความรัก ลูกๆ ต้องสัมผัสได้ตลอดเวลาว่าพ่อแม่รักเขา แม้ในยามที่พ่อแม่ทำโทษเขา ๆ ก็จะไม่สงสัยในความรักของพ่อแม่เลย การแสดงความรักต่อลูก ๆ นั้นไม่ใช่เรื่องของการตามใจ แต่เป็นการทำให้ลูกรู้สึกว่าเป็นคนที่มีคุณค่าในสายตาพ่อแม่ เป็นคนสำคัญ เป็นที่รักและเป็นที่ชื่นชมของพ่อแม่

1.2 การใช้เหตุผลการจะเลี้ยงลูกให้เชื่อฟังพ่อแม่นั้นพ่อแม่ต้องเป็นคนที่มีเหตุผล และสามารถอธิบายเหตุผลให้ลูกเข้าใจได้ ไม่ใช่ออกคำสั่งและให้ลูกปฏิบัติตาม ประเด็นที่สำคัญคือ ลูกจะต้องรู้ว่าทำไมลูกต้องทำตามที่พ่อแม่บอก

1.3 การใช้ท่าทีที่หนักแน่นและจริงจัง เมื่อพ่อแม่บอกให้ลูกทำอะไรก็ตามพ่อแม่ต้องพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นจริงจัง (ไม่ใช่พูดลอย ๆ) และบางทีก็อาจจะต้องมีท่าทางประกอบคำพูดด้วย โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก ๆ เช่น แม่อาจจะกำลังพูดโทรศัพท์และลูกเปิดทีวีเสียงดัง แม่ต้องการให้ลูกลดเสียงทีวีลง แม่ก็พุดกับลูกด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ

แต่จริงจังและหนักแน่นว่า “ลูกลดเสียงทีวีลงหน่อย แม่กำลังพูดโทรศัพท์” ในขณะที่พูดก็อาจจะต้องมองหน้าลูกและสื่อสารทางสายตาว่าลูกต้องทำทันที เป็นต้น ถ้าลูกยังไม่ยอมทำ แม่ก็อาจจะเดินไปหยิบรีโมท ส่งให้ลูก เพื่อให้เขาลดเสียง (ไม่ต้องทำเอง) เพราะประเด็นสำคัญคือเราต้องการให้เขาฟังคำสั่งของเราและทำตามอย่างมีเหตุมีผล

1.4 มีบทลงโทษที่สมเหตุสมผล ลูกต้องรู้ว่าการไม่เชื่อฟังคำสั่งของพ่อแม่ผลจะเป็นอย่างไร เช่น ถ้าพ่อแม่ห้ามดูทีวีก่อนทำการบ้านเสร็จ ถ้าลูกดูก่อนทำการบ้านเสร็จ ลูกจะถูกทำโทษโดยการห้ามไม่ให้ดูทีวีเป็นเวลา 3 วัน เป็นต้น สิ่งที่ต้องตระหนักถึงในเรื่องนี้ก็คือ อย่างแรก ลูกต้องรู้ว่าอะไรคือโทษหากเขาไม่เชื่อฟังอย่างที่สอง พ่อแม่ต้องจริงจังกับคำพุดของตนเอง คือ ถ้าบอกว่ามีโทษอย่างหนึ่งอย่างใดก็ต้องปฏิบัติจริง ๆ

9

ไม่ใช่บางครั้งลงโทษบางครั้งก็ไม่ลงโทษในเรื่องการลงโทษนั้นพ่อแม่ต้องลงโทษที่เหมาะสมกับความผิดไม่จำเป็นต้องตีทุกครั้งไป อาจจะเป็นการจำกัดสิทธิ์ ยกเลิกสิทธิ์เป็นระยะเวลาหนึ่ง ก็ได้

1.5 สร้างสัญญาณเตือน หมายถึงคำเตือนเพื่อให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่ต้องการให้ลูกเชื่อฟัง บางคนอาจจะใช้การนับ 1..2..3 หรือมีคำว่า “เดี๋ยวนี้…” เมื่อลูกของผมยังเด็ก เราใช้การเรียกชื่อเป็นสัญลักษณ์ เมื่อไรก็ตามที่เขาได้ยินชื่อจริงของเขา นั่นหมายความว่าเขาต้องปฏิบัติตามคำของพ่อแม่ ถ้าแต่ยังอิดเอื้อน ก็จะมาถึงคำเตือนสุดท้าย ซึ่งก็คือการเรียกเต็มยศ คือ คำนำหน้าชื่อ (เด็กหญิง) ชื่อเต็มของเขา และนามสกุล เป็นอันรู้กันว่าหลังจากนี้ถ้าไม่ทำตามก็จะมีผลตามมาทันที

1.6 การเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก พ่อแม่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ๆ เพราะพฤติกรรมส่วนใหญ่ของมนุษย์นั้นมาเรียนรู้ในภายหลัง ไม่ใช่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ เด็กจะเลียนแบบผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิด โดยดูจากการกระทำของผู้ใหญ่มากกว่าการสั่งสอนด้วยวาจา ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่สอนว่าการโกหกเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรทำ แต่พอมีคนที่พ่อแม่ไม่ต้องการพบมาหาที่บ้าน พ่อแม่ก็ใช้ลูกออกไปบอกว่าพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน การกระทำแบบนี้ก็เท่ากับสอนลูกว่าสามารถโกหกได้หรือพ่อแม่สอนลูกว่าการสืบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นั้นไม่ดี แต่พ่อหรือแม่ทำกลับเสียเอง พ่อแม่ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าการอบรมสั่งสอนนั้น “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” พ่อแม่จึงต้องแสดงพฤติกรรมที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ๆ

1.7 ชมเชยลูกเมื่อเขาทำสิ่งที่ดี ทุกคนต้องการคำชม ดังนั้นเมื่อเด็กทำสิ่งที่ดี สิ่งที่พ่อแม่ต้องการให้เขาทำ พ่อแม่ก็ต้องชมเชยเขา ซึ่งเป็นการบอกกล่าวให้เขารู้ว่าพฤติกรรมนั้น ๆ เป็นที่พอใจของพ่อแม่ และเขาควรจะทำเช่นนั้นอยู่เสมอ ๆ

1.8 ไม่ใช่การบังคับและข่มขู่เพราะการทำเช่นนี้อาจจะทำให้ลูกยอมทำตาม แต่อาจจะเป็นความขัดแย้งและขัดเคืองใจ ในที่สุดอาจกลายเป็นความขมขื่น ซึ่งจะพัฒนากลายเป็นการไม่เคารพพ่อแม่ การกระทำดังต่อไปนี้จะทำให้ลูกขาดความเคารพพ่อแม่ ทำให้เด็กขายหน้า การด่าว่าอย่างรุนแรงและใช้คำหยาบคาย ลงโทษด้วยการทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรง อารมณ์ที่เกรี้ยวกราดและฉุนเฉียว การตีโดยไม่ยั้งคิด การพูดถึงจุดอ่อนหรือปมด้อยของลูก เป็นต้น

2. สอนให้ลูกรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากเช่นกัน เพราะเด็กยังอ่อนเยาว์ ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่สามารถแยกแยะผิดถูกชั่วดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกรู้อย่างชัดเจนว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรดีอะไรไม่ดี พร้อมทั้งสอนหลักคิดว่าจะวิเคราะห์ว่าอะไรผิดอะไรถูกอย่างไร การสอนให้ลูกรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดต้องเริ่มจาก

