บทความว่าด้วยมุมมองตัวละครทางการเมือง

ที่มีต่อทุกหน้าประวัติศาสตร์ 2475-ปัจจุบัน

โดย

นายเมธา งดงาม

รหัสนิสิต 55114758

เสนอ

อาจารย์สุนทร สุขสราญจิต

วิชา การเมืองการปกครองไทย

รหัสวิชา 147130

สาขาวิชา รัฐศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

จากบุคคลทำหน้าที่เล็กน้อย สู่การศึกษาด้านทหารใหม่ๆ ต่างประเทศ กลับการพลิกโฉม การเมือง สู่อำนาจการปกครอง บริหาร อย่างชาตินิยม เป็นระเบียบ สู่อารย และประวัติศาสตร์ ถึงปัจจุบัน”

บทความ......

จอมพล ป. กับ อุดมการณ์ ประวัติศาสตร์ สู่ อนาคต

นายเมธา งดงาม[1]

หากจะกล่าวถึง ผู้นำ ประเทศ หรือว่ารัฐต่างๆ นั้น ผู้นำต้อง กล้าหาญ กล้าตัดสินใจ มีอำนาจ การบริหารต่างๆ ทางด้านความมั่นคง ปกครองและ การต่างประเทศ และการเป็นผู้นำต้องมีการตัดสินใจในการบริหารประเทศและบ้านเมือง ซึ่งเหตุการณ์ทางการเมืองนี้ ผมได้ยกท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในมุมมองตัวละครทางการเมืองที่มีต่อทุกหน้าประวัติศาสตร์ 2475-ปัจจุบัน จนถึงแนวคิดต่างๆ ของท่านที่ยังคงเหลือ และจดจำไว้ถึงปัจจุบัน เมื่อกล่าวถึงท่านจอมพล ป.พิบูลสงครามทางผมได้ศึกษาประวัติศาสตร์ รวมไปถึงประวัติการศึกษา หน้าที่ และภารกิจบริหารบ้านเมือง ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อมองด้านตัวของจอมพล ป.พิบูลสงครามแล้วในการบริหารบ้านเมืองหลายๆ คนคงคุ้นเคยกับคำที่ว่า “ระบอบรัฐนิยมของจอมพล ป.” เมื่อมองในมุมของท่านจอมพลป.พิบูลสงคราม ก็จะเห็นสมัยของการสร้างชาติ ลัทธิชาตินิยม ลัทธิเชื่อผู้นำ [2]ลัทธิทหารระบบนิยมแห่งรัฐ(การเมือง,เศรษฐกิจ) และจอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังเชื่อหลังจากมีการบริหารจัดการบ้านเมืองทางด้านความมั่นคงของประเทศ การเมือง เศรษฐกิจ จอมพล ป.พิบูลสงครามยังเชื่อ ทาง “วัฒนธรรม” ยังมีส่วนสำคัญ คือ จิตใจความเป็นชาติหนึ่งเดียวกัน ความเจริญทางด้าน การเมืองและทางด้านเศรษฐกิจนั้น เป็นเพียงร่ายกาย หรือ ภายนอก แต่ หากมีวัฒนธรรม จะไม่มีทางสูญหาย สามารถนำมาปรับใช้ทางวัฒนธรรมต่างๆ และในชีวิตประจำวันของทุกคน สำหรับสิ่งต่างๆ ที่ทางจอมพล ป.พิบูลสงครามได้ทำ และผลที่เกิดขึ้น ความสำเร็จ ผลกระทบต่างๆ นั้น ก็จะได้นำมาพูดสำหรับเนื้อหา และต่อไปก็มารู้จักถึงท่านผู้นำ “จอมพล ป.พิบูลสงคราม” ต่อหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

แปลก พิบูลสงคราม[3]

จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศแปลก พิบูลสงคราม(14 กรกฎาคมพ.ศ. 2440-11 มิถุนายนพ.ศ. 2507) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "จอมพล ป." เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีเวลาดำรงตำแหน่ง รวมกันมากที่สุดของไทย คือ 14 ปี 11 เดือน 18 วัน รวม 8 สมัย มีนโยบายที่สำคัญคือ การมุ่งมั่นพัฒนาประเทศไทย ให้มีความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารยประเทศ มีการปลุกระดมให้คนไทยรู้สึกรักชาติ โดยออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย "รัฐนิยม" หลายอย่าง ซึ่งบางอย่างได้ประกาศเป็นกฎหมายในภายหลัง หลายอย่างกลายเป็นวัฒนธรรมของชาติ เช่น การรำวงก๋วยเตี๋ยวผัดไทยเป็นผู้เปลี่ยนชื่อ "ประเทศสยาม" เป็น "ประเทศไทย" และเป็นผู้เปลี่ยน "เพลงชาติไทย" มาเป็นเพลงที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

