วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๙           

  คณะเดินทางโดยสายการบินไทยจากกรุงเทพฯ เวลาประมาณบ่ายโมง กว่าจะถึงสนามบินฮีธโรว์ กรุงลอนดอนก็ใช้เวลาถึง ๑๒ ชั่วโมง แต่ดูเวลาที่สนามบินยังเป็น ๑๘ นาฬิกาของวันเดียวกันนี้ ยังไม่มืดค่ำ แต่ก็ต้องใช้เวลาเกือบ ๒ ชั่วโมงกว่าจะผ่านการตรวจหนังสือเดินทางได้ เนื่องจากมีคนเข้าเมืองเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ที่เห็นเป็นคนอินเดียซึ่งก็คงเป็นคนที่มาเป็นพลเมืองของอังกฤษแล้ว หรือเป็นนักเรียน หรือเป็นคนทำงานชั่วคราว คนไทยก็มี สาวคนหนึ่งเดินตามมาข้างหลังบอกว่าทำงานบาร์เบียร์อยู่ที่เมืองไทย คราวนี้เดินทางเข้ามาอังกฤษคนเดียว ไม่ทราบว่าจะไปไหนต่อ อากาศที่สนามบินเพียงรู้สึกเย็น ๆ เท่านั้น นับเป็นโชคดีที่ไม่หนาวและไม่มีฝนตก             คุณ David O’Brien มารับและนำไปเข้าพักโรงแรม Grange Blooms Hotel ตั้งอยู่เลขที่ ๕๘ Rochester Row ในขณะที่เดินทางคุณ David ก็ได้มอบกำหนดการที่ปรับปรุงล่าสุดให้ และแนะนำสถานที่สำคัญ ๆ ในขณะที่รถผ่าน เช่น ถนนที่มีชื่อปรากฏในนิยายสืบสวนของเชอร์ลอค โฮมส์ อาคารพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งของมาดามทุสโซ ถนนไปทราฟัลกาสแควร์ แม่น้ำเทมส์ หอนาฬิกาบิกเบน โบสถ์เวสมินเตอร์ จนถึง British Museum และโรงแรมที่พักก็อยู่ติดกับสถานที่สำคัญแห่งนี้ คุณ David บอกว่ามีสถานที่สำคัญที่เราน่าจะเดินไปดูได้ล้วนแต่อยู่ใกล้ ๆ ที่พัก เช่น British Museum, British Library, National Gallery, China Town, Buckingham Palace เป็นต้น             กว่าจะเข้าที่พักแรมได้เรียบร้อยก็กว่าสามทุ่มแล้ว จึงเข้านอนด้วยความอ่อนเพลียและปวดเมื่อยจากการเดินทาง และหลับไปได้สักครู่ วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๙             ผู้เขียนตื่นขึ้นมา มองนาฬิกาในความมืดเห็นเป็นเวลาตีห้า จึงปลุกท่านผู้อำนวยการฯ ดิศกุล จาก ศนจ.ฉะเชิงเทรา เพื่อไปวิ่งกันตอนเช้าสักหน่อย แต่งตัวออกไปอย่างทะมัดทะแมง พร้อมกับแผนที่และกล้องถ่ายภาพ เดินออกจากโรงแรมจึงรู้ว่ายังเป็นตีสี่อยู่เลย แต่เมื่อเดินออกมากันแล้วก็เลยตามเลย พอเลี้ยวผ่านหน้า British Museum เข้าถนนไปทราฟัลกาสแควร์ ก็เห็นภาพสังคมของวัยรุ่นและผู้ใหญ่เที่ยวกลางคืนทั้งชายและหญิงและหลายเชื้อชาติ เดินกันเต็มถนนหนทางไปหมดทีเดียว จับกลุ่มคุยกันตามหน้าร้านค้าและมุมถนน ทางเดินสกปรกรุงรังไปด้วยเศษขยะ อาเจียรของคนเมา ในบริเวณสวนก็มีคนไปนั่งพลอดรักและร่วมเพศกันตามอัธยาศัย นี่คือโลกความเป็นจริงของสังคมซึ่งประกอบด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติ เป็นส่วนเสี้ยวของพฤติกรรมสังคมที่แสดงให้ถึงการปลดปล่อยความทุกข์และไขว่หาความสุขชั่วครู่ชั่วยามนั้นเอง             ภาพที่เห็นคงจะหาดูได้ยากและน่าหวาดหวั่นทีเดียวหากเดินผ่านไปคนเดียว เคราะห์ดีที่มีเพื่อนร่วมทางด้วย จึงกล้าที่จะเดินสำรวจลอนดอนยามเช้ามืดกันต่อ เราเดินไปเรื่อย ๆ ตามถนนสู่ทราฟัลการ์ สแควร์ ในที่สุดก็พบ National Gallery บริเวณด้านหน้ามีรูปปั้นของคนสำคัญในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะจอมพลเนลสันซึ่งยืนอยู่บนเสาสูงลิ่ว ด้านล่างมีสิงโตมหึมาหมอบอยู่สองตัว มีน้ำพุ แต่น่าเสียดายที่กำลังปิดเพื่อเตรียมจัดงานของเขาจึงไม่อาจเข้าไปดูได้ มองจากบริเวณนี้ก็เห็นหอนาฬิกาบิกเบนเด่นตระหง่านอยู่ไม่ไกล มีไฟส่องมองเห็นได้แต่ไกล จึงกำหนดเป้าหมายว่าจะต้องเดินไปดูให้ถึงที่             จากทราฟัลการ์ แสควร์ เราเดินผ่านเข้าประตูใหญ่มหึมาแห่งหนึ่งโดยไม่รู้ว่าจะเดินไปถึงไหน ด้วยความอยากรู้จึงเดินไปเรื่อย ๆ แวะถ่ายภาพรูปปั้นคนสำคัญหลายแห่ง และเดินเข้าใน St. James’s Park ในขณะที่ยังไม่มีใครเข้ามากันเลย เดินลัดเลาะไปมาจนเข้าไปยังลาดกรวดกว้างหน้าอาคารสำคัญแห่งหนึ่ง กำลังเพลินก็ได้ยินเสียงผิวปากและเห็นตำรวจถือปืนกลเดินเข้ามาหา และทักก่อนว่าพูดภาษาอังกฤษได้หรือเปล่า เราบอกว่าได้ เขาจึงให้ความกรุณาบอกว่าบริเวณนั้นเป็นเขตหวงห้าม หากไม่ได้รับอนุญาตก็เข้าไปได้ เราขอโทษแล้วถามทางไปหอนาฬิกาบิกเบน ท่านก็ช่วยบอกให้ว่าเดินไปอีกไม่ไกลนี่เอง             เดินผ่านอาคารสมัยเก่าที่ยืนตระหง่านไปหลายหลังก็ผ่านไปถึงบริเวณมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ซึ่งเป็นบริเวณที่กว้างใหญ่มาก เสียดายที่มิได้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมในวันอาทิตย์ ดูจากภายนอกก็โอ่โถงและชวนใจให้เข้าไปดูเป็นอย่างมาก             ใกล้ ๆ กันนั้นก็เป็นพระราชวังเก่า หรือพระราชวังเวสต์มินเตอร์ ซึ่งเป็นสำนักงานสภาผู้แทนราษฎรในปัจจุบัน ตั้งอยู่ติดแม่น้ำเทมส์เลยทีเดียว ส่วนที่เด่นสะดุดตาคือหอนาฬิกาใหญ่ที่ตีบอกเวลาด้วยเสียทุ้มกระหึ่มได้ยินไปไกล ด้านหน้ามีรูปปั้นของนักการเมืองที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ โดยเฉพาะที่รู้จักคือเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล เราถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนานแม้ว่ายังไม่แจ้งดี เดินไปข้ามสะพาน Lambreth แล้วมองย้อนกลับไปดูพระราชวังเก่า เป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่ง             จากนั้นจึงพากันเดินกลับเข้าไปเดินชม St. James’s Park อีกรอบ นับเป็นสวนที่มีบริเวณกว้างใหญ่มาก