2.1 พ่อแม่ต้องปลูกฝังจิตสำนึกผิดชอบที่เข้มแข็ง จิตสำนึกคือเข็มทิศทางศีลธรรมที่อยู่ภายในจิตใจของมนุษย์ มันทำหน้าที่ชี้ว่าอะไร “ถูก” อะไร “ผิด” มันจะช่วยให้เราสามารถแยกแยะสิ่งดีสิ่งชั่วออกจากกัน มันเป็นเหมือนเสียงที่คอยเตือนเราให้รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร เปรียบเสมือนผู้พิพากษาในจิตใจที่คอยบอกว่าอะไรถูก อะไรผิด จิตสำนึกที่เข้มแข็งจะทำให้คน ๆ นั้นชื่นชมกับความถูกต้อง และรู้สึกไม่ดีสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

2.2 สอนให้ลูกรู้จักความดีความชั่ว บอกได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดี อะไรคือสิ่งที่ชั่ว สำหรับเด็กเล็ก พ่อแม่จะต้องระบุเจาะจงลงไปว่าอะไรดีอะไรไม่ดี เช่น การขโมยเป็นสิ่งที่ไม่ดี ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่ดี เป็นต้น

2.3 สอนหลักคิดในเรื่องความดีความชั่ว เมื่อลูกโตขึ้นหน่อยพ่อแม่ก็ต้องสอนหลักในการแยกแยะ เพื่อให้ลูกใช้เป็นรากฐานทางความคิดในการตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิด ซึ่งก็ได้แก่หลักศีลธรรมหรือหลักคำสอนทางศาสนา หลักความถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผน และวัฒนธรรมอันดีงาม

2.4 พ่อแม่ต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกทำความดี การส่งเสริมและผลักดันให้ลูกมีพฤติกรรมที่ถูกต้องดีงาม ไม่ปล่อยให้กระแสสังคมหรือค่านิยมมาเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของลูกหรือปล่อย

10

ให้เป็นไปตามใจปรารถนาของลูก ตรงกันข้ามพ่อแม่ต้องผลักดันและชี้นำในเรื่องการมีพฤติกรรมที่ดีเราอยู่ท่ามกลางสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงในทุกทิศทุกทางค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงามหลายอย่างกำลังถูกทดแทนด้วยค่านิยมใหม่ ๆ ที่อาจทำให้พ่อแม่รู้สึกอกสั่นขวัญแขวนเช่น ปรากฏการณ์ในเรื่องพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นหรือค่านิยมในเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมเป็นต้น สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่เรากำลังปลูกฝังคุณลักษณะนิสัยที่ดีกับลูกของเรา แต่สังคมกำลังทำสิ่งที่ตรงกันข้าม บางครั้งทำให้ลูกตั้งคำถามว่า “ทำไม” เช่น ลูกอาจจะถามว่าทำไมหนูต้องช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ทำไมแม่ไม่จ้างคนรับใช้หรือเพื่อน ๆ ของหนูไม่ต้องทำแบบหนูเลย เป็นต้นยิ่งกว่านั้น การที่พ่อแม่พยายามปลูกฝังคุณลักษณะนิสัยที่ดีให้กับลูกก็มักจะถูกท้าทายด้วยค่านิยมที่ผิด ๆ ในสังคม เช่น พ่อแม่อาจจะสอนลูกชายให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน มีกิริยามารยาทเรียบร้อย และพูดจาไพเราะ นี่เป็นสิ่งที่ดีแน่นอนแต่นี่อาจจะไม่ใช่วิถีชีวิตของวัยรุ่นในปัจจุบัน เด็กวัยรุ่นจะพูดคำว่า “กู มึง” แทนคำว่า “คุณ ผม หรือ เธอ ฉัน” เป็นต้นเมื่อพ่อแม่พยายามปลูกฝังและอบรมสั่งสอนสิ่งที่ดีงามให้กับลูกของตน แต่สังคมกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม ลูกจึงต้องได้รับการสนับสนุนให้ทำตามที่ได้รับการอบรมสั่งสอน เพื่อลูกจะไม่รู้สึกว่าเขาเป็น “ตัวประหลาด” ท่ามกลางเพื่อน ๆ เพราะยังมีพ่อแม่และคนในครอบครัวที่สนับสนุนสิ่งดี ๆ ที่เขาทำอยู่

2.5 พ่อแม่จะต้องเป็นแบบอย่าง ดังภาษิตที่ว่า “การกระทำย่อมดังกว่าคำพูด” เพียงแค่บอก หรือสอนให้ลูกทำความดีอาจจะไม่เพียงพอลูก ๆ ต้องการเห็นแบบอย่างจากพ่อแม่ที่ทำความดีที่สอนลูก ๆ ด้วยแบบอย่างของพ่อแม่คือบทเรียนที่ล้ำค่าสำหรับลูก การสอนลูกผ่านทางการเป็นแบบอย่างนั้นพ่อแม่ก็ต้องมีเวลาให้ลูก คือ มีเวลาพูดคุยกัน มีเวลาอยู่ด้วยกัน มีเวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน การมีเวลาอยู่ด้วยกันไม่เพียงเปิดโอกาสให้ลูกได้เห็นแบบอย่างของพ่อแม่เท่านั้น แต่พ่อแม่ยังมีโอกาสที่จะได้ยินความคิดและทัศนคติของลูก ๆ เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ด้วย

2.6 พ่อแม่ต้องไม่เพิกเฉยต่อ “ความชั่ว” แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่พ่อแม่ก็ต้องมีปฏิกริยา ซึ่งอาจจะเป็นการแสดงความเห็น และสอนลูกว่าจะทำอย่างถูกต้องได้อย่างไร การเพิกเฉยต่อความชั่วอาจจะหมายความว่าพ่อแม่เห็นด้วย ซึ่งอาจทำให้เด็กเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและทำได้

2.7 พ่อแม่ต้องสอนลูกให้มีความกล้าหาญทางศีลธรรม มีพลังและกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ว่าอาจจะต้องสูญเสียอะไรบางอย่าง ต้องเสี่ยงหรืออาจสร้างความไม่พอใจให้กับคนอื่น แต่ยังยืนหยัดและกล้าที่จะทำสิ่งนั้น ๆ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

3. สอนลูกให้เป็นคนที่มีความรัก ความรักเป็นคุณธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์เรา ความรักทำให้เรามีใจเมตตากรุณาต่อกัน ทำให้เราเห็นอกเห็นใจคนอื่น และทำให้เรารู้จักให้และรู้จักให้อภัย การสอนให้ลูกมีความรักต้องเริ่มกับการที่เขาได้รับความรักจากพ่อแม่ ซึ่งทำได้หลายวิธี ได้แก่

3.1 การดูแลเอาใจลูกอย่างใกล้ชิด หมายถึง สนใจและใส่ใจความเป็นไปทุกอย่างของลูก

3.2 การให้ความเข้าใจ

3.3 การมีเวลาให้กับลูกทั้งเวลาในการพูดคุย เวลาในการเล่นด้วยกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน และมีเวลาในการอบรมสั่งสอน

3.4 การพูดคุยกันและการรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่ลูกต้องการให้พ่อแม่รับฟัง