คำขวัญที่รู้จักกันดีของนายกรัฐมนตรีผู้นี้คือ"เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย"หรือ"ท่านผู้นำไปไหนฉันไปด้วย"และ"ไทยอยู่คู่ฟ้า"ในสายตานักวิชาการประวัติศาสตร์การเมืองไทยส่วนหนึ่งเห็นว่า จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นผู้เผด็จการทางทหารที่มีบทบาททางการเมืองสูง และให้ความสนใจกับความคิดที่ส่อไปในทางเชื้อชาตินิยมและการปลุกระดมความคลั่งชาติในบางครั้งของจอมพล ป.พิบูลสงคราม

ประวัติของท่าน จอมพลป.พิบูลสงคราม[4]

การกำเนิด-การศึกษา-ครอบครัว

จอมพล ป.พิบูลสงคราม เกิดเมื่อวัน พุธ ที่14 เดือน กรกฎาคม พ.ศ.2440 บิดา ชื่อ นายขีด มารดาชื่อ นางสำอาง ในสกุล ขีตตะสังคะ บ้านเกิดเป็นเรือนแพ ขนาดใหญ่ 2 ชั้น ที่ปากคลองบางเขนเก่า ตรงข้ามกับวัดปากน้ำไม่ไกลจากศาลากลางจังหวัดนนทบุรีและวัดเขมาภิตาราม อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี อาชีพครอบครัว เกษตรกรรม สวนทุเรียน สวนผลไม้

เด็กชายแปลก ขีตตะสังคะ เป็นบุตร คนที่ 2 ในพี่น้อง 5 คน พี่ชายคนโต ชื่อ “ประกิต”(รับราชการทหารยศ พลตรี) คนที่สาม เป็นหญิง ชื่อ “เปลี่ยน” คนที่สี่เป็นชายชื่อ “ปรุง” คนสุดท้ายชื่อ “ครรชิต”(รับราชการทหารได้ยศพลตรี)

เด็กชายแปลกเข้าสู่ระบบการศึกษาครั้งแรกที่โรงเรียนวัดเขมาภิรตารามและเมื่อได้อายุ 12 ปี ได้เข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยทหารบกโดยบิดาขอร้องให้ พล.ต.พระยาสุรเสนาช่วยนำฝากเข้าเรียนพร้อมกับพี่ชาย “ประกิต” ศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยอยู่ 6 ปี ได้เป็นนักเรียนทำการนายร้อยเมื่ออายุ 18 ปี สังกัด “เหล่าปืนใหญ่” โดยได้เป็นว่าที่ ร้อยตรี เมื่อครบ 6 เดือนหลังทำการเพื่อนนักเรียนทำการนายร้อยรุ่นที่ 60 นายนั้นจะเป็นกำลังสำคัญทางทหารและทางการเมืองในสมัยรัฐบาลคณะราษฎร (2475-2490) และสมัยคณะรัฐประหาร (2490-2500) เช่น พล.ต.อ.อดุล อดุลเดชจรัส พล.อ.มังกร พรหมโยธี พล.ท.หลวงเกรียงศักดิ์พิชิต พ.ท.หลวงอำนวยสงคราม พล.อ.หลวงหาญสงคราม พล.อ.จิระ วิชิตสงคราม พล.อ.หลวงสวัสดิสรยุทธ จอมพลผิน ชุณหะวัณ นักเรียนทำการนายร้อยว่าที่ร้อยตรี แปลก เข้าประจำการเหล่าปืนใหญ่ ที่ 7 พิษณุโลกและไม่นานนักได้พบรักกับท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม บิดา-มารดา นายเจริญ นางแช่ม สกุล พันธุ์กระวี เป็นพี่คนโตจากพี่น้อง 8 คนซึ่งเป็น “นักเรียนชั้นสูงสุดเพียงคนเดียว” ในโรงเรียนผดุงนารี และเป็นโรงเรียนหญิงแห่งแรกในพิษณุโลก ไม่นานนักทั้งสองก็ทำพิธีหมั้นและแต่งงานเมื่อ 14 มกราคม 2459 เมื่อว่าที่ร้อยตรี แปลกอายุย่างเข้า 20 ปี ท่านผู้หญิงละเอียดย่างข้า 15 ปี

