รายงานรายวิชาการเมืองการปกครองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เรื่อง...หนึ่งแผ่นดิน สองหยดเลือด แผ่นดินเถื่อน
จัดทำโดย
นายกิตติพงษ์ จันทะนะ ลำดับที่ 17 รหัสนิสิต 55113140
นายเมธา งดงาม ลำดับที่ 127 รหัสนิสิต 55114758
นายวิชิต ลือโฮ้ง ลำดับที่ 144 รหัสนิสิต 55115052
นายวิศวชิต วิชาผา ลำดับที่ 148 รหัสนิสิต 55115108
นายวีรพงษ์ เขื่อนเชียงสา ลำดับที่ 151 รหัสนิสิต 55115131
นายศักรินทร์ รัตนพระ ลำดับที่ 154 รหัสนิสิต 55115197
นายศิริชัย กันทะหลั่น ลำดับที่ 155 รหัสนิสิต 55115209
นายสงกรานต์ ใจปินตา ลำดับที่ 161 รหัสนิสิต 55115311
นายสุริยา บุญประเสริฐ ลำดับที่ 179 รหัสนิสิต 55115625
นายธัฐกฤษฎ์ เดชาชัยอนันต์ ลำดับที่ 203 รหัสนิสิต 55115973
นางสาวบุษกร ถ้อยคำ ลำดับที่ 231 รหัสนิสิต 55912585
เสนอ
อาจารย์ประจำวิชาการเมืองการปกครองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
วิชาการเมืองการปกครองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(Politics and Government of Southeast Asian States )
รหัสวิชา 147331
ภาคเรียนที่ 2/2556
สาขา รัฐศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยพะเยา
คำนำ
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการเมืองการปกครองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Politics and Government of Southeast Asian States)ชั้นปีที่2 สาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา โดยมีจุดประสงค์ เพื่อการศึกษาความรู้ที่ได้จากเรื่อง การเมืองการปกครองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มประเทศต่างๆ โดยเฉพาะการศึกษาประเทศพม่า (เมียนมาร์ ) ซึ่งกลุ่มของเราได้ศึกษาประเด็น เกี่ยวกับ กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ในประเทศพม่า ประวัติศาสตร์ความเป็นมา และกล่าวถึง กลุ่มกะเหรี่ยงในประเทศพม่า และการสัมภาษณ์ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องราวต่างๆไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ การทหาร สังคม จนนำมาสู่ การพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน
ซึ่งรายงานนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ผู้จัดทำได้เลือก หัวข้อนี้ในการทำรายงาน เนื่องมาจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจ รวมถึงเป็นการ ศึกษาในรายวิชาการเมืองการปกครองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Politics and Government of Southeast Asian States)ผู้จัดทำจะต้องขอขอบคุณ อาจารย์สุนทร สุขสราญจิต ผู้ให้ความรู้ และแนวทางการศึกษา และเพื่อน ๆ ทุกคนที่ให้ ความช่วยเหลือมาโดยตลอด ผู้จัดทำหวังว่ารายงานฉบับนี้จะให้ความรู้ และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน
ขอขอบคุณ
คณะผู้จัดทำ
สารบัญ
เรื่อง หน้า
คำนำ ก
สารบัญ ข
บทที่ 1 บทนำ 1-2
บทที่ 2 ประวัติศาสตร์ และนโยบายต่อชาติพันธุ์กะเหรี่ยง
พม่า-ไทย นโยบายกับการกีดกันอิสระของกะเหรี่ยง3-8
บทที่ 3 ปมบนเงื่อนไขของชาติพันธุ์ 9-16
บทที่ 4 ทหาร การเอาเปรียบกะเหรี่ยงและสงคราม 17-19
บทที่ 5 ASEAN ความหวังใหม่ของกะเหรี่ยง 20-25
บทที่ 6 บทสรุปสรุปผลการศึกษา การอภิปรายผล และการให้ข้อเสนอแนะ26
ภาคผนวก 27-32
บรรณานุกรมบทความ
บทที่ 1 บทนำ
ปัญหาและความขัดแย้งในประเทศพม่า ในปัจจุบันนั้น ทำให้เกิดอุปสรรคในการพัฒนาประเทศในระบอบประชาธิปไตย และยังเป็นปัญหาที่คงยืดเยื้ออย่างยากลำบากอยู่ต่อไปอีกนาน ทั้งนี้เนื่องมาจากสาเหตุหลักๆทางด้านประชาชาติ ที่มีอยู่หลากหลายทางชาติพันธุ์ในพม่า ทำให้เกิดความขัดแย้งในด้านต่างๆไม่ว่าจะ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชาชนในพม่า เช่น ชนกลุ่มน้อย หรือชาวกะเหรี่ยง ที่ต่อต้าน เผด็จการทหาร และการเมือง ของพม่า กลุ่มหลักๆ เช่น เคเอ็นยู (KNU : Karen National Union)และ ดีเคบีเอ (DKBA : Democratic Karen Buddhist Army)และการเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของชาติมหาอำนาจ แนวทางการศึกษาปัญหาการเมืองของประเทศสหภาพพม่า สถานการณ์ปัจจุบันจึงยากที่จะตัดตอนประวัติศาสตร์ การเมืองยุคใกล้ โดยเฉพาะหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ การรวมประเทศเป็นสหภาพพม่าภายใต้สัญญาปางโหลง ได้สร้างปัญหามากมายให้กับระบบการเมืองในสหภาพพม่ามาโดยตลอด และมีการเรียกร้อง ของ 3 รัฐใหญ่ทางภาคเหนือของประเทศ ณ เมืองปางโหลง หรือ การรวมกลุ่ม(สหพันธรัฐเทือกเขาและสภาผู้นำร่วมสหพันธรัฐเทือกเขา) เป็นสาเหตุหนึ่งที่เกิดการต่อสู้ชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลทหารพม่า
ต่อมา นายพลเนวิน ได้วางแผนทำการเข้าควบคุมยึดอำนาจจากเจ้าฟ้าและผู้นำรัฐต่างๆ ของพม่าทั้งหมด ทำให้ฝ่ายผู้นำรัฐต่างๆหรือชนกลุ่มน้อยคัดค้านและก่อตั้งกองกำลังติดอาวุธ เพื่อพร้อมที่จะเผชิญกับรัฐบาล ชนกลุ่มน้อยได้ชาติอื่นสนับสนุน ทั้งในเรื่องอาวุธ เงิน เพื่อแลกกับนโยบายต่างๆและนโยบายที่ส่งผลกระทบกับชนกลุ่มน้อย และชนกะเหรี่ยงทำให้ได้รับผลกระทบสองทาง จากนโยบายของไทยด้านเศรษฐกิจและของพม่าด้านกองกำลังที่ต้องต่อสู้ ทั้งยังชนกลุ่มน้อยต้องต่อต้านรัฐบาลทหารพม่ามายาวนานนับ10ปี รวมทั้งวิถีชีวิตที่ชนกะเหรี่ยงพบเจอในช่วงการสู้รบ
ปัญหาการเมืองในสหภาพพม่าในปัจจุบันนอกจากปัญหา ความขัดแย้งทางประชาชาติ สถานการณ์ การเมืองระหว่างประเทศ ในยุค โลกไร้พรมแดนแล้ว กลับทำให้เกิดปัญหาการเมืองในพม่าวุ่นวายสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตามรัฐบาลทหารพม่า ยังคงต้องเปลี่ยนรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการ ที่เข้มงวดมายาวนานทำให้เกิดปัญหาต่างๆทั้งทรัพย์สิน และชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ประเทศพม่า จะต้องเปิดให้ประชาชนได้มีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น เพื่อผ่อนคลายกระแสต่อต้านจากประชาชนและแรงกดดันจากนานาชาติ ที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น บทวิเคราะห์นี้กลุ่มของข้าพเจ้าได้พยายามนำเสนอ
ปัญหาความขัดแย้งทางประชาชาติ โดยนับตั้งแต่ ในยุคที่อังกฤษปกครอง ในสมัย ที่พม่าตกเป็นเมืองขึ้น ผลสุดท้ายพม่าก็เสียเมืองและถูกผนวกเข้าเป็นแคว้นหนึ่งของการปกครองอังกฤษและหลังการได้รับเอกราชจากอังกฤษ จนไปถึงในเรื่องของการเมืองพม่าในยุคปัจจุบัน โดยเน้นข้อมูลการเคลื่อนไหวของกลุ่ม “ชนกลุ่มน้อย” โดยเฉพาะ กะเหรี่ยง ที่ต่อสู้เพื่อเอกราชอิสระในการปกครองตนเอง โดยไม่อยู่ภายใต้การปกครอง และการเข้ามาครอบงำของ รัฐบาลทหารพม่า
ตลอดจนเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ในลักษณะของคำพูด คำบรรยายสถานการณ์ เหตุการณ์และความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมาย กรณีตัวอย่าง นายซอวิน ซึ้งเป็นคนชนกลุ่มน้อย หรือชาวกะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาทำงานใน มหาวิทยาลัยพะเยา จังหวัดพะเยา ประเทศไทย จากอดีตที่ผ่านมานั้น ในนามชนกลุ่มน้อยซึ้งไร้รัฐ ได้กล่าวถึง วิธีชีวิตและความเป็นอยู่ของครอบครับ และ ตัวของเขาเองตอนที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังทหาร KNU และ DKBA ที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่า ดินแดนแห่งความวุ่นวายและไม่สงบสุขและ ผลกระทบที่ได้รับจากการสู้รบของทั้ง 2 ฝ่ายมานับหลายปีและการหลบหนีเข้ามายังประเทศไทยจากการเป็นทหาร ของKNU และ DKBA และความไม่สงบสุขจากความวุ่นวายในประเทศของตนและการปรับตัวของประเทศพม่าให้เข้ากับประชาคมอาเซียนที่สำคัญ คือ กรอบประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ที่ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ และมีเสถียรภาพความมั่นคง เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และอีกด้านหนึ่ง คือ ความมั่นคงของมนุษย์ ในด้านต่างๆ เช่น ในด้านของสิทธิมนุษยชนเพื่อเพิ่มมุมมองต่อปัญหาการเมืองของประเทศสหภาพพม่าในอนาคตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
บทที่2 ประวัติศาสตร์ และนโยบายต่อชาติพันธุ์กะเหรี่ยง