3.5 การสัมผัส เช่น การกอด การหอม การหยอกล้อกัน เป็นต้น

3.6 การให้ความช่วยเหลือ การช่วยลูกแก้ปัญหาที่เขาทำไม่ได้

3.7 การให้กำลังใจ การให้คำปรึกษา

11

3.8 การทำอะไรพิเศษๆ ให้กับลูกพร้อม ๆ กันนั้นก็สอนให้ลูกรู้จักแสดงความรักตั้งแต่เรื่องใกล้ตัว เช่น รักตัวเอง รักพ่อแม่ รักพี่น้อง รักของเล่นของตัวเอง รักสัตว์เลี้ยง รักเพื่อน รักญาติพี่น้อง รักคุณครู เป็นต้น นอกจากนั้นยังต้องสอนลูกให้รู้จักมีเมตตาต่อคนที่ด้อยกว่า เช่น การแบ่งขนม ของเล่น หรือ อื่น ๆ ให้กับคนที่ขาดแคลน (บางครั้งการพาลูกไปสถานสงเคราะห์ก็จะเป็นประโยชน์มาก)

สุดท้าย สอนลูกให้รู้จักให้อภัยคนอื่นๆ ไม่เคียดแค้น ไม่อิจฉาริษยา ไม่รังเกียจเดียดฉันท์ ไม่ปองร้าย และไม่ใส่ร้ายคนอื่น เป็นต้น

4. สอนให้ลุกเป็นคนที่มีความน่าเชื่อถือ การสอนให้ลูกเป็นคนที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

4.1 ความซื่อตรง หมายถึงความสอดคล้องกันทั้งความคิด คำพูด และการกระทำ และยังหมายรวมถึงการยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรมอย่างเคร่งครัดด้วย แม้สังคมยุคปัจจุบันจะมองข้ามความซื่อตรงไปมาก แต่กระนั้นพ่อแม่ก็ต้องปลูกฝังคุณสมบัติดังกล่าวให้กับลูก ทั้งการสอนและการเป็นแบบอย่าง เพื่อว่าเมื่อเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เขาจะได้มีพื้นฐานที่ดีในการดำเนินชีวิต และมีความกล้าหาญที่จะเอาชนะการยั่วยุให้ทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับความซื่อตรง

4.2 ความซื่อสัตย์ คำๆ นี้มีความหมายว่า(1) ความจริง หมายถึง ไม่พูดโกหก หรือพูดความจริงไม่หมด ไม่แต่งเติมเสริมต่อพ่อแม่ต้องสอนให้ลูกซื่อสัตย์ในการพูดและในการแสดงออก สอนให้ลูกถือภาษิตที่ว่า “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” เพราะในสังคมของเราเคยชินกับการพูดปดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น บอกคนที่โทรเข้ามาว่าคนนั้นคนนี้ไม่อยู่ทั้ง ๆ ที่เขาอยู่ หรือโกหกว่ารถติดเลยมาทำงานสาย ซึ่งก็ติดจริง ๆ แต่สาเหตุหลักคือตื่นสาย (2) ความจริงใจ หมายถึง ทุกอย่างที่แสดงออกมาต้องออกมาจากความจริงใจ ไม่ใช่เสแสร้งแกล้งทำเพื่อกลบเกลื่อนหรือทำให้คนอื่นเข้าใจผิด (3) ตรงไปตรงมา คือการไม่บิดเบือนความจริงและไม่แต่งเติมเสริมต่อ พ่อแม่ต้องสอนลูกให้เป็นคนตรงไปตรงมา แต่ยังแฝงไว้ด้วยความสุภาพอ่อนโยนและการให้เกียรติผู้อื่น

4.3 การรักษาคำพูด รักษาคำมั่นสัญญา เป็นคนตรงต่อเวลา เป็นคนที่สามารถไว้วางใจได้ ไม่ใช่เป็นคนโลเล ผัดวันประกันพรุ่ง

4.4 ความจงรักภักดี การไม่ทรยศหรือหักหลังคนอื่น รวมทั้งการเป็นคนที่กตัญญูรู้คุณ พ่อแม่ต้องสอนลูกวัยรุ่นให้มีความจงรักภักดีต่อเพื่อน ต่อญาติพี่น้อง ต่อครูบาอาจารย์ และต่อผู้มีอุปการะคุณ ถึงแม้ความจงรักภักดีจะเป็นคุณลักษณะที่สำคัญ แต่พ่อแม่ก็ต้องสอนลูกให้รู้จักแยกแยะว่าควรจะจงรักภักดีในสิ่งที่ถูกต้อง

5. สอนให้ลูกคิดให้เป็น พ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกให้เติบโตทางความคิด รู้จักคิด คิดเป็น และคิดก่อนตัดสินใจลงมือทำอะไร การเลี้ยงลูกให้โตแต่ตัวแต่ความคิดไม่โตนั้นเป็นอันตรายมาก เพราะเขาอาจจะทำอะไรลงไปโดยไม่คิดถึงผลที่จะเกิดขึ้น หรือเขาอาจจะถูกหลอก หรือเขาอาจจะทำสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยกับตัวเองและผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ฯลฯ การสอนให้ลูกเป็นคนคิดเป็นนั้นพ่อแม่ต้องทำ สิ่งต่อไปนี้

5.1 พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของลูก ไม่กีดกันความคิดและจินตนาการของลูก แต่สนับสนุนและส่งเสริมในทางที่ดี

5.2 พัฒนาการใช้เหตุผลของลูก ส่งเสริมให้ลูกคิดหาเหตุผลกับสิ่งต่าง ๆ เพราะทุกอย่างย่อมมีที่มาที่ไป พ่อแม่ต้องไม่ตัดความคำราญโดยห้ามลูกถาม หรือ แสดงความไม่พอใจเมื่อลูกถามมาก ๆ

5.3 พัฒนาแนวความคิดเชิงคุณธรรม พัฒนาความคิดในเรื่องสิ่งผิดสิ่งถูก ความดีความชั่ว ความเหมาะสมความไม่เหมาะสม

12

5.4 พ่อแม่ต้องเปิดใจรับฟังลูก แม้ว่าสิ่งที่ลูกคิดอาจจะไม่ตรงกับความคิดของพ่อแม่ แต่ต้องฟังความคิดของเขา บางครั้งเขาอาจจะเข้าใจผิด เขาอาจจะไม่รู้ การเปิดใจรับฟังทำให้เด็กเห็นว่าความคิดของเขามีคุณค่า (แม้ว่าในที่สุดเขาอาจจะคิดผิดก็ตาม) ทำให้เขาไม่หยุดคิด

5.5 สอนให้ลูกรู้จักค้นหาคำตอบของคำถามต่างๆ ไม่ว่าจะด้วยการอ่าน การค้นคว้าในอินเตอร์เน็ต การซักถาม บางครั้งพ่อแม่อาจจะร่วมค้นหาคำตอบกับลูกด้วย

5.6 พ่อแม่ต้องยืนหยัดอยู่บนหลักเหตุผลและความถูกต้อง ไม่มีอะไรที่ทำให้พ่อแม่มีความสุขและความภาคภูมิใจได้เท่ากับการได้เห็นลูกเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพ ดังถ้อยคำในสุภาษิตที่ว่า จงฝึกสอนบุตรชายของเจ้า และเจาจะให้เจ้าได้หยุดพัก เออ เขาจะให้ความปิติยินดีแก่ใจของเจ้า”

โดยสรุป พ่อแม่หรือผู้ปกครองมีบทบาทและหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งในการอบรม เลี้ยงดู ผลักดัน ส่งเสริม สนับสนุน ให้บุตรหลานในความปกครองนั้นได้เป็นคนที่เก่ง คนที่ดีและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