จอมพล ป. และท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม มีบุตรธิดา 6 คนด้วยกัน คือ

1 พลตรี อนันต์ พิบูลสงคราม สมรสกับ หม่อมหลวงพร้อมศรี สนิทวงศ์

2 พลเรือโท ประสงค์ พิบูลสงคราม สมรสกับ คุณเรืองยศ เกตุนุติ

3 นางจีรวัสส์ ปันยารชุน สมรสกับ พลตำรวจโท ชูวิทย์ ปราณีประชาชน

4 นางพัชรบูล พิบูลสงคราม สมรสกับ นายปีเตอร์ เบลซ์

5 นายนิตย์ พิบูลสงคราม ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง เอกอัคราชทูตประจำกรุงวอซิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกาสมรสกับ นางพัชรินทร์ (แพทริเซีย) ออสมอนด์

จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับด้านการทหาร และทางการเมือง

การทหาร-การเมือง[5]

เริ่มต้นปี 2475 ภายใต้วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ นายพันตรี หลวงพิบูลสงคราม ได้ย้ายเข้าประจำกรมจเรทหารบก และอีกสองเดือนกว่าถัดมา ได้เกิดเหตุการณ์ “ปฏิวัติ” วันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรภายใต้การนำของนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ทำการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อ 27 มิถุนายน 2475 (ธรรมนูลการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว) วันถัดมาหลวงพิบูลสงครามได้รับแต่งตั้งเป็น 1 ใน 70 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว 28 มิถุนายน 2475 กระทั่งการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรทั่วไปครั้งแรก ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่สอง แต่งตั้งสืบต่อมาจนหมดวาระเมื่อมีประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2489

จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับการเข้าสู่ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี[6]

หลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั่วไปครั้งที่ 3 นายพันเอก พระยาพหลฯ ปฎิเสธที่จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สภาจึงลงมติให้นายพันเอก หลวงพิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่16 ธันวาคม 2481 กระทั่งลาออกจากตำแหน่ง 1 สิงหาคม 2487 รวมสมัยการเป็นนายกรัฐมนตรีช่วงแรกนี้เกือบ 6 ปีด้วยกัน ปี 2482 นับเป็นปีเริ่มนโยบาย “สร้างชาติ” ด้วยการประกาศใช้ “รัฐนิยม” ซึ่งประกาศใช้อย่างต่อเนื่องรวม 12 ฉบับ รัฐบาลหลวงพิบูลสงครามประกาศให้วันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันทำการปฎิวัติเมื่อปี 2475 เป็น วันชาติ ตั้งแต่ปี 2482 นี้เป็นต้นไป และในปีแรก ให้ถือเป็นวันชาติและเฉลิมฉลองเอกราชอันสมบูร์ของประเทศซึ่งหมายถึงการที่ประเทศมีเอกราชทางเศรษฐกิจและการศาลที่สมบูรณ์ครั้งแรกนับแต่สนธิสัญญาบาวริง 2398 เป็นต้นมา วันชาติ นี้ถือเป็นวันหยุดราชการต่อเนื่องมากระทั่งยกเลิกวันชาติ ทั้งในปี 2503 นอกจากนี้ วันที่ 24 มิถุนายน 2482 รัฐบาลยังได้เปลี่ยนชื่อจากประเทศสยาม เป็น ไทย และมีการวางศิลาฤกษ์สร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่กลางถนนราชดำเนินกลาง

ปี 2483-2484 ด้านการระหว่างประเทศ รัฐบาลหลวงพิบูลสงครามเจรจาเรื่องเขตดินแดนด้านแม่น้ำโขงกับรัฐบาลอินโดจีนอาณานิคมฝรั่งเศสและมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องดินแดนของประชาชนไทยโดยเฉพาะในเขตพระนครกระทั่งเกิดการทำ สงครามอินโดจีน ระหว่างไทยกับอินโดจีนอาณานิคมฝรั่งเศส ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2483 เป็นต้นมา

