“เราแค่สมมุติว่ามันสวยงาม”

ใคร ใคร ก็อยากปรับตัวเข้าหากัน!

มนุษย์ทุกคนเมื่อเกิดมาแล้ว คงจะหนีไม่พ้นกับการที่ต้องมีความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เริ่มตั้งแต่ พ่อ แม่ พี่ น้อง แฟน เพื่อนบ้าน บรรดาญาติ หรือเพื่อนร่วมชั้นเรียน เพื่อนร่วมงาน หรือแม้กระทั่ง แม่ค้าขายของและอีกมากมาย

เมื่อเราต้องมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นอยู่ทุกวัน เป็นธรรมดามากที่เราอาจต้องเจอปัญหาด้านความสัมพันธ์ เนื่องจากมนุษย์ต้องการมีความสุข และความสบายใจเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น ไม่ต้องการให้เกิดการขัดแย้งต่อกัน ฉะนั้นการปรับตัวเข้าหากัน จึงจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตบนโลก

การปรับตัวเข้าหากัน ก็คือ การเพิ่มระดับความสัมพันธ์ให้ดีขี้น ลดความขัดแย้งลง และหรือคงความสัมพันธ์อันดีเอาไว้ค่ะ

การปรับตัว : คนมากมาย ไปบังคับคนอื่น ให้ทำอย่างโน้น อย่างนี้ ตามที่ตนได้ตั้งกฏข้อบังคับไว้หรือจากกฏเกณฑ์ที่ผู้อื่นตั้งไว้นานแล้ว ซึ่งเราชอบใจ ก็แอบเอามาใช้บ้าง แต่อย่าลืมคิดว่าคู่กรณีของเราอาจจะไม่ชอบใจกฏเกณฑ์เดียวกับเราก็ได้ กฎเกณฑ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ทุกวันนะคะ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เนื่องจากอยากทำให้คนที่เรารักมีความสุข อยากให้ความสัมพันธ์เป็นไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่นั่นมันยิ่งทำให้อึดอัดใจ เสียใจ ผิดหวัง เมื่ออีกฝ่ายทำในสิ่งดังกล่าวนั้นไม่ได้ หรือทำได้เพียงชั่วครั้ง ชั่วคราว เพราะเขาไม่เชื่อและไม่เคารพในกฏเกณฑ์ จึงเป็นการยากที่จะเกิดการปรับตัวในทางที่ดี คงไม่มีใครชอบใจ หากต้องถูกบังคับให้ทำโน่น นี่ นั่นโดยอ้างกฏเกณฑ์ต่างๆ นาๆ ที่อีกฝ่ายไม่เคยเห็นด้วย!

แต่การปรับตัวในอีกมุมหนึ่ง คือ การที่เราเป็นตัวของเราเอง แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมไปเองตามธรรมชาติตามความเห็นจริงเห็นชอบของตัวเรา ตามสัญชาตญาณการเป็นมนุษย์ โดยพฤติกรรมของเราอาจเปลี่ยนแปลงไปจนเป็นที่น่าพอใจทั้งสองฝ่าย โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยก็ได้ค่ะเพราะการปรับตัวที่ดี ต้องไม่ใช่การบังคับ หรือฝืนใจ แต่ต้องค่อย ๆ เป็นไปตามการเรียกร้องของจิตใจ ตามความเห็นจริงของตัวเราเอง เมื่อทั้งสองฝ่ายปรับตัวแบบเป็นตัวของตัวเอง สุดท้ายจะทำให้รู้เองว่า ความสัมพันธ์ของเรากับใคร คือ ความสัมพันธ์ที่แท้จริง ความสัมพันธ์ที่มาจากรากฐานนี้ จะยืนยาวกว่า

เมื่อมนุษย์เป็นสัตว์สังคม จึงจำเป็นต้องเอาตัวรอดในการอยู่ร่วมกัน คล้าย ๆ กับต้นไม้ ในป่าดงดิบ ที่พยายามแทงยอดไปทิศทางที่มีแสงแดด ต้นไม้ไม่ได้ถูกบังคับจากแสงแดด แต่ต้นไม้ยินดีโน้มยอดของตัวเองไปหาแสงแดด เพราะเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอด โดยไม่ต้องไปบังคับมัน ไม่เหมือนกับไม้ดัด ที่เราไปบังคับมันให้เป็นไปตามรูปแบบที่ตั้งค่าไว้ อาจจะดูสวยงามแปลกตา เก๋ไก๋ แต่มันไม่ใช่ความต้องการจริง ๆ ของต้นไม้ สังเกตุว่ามันจะพยายามดื้อแพ่งออกจากเหล็กที่ดัดมันไว้ จนต้องคอยตัดออกอยู่เสมอๆ และฉันก็มองว่ามันไม่ได้เกิดความงามอย่างแท้จริง “เราแค่สมมุติว่ามันสวยงาม”ตามประเพณีที่ทำตามกันมาเท่านั้นเอง

ฉันกลับชอบต้นไม้ที่เติบใหญ่ด้วยตนเอง ไม่ต้องไปบังคับเหมือนไม้ดัดมันจะส่องแสงสวยงามด้วยตัวมันเอง อาจจะบิดเบี้ยว คดโค้งบ้าง ไม่สมดุลบ้างในบางกิ่งก้านสาขา แต่มันก็ได้เจริญเติบโตแบบที่จิตวิญญาณของมันต้องการจริง ๆ

การปรับตัว แบบไม่ต้องบังคับนี้ ถ้ามองกันจริงๆ มันทำได้ง่ายกว่า และถาวรกว่า ไม่หนักใจทั้งผู้ปรับตัวและผู้เห็นการปรับตัว สำคัญที่สุดคือ มีความสุขมากกว่าค่ะ

มีครอบครัว เพื่อน คู่สมรส หรือคู่รัก มากมาย ที่ตั้งกฏว่าถ้าจะอยู่ร่วมกัน ต้องทำอะไรบ้าง ไม่ทำอะไรบ้างฉันมองว่ามันเป็นภาวะกดดัน ซึ่งถือเป็นอุปสรรคใหญ่ในการรักษาความสัมพันธ์ค่ะแทนที่ความสัมพันธ์จะก้าวหน้า กลับต้องย่ำแย่ลง เพราะความอยากให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ของพวกเราเองแท้ ๆ เชียว ลองไม่มีกฏเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกันดูบ้างจะได้ไหมค่ะให้ความสัมพันธ์เป็นไป โดยที่เราเป็นฝ่ายนั่งดูมัน ไม่ได้ไปกะเกณฑ์มัน มันคงเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่วุ่นวาย สุข และสงบนะคะ ว่ากันมั้ย ????

Written by JeeJie.