5.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

นลินี ทวีสิน (2549) ทำการวิจัยเรื่องรูปแบบการสอนที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรมจริยธรรม โดยเก็บข้อมูลจาการศึกษาเอกสาร ประชุมแบบเน้นกลุ่มเป้าหมาย การสัมภาษณ์เชิงลึกและการทำเดลฟายเทคนิค รวมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 68 ท่าน ผลการศึกษาได้ 6 องค์ประกอบ ได้แก่ บริบทชุมชน กระแสโลกาภิวัตน์ กระบวนทัศน์จัดการศึกษาสมัยใหม่ กระบวนการจัดการเรียนการสอน ประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน และตัวแบบการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม แนวทางการพัฒนารูปแบบการสอนที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม พบว่า มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง มิได้เพียงปัจจัยด้านการสอนในชั้นเรียนเท่านั้น ยังเกี่ยวกับการบริหารจัดการของสถานศึกษา รวมทั้งปัจจัยภายนอกสถานศึกษาที่ต้องมีส่วนส่งเสริมสนับสนุน เช่น บทบาทและแนวดำเนินงานของเขตพื้นที่การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาล ทำงานสนับสนุนเกื้อกูลกัน ไม่ซ้ำซ้อนกันและต่อเนื่อง ในระดับสถานศึกษา ต้องมีนโยบายที่ชัดเจน มีการวิเคราะห์ มีการระดมและสนับสนทรัพยากร รวมทั้งการประยุกต์ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในสถานศึกษาและองค์กรในพื้นที่/ชุมชนได้อย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด

Diana Baumrid (1971. อ้างถึงใน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 2552: บทคัดย่อ) ได้ศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูได้นำเสนอมิติสำคัญในการอธิบายพฤติกรรมชิงบิดามารดาในการอบรมเลี้ยงดูบุตรว่า ประกอบด้วย 2 มิติ คือ 1) มิติควบคุมหรือเรียกร้องจากบิดามารดา และ 2) มิติการตอบสนองความรู้สึกเด็ก จากการผสมผสาน 2 มิติ ทำให้ได้รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ คือ 1) การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่(ควบคุมและตอบสนองความรู้สึกเด็ก) 2) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (ควบคุมแต่ไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) และ 3) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามใจ(ไม่ควบคมแต่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก)

Macccoby and Martin (1983.อ้างถึงใน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 2552: บทคัดย่อ) ได้ศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูได้นำเสนอพัฒนาต่อยอดจาก Diana Baumrid คือรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (ไม่ควบคมและไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก)

ดุลยา จิตตยโศธร (2552.อ้างถึงใน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 2552: บทคัดย่อ) ได้สังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูบุตร โดยสรุปรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพสามารถหล่อหลอมให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้มีความสามารถในการปรับตัว มีพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม มีความสามารถในการกำกับตนเองและมีความฉลาดทางอารมณ์ คือ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่

13

6. วิธีดำเนินการศึกษา

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ได้ดำเนินการศึกษา ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

6.1 กำหนดพื้นที่และแหล่งข้อมูลในการศึกษา

6.2 รวบรวมข้อมูลจากการระบบฐานข้อมูลที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้จัดเก็บไว้ส่วนหนึ่งและสอบถามไปยังสถานศึกษาในสังกัดทุกสถานศึกษา

6.3 แต่งตั้งคณะทำงานสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล

6.4 กำหนดรูปแบบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อเป็นการถอดบทเรียน ใน 3 ลักษณะ คือ

6.4.1 การสัมภาษณ์

6.4.2 การสอบถาม

6.4.3 การบันทึกเรื่องเล่า จากวีดิทัศน์

6.5 เก็บรวบรวมข้อมูลตามที่ได้กำหนดรูปแบบไว้ สอบถามไปยังสถานศึกษา บันทึกเรื่องเล่าด้วยวีดิทัศน์และทำการสัมภาษณ์ ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2556ในการจัดงานวันเกียรติยศแห่งความสำเร็จ แลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียน ณ หอประชุมโรงเรียนอนุบาลสระบุรีอำเภอเมืองสระบุรีจังหวัดสระบุรี สำหรับแบบสอบถามได้รับแบบสอบถามที่ผู้เกี่ยวข้องตอบกลับมาจำนวน98ฉบับจำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 14 คนครู จำนวน 38 คนผู้ปกครองนักเรียนจำนวน22 คนและนักเรียน จำนวน 24คน

6.6 ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและตีความลงข้อสรุป

7. ผลการศึกษา

การศึกษาวิธีการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนที่ประสบผลสำเร็จ ครั้งนี้ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก นักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ปกครองนักเรียน เกี่ยวกับ วิธีการจัดการเรียนรู้นักเรียน ที่ประสบผลสำเร็จและได้รับรางวัลชนะเลิศในระดับชาติ ด้วยวิธีการสัมภาษณ์ สอบถามและการบันทึกเรื่องเล่า จากวีดิทัศน์ ผลการศึกษา พบว่า

6.1 วิธีการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนที่ประสบผลสำเร็จ พบว่า

7.1.1 นักเรียน

นักเรียนส่วนใหญ่มีวิธีการเรียนรู้ของตนเอง ด้วยการปฏิบัติตนเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จจนได้รับรางวัลจากการประกวดและแข่งขันในระดับชาติ โดยการยึดตนเองเป็นสำคัญ คือ การเรียนทุกครั้งจะต้องตั้งใจเรียนรู้ ฟังครูอธิบายให้มากที่สุด มีความรับผิดชอบการเรียนของตนเอง ทำแบบฝึกหัดมากๆ บ่อยๆทบทวนบทเรียนสม่ำเสมอ อ่านหนังสือทุกวัน ศึกษาเรียนรู้ และสืบค้นทาง Internetเข้าห้องสมุดเป็นประจำ ขยันเรียนพิเศษเข้าร่วมการแข่งขันทุกสนามเพื่อหาจุดพัฒนาตนเองเด็กมีคติเตือนใจว่า “โจทย์ที่ท้าทาย เป็นสิ่งพัฒนาความสามารถ” ส่วนการได้รับความช่วยเหลือ การสนับสนุนสู่ความสำเร็จ เด็กเกือบทุกคนบอกว่าได้รับ ความรัก ความอบอุ่น กำลังใจ จากบิดา มารดา รวมถึงการให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ สนับสนุนอย่างเต็มที่ของผู้ปกครอง และคุณครูที่สอนในสถานศึกษาและครูที่สอนพิเศษ ที่เสียสละเวลา อุทิศตนมา ฝึกให้ทำแบบฝึกหัด แบบทดสอบอย่างสม่ำเสมอ ส่วนผู้บริหารให้คำปรึกษา แนะนำ และสนับสนุนด้านวิทยากรให้ความรู้ วัสดุ อุปกรณ์และทรัพยากรที่จำเป็น