พม่า-ไทย นโยบายกับการกีดกันอิสระของกะเหรี่ยง
นโยบายของรัฐบาลไทยที่มีต่อชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายความมั่นคงในด้านการป้องกันประเทศทางด้านชายแดนไทย – พม่า ซึ่งได้กำหนดไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2508 โดยเฉพาะชายแดนทางด้านตะวันตกของไทยคือ รัฐกะเหรี่ยง เพราะที่ตั้งของรัฐกะเหรี่ยง คืออยู่ระหว่างไทยกับสหภาพพม่า ซึ่งเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้สักและไม้มีค่าอื่นๆ เนื่องจากภูมิประเทศรัฐกะเหรี่ยงเป็นป่าเขาลำเนาไพรและเทือกเขาสูง จึงเอื้ออำนวยต่อการตั้งฐานที่มั่นของกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อยต่างๆ
- นโยบายของรัฐบาลไทยในช่วงปี
พ.ศ.2523-พ.ศ.2527 ประเทศไทยต้องเผชิญกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ นโยบายต่างประเทศของไทยในช่วงนี้จึงเน้นที่ความมั่นคงและดำเนินไปในลักษณะรอบด้าน
- ในช่วงปี พ.ศ.2527-พ.ศ.2532 รัฐบาลไทยได้กำหนดนโยบายความมั่นคงของไทยด้านชายแดนไทย-พม่า และรัฐกระเหรี่ยง เพื่อรับรองแผนป้องกันประเทศ เช่น การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสหภาพพม่า การดำเนินการควบคุมชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงและชนกลุ่มน้อยต่างๆสัญชาติพม่าอย่างรัดกุม และชี้ชวนให้ผู้นำรัฐบาลทหารตระหนักถึงผลประโยชน์แห่งชาติที่จะได้รับจากการกระจายเสรีภาพในระบบการเมืองของสหภาพพม่าตลอดถึงการเจรจาประนีประนอมกับชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง และชนกลุ่มน้อยต่างๆ สัญชาติพม่า
- ในช่วงปี พ.ศ.2528-พ.ศ.2531 นโยบายต่างประเทศของไทยยังคงเน้นเรื่อง ความมั่นคง แต่มิติทางเศรษฐกิจมากขึ้นในลักษณะ ความมั่นคงนำหน้าตามมาด้วยความมั่นคั่งทางเศรษฐกิจ ในปี พ.ศ.2527-พ.ศ.2529 รัฐบาลทหารพม่าเน้นการใช้กำลังทหารขนาดใหญ่ปราบปรามชนกลุ่มน้อยบริเวณชายแดนไทย-พม่า ทำให้มีผู้อพยพเข้ามาอยู่ในเขตประเทศไทย รวมทั้งการล่วงล้ำเขตแดนประเทศไทยของทหารพม่า รัฐบาลไทยได้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับผู้อพยพชาวกระเหรี่ยง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2531-พ.ศ.2536 คือ มาตรการการสกัดกั้นให้ได้ผลยิ่งขึ้น การควบคุมการตั้งรกรากอยู่ในเขตไทย ตลอดถึงมีการจับกลุ่มดำเนินคดีต่อผู้ที่ให้ที่พักอาศัยและให้ความช่วยเหลือผู้หลบหนีเข้าเมือง เป็นต้น
- ในช่วงปี พ.ศ.2531-พ.ศ.2538 นโยบายต่างประเทศของไทยเน้นเรื่องเศรษฐกิจ มากกว่าเรื่องอื่นๆ การเน้นเรื่องเศรษฐกิจหรือ ธุรกิจ อาจจะเป็นเพราะต้องการแสวงหาวัตถุดิบและตลาดการค้าใหม่ๆ เนื่องจากรัฐกะเหรี่ยงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ไม้สัก แร่ธาตุ และอัญมณี ประเทศไทยต้องการทรัพยากรจากรัฐกระเหรี่ยงเพื่อเศรษฐกิจหรือธุรกิจ ในเมื่อรัฐกะเหรี่ยงยังไม่ปลอดภัยจากการคุกคามของทหารพม่า ทำให้กองทัพสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงนำเอาทรัพยากรเป็นปัจจัยในการแลกเปลี่ยนหรือซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางทหารและปกป้อง
นโยบายของรัฐบาลไทยต่อชนกลุ่มน้อยชาวกระเหรี่ยงที่ปรากฏเป็นรูปธรรมค่อนข้างจะถาวรต่อเนื่องกันมานานหลายทศวรรษ คือ นโยบายความมั่นคงในด้านการป้องกันประเทศทางด้านชายแดนไทย-พม่า นโยบายรัฐกันกระทบชนกลุ่มน้อย นโยบายผู้อพยพและผู้หลบหนีเข้าเมือง และนโยบายเศรษฐกิจหรือธุรกิจการค้าไม้สัก รัฐกะเหรี่ยงจึงเป็นจุดสำคัญในด้านนโยบายความมั่นคงแห่งชาติและด้านเศรษฐกิจหรือธุรกิจทั้งในอดีต ในปัจจุบัน และในอนาคต[1]
นโยบายของรัฐบาลพม่าต่อชนกลุ่มน้อยชนชาติกะเหรี่ยง
- การตัดช่องทางลำเลียงอาหารจากแหล่งเพาะปลูกไม่ให้ไปถึงฐานทัพ โดยพม่าสืบหาแหล่งเพาะปลูก เมื่อพบก็จะทำลายหรือปล้นไปเป็นเสบียงของตนเอง
- การตัดความสัมพันธ์ระหว่างชนชาติกะเหรี่ยงด้วยกัน ที่อาศัยอยู่คนละที่ไม่ให้ติดต่อกันได้ ถือเป็นการป้องการช่วยเหลือระหว่างทหารกับพลเรือน
- การสังหารผู้นำชาวกะเหรี่ยง เพราะรัฐบาลทหารพม่ารู้ดีว่าโดยนิสัยส่วนตัวชาวกะเหรี่ยงนั้นชอบถือสันโดษ
- การตัดรัฐกะเหรี่ยงกับประชาคมระหว่างประเทศ เพราะทหารพม่าไม่ต้องการให้ประชาคมระหว่างประเทศรับรองและรู้ถึงความเป็นมาและพัฒนาการทางการเมืองของชาวกะเหรี่ยง
ต่อมาสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงได้เจรจากับรัฐบาลทหารพม่าขอยุติการรบชั่วคราวและขอให้กะเหรี่ยงพุทธกลับมาร่วมกับสหภาพกะเหรี่ยงดังเดิม[2] เราจะเห็นได้ว่ารัฐบาลทหารพม่าในแต่ละช่วง มีนโยบายที่พยายามที่จะยึดครองและควบคุมชนกลุ่มน้อยทั้งหมด แต่ชนกลุ่มน้อยที่ถูกกดขี่และไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมจึงไม่เห็นด้วยกับนโยบายเหล่านั้น ทำให้เกิดการปราบปรามเกิดขึ้นโดยเฉพาะชนชาติกะเหรี่ยงและชนกลุ่มน้อยต่างๆ
ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-พม่า และ ชนกลุ่มน้อยกระเหรี่ยง
พม่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทย และมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกันทางการเมืองและสังคม กับชนชาติไทยกลุ่มต่างๆ มาโดยตลอด ซึ่งในอดีตคนไทย จะมองพม่าเป็นเป็นศัตรูซึ่งก็ส่งผลให้เกิดปัญหา และเป็นสาเหตุให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่า และสาเหตุหลักๆก็มีอยู่ 3 ประการ เช่น
1 ปัญหากลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าและกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อย
2 ปัญหาเส้นเขตแดนไทย- พม่า
3 ปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า
จากปัญหาดังกล่าวชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยงจึงได้มีการก่อตั้ง [3]กลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ขึ้น เมื่อปี. 2480โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะล้มล้างรัฐบาลทหารพม่าและเพื่อแยกตัวเป็นอิสระออกจากรัฐบาลทหารพม่าโดยให้ประชาคมระหว่างประเทศรับรอง ซึ่งมีพลเอกโบเมี๊ยะ เป็นประธาน โดยกองทัพสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงได้เป็นแกนนำของชนกลุ่มน้อยต่างๆ เพระกลุ่มกองทัพสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงได้เป็นเป้าหมายที่สำคัญที่รัฐบาลทหารพม่าต้องปราบปรามโดยเด็ดขาด เพราะทหารพม่ามีความเชื่อว่าถ้าปราบกลุ่ม KNU ได้แล้ว ก็จะสามารถปราบปรามชนกลุ่มน้อยต่างๆ ได้ทั้งหมด
จึงทำให้กองกำลังชนกลุ่มน้อยต่างๆ ใช้ดินแดนประเทศไทย เป็นฐานปฏิบัติการก่อการร้ายในสหภาพพม่า อาศัยภูมิประเทศที่เป็นป่าเขาที่ห่างไกลจากอำนาจรัฐของสหภาพพม่า และเป็นที่ซ่อนอำพรางกำลังพล นอกจากนี้ยังอาศัยความไม่แน่นอนของเส้นเขตแดน ไทย- พม่า ที่สืบเนื่องมาจาก “สนธิสัญญาที่ประเทศไทยทำไว้กับประเทศอังกฤษ”ที่ทำให้บริเวณชายแดนไทย-พม่าเกิดความขัดแย้งเรื่องความสัมพันธ์มาโดยตลอด เนื่องจากพรหมแดนทางบกไทย-พม่า ส่วนใหญ่เป็นพรหมแดนที่ติดต่อกับรัฐกะเหรี่ยง เป็นจุดล่อแหลมต่อความสัมพันธ์และความขัดแย้ง เพราะลักษณะภูมิประเทศง่ายต่อการเดินทาง เข้า-ออก ระหว่างรัฐกะเหรี่ยงกับชายแดนด้านตะวันตกของประเทศไทย
- ปัญหาอย่างหนักที่พบในประเทศไทยปัจจุบันคือ[4]การค้ายาเสพติดของชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงบางจำนวนได้สร้างผลกระทบต่อความมั่นคงของไทย เนื่องจากการต่อสู้เพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ของกลุ่มผู้ผลิตและค้ายาเสพติดจนบางครั้งการต่อสู้รุกลานเข้ามาในเขตไทยทำให้ราษฎรไทยในพื้นที่นั้นได้รับความเดือดร้อนจากการสู้รบและสร้างความเสียหายอย่างมากจากปัญหาดังกล่าว
- ปัญหาแรงงานต่างด้าว[5]ผิดกฎหมายที่ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทย คนส่วนใหญ่เป็นชาวพม่าแต่ในจำนวนหนึ่งนั้นก็มีชาวกะเหรี่ยงรวมอยู่ด้วยเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเกิดจากความยากลำบากทางเศรษฐกิจในประเทศพม่าเอง เช่น สินค้าราคาแพง รายได้ตกต่ำ การว่างงาน ประกอบกับการจ้างการแรงงานไร้ฝีมือในประเทศไทย จึงทำให้ชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง พากันหลบหนีเข้ามาหางานทำในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก โดยลักลอบเข้ามาทำงานในกิจการต่างๆทั่วประเทศ ทั้งใน กาญจนบุรี ตาก เชียงราย ภูเก็ตและกรุงเทพฯ แรงงานผิดกฎหมายจำนวนมากนี้ ได้สร้างปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยหลายประการ เช่น ปัญหาโรคติดต่อร้ายแรง ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการดูแลรักษาพยาบาล เป็นต้น
