​ลักษณะสงฆ์กับระบบอุปถัมภ์ (อาจารย์ สุภัชชา พันเลิศพาณิชย์)


ลักษณะสงฆ์กับระบบอุปถัมภ์

                                                  อาจารย์ สุภัชชา พันเลิศพาณิชย์

ตั้งแต่ปี 2475ประเทศไทยเปลี่ยนรูปแบบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยมีฝ่าย การเมืองเป็นผู้บริหารจัดการประเทศตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่นถึงระดับชาติโดย ผ่านรูปแบบการจัดสรรผลประโยชน์การจัดกิจกรรมในสังคมเป็นตัวกำหนดและสิ่งที่ต้องทำกิจกรรมนั้นต้องทำอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและประเทศ ทำให้มีเรื่องของใช้อำนาจและผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องนับเป็นระยะเวลายาวนานที่ลักษณะโครงสร้างของสังคมไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันคนในสังคมยังมีเรื่องของความรู้ความเข้าใจ (Cognitive) อุดมการณ์(Ideology) ความเชื่อ(Belief) ค่านิยม(Value) และทัศนคติ(Attitude) ความคิดเห็นส่วนบุคคลสัมพันธ์กันโดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นที่มีฝ่ายการเมืองเป็นผู้บริหารเชิงนโยบายสู่การกระจายอำนาจท้องถิ่นให้กับชุมชนทั้งในด้านศาสนา ประเพณี วัฒนธรรมโดยผ่านวัดและพระสงฆ์เป็นผู้ดำเนินการ โดยเฉพาะยิ่งเป็นพระสงฆ์ที่มีอำนาจ บารมี เงิน ตำแหน่งสมมศักดิ์ หรือ แม้แต่ผู้ปกครองวัดมายาวนานอย่างเช่น เจ้าอาวาสคนในชุมชนยังให้ความเคารพนับถือ เทิดทูน เชื่อฟังเพราะความเชื่อที่พระสงฆ์คือตัวแทนที่สืบทอดและเผยแผ่พุทธศาสนาขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าจนละเลยลืมดูการประพฤติปฎิบัติตัวความเหมาะสมของสงฆ์เพราะ ผู้คนส่วนใหญ่รับวัฒนธรรมต่อสิ่งเหล่านี้สะสมความคิดและค่านิยมจนเป็นธรรมเนียมปฎิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนานจนกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง (Political Culture)(หน้า10)ที่เป็นวิถีชีวิตของคนในสังคมและชุมชนจนลืมนึกถึงข้อเท็จจริงที่ว่าสิ่งนี้ทำให้มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งพระสงฆ์ที่มีอำนาจบารมี ความนับหน้าถือตาของสังคม อำนาจ ตำแหน่ง เงิน และ โอกาส ใช้สิ่งนี้ในการดำเนินชีวิตด้วยแล้วจะทำให้กระทบต่อทุกฝ่ายเพราะใช้ระบบอุปถัมภ์เป็นต้นทุนของการก้าวไปสู่ตำแหน่ง อำนาจและเงิน เป็นเป้าหมายชีวิต การตัดสินใจ เงินจะมีบทบาและถูกครอบงำด้วยระบบอุปถัมภ์ในการดำเนินชีวิต จะรักพวกพ้อง ญาติพี่น้องตนถ้าบุคคลเหล่านี้ทำอะไรไม่ถูกก็ไม่ว่ากล่าวตักเตือน อย่างดีก็แค่ให้เอาไปคิดเอาเอง การดำเนินชีวิตใครจะทำอะไรก็ทำไป ไม่มีใครไปยุ่งกับใคร แม้ผิดกฎหมายต่างคนต่างทำ ตรงกับคำที่ว่ารักมากอุ้ม รักน้อยลงมาจูง รักน้อยลงมาอีกให้เดินหรือ คล้ายทองสองหน่อ ควายทอเสียนวล (รักจนเสียหลักการ)อำนาจที่ได้มานั้นถูกต้องชอบธรรมหรือไม่อย่างไรไม่สนใจ ทุกอย่างถ้า ผลประโยชน์ลงตัวก็จ ระบบอุปถัมภ์จึงมีบทบาทมากและแสดงออกในลักษณะ บุญคุณต้องทดแทน ใครเคยช่วยต้องตอบแทน เงินจึงเนรมิตได้ทุกอย่างจนทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์ การเล่นพรรคเล่นพวกสูงเพราะพรรคพวกช่วยได้ทุกเรื่อง บอกได้ สั่งได้ ได้พวกจะได้ทุกเรื่อง เช่น หลักการ มีการะเบียบปฏิบัติที่ทำไม่ได้ แต่ถ้ามีพวกทำให้หรือหาทางออกให้ได้ ผิดก็ช่วยปิดบัง รู้ว่าไม่ดีปิดโอกาสจำกัดสิทธิผู้อื่น พรรคพวกทำผิดให้ถูกได้ ไม่มีพวกก็ใช้เงินแทน ใช้กันจนเกิดพรรคพวกใหม่ในเวลาต่อมา เงินและพวกคือโอกาส เป็นที่มาของการวิ่งเต้นประจบสอพลอซึ่งเป็นการบริหารแบบแนวดิ่งที่มีความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับนักการเมืองในการตัดสินใจใช้อำนาจ ผ่านนโยบายการเมืองจนทำให้เกิดความสัมพันธ์ส่วนตัวจนเกิดระบบผู้ให้อุปถัมภ์และผู้รับอุปถัมภ์ที่มี เรื่องเงินและผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องเพราะในเมื่อ “ให้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็ต้องเอาสิ่งที่ไม่ถูกต้องคืนแบบไม่ถูกต้อง”(การใช้ระบบอุปถัมภ์ในการบริหารงานเป็นการบริหารที่ยึดตัวบุคคลมากกว่าหลักการ เชื่อว่าคนอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง คนทำได้หมดคนใกล้ชิดจะพูดน้อยใช้ง่ายตำแหน่งเปลี่ยนได้แต่ตัวบุคคลต้องอยู่กันตลอดชีวิต ความเชื่อดังกล่าวเป็นพัฒนาการรากเหง้าของระบบอุปถัมภ์ที่เป็นบุคคลฉลาดแกมโกง มีอำนาจอิทธิพลกว้างขวาง และขอตำแหน่งที่มีในระดับรอง ๆ ลงมาในโอกาสต่อไปในพื้นที่จึงเกิดสายโยงใยเกี่ยวพันกันทั้งระบบ เป็นอุปถัมภ์ลูกโซ่เกี่ยวโยงตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ

พระสงฆ์ที่ทำงานท้องถิ่นในลักษณะอุปถัมภ์มิใช่เป็นนักพัฒนาโดยแท้จริงนั้นมักจะมีสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นการส่วนตัวกับเจ้าหนาที่รัฐหรือนักการเมือง โดยทำงานร่วมกันผ่านคนใกล้ชิด ทั้งโดยตรงและผ่านหัวคะแนน ผู้ช่วย ส.ส. หรือคนที่ใกล้ชิดผู้แทน เสียส่วนใหญ่เพราะพระสงฆ์พึ่งพาการอุปถัมภ์จากรัฐมากเกินไปจนทำให้เสียระบบการปกครองจนก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาอีกมากมาย

พระสงฆ์กับระบบอุปถัมภ์กับโครงสร้างที่เป็นปัญหา

มีหลายปัจจัยที่ทำให้ผู้ปกครองสงฆ์ไม่สามารถหยุดยั้งการขยายตัวของพระสงฆ์ลักษณะเหล่านี้เพราะ การที่คณะสงฆ์พึ่งความอุปถัมภ์จากรัฐมากเกินไป ทำให้เหินห่างจากสังคม สำหรับวัดในระดับหมู่บ้าน ชุมชน อย่างจริงจังและจริงใจ ในการร่วมมือและสนองตอบนโยบายของรัฐตั้งแต่ระดับอำเภอขึ้นไปหมายถึงการที่วัดจะได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐในการกิจการต่าง ๆ ของวัดจนทำให้พระสงฆ์มีโอกาสในการเสนอขอเลื่อนสมณศักดิ์และตำแหน่งบริหารเป็นรางวัล ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ได้รับการตอกย้ำด้วยระบบที่ทุกอย่างกำหนดจากส่วนกลาง ดังนั้นเราจะเห็นพระสงฆ์ตั้งแต่ระดับเจ้าอาวาสขึ้นไปจึงมักจะใส่ใจกับนโยบายระดับบนจากผู้ปกครองซึ่งหมายถึงผู้นำที่เป็นนักการเมือง ระดับจังหวัด ระดับอำเภอและระดับ ตำบลด้วยการสนองนโยบายในสร้างโบสถ์และการจัดกิจกรรมใหญ่โตในวันสำคัญทางศาสนามากกว่าจะเห็นพระสงฆ์ลงมาช่วยแก้ไขปัญหายาเสพติดหรือช่วยบำบัดฟื้นฟูแก้ไขปัญหายาเสพติดเพราะพระสงฆ์เหล่านี้ต้องการเพียง เงิน ชื่อเสียง อำนาจ สมณศักดิ์ความยกย่องเชิดชูทางสังคมจนทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์แทรกซ้อนในการทำงานทำให้ขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจนไม่สามารถพัฒนาอะไรให้ก้าวหน้าได้ทำให้การบริหารสงฆ์ล้มเหลว ประชาชนเริ่มขาดความศรัทธา เชื่อมั่น ในพระศาสนา เพราะพระสงฆ์ประเภทนี้เป็นผู้ทำลายเสียเองนับได้ว่า เป็นเหลือบ ลิ้นไรที่ไชชอนทำให้เกิดความผุกร่อนทางจิตใจทางศาสนาและหมดศรัทธาต่อผู้พบเห็นเพราะสงฆ์ถือว่าเป็นสัญญลักษณ์ทางพุทธศาสนาแต่กลับทำตัว ชอบประจบประแจง พอพลอ ทุจริตในศีลทั้งการประพฤติปฎิบัติ อุปถัมภ์แต่พวกพ้อง ญาติมิตร บริวารโดยไม่สนใจเรื่องความสามารถและความถูกต้องแสวงหาอำนาจ บารมี ยศศักดิ์และเงินตราจนขาดจิตสำนึก หน้าที่ ในการสร้างผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมส่วนรวมนับว่าเป็นการบริหารงานที่ล้มเหลวของวงการพระสงฆ์ไทยที่ต้องยอมรับว่ายังคงปราศจากความสนใจจากผู้เกี่ยวข้องที่จะร่วมกันแก้ไขระบบอุปถัมภ์ในวงการสงฆ์ไทยให้หมดไป

ขอบคุณแหล่งข้อมูล;(เรื่องการพัฒนาวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน บทคัดย่อ ของ ดร.วิศาล ศรีมหาวโร)

อาจารย์สุภัชชา พันเลศพาณิชย์ เรียบเรียงใหม่

หมายเลขบันทึก: 570223เขียนเมื่อ 11 มิถุนายน 2014 12:25 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 มิถุนายน 2014 12:25 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (2)
อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี