ตุลาฯนี้คนใต้กระอักใช้น้ำมัน-ก๊าซแพงกว่าภูมิภาคอื่น

ผู้ประกอบการบวกเพิ่มอีก.454สต/ต่อลิตรจ่ายภาษีอบจ.กิตติยาณีย์/ศูนย์ข่าวหาดใหญ่

ตุลาฯนี้คนใต้กระอักใช้น้ำมัน-ก๊าซแพงกว่าภูมิภาคอื่น

ผู้ประกอบการบวกเพิ่มอีก.454สต/ต่อลิตรจ่ายภาษีอบจ.

สงขลา-คนใต้ใช้น้ำมันแพงกว่าภูมิภาคอื่นทั่วประเทศอีกลิตรละ .454สตางค์ องค์การบริหารส่วนจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ผนึกกำลัง จี้ปั๊มน้ำมันจ่าย ผู้ประกอบการหวั่นข้อกฎหมาย ยอมจ่ายแต่ไปบวกเพิ่มลูกค้า

นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาเปิดเผยถึง การจัดต้องเก็บภาษีน้ำมันที่จะเริ่มในเร็วๆนี้ว่า พรบ. องค์การบริหารส่วนจังหวัดพ.ศ. 2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติมและพรบ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ.ศ. 2542 กำหนดไว้ว่าอบจ. มีอำนาจจัดเก็บภาษีบำรุง อบจ. จากน้ำมันและยาสูบ โดยกำหนดให้เก็บภาษีน้ำมันไม่เกิน 50 สตางค์/ ลิตร

เดิมทีในทางปฎิบัติ ทุกอบจ. มีการออกข้อบัญญัติและมอบอำนาจให้กรมสรรสามิตเป็นผู้จัดเก็บแทนตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา ซึ่งกรมสรรพาสามิตได้ออกข้อบังคับกรมสรรพสามิตเพื่อดำเนินการจัดเก็บบำรุง อบจ.จากน้ำมันและภาษียาสูบแทน ซึ่งในเรื่องของการจัดเก็บภาษียาสูบมีปัญหาบ้างในเรื่องของรายละเอียด ไม่เหมือนกับการจัดเก็บภาษีน้ำมันที่ยังคงมีปัญหาเช่นเดิม โดยเฉพาะการจัดเก็บไม่เต็มเต็มหน่วย

อบจ. จึงหันมาจัดเก็บภาษีในส่วนนี้เอง แต่ปัญหาก็ยังมี เช่นเดิม เช่น จัดเก็บได้น้อยไม่คุ้มค่ากับการดำเนินการ ผู้ประกอบการให้ความร่วมมือบ้างไม่ให้ความร่วมมือบ้าง แต่ก็มีบ้างอบจ.เช่น อบจ.แถบภาคเหนือ อีสาน ที่ประสบผลสำเร็จยอดรายได้เพิ่มขึ้นในทุกปี แต่ก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่ดี

นายนิพนธ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของภาคใต้ สมาพันธ์อบจ.ภาคใต้ พยายามเข้ามาแก้ไขเรื่องนี้อย่างจริงจัง ได้มีการพูดคุยในประเด็นนี้ทุกครั้งที่มีการประชุมสมาพันธ์ฯ ซึ่งได้ข้อสรุปว่า จะเก็บภาษีน้ำมันจากคลังแทนการจัดเก็บตามผู้ประกอบการ นั้นหมายถึงเก็บในต้นทางของน้ำมัน ในภาคใต้มีคลังน้ำมันอยู่ 4 จังหวัดคือ ที่สุราษฎร์ธานี สงขลา นครศรีธรรมราช และภูเก็ต ซึ่งคลังที่สุราษฎร์ธานี และสงขลา รวมกันแล้วมีน้ำมัน 85 % นครศรีฯ 5% ภูเก็ต 10 % ซึ่งสองจังหวัดหลังกำลังจะยกเลิกคลังน้ำมัน

และสรุปให้ อบจ.สุราษฎร์ธานี และสงขลา เป็นตัวแทนในการจัดเก็บแล้วมาแบ่งรายได้ให้ตามแต่ละอบจ. โดยที่อบจ.อื่นๆจ่านค่าจัดเก็บ แต่ทุกอบจ.ต้องออกข้อบัญญัติในเรื่องนี้ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อจะได้สะดวกในการดำเนินงานร่วมกันแต่ก็ยังติดขัดกับปัญหาข้อกฎหมายบางประการอีก จนไม่สามารถดำเนินการได้ และได้ยกเลิกไปในที่สุด ส่งผลให้การจัดเก็บก็ยังคงเหมือนเดิม คือต่างก็จัดเก็บกันเอง