บทที่3 ปมบนเงื่อนไขของชาติพันธุ์
-ปัญหาของความขัดแย้งสามารถแบ่งออกได้หลายประเด็นประเด็นหลัก คือ สภาพภูมิประเทศกลุ่มชาติพันธ์แยกออกจากกันด้วยเทือกเขาสูง แม่น้ำและป่า ไม่เอื้ออำนวยในการติดต่อระหว่างกันและกัน เช่น ชนกลุ่มน้อยและชนกะเหรี่ยงที่อยู่ห่างไกล ยากที่จะเข้าถึงจากส่วนกลางจึงทำให้ต้องการแยกการปกครองออกจากส่วนกลางเพื่อสะดวกในการบริหารตนเองและไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซง
-ด้านภาษาและวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชาติพันธ์ก็แตกต่างกัน ไม่มีการผสมผสานกันเพื่อการเรียนรู้และยอมรับซึ่งกันและกัน ต่างกลุ่มต่างคงไว้ซึ่งความเป็นตัวตนของตนเองไว้ ถ้าย้อนหลังกลับไปมองการปกครองของแต่ละกลุ่มชาติพันธ์ในประเทศพม่าในอดีต แต่ละกลุ่มจะปกครองอิสระกันเป็นเวลานาน ทำให้ไม่เกิดสำนึกร่วมของพลเมืองในประเทศเดียวกัน อีกทั้งในช่วงรัฐบาลกลางของพม่าตั้งแต่สมัยอาณานิคมอังกฤษก็ไม่ได้มีความพยายามที่จะรวมกลุ่มต่างๆที่อยู่กระจัดกระจายเพื่อความเป็นเอกภาพไว้ ในทางกลับกันอาณานิคมอังกฤษยิ่งส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆแยกออกจากกัน และใช้ระบบการปกครองในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน
ในปี ค.ศ.1886 อังกฤษได้ผนวกพม่าและดินแดนของชนกลุ่มน้อยต่างๆ เข้าเป็นมณฑลหนึ่งของอินเดีย ซึ่งอังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคมในขณะนั้น หลังจากนั้นอังกฤษได้ใช้ นโยบายการแบ่งแยกและปกครองกับชนชาติพม่าและชนชาติอื่นๆ โดยแบ่งการปกครองพม่าเป็น 2 ส่วน คือ
1. เขตพม่าแท้ ซึ่งอังกฤษเข้ามาปกครองโดยตรง
2. เขตภูเขา หรือเขตชายแดนจะใช้การปกครองโดยอ้อม คือ ปล่อยให้ผู้ปกครองเผ่า หรือแคว้นที่เคยปกครองกันมาแต่เดิมปกครองต่อไป แต่มีข้อแม้ว่าต้องอยู่ภายใต้การดูแล และคำแนะนำของผู้บริหารชาวอังกฤษ
นโยบายแบ่งแยกและปกครองของอังกฤษปลุกปั่นให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทะเลาะกันเอง เพื่อให้ง่ายแก่การควบคุม และกลุ่มชาติพันธุ์ที่อังกฤษใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้ คือ ชนกะเหรี่ยงที่มีประชากรมากเป็นอันดับ2 ด้วยเหตุนี้ พม่ากับกะเหรี่ยง จึงกินแหนงแคลงใจกันมานาน เพราะอังกฤษต้องการให้ชนกลุ่มน้อย ไทใหญ่ กะเหรี่ยง มีสถานะเหนือพม่า ซึ่งก่อให้เกิดความแตกร้าวระหว่างชนกลุ่มน้อยต่างๆ และชนชาติพม่า ทำให้ชาวพม่ารังเกียจ ชนกลุ่มน้อยที่เป็นฝ่ายเดียวกับอังกฤษมากยิ่งขึ้น(กะเหรี่ยง) และพยายามหาทาง แก้แค้น เมื่อมีโอกาส เหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความเกลียดของชนชาติพม่าสมัยอังกฤษปกครองคือ การบุกฆ่าชาวกะเหรี่ยงนับร้อยคน ขณะทำพิธีกลางโบสถ์ ตามด้วยการซุ่มโจมตีชาวกะเหรี่ยงอีกหลายครั้ง เหตุการณ์รุนแรงเหล่านี้ทำให้ชาวกะเหรี่ยงแค้น ชนชาติพม่า
กล่าวกันว่าความรู้สึกแปลกแยกเกลียดชังระหว่างชนชาติพม่าและชนชาติอื่นเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากความตั้งใจของอังกฤษ เพราะถ้าประชาชนในอาณานิคม สามารถรวมตัวเป็นปึกแผ่น และมีพลังเมื่อใด ย่อมเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของเจ้าอาณานิคมเมื่อนั้น
ขณะเดียวกันตลอดระยะเวลาที่อังกฤษปกครองพม่าและชนกลุ่มน้อย แม้อังกฤษจะพยายามให้สิทธิ์ในการปกครองตนเองกับชนกลุ่มน้อย และยกระดับสถานะให้เท่าเทียมชาวพม่า อังกฤษยังมาตักตวงผลประโยชน์จากทรัพยากรในดินแดน เพราะตลอดเวลาที่อังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคม อังกฤษมีรายได้จากการขายทรัพยากรธรรมชาติในดินแดนชนกลุ่มน้อยเป็นเงินมหาศาล แต่แบ่งปันผลกำไรให้ "เจ้าของพื้นที่" แค่เล็กน้อย นอกจากนี้อังกฤษยังเก็บภาษีจากชาวบ้านทุกทาง เช่น ภาษีหลังคาเรือน ภาษีทำนา ทำสวนทำไร่ สินค้า แร่ ไม้ เป็นต้น ชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยต่างๆ จึงต้องการได้แผ่นดินของตนเองกลับคืน โดยกระแสนี้เริ่มรุนแรงและชัดเจนขึ้น หลังจาก "ญี่ปุ่น" เข้ามาปกครองพม่าช่วง "สงครามโลกครั้งที่ 2" และกลับออกไปหลังพ่ายแพ้สงคราม
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษต้องการกลับเข้ามาปกครองพม่าและชนกลุ่มน้อยอีกครั้ง แต่สถานการณ์ในช่วงเวลานั้นเริ่มไม่เอื้ออำนวย เนื่องจากทางฝ่ายพม่ามี "ขบวนการชาตินิยม" เกิดขึ้นหลายกลุ่ม โดยมี "พรรคสันนิบาตเสรีชนต่อต้านฟาสซิสต์" (AFPFL) นำโดย "อองซาน" บิดาของ "นางซู จี"ขณะที่ฝ่ายชนกลุ่มน้อยก็มีการจัดตั้งองค์กรทางการเมืองของตนเอง เช่น ชาวกะเหรี่ยงประกาศขอจัดตั้งเป็นรัฐอิสระ และก่อตั้ง "สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง"Karen National Union(KNU) เจ้าฟ้าไทใหญ่จัดตั้ง "สภาเจ้าฟ้ารัฐฉาน" เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1947 และกำหนดให้เป็น "วันชาติไทใหญ่" ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1947 ตัวแทนจากรัฐฉาน รัฐชิน และ รัฐคะฉิ่น ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของพม่า ได้จัดตั้ง "สภาผู้นำร่วมสหพันธรัฐเทือกเขา" (Supreme Concil of the United Hill People :S.C.O.U.H.P) ขึ้นในวันเดียวกับที่ "อองซาน" เดินทางมาประชุมกับชนกลุ่มน้อย โดยกล่าวในที่ประชุมว่า "ต้องการให้ชนชาติต่างๆ ร่วมกับพม่าในการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ" แต่เจ้าฟ้าไทใหญ่ กล่าวว่า "ถ้าไม่มีสิทธิ์แยกตัวเป็นอิสระหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ ก็จะไม่ร่วมมือกับพม่าเด็ดขาด"
ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1947 ที่ประชุมมีมติจะร่วมกัน เพื่อเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษเท่านั้น โดยหลังได้รับเอกราชแล้ว ทุกรัฐมีอิสระในการตัดสินใจทุกอย่าง ดังนั้นเป้าหมายที่ร่วมกันครั้งนี้ จึงเพื่อให้เกิดพลังในการขอเอกราชจากอังกฤษเท่านั้น ในที่สุดวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1947 บรรดาตัวแทนจากรัฐต่างๆ จึงร่วมลงนามใน "สัญญาปางโหลง" ซึ่ง "อองซาน" เป็นผู้ร่างขึ้น มีเนื้อหา 9 ข้อ
1. ให้ตัวแทนของสภาผู้นำร่วมสหพันธรัฐเทือกเขา ( Supereme Council of the United Hill People )เข้าร่วมในคณะรัฐบาลจำนวน1 คนโดยให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่ปรึกษา
2. รัฐมนตรี ผู้นั้นจะไม่สังกัดกระทรวงใดสำหรับการทหารและการต่างประเทศของสหพันธรัฐ เทือกเขา ( United Hill People )จะต้องมีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจนซึ่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูและของคณะ รัฐมนตรีในรัฐบาล
3. ตัวแทนของสหพันธรัฐเทือกเขา( United Hill People )สามารถเลือกรัฐมนตรีช่วยได้อีก 2 ตำแหน่งซึ่งในจำนวน 2 ตำแหน่งนี้จะต้องมิใช่ชนชาติเดียวกันและต้องมิใช่ชนชาติเดียวกับกับรัฐมนตรี ด้วย
4. รัฐมนตรี ช่วยทั้ง2คนมีสิทธิเข้าร่วมการประชุมก็ต่อเมื่อมีการประชุมเกี่ยวกับสหพันธรัฐเทือกเขา
( ไทยใหญ่,ชิน และคะฉิ่น )เท่านั้นนอกเหนือจากนี้รัฐมนตรีเท่านั้นที่จะมีสิทธิเข้าร่วมในการประชุมสภา 5. สหพันธรัฐเทือเขา( United Hill People )มีสิทธิปกครองตนเองโดยอิสระเหมือนดังเช่นที่เคยปฏิบัติ
6. ในหลักการให้การรับรองว่าให้รัฐคะฉิ่น เป็นรัฐ ๆหนึ่งแต่ในการณ์นี้จะต้องนำเข้าสู่วาระการประชุมร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง
7. ตามหลักการระบอบประชาธิปไตยที่กำหนดไว้สหพันธรัฐเทือกเขา ( United Hill People )ต้องได้รับสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกับพม่าทุกประการ
8. รัฐฉานมีสิทธิในการใช้จ่ายเงินทองเหมือนเดิม(เหมือนสมัยอยู่ในอารักขาของอังกฤษ )
9.ต้อง นำเงินส่วนกลางจากทางรัฐบาลไปช่วยเหลือแก่รัฐชินและคะฉิ่นส่วนหนี้สิน ระหว่างพม่าและไทยใหญ่นั้นให้รัฐมนตรีและ รัฐมนตรีช่วยของสหพันธรัฐเทือกเขา ( United Hill People )ทำการตรวจสอบและเพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป
แต่ไม่มีข้อใดที่ระบุถึง "สิทธิ์ในการแยกตัวเป็นอิสระ" บรรดาเจ้าฟ้าจึงได้ท้วงถามซึ่งอองซาน ตอบว่า "สิทธิ์ในการแยกตัวเป็นอิสระนั้นน่าจะนำไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญของสหภาพจะมีผลดีมากกว่าเขียนไว้ในหนังสือสัญญาปางโหลง"
ด้วยเหตุนี้สิทธิ์การแยกตัวของรัฐต่างๆ ที่ร่วมลงนามจึงไม่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในสัญญาปางโหลง แต่ปรากฏอยู่ใน "รัฐธรรมนูญฉบับแรก" ของพม่าฉบับปี 1947 ซึ่ง อองซาน ร่วมกันร่างกับชนชาติต่างๆ ก่อนที่ อองซาน และ 5 นักการเมืองพม่าคนสำคัญ จะถูกคนร้ายลอบยิงจนเสียชีวิตกลางที่ประชุมระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ.1947ข้อความสำคัญใน "รัฐธรรมนูญฉบับนองเลือด" ครั้งนี้ คือ ชนชาติต่างๆ ที่ร่วมลงนามในสัญญาปางโหลง คือ ชนชาติไทใหญ่ คะฉิ่น และชิน มีสิทธิ์แยกเป็นอิสระ หลังจากอยู่ร่วมกันครบสิบปี นับจากวันที่พม่าได้รับเอกราช คือวันที่ 4 มกราคม ค.ศ.1948 ช่วงนั้นเกิดสงครามย่อยๆ ขึ้นหลายครั้ง กระทั่งกะเหรี่ยงประกาศจัดตั้งรัฐอิสระกอทูเล (Kawthoolei) ขึ้นเมื่อเดือน มิ.ย. 1949 เพื่อเปิดศึกกันอย่างเป็นทางการ
ในด้านที่ "ชนชาติกะเหรี่ยง" ที่ไม่ได้ร่วมลงนามในสัญญาฉบับนี้ได้ถือว่าชนชาติของตนมีสิทธิ์แยกตัวออกเป็นอิสระ นับจากวันที่พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ เพราะถือว่าชนชาติกะเหรี่ยง
จงรักภักดีกับอังกฤษมาตลอดดังได้ปรากฏในการสู้รบกับทหารญี่ปุ่น ในคราวสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ชนเผ่ากะเหรี่ยงได้ทำการสู้รบกับทหารญี่ปุ่น และชนเผ่ากะเหรี่ยงนี่แหละที่สามารถตายแทนทหารอังกฤษได้ ขอเพียงว่าเมื่ออังกฤษชนะสงคราม แล้ว อังกฤษก็คงจะช่วยปลดปล่อยรัฐของชนกะเหรี่ยงกลุ่มน้อยเหล่านี้ให้เป็นอิสระจากพม่าได้ อิสระอย่างเสรี และอังกฤษจะทำให้ประชาคมระหว่างประเทศรับรองการเป็นรัฐอิสระของพวกชนกะเหรี่ยง
ความเชื่อตามตำนานที่เล่าว่ากะเหรี่ยงนั้นเชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลก สร้างต้นไม้ สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง และสุดท้ายพระเจ้าสร้างมนุษย์ซึ่งมีหลายเผ่าพันธุ์ พระเจ้าได้สร้างกะเหรี่ยง(ปกา-เกอะญอ)เป็นลูกคนโต ก่อนที่พระองค์จะจากโลกไปทรงเรียกลูกทั้งหลายมาหา พระองค์ตรัสว่า “ใครจะครองโลก”ปรากฏว่าน้องๆ ทั้งหลายอยากได้และแบ่งกันคนละส่วนๆ กะเหรี่ยงซึ่งเป็นพี่คนโตก็ปล่อยให้น้องๆ แบ่งกันให้ได้ดังใจเสียก่อน แล้วคิดในใจว่าน้องๆ คงเหลือไว้ให้บ้างแต่สุดท้ายน้องๆ แบ่งกันหมดไม่เหลือไว้ให้พี่คนโตแม้แต่ผืนเดียวจึงทำให้กะเหรี่ยงไม่มีรัฐปกครองตนเองและมีชีวิตการเป็นอยู่ยากลำบาก แนวคิดชนเผ่ากะเหรี่ยงยอมรับผู้อื่นมาตลอด ไม่ใช่ยอมรับแบบไม่มีเหตุผล แต่มีเหตุผลเบื้องต้นเป็นความคิดที่จะก่อให้เกิดขบวนการที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติรู้จักยอม เพื่อจะให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้จักตัวจากจิตสำนึกของตนเอง นิสัยพื้นฐานคือรักสงบไม่ต้องการให้เกิดการต่อสู้ แต่ต้องการอยู่ร่วมกันแบบพี่น้อง
ตำนานหนึ่งมีอยู่ว่าเมื่อแรกเริ่มนั้นชนเผ่าทั้งปวงเป็นพี่น้องกัน กะเหรี่ยงเป็นพี่ชายใหญ่อยู่ในฐานะอันพึงได้รับการเคารพจากหมู่น้องๆ ชนเผ่าอื่นๆ เช่น ไทย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น..เป็นลูกคนกลาง ส่วนฝรั่งผิวขาวเป็นน้องสุดท้อง ครั้นเมื่อพระเจ้าได้มอบแผ่นอักขระ พี่ใหญ่เจ้ากรรมก็บอกว่าไม่มีเวลาไปเอา เพราะกำลังทำงานดายหญ้าอยู่ในไร่ ให้น้องคนสุดท้องคือฝรั่งรับแทน แต่ฝรั่งใจไม่ซื่อได้แอบนำแผ่นอักขระคือหนังสือกลับทำการศึกษาหาความรู้และพัฒนาบ้านเมืองของตนจนเจริญรุ่งเรืองมีชีวิตอย่างสุขสบาย ตรงกันข้ามกับพี่น้องกะเหรี่ยงที่มีชีวิตลำบากตกทุกข์ได้ยากตราบจนทุกวันนี้ เรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ในบทกลอนดังนี้
หลิ ทู หลิเจ๊ะหลิ ปา ยวา
หลิลอหม่า เพลาะ เลอ กอลา
หนังสือเงินหนังสือทองหนังสือพระเจ้า
หนังสือมันหายไปแล้วในถิ่นแดนฝรั่ง ฯลฯ
กะเหรี่ยงได้ทิ้งท้ายการเล่าตำนานนี้ว่า สักวันหนึ่งน้องคนฝรั่งผิวขาวจะข้ามน้ำข้ามทะเลหอบอักขระมาคืนให้ และเมื่อถึงวันนั้นกะเหรี่ยงจะมีความเจริญรุ่งเรืองและมีชีวิตที่เปี่ยมด้วยความสุขดุจเดียวกับน้องฝรั่งผิวขาว กล่าวคือ อังกฤษได้ให้ การศึกษา เผยแพร่ศาสนาคริสต์ ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่
ในอุดมการณ์ของพม่าทุกชนชาติต้องอยู่ภายใต้อำนาจของตนโดยไม่ให้แยกออกให้ยึดมั่นในความเป็นเอกภาพภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน และรวมให้เป็นปรึกแผ่น มีความเป็นชาตินิยมเริ่มตั้งแต่ นายเนวินเป็นนายกรัฐมนตรีที่พยายามรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางและมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆโดยไม่อ่อนข้อให้ชนกลุ่มน้อยจนทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น เมื่อชนชาติพม่าไม่ยอมให้แยกตัวออกมา ชนชาติกะเหรี่ยง จึงตั้ง "กองกำลังกู้ชาติกะเหรี่ยง" เพื่อเรียกร้องอิสรภาพให้ตนเอง นับจากนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อกล่าวถึง "สัญญาปางโหลง" ถือเป็น "สัญญาแห่งการหักหลัง" เพราะผู้นำพม่าในขณะนั้น คือ "นายพลเนวิน" ไม่ต้องการให้ชนกลุ่มน้อยมีสิทธิ์ตามสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะสิทธิ์ในการแยกตัวเป็น "ประเทศอิสระ" เพราะนั่นหมายถึงรัฐบาลกลางพม่าจะต้องสูญเสียรายได้จากทรัพยากรในดินแดนชนกลุ่มน้อยอย่างมหาศาล และเนื่องจากพื้นที่ที่ชาวพม่าส่วนใหญ่อาศัยอยู่แทบไม่มีทรัพยากรใดๆ การยอมให้ชนกลุ่มน้อยแยกตัวออกไป จึงเป็นสิ่งที่ผู้นำพม่าหลายคนไม่เห็นด้วยด้วยเหตุนี้เมื่อครบกำหนด 10 ปี หลังพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ คือ ค.ศ.1958 (พ.ศ.2501) รัฐบาลกลางพม่าที่นำโดย "เนวิน" จึงไม่ให้ชาวกะเหรี่ยง ชาวไทใหญ่และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ แยกตัวไปปกครองตนเองตามสัญญา หลังจากนั้นในปี 2502 "นายพลเนวิน" ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจาก "อูนุ"ที่ให้การรักษาการแทน และประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ส่งผลให้สัญญาปางโหลงกลายเป็น "โมฆะ"หลังจาก นายพลเนวิน ยึดอำนาจปกครองได้แล้วนั้นก็ทำการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์และปราบปรามกะเหรี่ยง ซึ่งเรียกว่า "กบฏกะเหรี่ยง" โดยใช้นโยบาย “ตัด 4” หรือ Four Cuts คือ ตัดอาหาร เงิน ข่าว และกองกำลังสนับสนุน ซึ่งยุทธศาสตร์นี้ได้ผลชะงัด โดยเฉพาะในห้วงปี 1978-1985 กะเหรี่ยงถูกกดดันอย่างหนัก และชาวกะเหรี่ยงกว่า 50,000 คนต้องอพยพหนีตายเข้ามาในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ภายหลังกะเหรี่ยงตั้งตัวได้ และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มนักศึกษา ชนชั้นนำในต่างประเทศ ตลอดจนชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ที่ถูกพม่าติดตามกวาดล้าง ทำให้กะเหรี่ยงสร้าง “เขตปลดปล่อย” เป็นอาณาจักรของตนเองเป็นแนวยาวประมาณ 400 ไมล์ตามแนวชายแดนพม่า-ไทย
กะเหรี่ยงได้รวมตัวจัดตั้งกลุ่มกู้ชาติเพื่อให้รัฐกะเหรี่ยงเป็นอิสระในการปกครอง เพราะกะเหรี่ยงไม่ต้องการที่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพพม่า รัฐกะเหรี่ยงแยกเป็น 2 กลุ่มคือ กอตูเลตะวันตกและกอตูเลตะวันออก ต่อมาจึงรวมกันเป็นรัฐบาลกอตูเล ซึ่งมีการจัดองค์กรการปกครองและกำลังทหารอย่างมีระเบียบมีความสามัคคี มีวัฒนธรรมตลอดจนมีขนบประเพณีของตนเอง มีอุดมการณ์ในการต่อสู้เพื่อแยกตัวโดยนโยบายทางการทหารสำคัญที่สุด ทุกคนต้องเป็นทหารทุกเพศทุกวัยไม่มีปลดเกษียณ คำขวัญของชาติกะเหรี่ยงคือ "จะต้องได้มาซึ่งรัฐกะเหรี่ยงอิสระ ต้องได้มาซึ่งความเสมอภาคและไม่มีสงครามกลางเมือง" มีหัวหน้าหมู่บ้านหรือผู้นำทางศาสนาพื้นเมืองปัจจุบัน
กะเหรี่ยง 2 กลุ่มแตกคอ