14

7.1.2 ครู

ครูส่วนใหญ่มีวิธีการจัดการเรียนรู้ วิธีการพัฒนา ฝึกฝน ส่งเสริม สนับสนุน ที่ส่งผลต่อความสำเร็จและนักเรียนได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดและแข่งขัน ที่ครูปฏิบัติเหมือนกันและสอดคล้องกันให้กับนักเรียนที่ คือ ครูมีการศึกษา วิเคราะห์เด็กเป็นรายบุคคล เป็นผู้อุทิศเวลาในการฝึกซ้อม อย่างจริงใจและต่อเนื่อง ให้นักเรียนทำแบบฝึกมากๆ สม่ำเสมอ สอนเสริมเนื้อหาหลักสูตร โดยใช้สื่อการสอน เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหลายรูปแบบ เช่น ทบทวนเนื้อหาเดิม เติมเนื้อหาใหม่ ฝึกการคิดวิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติสืบค้นทาง Internet เล่นเกมต่างๆและฝึกซ้ำๆฝึกความมีวินัยและความรับผิดชอบ ใช้วิธีวัดและประเมินผลสภาพจริง สอบวัดความรู้เด็กบ่อยๆ ตรวจผลงาน สะท้อนคิดให้นักเรียนรู้ข้อบกพร่องและเสนอแนะวิธีแก้ไขผิดพลาดทั้งนี้ ครูต้องมีการพัฒนาตนเอง แสวงหาความรู้ใหม่ๆ ให้ทันสมัยอยู่เสมอ มีความกระตือรือร้น เป็นกันเองกับเด็ก เข้าใจพฤติกรรมการแสดงออกของเด็ก สร้างทีมงาน ยอมรับฟังความคิดเห็น ร่วมคิด ร่วมปฏิบัติ ร่วมแก้ปัญหา และร่วมรับผิดชอบกับเพื่อนร่วมทีมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครูต้องประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอ

7.1.3 ผู้บริหารสถานศึกษา

ผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่มีวิธีการบริหารจัดการ ส่งเสริม สนับสนุน ที่ส่งผลต่อความสำเร็จและนักเรียนได้รับรางวัลชนะเลิศระดับชาติ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาใช้แนวทางการพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุนเชิงระบบ มีคำสั่งมอบหมายงานให้ครูรับผิดชอบฝึกซ้อมที่ชัดเจน จัดประชุมชี้แจงผู้เกี่ยวข้อง กำหนดเป้าหมาย แนวทางการดำเนินงาน สร้างความตระหนักให้บุคลากรในสถานศึกษา ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพนักเรียน การทำงานเป็นทีมและรับผิดชอบร่วมกัน จัดสรรเวลาการฝึกซ้อมให้กับนักเรียนสม่ำเสมออำนวยความสะดวกในการดำเนินงานเต็มที่ให้ความสนใจ กำกับ ติดตาม ให้กำลังใจครูและนักเรียน ประสานความร่วมมือกับภาคี 4 ฝ่าย ระดมทรัพยากรบุคคลทั้งภายใน ภายนอกสถานศึกษาและจัดหางบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

7.1.4 ผู้ปกครองนักเรียน

ผู้ปกครองนักเรียน มีวิธีการอบรม เลี้ยงดู ที่ส่งผลต่อความสำเร็จและนักเรียนได้รับรางวัลชนะเลิศระดับชาติ สิ่งที่ผู้ปกครองนักเรียนส่วนใหญ่ปฏิบัติเหมือนๆกัน คือ ให้ความรักความอบอุ่น เป็นกำลังใจให้บุตรหลานเสมอ อบรมเลี้ยงดูลูกด้วยใจจัดให้รับประทานอาหารที่เหมาะสมกับวัย ฝึกสุขนิสัยที่ดีฝึกเด็ก

ให้เป็นคนตรงต่อเวลา รู้หน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อการเรียน กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออกสร้างให้เด็กเกิดความมั่นใจในตนเองช่วยเหลือ จัดหาสื่ออุปกรณ์ ส่งเสริมความสามารถของเด็กสนับสนุนให้เข้าร่วมการประกวดแข่งขันทางวิชาการให้มีประสบการณ์ในการแข่งขัน ยอมรับความจริง เป็นคนมีเหตุผล รู้แพ้ รู้ชนะ ช่วยฝึกซ้อม แนะนำปรับปรุงข้อบกพร่องเมื่อเด็กอยู่ที่บ้าน ส่งเสริมให้เรียนพิเศษตามความสนใจและจัดกิจกรรมสร้างความท้าทาย สนุกสนาน ในครอบครัว

7.2 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้เกี่ยวข้องในการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนที่ประสบผลสำเร็จ พบว่า

7.2.1 ในภาพรวมทั้งผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนผู้ปกครองนักเรียนและนักเรียนมีความคิดเห็นข้อเสนอแนะการดำเนินการที่สอดคล้องกัน คือ ควรจัดกิจกรรมสร้างความภาคภูมิใจ ให้ขวัญและกำลังใจอย่างนี้ทุกๆปี

15

7.2.2 ผู้บริหารสถานศึกษา มีความคิดเห็นว่า ควรมีการวางแผน เตรียมการส่งเด็กเข้าแข่งขันตั้งแต่ต้นปีการศึกษาครูผู้ฝึกซ้อมมีความสำคัญต่อเด็ก ครูต้องมีความกระตือรือร้น ทุ่มเท เสียสละ หารูปแบบการฝึกฝนเด็กที่แปลกใหม่ แตกต่าง สร้างสรรค์

7.2.3 ครู แสดงความคิดเห็นว่า ในการคัดเลือกนักเรียนเข้าแข่งขัน ควรให้นักเรียนที่มีความสามารถ สมัครใจ และผู้ปกครองให้การสนับสนุน ครูจัดเวลาแน่นอน ดำเนินการฝึกอย่างสม่ำเสมอ ขณะฝึกซ้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนซักถาม แสดงวิธีการคิด แสดงความมีเหตุผล จัดกิจกรรมส่งเสริมการกล้าแสดงออกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็กการประกวดแข่งขันที่เป็นภาคปฏิบัติควรสนับสนุนสื่อ วัสดุอุปกรณ์ให้กับเด็กอย่างเต็มที่

7.2.4 ผู้ปกครองนักเรียนแสดงความคิดเห็นว่า ควรให้การสนับสนุน ส่งเสริมวิชาการที่เป็นภาคปฏิบัติมากกว่า จัดหาวิทยากรพิเศษที่มีความสามารถเฉพาะด้านมาติวเข้มนักเรียน และส่งเสริมศักยภาพของเด็กด้านอื่นๆด้วย เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ

7.2.5 นักเรียน แสดงความคิดเห็นว่า อยากได้อาจารย์สอนพิเศษมาสอนเพิ่มเติมด้านคณิตศาสตร์ จัดสอบตลอดปี เพราะเด็กไม่สามารถเก่งได้ในระยะเวลาสั้นๆ “โจทย์ที่ท้าทาย เป็นสิ่งพัฒนาความสามารถ

8. ข้อเสนอแนะจากผลการศึกษา

8.1 จากผลการศึกษาครั้งนี้ การที่นักเรียนจะสบความสำเร็จในการแข่งขันหรือการประกวดในระดับชาติได้นั้น ต้องอาศัยปัจจัยทั้งตัวนักเรียนเอง ครู ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ปกครอง ควรต้องมีการประสานความร่วมมือในการทำงาน ตั้งแต่การวางแผนรวมกัน ให้การส่งเสริมสนับสนุนร่วมกัน อย่างเป็นระบบที่เป็นรูปธรรมไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างดำเนินการ

8.2 การที่นักเรียนจะประสบผลสำเร็จส่วนหนึ่งคือการจัดให้มีเวทีการประกวดและแข่งขัน ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ควรจัดให้มีการจัดประกวดและแข่งขันตั้งแต่ระดับสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียน/อำเภอ ระดับเขตพื้นที่การศึกษา/จังหวัด ระดับภาพและดับชาติ อย่างต่อเนื่องทุกปี

บรรณานุกรม

ชวลิต พลราษฎร์ .2557. แนวทางการบริหารการจัดการโรงเรียนสู่คุณภาพ. โรงเรียนมัธยมตระการพืชผล

สืบค้นจาก http://mtk.ac.th/person/chawalit/pawat/mang.html เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2557.