นายนิพนธ์ กล่าวว่า ล่าสุด 6 พ.ค. 2557 ทีผ่านมา ที่จังหวัดกระบี่ สมาพันธ์อบจ.ภาคใต้ ประชุมในเรื่องนี้และลงมติเห็นสรุตรงกันว่า อบจ.ภาคใต้ จะจัดเก็บภาษีส่วนนี้ในอัตราเทท่ากันหมดคือ 0.454 บาท/ลิตร ก๊าซ 0.454 บาท/กิโลกรัม โดยกำหนดจัดเก็บพร้อมๆกันในเดือนต.ค. 2557 และจะออกเป็นข้อบัญญัติ อบจ.ต่อไป โดยนำแบบอย่างการดำเนินการของอบจ.กระบี่ มาปรับใช้เพราะอบจ.กระบี่สามารถจัดเก็บได้ 100 % ด้วยเหตุผลเขตพื้นที่จังหวัดกระบี่มันั้มน้อยนั่นเอง

ในส่วนของจังหวัดที่มีปั๊มมาก เช่น สงขลา นครศรีธรรมราชที่ประชุมสรุปว่าอาจนำรูปแบบการจัดการของอบจ.เชียงใหม่มาปรับใช้ ซึ่งอบจ.เชียงใหม่นำเทคโนโลยีมาปรับใช้อย่างได้ผล

อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัยขึ้นอยู่กับการเจรจาพูดคุยระหว่างอบจ.กับผุ้ประกอบการในพื้นที่มากกว่า ว่าจะเห็นความสำคัญของการจ่ายภาษีในส่วนนั้นหรือไม่ อย่างไร เพราะพรบ.ส่วนนี้เพิ่งออกมาไม่นาน รวมถึงสังคมยังไม่รับรู้ในวงกว้างนัก

ทางด้านนางระเบียบ จิตเกื้อ นายกสมาคมผู้ค้าน้ำมันจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า สมาชิกผู้ประกอบการน้ำมันตกลงจะเสียภาษีตามกฎหมาย ซึ่งได้มีการยื้อเยื้อกันมา 10 กว่าปี ตั้งแต่สมัยนายกนวพล บุญญามณี แต่ว่าที่ผ่านมาผู้ประกอบการน้ำมันไม่ได้ขัดแย้งกับทางอบจ. เพียงแต่ว่าเราต้องการให้อบจ.จัดเก็บให้เหมาะสม ต้องจัดเก็บให้ครบทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ เพื่อราคาน้ำมันจะได้ไม่แตกต่างกัน ถ้าสงขลามีราคาแพงก็จะมีปัญหาเรื่องการท่องเที่ยว ขาดความยุติธรรม ประการต่อมาก็คือการจัดเก็บไม่สะดวก ว่าจะจัดเก็บที่สถานีบริการ มันมีแบบฟอร์มเยอะแยะไปหมด เราก็พยายามที่จะให้อบจ.จัดเก็บผ่านคลังน้ำมัน พอผู้ประกอบการซื้อน้ำมันมาจากครัง ก็รวมภาษีของอบจ.อยู่แล้ว เราก็ไม่มีปัญหาเรื่องภาษีซื้อภาษีขาย

“แต่ปัญหาก็คือเนื่องจากบริษัทแม่ไม่สามารถทำได้ เพราะว่าระบบของเขามันใช้ทั่วประเทศ แต่ละเขต แต่ละภาคไม่เหมือนกัน บ้างภาคก็ยังไม่จัดเก็บ สงขลาเก็บ แต่ในบ้างจังหวัดยังไม่เก็บ แต่อันนี้คืออบจ.ทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้เข้ารวมตัวกันได้ แน่นอนว่าต่อไปน้ำมันในภาคใต้ก็อาจจะแพงกว่าชาวบ้านเขา .454 สตางค์ต่อลิตร ก็หวังว่าทางอบจ.น่าจะทำตามที่เราร้องขอ เพื่อให้ความยุติธรรม