ปี 1994เมื่อกะเหรี่ยง 2 กลุ่มแตกคอเมื่อเจาะลึกกองกำลังกะเหรี่ยง ซึ่งจัดตั้งเป็นกลุ่มกู้ชาติชื่อ "สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง"(Karen National Union:
KNU) คือ กลุ่มติดอาวุธชาวกะเหรี่ยงในพม่าที่ทำการสู้รบกับรัฐบาลพม่าตามแนวชายแดนไทย ในบริเวณอาณาเขตของพื้นที่ที่เรียกเป็นภาษากะเหรี่ยงว่า "กอซูเล" พบว่ามี นายพลโบเมียะ เป็นผู้นำสูงสุด ปัจจุบันเสียชีวิตแล้วและน่อดาเมี๊ยะซึ่งเป็นลูกชายได้สานเจตนารมณ์ต่อและมีกองกำลังย่อยที่มีชื่อว่า กะเหรี่ยงเคเอ็นแอลเอ KNLA (Karen National Liberation Army)
ที่ร่วมรบด้วยกัน ภายในกองกำลังกะเหรี่ยงแยกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือกะเหรี่ยงคริสต์ และกะเหรี่ยงพุทธซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า เดิมกะเหรี่ยง 2 กลุ่มนี้เป็นพวกเดียวกัน และร่วมรบมาด้วยกัน แต่ต่อมาพม่าใช้วิธียุแหย่และเสี้ยมให้กะเหรี่ยงทั้งสองกลุ่มแตกกัน โดยอ้างว่ากะเหรี่ยงคริสต์ปฏิบัติกับกะเหรี่ยงพุทธเสมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง ทำให้กะเหรี่ยงพุทธแยกตัวออกมาตั้งเป็น "กองกำลังกะเหรี่ยงประชาธิปไตยฝ่ายพุทธ" หรือ"ดีเคบีเอ" DKBA โข๊เพ๊อบอโดยมีพระสงฆ์ที่ชาวกะเหรี่ยงเรียกว่า ‘’พือซู’’ และนายพลจ่อซานคุมกองกำลังโดยมีพันตรีนะคะมวยซึ่งเป็นมือซ้าย กองกำลังกลุ่มนี้ได้รับมอบอาณาเขตพื้นที่ส่วนหนึ่งให้ปกครองตนเองเป็นการแลกเปลี่ยนที่ยอมร่วมมือกับรัฐบาล กองกำลังกระเหรี่ยงพุทธนี้เองที่มีส่วนสำคัญช่วยรัฐบาลทหารพม่ายึดกองบัญชาการเคเอ็นยูที่มาเนอพลอได้ เหตุผลที่กะเหรี่ยงกลุ่มนี้อ้างในการเข้ากับฝ่ายรัฐบาลคือการถูกเอาเปรียบ เหลื่อมล้ำและไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกะเหรี่ยงฝ่ายเคเอ็นยูซึ่งนับถือศาสนาคริสต์
กองทัพรัฐบาลพม่าใช้กะเหรี่ยงพุทธรบพุ่งกับกะเหรี่ยงคริสต์ในลักษณะ "สงครามตัวแทน" เมื่อดีเคบีเอหันมาสวามิภักดิ์กับกองทัพพม่า ฝ่ายพม่าก็ให้การดูแลอย่างดี ให้คุมธุรกิจชายแดน สินค้าหนีภาษี และยาเสพติด ทำให้กองกำลังกะเหรี่ยงพุทธเข้มแข็ง ใช้เวลาเพียง 10 ปีก็ร่วมกันโจมตีกะเหรี่ยงคริสต์จนเสียฐานที่มั่นสำคัญ 2 แห่งเมื่อต้นปี 1995 คือ "ค่ายมาเนอปลอว์"และ "ค่ายคอมูร่า" ทำเอาเคเอ็นยูถึงกับเสียศูนย์ และแทบจะรวมกันไม่ติดตั้งแต่นั้นมา ถึงขั้นมีความพยายามขอเจรจาสันติภาพ หันมามองทางด้านรัฐบาลทหารพม่า ต้องยอมรับว่าพม่าปกครองโดยระบอบทหารมาตั้งแต่ปี 1962 แม้จะมีการเลือกตั้งเมื่อปี 1990 หรือ 20 ปีก่อน แต่ก็ถูกคว่ำกระดานไป พม่าภายใต้การนำของ พลเอกอาวุโสตาฉ่วย และ นายพลหม่องเอ ให้เหตุผลว่าหากไม่ปกครองด้วยระบบนี้ก็จะคุมสถานการณ์ไม่อยู่ เพราะชนกลุ่มน้อยติดอาวุธหลายกลุ่มพร้อมจะแยกตัวเป็นอิสระ โดยเฉพาะ 4 กลุ่มใหญ่ที่ไม่เอาด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 7 พ.ย. คือ กะเหรี่ยง ว้า คะฉิ่น และไทยใหญ่ (เอสเอสเอ)กลุ่มต่างๆ เหล่านี้มีความเข้มแข็งไม่น้อย และมีต่างชาติให้ความช่วยเหลือในทางลับ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่พม่าจะใช้กำลังเข้าปราบปรามเพื่อรวมชาติ จึงมีความพยายามเปิดเจรจา
หลังจากการลุกฮือต่อต้านเผด็จการของประชาชนชาวพม่าที่เรียกว่า "เหตุการณ์ 8888 ทมิฬ" ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1988 และได้ล้มเหลวยุติลงด้วยการปราบปรามอย่างรุนแรงของรัฐบาลเมื่อเดือนกันยายนปีเดียวกัน หลังเหตุการณ์นี้ รัฐบาลพม่าได้หันไปขอความช่วยเหลือจากจีน มีการให้สัมปทานทางการค้าหลายอย่างแก่จีนเพื่อแลกเปลี่ยนกับอาวุธจำนวนมากทำให้กองทัพพม่ามีขนาดใหญ่และเข้มแข็งจากเดิมเป็นอันมาก และในช่วงนี้รัฐบาลพม่าก็ได้เริ่มเปิดการเจรจากับสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงที่ต่อสู้กับรัฐบาลและเปิดโอกาสให้มีการเจรจาเพื่อให้เข้ามาร่วมมือกับรัฐบาลหรือมิเช่นนั้นจะต้องถูกทำลายลงทั้งหมด แต่ฝ่ายกะเหรี่ยงไม่ยอม สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงหรือกะเหรี่ยงเคเอ็นยูยังคงร่วมกันต่อสู้กับรัฐบาลพม่าต่อไป โดยจัดตั้งกองกำลังเป็นหน่วยทหารกองโจรขนาดเล็กหลบซ่อนอยู่ตามแนวชายแดนไทยโดยใช้วิธีตั้งค่ายแบบชั่วคราวที่เคลื่อนย้ายหนีได้สะดวก มีการประทะกันประปรายโดยตลอดมาจนถึงปัจจุบัน แม้กองทัพฝ่ายรัฐบาลจะมีขีดความสามารถที่จะกวาดล้างกองกำลังกะเหรี่ยงได้เป็นผลสำเร็จ แต่ก็จะเสียกำลัง ยุทธโปกรณ์และงบประมาณไปมาก ซึ่งอาจทำให้กองทัพพม่าโดยรวมอ่อนแอลง ฝ่ายรัฐบาลทหารพม่าจึงยังคงปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปก่อน
กะเหรี่ยงกับการใช้ชีวิต
ซอวิน ให้สัมภาษณ์ว่า เขาก่อนจะเข้ามาในประเทศไทยเขาได้อาศัยอยู่ในพม่าชนเผ่ากะเหรี่ยงปากะญอ ในช่วงแรกกะเหรี่ยงในพม่าใช้วิถีชีวิตหวาดระแวงจากทหารพม่า โดยต้องอาศัยอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ เพื่อความอยู่รอด ความปลอดภัย ในร่างการและทรัพย์สิน รวมทั้งครอบครัว ชนกะเหรี่ยงที่อยู่ในประเทศนี้มีชะตาเดียวกัน เขาต้องหันแห่มาจับอาวุธตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อต่อต้านรัฐบาลกลาง ที่ใช้ความรุนแรงกับกะเหรี่ยงและชนกลุ่มน้อย เพื่อให้ได้มาซึ่งความสงบ และปกครองตนเอง โดยมีอุดมการณ์ ความเชื่อ ต่างจากรัฐบาลกลาง KNU เป็นหน่วยงานแรกๆที่ต่อต้านรัฐบาลกลาง และมีตัวสนับสนุนคือชาติตะวันตกและไทย เขาก็เป็นหนึ่งในกองกำลังทหารกะเหรี่ยงที่ต้องต่อสู้ ถ้าหากชนเผ่ากะเหรี่ยงไหนไม่ให้ความร่วมมือกับทหารKNUก็จะมีมาตรการการลงโทษฐานไม่รักแผ่นดินเกิด ไม่รักในชนเผ่าตนอาจถึงขั้นรุนแรงหรือเสียชีวิต กระนั้นจึงมีคนอยู่2จำพวก คือคนที่อยากเป็นทหารและไม่อยากเป็น คนที่ต้องการเป็นอาจมีทั้งหญิงและชายสามารถเดินเข้าไปสมัครในค่ายได้ เหตุที่สมัคอาจมีหลายประการ ทหารพม่าฆ่าครอบครัวตน การรักในบ้านเกิด การเกลียดชาวพม่า และอื่นๆส่วนหญิงจะเป็นแพทย์สนาม(ปฐมพยาบาลเบื้องต้นของทหารที่ได้รับบาดเจ็บ)โดยส่วนใหญ่ บุคคลที่จะหลุดหรือไม่ต้องการเป็นทหาร 1ต้องจ้างคนไปแทน 2ต้องให้เงินแก่กองกำลัง เพื่อในการซื้ออาวุธยุโทปกรณ์และเสบียง ทหารที่ถูกเกณฑ์เข้าไปนั้นจับอาวุธต่อสู้โดยทันที่โดยไม่มีการฝึกฝน หากมองในมุมหนึ่งก็คือส่งทหารใหม่ไปตาย แต่เขาเชื่อว่า ประสบการณ์ การลงสนามจริง ให้ได้มากกว่าการฝึก เพราะมนุษย์มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอด และการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ บ้านของกะเหรี่ยงบ้านไหนหรือครอบครัวไหนมีลูกชาย3คนขึ้นไปต้องถูกเกณฑ์เป็นทหาร1คนเพื่อเสริมกำลัง รับใช้ชาติกะเหรี่ยง และธำรงไว้ซึ่งชนชาติตน ในการเข้าไปเป็นทหารนั้นอาจไม่มีเงินเดือดแต่มีสิทธิส่วนอื่น เช่น สิทธิในการทำมาหากิน การทำไม้ โดยไม่ต้องเสียภาษี เป็นต้น รายได้ส่วนใหญ่มากจากการเก็บภาษีของประชาชนในพื้นที่ที่ตนปกครอง กะเหรี่ยงและชนกลุ่มน้อยๆมีความขัดแย้งกับพม่ามาตั้งแต่อดีตโดยทั้งสองฝ่ายมีความเชื่อ อุดมการณ์ ที่สวนทางกัน หลังจากนายพลเนวินขึ้นเป็นฝ่ายบริหาร กะเหรี่ยงและชนกลุ่มน้อยก็เริ่มเคลื่อนไหว และรวมกันก่อตั้งองค์กรต่างๆเพื่อต่อต้านรัฐบาล และในที่สุดกะเหรี่ยงเกิดการแตกคอทำให้รัฐทหารพม่าเข้ามาแทรกแซง ทำให้กะเหรี่ยงสองกลุ่มสู้รบกันเอง มองในเหตุการณ์กะเหรี่ยงไม่มีความสามัคคีกัน
ตราบใดทหารพม่าเข้ามาในหมู่บ้านของกะเหรี่ยงกลุ่มหมู่บ้านใดชาวบ้านหลบหนี วิ่งหนี ทุกครั้ง ทหารใช้ปืนยิงกราด จึงทำให้มีคนตาย ชาวบ้านบางคนยอมหรือไม่วิ่งก็โดนทำร้าย หญิงบริสุทธิ์บางก็โดนข่มขืน การปะทะกันชาวบ้านกับทหาร บางครั้งจึงทำให้ครอบครัวของตนตาย “ทหาร[6]ที่เข้ามามีจุดประสงค์ ด้านพละกำลังของชาวบ้าน(ให้ขนกระสูนปืน) ด้านเสบียง (ข้าว หมู ไก่) บางครั้งสร้างความเสียหายให้ทั้งหมู่บ้าน จนทำให้ชาวบ้านต้องอพยพย้ายที่อยู่ใหม่ คนที่ทหารจับได้ส่วนใหญ่คิดหนีแต่ก็ต้องจบชีวิตด้วยลูกกระสูน บางก็พิการ จึงมีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่หลบเข้ามาในไทย และชาวบ้านที่อยู่ในพม่าก็ใช้ชีวิตยากลำบาก ต้องคอยระวังภัยจากทหารพม่า อดยากปากแห้ง บ้างคนจบชีวิตด้วยการเยียบถูกกับระเบิด บางพิการ ตามแนวตะเข็บชายแดน” ตราบใดทุกฝ่ายไม่หันมาเชื่อมความสัมพันธ์เหตุการณ์ก็ไม่มีที่สิ้นสุด สุดท้ายแล้วกะเหรี่ยงจะได้อะไร?