ต้นไม้ใหญ่แสดงอายุอันยืนยาวเคียงคู่มากับราชวงศ์อังกฤษ มีบ่อน้ำสำหรับให้นกน้ำและเป็ดนานาชนิดได้อยู่อาศัย ปลายสวนส่วนที่อยู่ตรงข้ามกับมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์คือพระราชวังบัคกิงแฮม ซึ่งมีสวนไม้ดอกที่สวยงาม มีรูปปั้นที่เด่นเป็นสง่า บริเวณสงบและร่มรื่นเป็นอย่างมาก             ขากลับได้เห็นขบวนตำรวจม้า ขี่ม้าสมบูรณ์พ่วงพีเดินเข้าประตูไปสู่พระราชวังบัคกิงแฮม ส่วนที่เราเดินผ่านกันมาเช้ามืดนั้น ถ่ายภาพเอาไว้เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ยากจะเห็นได้ในตอนนั้น จากนั้นก็เร่งรีบเดินทางกลับที่พัก พอใกล้ก็เข้าไม่ถูกต้องถามฝรั่งที่ดูท่าทางว่าจะช่วยได้ คนแรกเป็นแหม่มที่ท่าทางดี เธอบอกว่าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ พูดได้แต่ฝรั่งเศส แต่ก็มีน้ำใจบอกทางโดยงัดเอาแผนที่มาอธิบายด้วย เราก็ทำท่าเข้าใจทั้งที่ไม่เข้าใจเลย ปรากฏว่าหากเดินตามที่แกบอกก็ยิ่งจะห่างจากโรงแรมไปไกลขึ้นทุกที อีกคนหนึ่งเป็นผู้ชายท่าทางเป็นเจ้าหน้าที่เทศบาลที่คอยทำความสะอาดสวน แกนั่งดื่มกาแฟและฟังเพลงยามเช้าเพลิน ๆ พอเข้าไปถามก็บอกว่าแกไม่เข้าใจแผนที่ เสียใจที่ไม่อาจจะช่วยได้ ซึ้งเลยที่ได้พบฝรั่งที่ไร้น้ำใจเช่นนี้ ทีนี้เลยเดินย้อนทางกลับไปทางเก่า พอดีผ่านโรงแรมเล็ก ๆ จึงเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ เขามีน้ำใจบอกทางว่าใกล้จะถึงแล้ว และหยิบแผนที่ที่ละเอียดขึ้นให้ ๑ แผ่น เดินตามทางก็กลับมาถึงโรงแรมได้โดยปลอดภัย             รวมเวลาที่เดินทางกันทั้งหมดกว่า ๔ ชั่วโมง รู้สึกเมื่อยขาเป็นกำลัง ได้อาหารเช้าที่ดีพอใช้ของโรงแรมก็ค่อยมีแรกขึ้น และถือว่าเป็นการเรียนรู้ตามอัธยาศัยในลอนดอน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ได้ออกกำลังกายไปด้วย             ประมาณ ๑๐ โมงครึ่งเจ้าหน้าที่ของ British Council คือคุณ Julia มาพบคณะเพื่ออธิบายรายละเอียดกำหนดการศึกษาดูงานของพวกเรา เธอออกตัวว่าขออภัยที่ทำให้ต้องเดินทางไปหลายที่ และมีกิจกรรมแน่นมาก แต่ก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับงานพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน และได้สอบถามความสนใจเพิ่มเติม ผู้บันทึกจึงบอกย้ำว่าอยากจะดูเรื่อง Bookstart, Public Library และ Brain-based Learning เธอบอกว่าได้ติดต่อประสานงานเจ้าหน้าที่ในแหล่งที่เราจะไปดูงานให้ช่วยอำนวยความสะดวกให้แล้ว             หลังเที่ยงหลายคนออกไปเที่ยวชมเมือง โดยซื้อตั๋วเปิดจากโรงแรม สามารถเดินทางโดยรถเมล์ไปยังจุดต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ใช้เวลาดูแต่ละที่ตามสะดวก เวลาช่วงบ่ายจึงผ่อนคลาย