นางระเบียบ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการก็พร้อมแล้วที่จะให้ไปเก็บที่หัวจ่าย ในเมื่อที่คลังไม่ได้ เพราะแต่ละจังหวัดเก็บไม่เท่ากัน บริษัทแม่จะทำเขาต้องทำระบบทั่วประเทศ แต่ระบบเขาไม่เท่ากัน มันก็ทำไม่ได้ มันเหลื่อมล้ำกัน ตอนนี้บ้างจังหวัดไม่เก็บเลย และไม่มีวี่แววที่จะเก็บ แต่ 14 จังหวัดภาคใต้ เราไม่แน่ใจว่าจะรวมภูเก็ตด้วยหรือเปล่า เพราะภูเก็ตเขาก็ยังไม่เก็บ

ธุรกิจที่นำร่องที่อบจ.เข้าไปจัดเก็บแล้ว ก็มีโรงแรม บุหรี่ ในส่วนของปั้มน้ำมันก็ชัดเจนขึ้น ปัจจุบันในจังหวัดสงขลามีปั๊มน้ำมันประมาณ 326 แห่ง เป็นสมาชิกสมาคมผู้ค้าน้ำมัน 130 ราย ก็ถือน้ำมันนี้มูลค่ามหาศาล เพราะปั๊มน้ำมันไม่เหมือนธุรกิจอื่น มีทั้งปั๊มมีชื่อและไม่มีชื่อ มีทั้งปั๊มอิสระ

ด้านนางสาวบุญยืน อุบลสุวรรณ ผอ.อำนวยการกองคลังองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ชัดเจนแล้วว่าผู้ประกอบการน้ำมันจะต้องเสียภาษีทุกรายจากหัวจ่าย ซึ่งอาจจะกลายเป็นภาระของประชาชน เนื่องจากผู้ประกอบการเองก็ต้องไปบวกตรงนี้นิดหนึ่งในหัวจ่าย แต่เท่าที่เก็บมา ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้กระทบสักเท่าไหร่ เราเก็บมาก่อนแล้ว 13 ราย

น้ำมันลิตรละ 40 บาท ก็เพิ่มขึ้นมาอีกลิตรละประมาณ 0.5 สตางค์ รายได้ที่ได้มา เราก็นำมาพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งมากกว่านั้นเยอะมากเลย ส่งสริมอาชีพ ด้านการศึกษา ด้านศาสนา อบจ.ทำทุกด้าน ซึ่งในส่วนของน้ำมันผู้ประกอบการ 326 ราย ที่ผ่านมาเราสามารถเก็บได้ 13 ราย ส่วนใหญ่เป็น ผู้ประกอบการราย่อย ที่กลัวในเรื่องของข้อกฎหมาย แต่ ณ วันนี้กฎหมายมันออกมาชัดเจน ถ้าเราไม่เก็บผู้ประกอบการก็ต้องโดนทางด้านกฎหมาย วันนี้เขาก็เลยยินดีที่จะจ่าย

นางสาวบุญยืน กล่าวอีกว่า จังหวัดสงขลาใช้น้ำมันทั้งปี 800ล้านกว่าลิตร เสียโอกาสมาหลายปี ซึ่งก่อนอบจ.จะลงไปเก็บก็ต้องออกเป็นข้อบัญญัติ ซึ่งข้อบัญญัตินี้มีมาตั้งแต่ปี 2542 แต่จนบัดนี้ก็ยังจัดเก็บไม่ได้ แต่ ณวันนี้รัฐบาลชัดเจน ทางนายกนิพนธ์ เองท่านก็กลัวในเรื่องของข้อกฎหมายเหมือนกัน เพราะบัญญัติไปแล้วไม่เก็บเราก็มีความผิด ที่นี้ผู้ประกอบการไม่จ่ายก็มีความผิด ก็เลยมีการประชุมทางนายกสมาคมผู้ค้าน้ำมัน ซึ่งท่านก็บอกว่าจะยอมจ่ายให้ทั้งหมด

แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าเราจะเริ่มบังคับตั้งแต่วันไหน ซึ่งเราเสียโอกาสมาตั้งแต่ปี 2542 และอีกประการคือหากเจ้าประจำที่จ่ายเขาร้องขึ้นมาเราก็มีความผิด ส่วนใหญ่เป็นรายย่อยที่ยอมจ่ายเพราะเขากลัวในข้อกฎหมาย ซึ่งหากเราสามารถเก็บได้ทั้งหมดก็จะเป็นเงินประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี และเมื่อเราเก็บตรงนี้ก็จะลงไปพัฒนาผู้ค้าด้วย การท่องเที่ยว มาใช้น้ำมันในสงขลา นางสาวบุญยืนกล่าว