บทที่4 ทหาร การเอาเปรียบกะเหรี่ยงและสงคราม
จากปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างรัฐบาลพม่ากับชาวกะเหรี่ยงที่มีมาตั้งแต่พม่าได้รับเอกราช ทำให้เกิดการสะสมกองกำลังของฝ่ายกะเหรี่ยงเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลพม่า ฝ่ายกะเหรี่ยงที่มีกองกำลังเป็นของตนเองพร้อมพร้อมอาวุธที่มีอยู่ก่อนได้รับเอกราช ชายผู้หนึ่งชื่อซอวิน ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยงได้เป็นหนึ่งในชายที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารกะเหรี่ยงเพื่อรับใช้รัฐตน การมีบทบาทหน้าที่ของทหารพม่า สองการมีอยู่ของทหารกะเหรี่ยง สามคือสงครามระหว่างทหารกะเหรี่ยงและทหารพม่าและการมีผลประโยชน์ของไทยต่อกะเหรี่ยง(จริงหรือ?)
ทหารพม่าบทบาทและหน้าที่
ตั้งแต่พม่าได้รับเอกราชหลังการออกไปจากพื้นที่ของอังกฤษ ทำให้พม่าเกิดปัญหาทางการเมืองมากมาย เริ่มตั้งแต่การนำของพรรค AFPFL หลังจากที่ผู้นำนายพล ออง ซาน ถูกลอบสังหารนั้น อูนุ ก็ขึ้นมาดำรงตำแหน่งพรรคแทนเมื่อพรรคโดยการนำของอูนุดำรงตำแหน่งเริ่มอ่อนแอลง ในขณะที่ทหารกลับมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นจากการปราบกะเหรี่ยงที่ตกทอดมาจากอาณานิคมและสงครามกลางเมืองที่ทหารมีบทบาทมากด้วย หลังจากที่อูนุรักษาสถานการณ์ในประเทศไม่ได้ เนวินผู้นำทางทหารขึ้นมามีบทบาทแทน และทำให้พม่าปกครองโดยเผด็จการทหารโดยการนำของเนวิน นักการเมืองนักศึกษา พระสงฆ์ที่เรียกร้องระบอบการปกครองจนทำให้ไม่มีใครกล้าเรียกร้องกับรัฐบาลพม่า นับตั้งแต่ปี 2491 เป็นต้นมาทหารกับการเมืองเป็นเรื่องเดียวกันไป นายพลเนวินก่อรัฐประหาร ประกาศปกครองพม่าแบบเผด็จการสังคมนิยม ปิดประเทศเป็น “ฤาษีแห่งเอเชีย” ไม่ติดต่อกับโลกภายนอก จากการเกิดขึ้นของสงครามกลางเมืองนั้นทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน ข้าวยากหมากแพง อำนาจทางการเมืองช่วงนี้ตกเป็นของทหารพม่าไปแล้ว ซึ่งทำให้ชนกลุ่มน้อยได้รับความเดือดร้อนด้วย จากการที่รัฐบาลมีมาตรการปราบปรามชนกลุ่มน้อยอย่างจริงจัง กะเหรี่ยงก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน จึงทำให้กะเหรี่ยงต้องมีกำลังทหารไว้สู้กับรัฐบาลพม่าเพื่อป้องกันตนเอง ซึ่งจะกล่าวต่อไปในเรื่องทหารกะเหรี่ยงด้วย
ทหารกะเหรี่ยง
เมื่อครั้งที่อังกฤษเข้ามาล่าอาณานิคมในพม่า กะเหรี่ยงเริ่มมีบทบาทมากขึ้นจากการที่อังกฤษใช้ประโยชน์จากกะเหรี่ยงรบกับพม่า(สงครามตัวแทน) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้งกะเหรี่ยง-พม่า แน่นอนว่าอังกฤษต้องให้การสนับสนุนกะเหรี่ยงด้านอาวุธ เสบียงด้วย ทำให้มีกองกำลังติดอาวุธ ซอวิน เคยได้เข้าไปเป็นทหารของกะเหรียง “ช่วงแรกที่ผมเข้าไปนั้นผมเป็นทหารของKNUก่อน” เขาถูกเกณฑ์ไปตั้งแต่อายุ 13 ปี ภายหลังเกิดความขัดแย้งกันในกลุ่มกะเหรี่ยงKNUด้วยกันเอง แยกเป็นสองฝั่งทั้ง DKBA และ KNU “ผมอยู่ถูกเกณฑ์ไปหนึ่งปี กะเหรี่ยงทะเลาะกัน เอ่อ….. ขัดแย้งทางศาสนาสองฝั่งKNU นับถือนับถือ คริสต์ DKBA นับถือพุทธรัฐบาลให้การสนับสนุนกะเหรี่ยงพุทธ” แต่เดิมกะเหรี่ยงKNUมีสองศาสนาร่วมกันอยู่ สาเหตุอีกประการหนึ่งคือรัฐบาลพม่ายุแหย่กะเหรี่ยงให้แตกคอกันเองโดยอ้างว่า กะเหรี่ยง KNU (คริสต์) ปฏิบัติต่อกะเหรี่ยงKNU (พุทธ) เหมือนชนชั้นที่สองด้วย ตามจริงแล้วรัฐบาลทหารพม่าไม่ได้เป็นปรปักษ์กับกะเหรี่ยงไปซะทั้งหมดจากการอ้างของซอวิน การเกณฑ์กำลังพล “บ้านหลังนึงเกณฑ์ผู้ชายไปหนึ่งคน” กะเหรี่ยงใช้วิธีนี้ในการเกณฑ์หรือคนที่ไม่อยากเป็นแล้วออก “ผมออกมาผมต้องจ้างคนอื่นเข้าไปแทนผมและก็ไปจ้างกันอีกต่อนึง” จากวิธีการดังกล่าวอาจคล้ายกับการจ้างไพร่แทนในสมัยอยุธยาที่มีความคล้ายคลึงกันด้วย ถ้าต้องการออกต้องให้เงินทุนแก่กะเหรี่ยงเป็นเงิน สามแสนจ๊าด ซอวินยังกล่าวอีกว่า “ตอนนี้ไม่มีทหารกะเหรี่ยงDKBAอีกแล้ว ตอนนี้ได้กลายมาเป็น BGF” คือกองกำลังรักษาชายแดน[7]
สงครามระหว่างพม่ากับกะเหรี่ยงผลกระทบ
การเป็นปรปักษ์กันระหว่างพม่าและกะเหรี่ยงและพม่าหลายทศวรรษที่ผ่านมาทำให้เกิดสงครามตามแนวชายแดนไทย มีความรุนแรงในช่วงยี่สิบปีหลังที่ผ่านมา เพราะรัฐบาลพม่ามีนโยบายปราบปรามชนกลุ่มน้อย ไม่ใช่แค่กะเหรี่ยงเท่านั้น แต่ยังมีกะฉิ่น ไทยใหญ่ ที่รบกับพม่าด้วย ทำให้เกิดการอพยพผู้คนเข้ามาในประเทศไทย แรงงานต่างชาติ กลับบ้านไม่ได้เนื่องจากผลกระทบที่เกิดจากสงคราม ตามทัศนของซอวินที่มีต่อสงครามกะเหรี่ยง “อยากให้เกิดความสงบในดินแดนพม่า ไม่อยากให้มีสงคราม” ครอบครัวที่อยู่ด้วยกันต้องพลัดพรากจากกัน ความหวาดกลัว ขวัญกำลังใจ ก็หายไปด้วย ซอวินอ้างว่า “ประเทศไทยมีความปลอดภัยกว่าไม่มีสงคราม ค่าครองชีพก็ดีกว่าเมื่อเทียบกับพม่า” ถามว่าถ้าอยากกลับไปพม่าหรือไม่ “ไม่กลับไปแล้ว” เหตุผลอีกอย่างหนึ่งคือชาวกะเหรี่ยงบางคนไม่มีครอบครัวอยู่ที่พม่าแล้ว การอพยพมาในไทยสร้างชีวิตใหม่เป็นต้น ปัจจุบันมีการพัฒนามากขึ้นในเขตรัฐกะเหรี่ยงจากการกล่าวอ้างของซอวิน ถนนหนทางสาธารณูปโภคที่ดีขึ้นเรื่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลง มีการลงทุนของเอกชนชาวต่างชาติมากขึ้น นั่นแสดงว่าเอกชนมีความไว้วางใจประเทศพม่าเพิ่มมากขึ้น บวกกับทรัพยากรของประเทศที่เป็นที่ต้องการ หรือว่านี่คือจุดเปลี่ยนหลังจากปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมานานหลายทศวรรษ? แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ยังเป็นปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวหลบหนีมาไทยซึ่งเป็นปัญหาต่อประเทศเพื่อนบ้าน จากความวุ่นวายในพม่า
ไทย กะเหรี่ยง ผลประโยชน์บนความขัดแย้ง
จากบทสัมภาษณ์ ซอวิน เห็นได้ว่าประเทศไทย เข้าไปเกี่ยวข้องกับพม่า เรื่องเศรษฐกิจ ในด้านการค้าและการสนับสนุนการอพยพเข้ามาของชนกลุ่มน้อยเนื่องจากต้องหนีความรุนแรง จากปราบปรามที่รัฐของพม่าทำต่อพวกเขา หลังจากที่ได้มีการศึกษาเพิ่มเติมโครงเรื่องภาพยนตร์ มือปืนสองสาระวิน พ.ศ.2536 พบว่าไทยได้มีการเข้าไปเกี่ยวข้องกับชนกลุ่มน้อยที่เรียกร้อง เอกราชเป็นของตนเองกับรัฐบาลทหารพม่า ตรงกับช่วงรัฐบาลของ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ จุดขายของรัฐบาลชุดนี้คือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นโยบายเด่นคือเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้าเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติด้านความมั่นคงละเศษฐกิจที่ไทยได้รับที่เด่นชัดคือการสัมปทานป่าไม้ มีทั้งกะเหรี่ยงและรัฐบาลพม่า ทางกะเหรี่ยงในช่วงยังไม่แตกเป็น KNUและDKBA ไทยให้การสนับสนุนทางด้านอาวุธเพื่อแลกกับสัมปทานป่าไม้ หลังจากนั้นเกิดความขัดแย้งในกะเหรี่ยงแตกออกเป็น KNU และ DKBA ไทยเลยละเลยไม่สนใจกะเหรี่ยงเพราะไทยกลัวเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลพม่า เลยหันเหเข้าหารัฐบาลพม่า โดยไทยในสมัยนั้นต้องการสัมปทานป่าไม้แลกกับการสนับสนุนเงินทุนเพื่อปราบปรามชนกลุ่มน้อย จากที่กล่าวมาข้างต้นไทยเอาเปรียบกะเหรี่ยงเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง สุดท้ายปล่อยให้กะเหรี่ยงลอยแพต่อสู้อยู่ฝ่ายเดียว
บทที่ 5 ASEAN ความหวังใหม่ของกะเหรี่ยง
พม่า กับ ประชาคมอาเซียน[8]
หลังจากที่ ประเทศพม่า มีปัญหาภายในประเทศ มาหลายสิบปี ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านการเมืองและ การสู้รบ กันระหว่างกลุ่ม ต่อต้านรัฐบาลทหาร ของ กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเรียกร้องอิสระ และ รัฐบาลทหารพม่า ทำให้เกิดปัญหาบานปลาย มาช้านาน ทำให้ประชาชน พลเมือง และเจ้าหน้าที่ทหาร ล้มตายไปจำนวนไม่น้อย