[7]รัฐบาลภายใต้การนำของ จอมพล ป.พิบูลสงครามประกาศนโยบายสร้างชาติเป็นเป้าหมายหลักในการบริหารประเทศ นโยบายสร้างชาติดังกล่าวหมายถึงการสร้างประเทศไทยให้ยิ่งใหญ่และให้คนไทยมีวัฒนธรรม มีศีลธรรม มีอนามัยดี มีการแต่งกายเรียบร้อย มีที่พักอาศัย และมีที่ทำมาหากินดี การดำเนินนโยบายสร้างชาติเช่นนี้จะนำประเทศไทยสู่ความเป็นอารยประเทศ ทั้งนี้รัฐบาลได้กำหนดมาตรการไว้หลายประการคือ การปลุกเร้าสำนึกของประชาชนด้วยลัทธิผู้นำนิยม ลัทธิชาตินิยม หรือลัทธิชูชาติ และการปฏิวัติวัฒนธรรม ดังนี้ 1. ลัทธิผู้นำนิยม หมายถึง การยึดถือตัวนายกรัฐมนตรีเป็นหลัก ด้วยการฟัง เชื่อ และปฏิบัติตามนโยบายของท่านผู้นำอย่างเคร่งครัด โดยที่ท่านผู้นำเป็นจุดศูนย์รวมนำไปสู่ความร่วมมือร่วมใจของประชาชนเพื่อชาติ

2. ลัทธิชาตินิยม หมายถึง การปลุกเร้าสำนึกของประชาชนให้เกิดความรู้สึกรักชาติทั้งความรู้สึกชาตินิยมทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยมีความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อสร้างชาติให้มีความยิ่งใหญ่และก้าวหน้า

3. การปฏิวัติวัฒนธรรม หมายถึง การปรับปรุงวัฒนธรรมไทยให้เจริญเหมือนอารยประเทศขณะเดียวกับที่ยังคงเน้นเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทยไว้ด้วยและจะเป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของชาติอย่างมีขั้นตอนตามแนวทางที่รัฐบาลกำหนด

ในการดำเนินนโยบายสร้างชาตินั้น รัฐบาลกำหนดให้เริ่มด้วยการสร้างตนเอง สร้างครอบครัวและร่วมใจกันสร้างชาติ ทั้งนี้ เป็นไปเพื่อการรวมชาติ การสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ความมั่นคงของชาติ และความสนใจต่อผลประโยชน์ส่วนรวม เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว รัฐบาลต้องปลูกฝังแนวความคิด ลัทธิผู้นำนิยมและลัทธิชาตินิยมในหมู่ประชาชน ด้วยการบังคับให้ประชาชนปฏิบัติตนตามแนวทางและวิธีการที่รัฐบาลกำหนดอย่างเข้มงวด รัฐบาลจะใช้เวลาในการดำเนินนโยบายสร้างชาติระหว่าง พ.ศ. 2482 ถึง พ.ศ. 2486 โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรกเป็นการกระตุ้นและเชิญชวนประชาชนให้ร่วมมือกับรัฐบาลในการสร้างชาติ ระยะที่สองเป็นการดำเนินนโยบายด้วยความเข้มงวดกวดขันโดยนำลัทธิเผด็จการชาตินิยมแบบทหารซึ่งกำลังเป็นที่แพร่หลายในเยอรมนีและอิตาลีเข้ามาใช้ นโยบายสร้างชาตินี้ส่วนใหญ่รัฐบาลดำเนินการโดยผ่านประกาศใช้รัฐนิยมจำนวน 12 ฉบับ ระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2482 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2485 โดยชี้แจงว่ารัฐนิยมมีลักษณะเช่นเดียวกับพระราชนิยม ในสมัยก่อนพระราชนิยมเป็นพระบรมราโชบายของพระมหากษัตริย์ ส่วนรัฐนิยมเป็นนโยบายของรัฐบาลอันเปรียบเสมือนประเพณีนิยมประจำชาติ รัฐนิยมฉบับที่ 1-6 เกี่ยวกับการปลูกฝังความนิยมไทยในหมู่คนไทย รัฐนิยมฉบับที่ 7-12 เกี่ยวกับการชักชวนให้ประชาชนร่วมใจกันสร้างชาติ การดำเนินนโยบายสร้างชาติโดยผ่านรัฐนิยมทั้ง 12 ฉบับนี้ รัฐบาลถือว่าเป็นความถูกต้องและเป็นประเพณีอันดีงามที่คนไทยพึงปฏิบัติ ในการเสริมสร้างศีลธรรมอันดี วิถีทางดำเนินชีวิต และการรักษาเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทย ในการนี้รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการรัฐนิยมขึ้น โดยมีหลวงวิจิตรวาทการเป็นประธานกรรมการ ทำหน้าที่เพื่อให้รัฐนิยมทั้ง 12 ฉบับมีผลในทางปฏิบัติมากที่สุด นอกจากนี้รัฐบาลยังใช้สื่อต่างๆ เพื่อช่วยให้สามารถเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง เช่น วิทยุกระจายเสียง หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ บทละคร และบทเพลงปลุกใจ