ณัฐฎา แสงคำ.2557. หลักการสอนที่ดี. สืบค้นจาก :http://www.sahavicha.com/?name=

admin&file=article&op=article_add เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2557.

เดลินิวส์ออนไลน์. 2557. “โรงเรียนที่ดี” กับปัจจัยหลายอย่างที่เมืองไทยขาดหาย!!. สืบค้นจาก

http://www.dailynews.co.th/Content/Article/เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2557.

นลินี ทวีสิน .2549. รายงานวิจัย เรื่อง รูปแบบการสอนที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรม

จริยธรรม. ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม สำนักบริหารและพัฒนาองค์ความรู้

(องค์การมหาชน).

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. 2552. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู:แนวคิดของ Diana BaumridDiana

Baumrid’s Parenting Styes. 29: 4 ตุลาคม-ธันวาคม.

รัชนี คุณานุวัฒน์ .2557. บัญญัติ 10 ประการของการสอนที่ดี... สืบค้นจาก http://www.newschool.in.thเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2557.

วิทยาลัยอินเตอร์เทค ลำปาง .2557. รูปแบบเทคนิควิธีการสอนที่ดี . สืบค้นจาก

http://www.lit.ac.th/kmlearning/articleview.php?aid=550024&pn=1เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน

2557.

สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2550. แนวทางการกระจายอำนาจการบริหารและการจัด

การศึกษาให้คณะกรรมการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ตามกฎกระทรวง

กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา พ.ศ. 2550.

พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด.

สมใจ รักษาศรี. 2557. การเลี้ยงดูบุตร – เลี้ยงลูกอย่างไร…ให้ได้ดี. สืบค้นจาก

http://www.thisisfamily.org/เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2557.

อาภาพร เหล็กกล้า.2557: การบริหารโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพ. สืบค้นจาก

http://www.gotoknow.org/posts/340990 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2557.

คณะทำงาน

ที่ปรึกษา

นายสุเมธี จันทร์หอมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1

รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1

นายยืนยงราชวงษ์ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา

เก็บรวบรวมข้อมูล

นายยืนยงราชวงษ์ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา

นายเรวัฒน์แจ่มจบศึกษานิเทศก์

นางปราณี คำแท้ศึกษานิเทศก์

นางสาวแหวนไพลินเย็นสุขศึกษานิเทศก์

นายสมนึกพรเจริญศึกษานิเทศก์

นางศิริลักษณ์โพธิภิรมย์ศึกษานิเทศก์

นางสุวารีสอนจรูญศึกษานิเทศก์

นางฉวีวรรณรื่นเริงศึกษานิเทศก์

นายพิศิษฐ์พันธุ์ดีศึกษานิเทศก์

นางกมลทิพย์เจือจันทร์ศึกษานิเทศก์

นายไพโรจน์วังบรรณ์ศึกษานิเทศก์

นายสมบัติเนตรสว่างศึกษานิเทศก์

นางปฐมาภรณ์ แก้วทอนศึกษานิเทศก์

นางทัตยา ยาชมภูศึกษานิเทศก์

นางปสุตา สุษฎาพงษ์นักประชาสัมพันธ์

นายบัณฑิต พรสินสินชัยรองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสระบุรี

วิเคราะห์ข้อมูลและเขียนรายงาน

นายยืนยงราชวงษ์

นางปราณี คำแท้

บรรณาธิการกิจ

นายยืนยงราชวงษ์

นายเรวัฒน์แจ่มจบ

นางสาวแหวนไพลินเย็นสุข

พิมพ์

นางสุขใจ ธนพงศ์ล้ำเลิศ

นางฉวีวรรณ นามประจักษ์

ภาคผนวก

ตาราง 1จำนวน ร้อยละ ของผู้บริหารที่บริหารจัดการ ส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาที่ส่งผลต่อความสำเร็จ

และได้รับรางวัล (14 คน)

หน้า
คำนำ          
สารบัญ          
บทนำ1
      ความเป็นมา1
      วัตถุประสงค์การศึกษา1
      ขอบข่ายการศึกษา2
      นิยามศัพท์เฉพาะ2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง3
      แนวคิดด้านการบริหารจัดการโรงเรียน3
      แนวคิดด้านการจัดการเรียนรู้5
      แนวคิดด้านการอบรมเลี้ยงดู8
      งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง12
วิธีดำเนินการศึกษา13
ผลการศึกษา12
      วิธีการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนที่ประสบผลสำเร็จ   13
      ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้เกี่ยวข้องในการจัดการเรียนรู้ของนักเรียน
      ที่ประสบผลสำเร็จ14
      ข้อเสนอแนะจากผลการศึกษา15
บรรณานุกรม16
คณะทำงาน17
ภาคผนวก18
                                                                                                                                                                                                                                                                                          
ที่แนวทางการบริหารจัดการที่   ส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนา   ที่ส่งผลต่อความสำเร็จจำนวน   (คน)ร้อยละ
1แต่งตั้งคำสั่งมอบหมายงานชัดเจน14100
2จัดหาสนับสนุนงบประมาณดำเนินการ14100
3สนใจ ติดตาม สอบถาม   ให้กำลังใจนักเรียนที่ฝึกซ้อมเตรียมแข่งขันสม่ำเสมอ14100
4จัดเวลาฝึกซ้อมสม่ำเสมอ เช่น   ช่วงก่อนเข้าเรียน พักกลางวันก่อนกลับบ้าน และนอกเวลา หลังเลิกเรียน วันหยุด14100
5ประชุมชี้แจง วัตถุประสงค์   เป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานตามนโยบาย1392.86
6สร้างขวัญและกำลังใจครูผู้ฝึกสอน1285.86
7ประสานความร่วมมือ ภาคี 4 ฝ่าย1285.86
8ประสานความร่วมมือกับผู้ปกครอง1285.86
9อำนวยความสะดวกในสิ่งที่เกี่ยวกับการฝึกซ้อมเด็ก1071.43
10สร้างความตระหนักให้กับบุคลากรในสถานศึกษาให้เห็นความสำคัญของการทำงานเป็นทีม และรับผิดชอบร่วมกัน857.14
11สร้างความตระหนักให้กับบุคลากรในสถานศึกษาเห็นความสำคัญของการส่งเสริมศักยภาพนักเรียน757.14
12เปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าร่วมการประกวด   แข่งขัน ในงานต่างๆ857.14
13จัดหาวิทยากรภายนอก   ภูมิปัญญาท้องถิ่นเสริมความสามารถนักเรียน642.86
14แสวงหางบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงาน   หรือองค์กรภายนอก642.86
15ใช้กระบวนการนิเทศภายใน ติดตามความก้าวหน้า535.71
16สนับสนุนสื่อ เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้535.71
17เน้นการขับเคลื่อนตามนโยบาย   กลยุทธ์ของเขตพื้นที่428.57

ข้อเสนอแนะ

1. ควรจัดเชิดชูเกียรติ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นประจำทุกปี

2. ครูผู้ฝึกซ้อมมีความสำคัญต่อนักเรียน จึงควรมีการวางแผน เตรียมการตั้งแต่ต้นปีการศึกษาหารูปแบบการฝึกซ้อมที่แปลกใหม่ แตกต่าง สร้างสรรค์ และมีความกระตือรือร้น

ตาราง 2จำนวน ร้อยละ ของครูในการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาที่ส่งผลต่อความสำเร็จ