เราจะเห็นได้ว่ามันเข้าค่ายของกรอบประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ที่ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ และมีเสถียรภาพความมั่นคง เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และอีกด้านหนึ่ง คือ ความมั่นคงของมนุษย์ ในด้านต่างๆ เช่น ในด้านของสิทธิมนุษยชน ซึ้งในสมัย รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะประเทศไทย มีนโยบายได้ดำเนินงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆอาทิ United Nations High Commissioner for Refugees :UNHCR “ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ”โดยมีการดำเนินงานเกี่ยวกับผู้หนีภัยการสู้รบระหว่างรอการส่งกลับนั้นต้องมีความสมดุลระหว่างเรื่องของสิทธิมนุษยชน และ ความมั่นคงของประเทศทั้งนี้ปัจจุบันมีผู้หนีภัยการสู้รบอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวในประเทศไทยใน 4 จังหวัดคือจังหวัดแม่ฮ่องสอนตากกาญจนบุรีและราชบุรีจำนวน 9 แห่งโดยผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่าในประเทศไทยครั้งแรกประมาณ 500,000 คนและมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆรวมทั้งอัตราการเกิดของเด็กเกิดใหม่ในแต่ละพื้นที่พักพิงชั่วคราวสูงมาก
เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2556 คณะผู้แทนพม่า และ ผู้บัญชาการกองทัพของพม่า และประธานกรรมการสันติภาพของรัฐบาล ได้พบปะกับสมาชิกอาวุโสของกลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ กลุ่มชาติพันธุ์ ที่ต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า มาช้านาน เราเรียกกันสั้นๆว่า กลุ่ม KNU เกือบ 20 คน ที่นำโดย
ต่อมาในการจารจาเป็นผลแล้ว รัฐบาลพม่า ก็ขอ ยุติการสู้รบ หรือ หยุดยิง กับชนกลุ่มน้อยทั้งสิ้น 17 กลุ่มและมีการร่วมมือกันทางด้าน เศรษฐกิจ เขตการค้า ชายแดน เพื่อเตรียมเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน ด้วย ต่อมารัฐบาลพม่า ได้จัดทำแผนรับผู้หนีภัยจากการสู้รบกลับคืนสู่ประเทศประกอบด้วยหลักการสำคัญที่จะดำเนินการคือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในที่กองกำลังชนกลุ่มน้อยการจัดเตรียมพื้นที่รองรับพร้อมสิ่งก่อสร้างการจ่ายค่าเลี้ยงดูพร้อมมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้เป็นเวลา 1 ปีรวมทั้งสนับสนุนการสร้างงานเพื่อเป็นรายได้ในการครองชีพมีการหารือทวิภาคีระหว่างรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเห็นว่าสถานการณ์ในพม่ามีพัฒนาการที่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางกลับถิ่นฐานของผู้หนีภัยการสู้รบซึ่งประเทศพม่ายืนยันความพร้อมในการรับผู้หนีภัยกลับประเทศ
ถ้าเรากลับมามองในส่วนของ อาเซียน อย่างไรก็ดี ความอดทนของอาเซียนในการยืนหยัดอยู่กับพม่า หรือประเทศเมียนมาร์ ในปัจจุบันนั้น ก็ ถือว่าบรรลุผลในที่สุด เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในประเทศครั้งนี้ พม่า ที่เคยฉุดรั้งอาเซียนดูจะกลายเป็นแม่เหล็กดึงความสนใจของโลกภายนอกมาที่อาเซียนในขณะนี้ด้วยซ้ำจริงๆ แล้วประเทศพม่า เป็นชาติหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สมควรได้รับความเห็นอกเห็นใจอย่างมาก ช่วง 10 ปีแรกภายหลังได้รับเอกราช เมียนมาร์ หรือ พม่า ในตอนนั้น เกือบไม่มีโอกาสได้พัฒนาประเทศ เพราะปัญหาความปั่นป่วนรุนแรงภายในจากทั้งความขัดแย้งกับชนชาติกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง และ การกบฏต่อต้านโดยกลุ่มและขบวนการต่างๆ หลากหลาย หลังจากนั้นไม่นาน คือ ประเทศพม่า หรือ เมียนมาร์ ในปัจจุบัน ก็ ต้องตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารที่ต้องการนำพม่าไปสู่ ระบบสังคมนิยมตามแนวทางของพม่า การพัฒนาไปในแนวทางนี้อย่างโดดเดี่ยวจากโลกภายนอกอย่างมาก ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ต่อมานั้น สหประชาชาติขึ้นบัญชีประเทศพม่า หรือ เมียนมาร์ ปัจจุบัน เป็นประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด ประเทศหนึ่งแม้ว่าจะมีความพยายามที่จะเปิดประเทศเพื่อรับการลงทุนจากภายนอก แต่นโยบายรัฐบาลก็ยังขาดความคงเส้นคงวา ประกอบกับการถูกโดดเดี่ยวจากโลกตะวันตกและการสู้รบกับชนชาติกลุ่มน้อยความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังเกิดขึ้นในช่วงระยะไม่ถึง 2 ปีที่ผ่านมานี้เอง โดยที่ทั้งความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ภายนอกและการคลี่คลายของบรรยากาศทางการเมืองภายในพม่า หรือประเทศเมียนมาร์ ส่งผลให้เมียนมาร์ไม่เพียงแต่กลับมาสู่ความสนใจ แต่กล่าวได้ว่าอย่างน้อยขณะนี้ได้กลับมาสู่ประชาคมระหว่างชาติหลังจากอยู่โดดเดี่ยวมาประมาณครึ่งศตวรรษเต็มๆแต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นสำคัญยิ่งที่อาเซียนต้องติดตามความก้าวหน้าต่อไปอย่างใกล้ชิด
แต่อย่างไรก็ตาม อาเซียนยังคงยืนยันที่จะรับพม่าในช่วงระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยมีประเทศที่เป็นหัวหอกสำคัญในการสนับสนุนให้พม่าเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน คือ มาเลเซีย ในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรี มหาเธียร์ และอินโดนีเซีย ในสมัยอดีตประธานาธิบดี ซูฮาร์โต เหตุผลสำคัญในการที่ประเทศสมาชิกอาเซียนนำมาอ้างเพื่อสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของพม่า มีอยู่หลายด้าน ทั้งในด้าน ปัจจัยทางภูมิศาสตร์และความต้องการสร้างเอกภาพของประเทศอาเซียน ปัจจัยทางยุทธศาสตร์ของอาเซียน และ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพม่า หลังจากที่ประเทศพม่า หรือ เมียนมาร์ ปัจจุบัน ได้เข้าร่วมเป็น สมาชิก AEC สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ อาเซียน แล้ว ทำให้ ประเทศพม่าหันมาปรับใช้นโยบายเปิดประเทศทางด้านเศรษฐกิจ ด้วยการออกกฎหมายการลงทุนต่างชาติ และติดต่อคบค้ากับประเทศในภูมิภาคมากขึ้น เช่น ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก นอกจากนี้ พม่ายังเปิดสัมพันธ์ต่อประเทศสังคมนิยมทั้งเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ในขณะที่ด้านการเมืองภายในยังคงปิดกั้นไม่ให้ต่างชาติเข้าแทรกแซง ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายประเทศกดดันปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า ซึ่งมีการเข่นฆ่า สังหาร คุกคาม ข่มขืนประชาชนและชนกลุ่มน้อยโดยทหารพม่ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการกดขี่และผูกขาดทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมที่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นมูลฐานด้านต่างๆ
หลังจากที่สถานการณ์ในประเทศพม่าสงบลง รัฐบาลพม่า ก็ได้ทำการเจรจายุติการยิง การทำสงครามกับชนกลุ่มน้อยต่างๆโดยเฉพาะ ชาวกะเหรี่ยง KNU :Karen National Union ที่ต่อสู้เพื่ออิสระ ต่อต้านเผด็จการทหารและรัฐบาลพม่า มายาวนาน นั้นทำด้วยความจริงใจหรือไม่ หรือ จะเป็นเพียงละครหลอกตาสังคมโลก หรือ เพื่อให้สังคมโลกเห็นว่าประเทศพม่ามีการพัฒนาเป็นประเทศที่ทันต่อสังคมโลก AEC: Asean Economics Communityอาเซียน จริงหรือไม่
บทที่ 6
สรุปผลการศึกษา การอภิปรายผล และการให้ข้อเสนอแนะ
จากเนื้อความเบื้องต้นจะเห็นได้ว่ารากเหง้าของปัญหาชนกลุ่มน้อยต่างๆในประเทศพม่านั้นจากการศึกษาปัญหาภายในของประเทศพม่านั้นเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและโดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง ที่ต้องการเป็นเอกราชจากรัฐบาลทหารพม่า เหตุการณ์ที่ยืดเยื่อมานานทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ทั้งสังคม เศรษฐกิจ และการสูญเสียของประชาชน แต่ชนกลุ่มน้อยก็มิสามารถจะบังคับให้รัฐบาลทหารพม่าหันมาเจรจาและยอมมอบอำนาจปกครองตนเองแก่ชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยง รัฐบาลทหารพม่าไม่ประสบผลสำเร็จในการปราบปรามชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยงในระยะยาวเช่นเดียวกัน จากกรณีดังกล่าวกลุ่มข้าพเจ้าจึงได้ทำการศึกษาการปกครองและสภาพปัญหาภายในประเทศพม่า จากกลุ่มตัวอย่าง ผ่านการสัมภาษณ์จากชาวกะเหรี่ยงที่เคยอยู่ในสถานการณ์ นายซอวิน ขณะที่เป็นทหารกองกำลังกะเหรี่ยงช่วงที่กะเหรี่ยงแตกแยกเป็นสองฝ่ายคือ KNU กับ DKBA ซึ่งรัฐบาลทหารพม่ามีมาตรการต่อชาวกะเหรี่ยงอย่างรุนแรง