ความคิดต่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม ถึง ปัจจุบัน

สำหรับจอมพล ป.พิบูลสงคราม นั้น แนวความคิดหรือ อุดมการณ์ทางการเมือง ผมคิดว่ายังมีอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน

จอมพล ป.พิบูลสงครามกับการสร้างสิ่งต่างๆ ท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม ท่านได้สร้างสิ่งต่างๆ ทั้งในด้านการคมนาคมต่างๆ ถนนสำคัญในสมัยท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม ถนนสายแรกคือ สายกรุงเทพมหานคร-สมุทรปราการ ต่อมาได้มีการสร้างถนนพหลโยธิน ถนนสุขุมวิทย์ และ ถนนเพชรเกษม เรื่องในการสร้างต่างๆระหว่างที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น มักก่อสร้างให้เป็นเรื่องรักชาติ และบางครั้งก็มีผู้คนพูดว่า เผด็จการ แต่ แท้จริงแล้ว สร้างเพื่อการทหารปกป้องชาติ

จอมพล ป.พิบูลสงครามกับการทำงาน ผู้ไม่แสวงหาผลประโยชน์ และมักเกียจคนขี้โกง

ตลอดเวลาราชการของท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม ท่าน ไม่เคยแตะต้องทรัพย์สิน และเมื่อออกจากเวลาราชการแล้วก็ไม่มีอะไรจริงๆ เมื่อลาออกจากการเป็นนายกรัฐมตรี พ.ศ.2487 ท่านต้องออกจากทำเนียบรัฐบาล ไม่มีที่อยู่ คุณพจน์ สารสิน มีบ้านที่ซอยชิดลม ถนนเพลินจิต ก็เชิญมาอยู่และขายให้ราคา 20000บาท 1 หลัง จอมพล ป. พิบูลสงคราม เกียจคนโกง ปรากฎหลักฐานคือ มีพลเอกผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองกระทำการทุจริตเรื่องหนึ่ง ท่านปล่อยให้ถูกลงอาญาไป

[8]ในภาพของเผด็จการ ก็มีภาพของผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ปรากฏแทรกเข้ามา (การรัฐประหาร 2476 การปราบกบฏบวรเดช 2476 และการสร้างสัญลักษณ์และจารีตที่เกี่ยวกับประชาธิปไตย เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไฮปาร์ค) ในภาพของนักการเมืองที่ฉวยโอกาสการเข้าร่วมสงครามกับญี่ปุ่นในตอนต้น แต่พลิกผันจะเข้ากับสัมพันธมิตรในบั้นปลาย คำถามก็คือว่า บทบาทเช่นนี้มิใช่หรือที่ผู้นำชาติเล็กชาติน้อยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องทำในฐานะนักชาตินิยม ไม่ว่าจะเป็นซูการ์โนหรือออง ซาน (ที่เข้าร่วมกับญี่ปุ่นในเบื้องต้น แต่กลับต่อต้านในบั้นปลาย) ในภาพของผู้แอนตี้กษัตริย์ ก็มีภาพของผู้ถวายความจงรักภักดีในกรอบของหลักการว่าด้วย constitutional monarchy โดยที่ต้องไม่ลืมว่าจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็เป็น 1 ใน 100 กว่าสมาชิกของ "คณะราษฎร" ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบรัฐธรรมนูญ ที่จำกัดบทบาทและอำนาจของพระมหากษัตริย์
ชีวิตและผลงานของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดการถกเถียงโต้แย้ง (controversy) ได้ง่ายและมาก ดังนั้น แม้ว่าจอมพล ป. พิบูลสงคราม จะดำรงตำแหน่งอันยาวนาน ทิ้งมรดกและอิทธิพล ผลกระทบทางการเมืองไว้มากมายมหาศาล แต่ชีวิตและผลงานของท่านก็ถูก "การเมืองของอดีต" ทำให้เลือนราง จางหาย กลายเป็นบุคคลลึกลับ หรือไม่ก็ไร้ความหมาย ไร้ความสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เหมือนๆ กับบุคคลอีกหลายๆ คน หรือเหตุการณ์อีกหลายๆ เหตุการณ์"
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, บันทึกการสัมมนา จอมพล ป. พิบูลสงคราม กับ การเมืองไทยสมัยใหม่ กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมุนษยศาสตร์, 2540, หน้าคำนำ
วัน 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นวันคล้ายวันเกิดของจอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตสมาชิกคณะราษฎร และอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยผู้มีสถานะทางประวัติศาสตร์ในแบบที่ก่อให้เกิดการถกเถียงโต้แย้งมากที่สุดอย่างที่ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้กล่าวเอาไว้ และเพื่อมิให้ "การเมืองของอดีต" ทำให้ชีวิตและผลงานของ