และได้รับรางวัล (38 คน)

                                                                                                                                                                                                                                                                                                          
ที่แนวทางการการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนา   ที่ส่งผลต่อความสำเร็จจำนวน   (คน)ร้อยละ
1สร้างขวัญ กำลังใจ   โดยการตั้งเป้าหมายและรางวัล3489.47
2ครูอุทิศเวลาในการฝึกซ้อมเด็กอย่างจริงใจต่อเนื่อง3284.21
3ให้นักเรียนทำแบบฝึกมากๆ สม่ำเสมอ3078.95
4ใช้เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหลายรูปแบบ   เช่นทบทวนเนื้อหาเดิม   เติมเนื้อหาใหม่ฝึกการคิดวิเคราะห์   ลงมือปฏิบัติ สืบค้นทาง Internetเกมต่างๆและฝึกซ้ำๆ 2976.31
5ประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองเสมอๆ2976.31
6ครูพัฒนาตนเอง แสวงหาความรู้ใหม่   ทันสมัยอยู่เสมอ2565.79
7มีข้อมูล วิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคล2155.26
8ฝึกนักเรียนให้มีความรับผิดชอบต่อการเรียน1950.00
9ครูกระตือรือร้น เป็นกันเองกับเด็ก   เข้าใจพฤติกรรมการแสดงออกของเด็ก1847.37
10ชี้แจงวัตถุประสงค์สร้างความเข้าใจกับนักเรียนและผู้ปกครอง1847.37
11สอบวัดความรู้เด็กบ่อยๆ ตรวจผลงาน   และสะท้อนคิด1539.47
12วัดและประเมินผลหลายๆวิธี ประเมินสภาพจริง1539.47
13ยอมรับฟัง ร่วมคิด ร่วมแก้ปัญหา   ร่วมรับผิดชอบกับเพื่อนร่วมทีม1026.31
14สอนเสริมเนื้อหาเพิ่มเติมจากหลักสูตร1026.31
15ใช้สื่อการสอนหลากหลาย กระตุ้นความสนใจ821.05
16สร้างแรงจูงใจให้เด็กรัก   ตั้งใจเรียนและมุ่งมั่นต่อความสำเร็จ615.79
17จัดกลุ่มนักเรียนโดยคละความสามารถ (เรียนดี   เรียนช้า)615.79
18สอนตรงตามมาตรฐานและตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้410.53

ข้อเสนอแนะ

1. ขณะฝึกควรเปิดโอกาสให้นักเรียนซักถาม แสดงวิธีคิดหาคำตอบ

2. ในการฝึกควรทำอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง

3. ควรจัดกิจกรรมสร้างความภาคภูมิใจ ให้ขวัญและกำลังใจแบบนี้ทุกปี

4. การแข่งขันควรจัดกรรมการที่ตรงเอก เพื่อชี้แนะ แนะนำการตัดสินอย่างชัดเจน

5. การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ควรให้เด็กได้มีประสบการณ์สื่อสารกับชาวต่างชาติที่เป็น

เจ้าของภาษาโดยตรง

6. การฝึกนักเรียนทางด้านภาษา ต้องคัดเลือกนักเรียนที่สมัครใจ ผู้ปกครองให้ความร่วมมือในการ

พัฒนา ปรับพฤติกรรมเด็กทุกด้าน

7. จัดกิจกรรมฝึกความสามารถการกล้าแสดงออกให้เด็กมากๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง

ให้กับเด็ก

ตาราง 3จำนวน ร้อยละ ของผู้ปกครองนักเรียน ที่อบรม เลี้ยงดู ส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาที่ส่งผล

ต่อความสำเร็จ และได้รับรางวัล (22 คน)

                                                                                                                                                                                                                                                                                                          
ที่วิธีการอบรมเลี้ยงดู   ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนา   ที่ส่งผลต่อความสำเร็จจำนวน   (คน)ร้อยละ
1ให้ความรักความอบอุ่น เป็นกำลังใจให้เด็กสม่ำเสมอ22100
2ช่วยเหลือ จัดหาสื่อ วัสดุอุปกรณ์ส่งเสริม   สนับสนุนความสามารถของเด็ก2090.91
3สนับสนุนให้เข้าร่วมการประกวดแข่งขันทางวิชาการ1672.73
4ดูแลเลี้ยงดูอย่างดี   ให้รับประทานอาหารเหมาะสมกับวัย มีสุขนิสัยที่ดี1568.18
5ฝึกให้เป็นคนตรงต่อเวลา รู้หน้าที่1463.64
6ฝึกให้เป็นคนกล้าแสดงความคิดเห็น   และกล้าแสดงออก1254.55
7ฝึกให้เด็กมีความรับผิดชอบต่อการเรียน   ทบทวนบทเรียนด้วยตนเอง1254.55
8ส่งเสริมให้ลูกเรียนพิเศษตามความสนใจ627.27
9จัดกิจกรรมสร้างความท้าทาย   สนุกสนานในครอบครัวเสมอ522.73
10ช่วยฝึกซ้อม แนะนำ ปรับปรุงข้อบกพร่อง   เมื่อเด็กอยู่ที่บ้าน418.18
11ให้เด็กมีประสบการณ์ ยอมรับความจริง   เป็นคนมีเหตุผล รู้แพ้ รู้ชนะ322.73
12หาข้อมูลตารางการแข่งขัน   สนับสนุนให้ลูกเข้าร่วมการแข่งขัน313.64
13ฝึกการใช้เวลาให้คุ้มค่า เกิดประโยชน์29.10
14ฝึกให้ลูกอ่านหนังสือก่อนนอนเป็นประจำ29.10
15เรียนรู้จุดอ่อน จุดแข็งของลูก   เติมเต็มส่วนที่ลูกขาด29.10
16สอนลูกด้วยตนเอง ทำแบบฝึกหัดพร้อมกับลูกทุกวัน14.45
17เสริมแรง   ให้รางวัลเมื่อบุตรหลานประสบความสำเร็จ14.45
18เมื่อลูกทำผิด ควรลงโทษด้วยการงดกิจกรรม   สิ่งของที่ชอบ หรือตักเตือนอย่างมีเหตุผล14.45

ข้อเสนอแนะ

1. อยากให้สถานศึกษาสนับสนุน ส่งเสริมวิชาการที่เป็นภาคปฏิบัติมากกว่านี้

2. สถานศึกษาควรจัดหารางวัลให้กับเด็กที่ได้รับรางวัล สร้างชื่อเสียงให้กับสถานศึกษาบ้าง

3. ควรจัดหาวิทยากรพิเศษที่มีความสามารถเฉพาะด้าน เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ มาช่วยติว

เข้มให้เด็กในสถานศึกษา

4. สถานศึกษาควรส่งเสริมศักยภาพของเด็กทุกด้าน เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ

ตาราง 4จำนวน ร้อยละ ของนักเรียนที่มีวิธีการเรียนรู้ การปฏิบัติตน ความมุ่งมั่นพยายาม

ที่ส่งผลต่อความสำเร็จ และได้รับรางวัล (24 คน)