รัฐบาลทหารพม่าถือว่าปัญหาชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยงเป็นปัญหาสำคัญอันดับหนึ่งที่ต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้จึงได้เปิดโอกาสให้ต่างประเทศเข้าไปลงทุนในประเทศพม่า เพราะประเทศพม่าต้องการพัฒนาเศรษฐกิจจึงได้นำทรัพยากร เช่นการสัมปทานป่าไม้เป็นปัจจัยสำคัญในการแลกกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนานมากเพื่อใช้ปราบปรามชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยง ตามแนวชายแดน ปัจจุบันแนวโน้มของปัญหาชายแดนย่อมขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทางเศรษฐกิจของประเทศพม่า และระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าและชนกลุ่มน้อยชนชาติกระเหรี่ยงตลอดจนถึงนโยบายของรัฐบาลทหารพม่าที่มีต่อชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยง และนโยบายของรัฐบาลไทยที่ให้การช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยงในกรณีหนีภัยสงคราม เข้ามาหลบอาศัยในประเทศไทย แต่ทั้งนี้รัฐบาลไทยก็ยังต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์กับประเทศพม่าด้วย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาต่างๆบริเวณชายแดนที่กล่าวมาแล้วบรรลุผลสำเร็จ รัฐบาลพม่าต้องให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น เพื่อลดการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนและแรงกดดันนานาประเทศ ที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น จึงให้คณะผู้แทนพม่าและผู้บัญชาการกองทัพของพม่า และประธานกรรมการสันติภาพของรัฐบาล เจรจากับกลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ กลุ่มชาติพันธุ์ ที่ต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า เป็นผลทำให้รัฐบาลพม่า จึงขอยุติการรบ หรือ หยุดยิง เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สำหรับรัฐบาลไทยที่จะได้มีการพัฒนาเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายในลักษณะที่หลากหลายทั้งทางทหารและพลเรือนในทุกระดับ โดยให้รวมถึงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว ทั้งในด้านความสัมพันธ์ส่วนตัว และความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบที่ไม่ยึดมั่นในตัวบุคคล เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู้ประชาคมอาเซียน หนึ่งอัตลักษณ์ หนึ่งประชาคมแห่งความเข้าใจ ตลอดจนความเป็นมิตรต่อทุกประเทศ ทุกชาติพันธ์ ความสงบสุขมั่นคงถาวรสืบไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้
ภาคผนวก
นาย ซอวิน อายุ 27 ปี ชาวกะเหรี่ยง พม่า
ที่อพยพมาทำงานที่ มหาวิทยาลัยพะเยา จังหวัดพะเยาประเทศไทย
การสัมภาษณ์ นาย ซอวิน เกี่ยวกับ วิธีชีวิตและความเป็นอยู่ของครอบครัว และ ตัวของเขาเองตอนที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังทหาร KNUและ DKBAที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่า ดินแดนแห่งความวุ่นวายและไม่สงบสุข และ ผลกระทบที่ได้รับจากการสู้รบของทั้ง 2 ฝ่ายมานับหลายปีและการหลบหนีเข้ามายังประเทศไทยจากการเป็นทหาร ของ KNUและ DKBAและความไม่สงบสุขจากความวุ่นวายในประเทศของตน
แผนที่ประเทศพม่า
สถานการณ์การชุมนุมประท้วงของพระสงฆ์ในประเทศพม่า
ยุคอาณานิคมอังกฤษในประเทศพม่า
ชนกลุ่มน้อย หรือ ชนเผ่ากะเหรี่ยง ในประเทศพม่า
การประชุม ระหว่างประเทศพม่า และ ประเทศไทยในเรื่องของความสัมพันธ์
ทางทหาร การเมือง เศรษฐกิจ
กองกำลังทหารกะเหรี่ยง และ กองกำลังทหารรัฐบาลพม่า
รัฐกะเหรี่ยง
การอพยพหลบหนี เข้าไทย ของชาวกะเหรี่ยงในพม่า ในยุคสมัยของ
รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
คณะผู้แทนพม่า และ ผู้บัญชาการกองทัพของพม่าได้พบปะกับสมาชิกอาวุโสของกลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ กลุ่มชาติพันธุ์ ที่ต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า มาช้านาน เราเรียกกันสั้นๆว่า กลุ่ม KNU เกือบ 20 คน
ที่นำโดยนายพลมูตู ไซโปเพื่อเจรจาหาทางลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างกัน
พลเอกเต็ง เส่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า
ประชาคมอาเซียน กับ ประเทศพม่า
[1]สมโชค สวัสดิรักษ์,(2540),ความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย- พม่า – กะเหรี่ยง,(พิมพ์ครั้งที่ 1).(กรุงทพฯ : สำนักงานสนับสนุนการวิจัย) หน้า 71-88
[2]สมโชค สวัสดิรักษ์,(2540),ความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย- พม่า – กะเหรี่ยง,(พิมพ์ครั้งที่ 1).(กรุงทพฯ : สำนักงานสนับสนุนการวิจัย) หน้า 40-67
[3]สมโชค สวัสดิรักษ์,(2540),ความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย- พม่า – กะเหรี่ยง,(พิมพ์ครั้งที่ 1).(กรุงทพฯ : สำนักงานสนับสนุนการวิจัย), หน้า 89-101
[4]Patra黄博Suwanwatthana, (-),The security problems that affect Thai- Myanmar cross-border trade [Thai Version], สืบค้นเมื่อ 08 กุมภาพันธ์ 2557, จาก https://www.academia.edu/1184632/The_security_problems_that_affect_Thai-_Myanmar_cross-border_trade_Thai_Version_
[5]rappermcm02, (9 มีนาคม 2555),กลุ่มปัญหาแรงงานต่างด้าว ,ดาบสองคม สังคมไทย ,สืบค้นเมื่อ 08 กุมภาพันธ์ 2557, จาก http://import-worker.blogspot.com/.
[6] สัมภาษณ์ซอวิน ชาวกะเหรี่ยง จ.พะเยา สอบถามเมื่อ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557
[7] สัมภาษณ์ซอวิน ชาวกะเหรี่ยง จ.พะเยา สอบถามเมื่อ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557
[8]Donald E.Weatherbee.อาเซียน:ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(พิมพ์ครั้งที่1 ).กรุงเทพฯ.บริษัท สำนักพิมพ์ แสงดาว จำกัด
[9]อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์. อาเซียนใหม่. (กรุงเทพฯ : สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541). หน้า 175.
[10]Burma Peace Group. บทบาทและความสัมพันธ์ของอาเซียนต่อพม่า. ฉบับที่ 2 สืบค้นเมื่อ 26 มิถุนายน 2555 จาก http://www.thaingo.org/board_2/view.php?id=892
บรรณานุกรมบทความ
ประเภทสื่อออนไลน
-สมโชค สวัสดิรักษ์. (ธันวาคม 2540).ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-พม่า-กระเหรี่ยง (พิมพ์ครั้งที่1) . กรุงเทพฯ.โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สืบค้นเมื่อ 18 มกราคม 2557 , จาก http://www.openbase.in.th/textbookproject
-ข้อมูลท่องเที่ยวประเทศพม่า.
สืบค้นเมื่อ 25 มกราคม 2557 , จาก http://www.oceansmile.com/Phama/PhukamKing.htm
-ประเทศพม่า .สืบค้นเมื่อ 25 มกราคม 2557,จาก http://th.wikipedia.org/wiki/ประเทศพม่า
-ประชาไท . เคเอ็นยู (KNU) สืบค้นเมื่อ 25 มกราคม 2557 ,จาก http://prachatai.com/category/knu
-“KNU-พม่า” จับมือทำบรรยากาศชายแดนตากคลี่คลาย เตรียมอพยพคนกะเหรี่ยงกลับบ้าน
สืบค้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2557 ,จากhttp://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9550000006453
-คมชัดลึก. ตชด.กับสงครามพม่า ข่าวสะเทือนมวลมนุษยชาติข่าวไหนก็ไม่เท่าข่าวสงคราม สืบค้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2557 ,จาก http://www.komchadluek.net/detail/20101111/79121/ตชด.กับสงครามพม่า.html# .UwWRj4mXVcm
ประเภทหนังสือ
-ชาญวิทย์ เกษตรศิริ.(มิถุนายน 2544).พม่า:ประวัติศาสตร์และการเมือง(พิมพ์ครั้งที่ 4 ).กรุงเทพฯ.โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
-บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ .(มิถุนายน 2545).ชาวเขาในไทยผลงานอมตะของ บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ (พิมพ์ครั้งที่2).กรุงเทพฯ.สำนักพิมพ์ มติชน บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)
-หม่อง ทิน อ่อง .(ธันวาคม 2551).ประวัติศาสตร์พม่า (พิมพ์ครั้งที่3).กรุงเทพฯ.มูลนิธิโตโยต้าประเทสไทย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
-นินิเนียนต์ Ni NiMyint .(เมษายน 2543).พม่ากับการต่อต้านจักรวรรดินิยมอังกฤษ ค.ศ.1885-1895 (พิมพ์ครั้งที่1 ).กรุงเทพฯ.มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
-Donald E.Weatherbee .(2556).อาเซียน:ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(พิมพ์ครั้งที่1 ).กรุงเทพฯ.บริษัท สำนักพิมพ์ แสงดาว จำกัด