จอมพล ป. พิบูลสงคราม เลือนรางจางหาย

ผู้เขียนขอใช้วาระครบรอบวันคล้ายวันเกิดของจอมพล ป. พิบูลสงคราม รำลึกถึงผลงานบางประการที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ทิ้งให้กับประเทศไทย
อย่างที่ทราบกันว่า การปฏิวัติสยาม 2475 นั้น แม้จะถือเป็นประวัติศาสตร์ร่วมสมัยยังมีอายุไม่ครบศตวรรษเสียด้วยซ้ำ เหมือนว่า ประวัติศาสตร์ไทยในช่วง พ.ศ.2475-2500 นั้น แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่กลับอัดแน่นไปด้วยเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองที่นับเป็น "วิกฤต" ของชาติอันเพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นมาในโลกนี้ไม่นานวัน และยังมีสถานะที่กำกวม และเป็นปัญหาถกเถียงไม่น้อยไปกว่าเรื่องราวของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เองในสายตาของคนไทยในปัจจุบัน คนทั่วไปที่มิใช่นักเรียนประวัติศาสตร์ มักจะมีภาพของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ว่าเป็นเผด็จการชาตินิยม เหมือนมุสโสลินีบ้าง เหมือนฮิตเลอร์บ้างการปฏิวัติวัฒนธรรมในสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม มักจะถูกนำมาล้อเลียนอย่างขบขันว่าเป็นสิ่งไร้สาระ เบาปัญญา เช่น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเขียน สะกดคำในภาษาไทย การยกเลิกการใช้พยัญชนะบางตัว การสวมหมวก การสวมกระโปรง ถุงน่อง (ซึ่งในปัจจุบันเป็นแฟชั่นทันสมัย รวมทั้งการสนับสนุนให้นุ่งกางเกง ใส่รองเท้า ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับเช่นกัน)ตลอดจนการให้สามีจูบภรรยาก่อนออกจากบ้าน
นักเขียนบางท่าน เช่น มาลัย ชูพินิจ ถึงกับเลิกเขียนหนังสือโดยสิ้นเชิง เพื่อทำการประท้วงการเปลี่ยนแปลงภาษาไทยอันศักดิ์สิทธิ์ในความคิดของเขา อย่างไรก็ตาม นโยบายทางวัฒนธรรมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยังต้องการการศึกษาและตีความอีกมาก โดยเฉพาะในแง่มุมของการสร้าง "ชาติ" และอุดมการณ์ใหม่ของชาติแบบใหม่ที่เพิ่งจะถือกำเนิดขึ้น และมันย่อมเกี่ยวพันกับทัศนคติเรื่องความรัก ครอบครัว การแต่งกาย การควบคุมร่างกายของพลเมือง


หรืออีกนัยหนึ่งการจัดระเบียบร่างกายของพลเมืองแบบใหม่ให้สอดคล้องกับโลกทรรศน์ทางการเมืองและระเบียบความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมและภูมิศาสตร์การเมืองแบบใหม่

อย่างไรก็ตาม ยังมีผลงานอันเรียบง่ายในระดับรากฐานประชาธิปไตยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่คนในปัจจุบันอาจจะไม่ทราบหรือหลงลืมไปบ้างแล้ว ผู้เขียนจึงใช้โอกาสนี้รำลึกถึงบางผลงานเกี่ยวกับการศึกษาที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้สร้างเอาไว้ และมักมีคนกล่าวถึงผลงานด้านนี้ไว้ค่อนข้างน้อย