                                                                                                                                                                                                                          
ที่วิธีการเรียนรู้   การปฏิบัติตน ความมุ่งมั่น พยายาม   ที่ส่งผลต่อความสำเร็จจำนวน   (คน)ร้อยละ
1พยายามฝึกฝนทำแบบฝึกหัด เยอะๆ บ่อยๆ24100
2ตั้งใจเรียนรู้ ฟังครูอธิบายให้มากที่สุด2083.33
3ทบทวนบทเรียนสม่ำเสมอ2083.33
4มีความรับผิดชอบการเรียนของตนเอง1666.67
5ศึกษาทางอินเตอร์เน็ต1041.67
6เข้าร่วมการแข่งขันทุกสนาม520.83
7ขยันเรียนพิเศษ520.83
8เข้าห้องสมุดเมื่อมีเวลาว่าง416.67
9ตั้งเป้าหมายในชีวิตมุ่งมั่น ตั้งใจ   พยายามทำให้สำเร็จ416.67
10อ่านหนังสือที่ชอบฟังเพลง28.33
11พยายามหาข้อผิดพลาดของตนเอง14.17
12มีน้ำใจช่วยอธิบายสิ่งที่เพื่อไม่เข้าใจ14.17
13รู้จักแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆอย่างเหมาะสม14.17

ตาราง 5จำนวน ร้อยละ ของนักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้อื่น ที่ส่งผลต่อความสำเร็จและได้รับรางวัล (24 คน)

                                                                                                                          
ที่สิ่งที่นักเรียนได้รับการสนับสนุนการพัฒนา   ที่ส่งผลต่อความสำเร็จจำนวน   (คน)ร้อยละ
1ผู้ปกครองให้ความอบอุ่น แนะนำ   ช่วยเหลือให้กำลังใจเสมอ22100
2คุณครูให้ทดสอบท้ายบทเรียนเป็นประจำ2083.33
3พ่อ แม่ สนับสนุนอย่างเต็มที่2083.33
4คุณครูที่สอนพิเศษ1041.67
5เพื่อนๆให้ความช่วยเหลือ เป็นกำลังใจ833.33
6ครูใหญ่ให้คำปรึกษา แนะนำที่ดี520.83
7ได้รับการสนับสนุนด้านความรู้ วัสดุ อุปกรณ์   และทรัพยากรจากบุคคล องค์กรและหน่วยงานต่างๆ 416.67

กรณี ตัวอย่างที่ 1

วิธีการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองนักเรียน ครอบครัวคุณธวัชชัยโพธิ์นาค บิดาของ

เด็กชายธนธานี โพธิ์นาค ในการสนับสนุนบุตรให้ได้รับรางวัล เหรียญทอง การแข่งขันวิชาการระดับนานาชาติ สู๋โอลิมปิก ได้ดำเนินการ ดังนี้

1. หาสิ่งใหม่ๆให้เรียนรู้อยู่เสมอ

2. เป็นทั้งเพื่อนเล่นและให้คำปรึกษาลูกได้ทุกเรื่อง

3. รับฟังลูกได้เสมอ และสอนให้รู้จักสังคมที่แตกต่าง

4. ไม่แสดงความรำคาญหรือเบื่อหน่าย เมื่อลูกถามหรือมีข้อสงสัย

5. สอบถามเรื่องการเรียนและถามเพื่อทบทวนความเข้าใจ

6. ไม่ห้ามโน่นห้ามนี่ ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือก้าวร้าว

7. ให้เรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

8. เป็นกำลังใจและแสดงความรักลูกอย่างสม่ำเสมอ

9. เวลาลูกทำผิดก็ต้องลงโทษ หรือตักเตือน

วิธีการการส่งเสริม สนับสนุน

โดยพาไปเรียนพิเศษอย่างสม่ำเสมอซื้อหนังสือและอุปกรณ์เสริมความรู้ที่เด็กอยากได้ ให้เรียนรอบด้าน ไม่ใช่แค่เรื่องบทเรียนอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะ

การคัดเลือกเด็กเป็นตัวแทนเข้าแข่งขันต่างๆ ควรเปิดโอกาสให้เด็กทุกระดับได้เข้าร่วมแข่งขัน ไม่ควรกำหนดเฉพาะกลุ่มเด็ก ชั้นเรียน หรือห้องเรียน และให้ความยุติธรรมกับเด็กทุกคน

กรณี ตัวอย่างที่ 2

ครอบครัวคุณปรีชา คุณกรกนกพรหมมินทร์มารดา เด็กชายต้นน้ำพรหมมินทร์ ได้นำเสนอวิธีการอบรมเลี้ยงดูบุตร ให้ประสบผลสำเร็จ ดังนี้

1. ดูแลเรื่องสุขภาพอนามัย หาอาหารเพื่อพัฒนาการที่ดีตั้งแต่ยังเล็ก

2. เลี้ยงลูกด้วยใจ ดูแลในทุกด้านเป็นที่ปรึกษาในทุกเรื่อง สนับสนุนในสิ่งที่ลูกชอบ โดยเริ่ม

ค้นหาว่าลูกต้องการ และอยากเรียนรู้ด้านใดโดยส่งเสริมในทุกด้าน ช่วงชั้นอนุบาลสนใจศิลปะ (ได้ชนะเลิศเหรียญทอง ระดับประเทศ การแข่งขันภาพฉีก ตัด ปะ ที่เมืองทองธานี)เล่นกีฬาฟุตบอล ได้แชมป์ฟุตบอลอนุบาลของจังหวัดสระบุรีส่งเสริมให้เล่นดนตรี กีฬา(เทควันโด)

3. อยู่เคียงข้างเสมอไม่ว่ายามสุข ยามทุกข์ สอนให้ลูกยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น

4. ส่งเสริมคุณธรรม การแบ่งปัน ช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อน และสังคม

ข้อเสนอแนะในการดำเนินการของสถานศึกษา

1. ควรส่งเสริมเด็กที่มีศักยภาพ(ความสามารถพิเศษ)ในด้านต่างๆ ควรมีติวพิเศษเพิ่มเติม

ในระบบสถานศึกษา โดยเชิญครูผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานอื่นๆ

2. การจัดเด็กเข้าแข่งขันสถานศึกษาควรให้โอกาสเด็กทุกคน ไม่ควรเลือกเฉพาะกลุ่ม หรือเฉพาะห้องพิเศษ เพื่อความยุติธรรมแก่เด็กทุกคน

3. ในการทดสอบหรือประเมินผล อยากให้ครูช่วยติวเด็กให้มากๆ

ข้อเสนอแนะ

1. คิดเสมอว่า“โจทย์ที่ท้าทายเป็นสิ่งพัฒนาความสามารถ”

2. เคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่ พ่อแม่ ครูอาจารย์

3. อยากให้สนับสนุนอาจารย์พิเศษเพิ่มเติมด้านคณิตศาสตร์และจัดสอบตลอดทั้งปี

เพราะเด็กไม่สามารถเก่งได้ในระยะเวลาอันสั้น

กรณี ตัวอย่างนักเรียน

วิธีการเรียน การปฏิบัติตน ความมุ่งมั่น พยายามที่ส่งผลสำเร็จและได้รับรางวัล ของเด็กชายต้นน้ำพรหมมินทร์ ที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง อันดับ 1 ได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน ในการแข่งขันอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และรางวัลเหรียญทอง การแข่งขัน 11thWorld Mathematics Competition 2014 ที่ประเทศสิงคโปร์ดังนี้

1. ตั้งใจเรียนในห้องเรียน

2. รับผิดชอบในการเรียน

3. มีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อน ช่วยอธิบายที่เพื่อนไม่เข้าใจ

4. มีวินัยในตนเอง เช่นคิดเลขทุกวัน

5. ขยันเรียนพิเศษทุกวัน

6. พยายามหมั่นฝึกฝน หาข้อผิดพลาดของตนเอง

7. เชื่อฟังคำสั่งสอนของคุณพ่อ คุณแม่และคุณครู