ส่วนผู้บันทึกเองบอกว่าสนใจที่จะเข้าดู British Museum มากกว่าจึงไม่ไปด้วย และใช้เวลากว่า ๔ ชั่วโมงในสถานที่ที่น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่งนี้ จึงเดินทางกลับมาพักผ่อนที่โรงแรม             British Museum ตั้งมากว่า ๒๕๐ ปีแล้ว ริเริ่มโดย Sir Hans Sloane แพทย์และนักธรรมชาติวิทยา มีผู้ที่ร่วมในการบริจาคสิ่งของและหนังสือต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก จนกลายมาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งของโลก ห้องแสดงที่น่าสนใจมีอารยธรรมของกรีก โรมัน อียิปต์ แอสซิเรีย ห้อง Enlightenment ร้านขายของที่ระลึกและหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Reading Room ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารรูปโดม ชั้นวางหนังสือแบ่งเป็น ๓ ชั้นเป็นรูปวงกลมอย่างสวยงามตามรูปอาคาร ตรงกลางโปร่ง มีแถวนั่งสำหรับค้นคว้าหนังสือที่จัดทำหน้าปกอย่างสวยงามและจัดเข้าตู้อย่างเป็นระเบียบ มีโปรแกรมสำหรับช่วยค้นหาเอกสาร             นอกจากนั้นแล้วในพิพิธภัณธ์ยังมีห้องแสดงนิทรรศการย่อย ห้องอาหารและเครื่องดื่ม ลานกว้างสำหรับนิทรรศการ มีห้องบรรยายซึ่งจัดเป็นประจำ มีวิทยากรนำชม ให้บริการหูฟัง และมีหนังสือที่มีเรื่องเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์หลายรายการ             ผู้ที่เข้าชมในวันนี้มีเป็นจำนวนมาก ที่มาจากต่างประเทศโดยมีผู้นำเที่ยวคอยบรรยายรายละเอียดให้ฟังก็มากด้วยกัน การเข้าไปใช้บริการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอำนวยความสะดวกและตอบคำถามให้ผู้สนใจทุกห้อง             ห้องที่น่าสนใจคือ Parthenon Gallery มีรูปสลักหินทั้งแบบลอยตัวและนูนสูง ซึ่งเก็บมาจากมหาวิหารกรีกแห่งนี้ นำมาตั้งแสดงอย่างตระการตา แต่ก็มีข้อโต้แย้งไม่น้อยว่าเป็นการเคลื่อนย้ายสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติอื่น ๆ เข้ามาไว้เพื่อประโยชน์ของตนเอง พวกที่สนับสนุนก็ยืนยันว่าหากไม่ทำเช่นนี้สิ่งที่ปรากฏให้เห็นคงจะไม่มีเหลืออยู่อีกต่อไป หากไม่สูญหายไปเพราะคนลักขโมยไปขายก็จะชำรุดทรุดโทรมไปตามธรรมชาติ จะไม่มีทางที่คนจำนวนมากจะได้มาเห็นความอลังการของฝีมือและความคิดที่คนในอดีตได้ทำมาแล้ว ถึงอย่างไรนักท่องเที่ยวอย่างเราก็ได้ประโยชน์ยิ่งนักที่ได้รู้ ได้เห็น ได้ประทับความรู้สึกในคุณค่า ความเชื่อ และผลงานของผู้คนในแหล่งอารยธรรมของโลกในอดีต             วันนี้นับเป็นวันแห่งการเรียนรู้ตามอัธยาศัยที่เต็มเปี่ยม เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า และปลื้มใจในโอกาสอันดีที่ได้เดินทางมาสัมผัสกับมหานครลอนดอนเป็นครั้งแรกในชีวิต