เกี่ยวข้องสถาบันอุดมศึกษา เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจตั้งมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น 3 แห่งพร้อมกันในปี 2486 (และไม่ลืมว่า มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง อันเป็นมหาวิทยาลัยเปิด และเป็นตลาดวิชาที่เปิดกว้างแก่คนทั่วไปนั้น ตั้งขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง) คือ
1.มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ตั้งขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยใหม่ มีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่ในการจัดการศึกษาและส่งเสริมทางด้านการแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เภสัชกรรมศาสตร์ สัตวแพทยศาสตร์ กับวิชาพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัย และได้เปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิทยาลัยมหิดลในปี 2512
2.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รวมกิจการของวิทยาลัยเกษตรกรรมที่บางเขน เข้ากับโรงเรียนวนศาสตร์ของกรมป่าไม้ที่จังหวัดแพร่ ยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
3.มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดขึ้นโดยยกฐานะโรงเรียนศิลปากร เพื่อส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ หน้าที่ของมหาวิทยาลัยในระยะแรกตั้ง คือ จัดการศึกษาวิชาประติมากรรม จิตรกรรม ดุริยางคศิลป์ นาฏศิลป์ วิชาโบราณคดี และวิช่างศิลปะอย่างอื่น
4.ตั้งวิทยาลัยวิชาการศึกษาในปี 2497 พัฒนาและเปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในปี 2517
นอกจากนี้ ในบทบาทที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2496 ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะรัฐประศาสนาศาสตร์ขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อจัดการศึกษาค้นคว้าในทางรัฐประศาสนศาสตร์และศาสตร์ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน และให้วิชานี้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ
ต่อมาในปี 2509 ได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ขึ้นเป็นสถาบันชั้นสูง โดยโอนคณะรัฐประศาสนศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปขึ้นอยู่กับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
นอกจากนั้น ในปี 2497 ยังได้มีบทบาทในการริเริ่มสร้างหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยวางศิลาฤกษ์ในวาระครบรอบ 20 ปีของการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือวันที่ 27 มิถุนายน 2497 และสร้างแล้วเสร็จในสมัยที่พลเอก ถนอม กิตติขจร เป็นอธิการบดี ในปี 2506 ซึ่งเป็นหอประชุมที่มีขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเวลานั้น
สำหรับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ในปี 2482 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ออกพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นทรัพย์สินในส่วนพระมหากษัตริย์ ตำบลปทุมวัน อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ให้เป็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มาตรา 3 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ระบุว่า" ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตำบลปทุมวัน จังหวัดพระนคร 3 แปลง คือ แปลงที่ 1 ทิศเหนือจดถนนพระรามที่ 1 ทิศใต้จดถนนพระรามที่ 4 ทิศตะวันออกจดคลองอรชร ทิศตะวันตกจดถนนพญาไท แปลงที่ 2 ทิศเหนือจดถนนพระรามที่ 1 ทิศใต้จดถนนพระที่ 4 ทิศตะวันออกจดถนนพญาไท ทิศตะวันตกจดถนนพระรามที่ 6 แปลงที่ 3 ทิศเหนือจดถนนพระรามที่ 1 ทิศใต้จดถนนพระที่ 4 ทิศตะวันออกจดถนนพระรามที่ 6 ทิศตะวันตกจดคลองสวนหลวง รวมเนื้อที่ประมาณ 1,196 ไร่ 32 ตารางวา ปรากฏแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย"ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 56 หน้า 1365-1366 วันที่ 30 ตุลาคม 2482ฉะนั้น คงไม่เกินเลยหากจะกล่าวว่าจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีส่วนสำคัญยิ่งที่ทำให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีที่ดินเพิ่มขึ้นอีกเกือบพันสองร้อยไร่ อันกลายมาเป็นทรัพย์สินสำคัญในการบริหารกิจการของมหาวิทยาลัยจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ได้ระบุเหตุผลไว้ในพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันนี้ว่า "เพื่อเป็นสถานศึกษาและค้นคว้าในศาสตร์ต่างๆ และเพื่อจะส่งเสริมวิชาชีพชั้นสูงและทำนุบำรุงวัฒนธรรมแห่งชาติสืบไป" นอกจากการส่งเสริมการศึกษาในระดับอุดมศึกษาแล้ว ยังปรากฏการขยายตัวของการศึกษาภาคบังคับอย่างจริงจัง ซึ่งได้ริเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ด้วยการประกาศแผนการศึกษาแห่งชาติ ตามมาด้วยการประกาศใช้พระราชบัญญัติการประถมศึกษาแห่งชาติปี 2475-2478ต่อมาได้ยกเลิกพระราชบัญญัติประถมศึกษาปี 2464 เพื่อประกาศใช้แผนการศึกษาปี 2479 และมีการปรับปรุงการศึกษาประชาบาล
จนกระทั่งมีการประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติปี 2494 พบว่าปัญหาการเกณฑ์เด็กเข้าโรงเรียนน้อยลงเรื่อยๆ และพบว่าเมื่อถึงปี พ.ศ.2503 มีจำนวนเด็กได้เข้าโรงเรียนแล้วทั่วประเทศติดเป็นร้อยละ 96.70
ทั้งนี้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ยังมีนโยบายส่งเสริมโรงเรียนราษฎร์ ด้วยเห็นว่าโรงเรียนเหล่านี้ได้รับภาระการจัดตั้งโรงเรียนของรัฐบาลไป จึงได้จัดงบประมาณอุดหนุนโรงเรียนราษฎร์มาตั้งแต่ปี 2480
ไม่เพียงแต่การศึกษาภาคบังคับ ในสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยังได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อจัดการเรื่องการศึกษาผู้ใหญ่ ให้ได้เริ่มต้นอย่างจริงจังตั้งแต่ปี พ.ศ.2480 หลังจากปรากฏเป็นนโยบายตั้งแต่ครั้งรัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา และในช่วงปี 2483-2488รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาผู้ใหญ่อย่างเข้มข้น ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้พลเมืองไทยรู้หนังสือ อ่านออกเขียนได้ เข้าใจในบทบาทหน้าที่ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยผลจากการส่งเสริมการศึกษาผู้ใหญ่อย่างจริงจังในช่วง 6 ปีนี้ที่มีการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน และการค้นคว้า ทำแบบเรียนเพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้การอ่านเขียนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีจำนวนผู้รู้หนังสือเพิ่มขึ้นถึง 1.4 ล้านคน
สถานะของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยังคงความคลุมเครือ และมีประเด็นให้ถกเถียงกันได้อีกมากว่าเขาเป็นนักชาตินิยม หรือเผด็จการ เป็นผู้ต่อต้านกษัตริย์ หรืออยากปกป้องระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นนักฉวยโอกาสหรือเป็นผู้นำของประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีทางเลือกมากนัก การศึกษาที่ขยายตัวอย่างกว้างขวางเป็นครั้งแรกเป็นไปเพื่อขยายโอกาสทางสังคมให้กับประชาชนพลเมือง หรือเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อหวังผลของการสร้างชาติและสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้นำ หรือด้วยเหตุผลของความกดดันจากประเทศมหาอำนาจที่มีบทบาทในภูมิภาคเอเชียในขณะนั้น คือ สหรัฐอเมริกา
ทว่า ผลงานเล็กๆเกี่ยวกับรากฐานการศึกษาไทยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ทิ้งไว้ให้กับสังคมไทย ยังเป็นมรดกที่เราจำต้องตระหนัก และไม่อาจทำเป็นลืมไปได้

สรุปบทความว่าด้วยมุมมองตัวละครทางการเมืองที่มีต่อทุกหน้าประวัติศาสตร์ 2475-ปัจจุบัน

จากบทความจอมพล ป. กับ อุดมการณ์ ประวัติศาสตร์ สู่ อนาคต นั้น ทางผมได้ศึกษาในตัวจอมพล ป.พิบูลสงคราม ตั้งแต่ประวัติส่วนตัว ทางด้านครอบครัว การศึกษา และ การทำงานรับราชการทหาร จนสู่ การเมืองการบริหารประเทศ เมื่อพูดถึงจอมพล ป.พิบูลสงคราม แล้วหลายๆ คนคงรู้ ว่าท่านเป็นผู้ที่มีกฎระเบียบ วินัย ไม่ชอบความวุ่นวาย (การเป็นชายชาติทหาร) และหลายๆ คน มีแนวความคิดว่าท่าน “เผด็จการ” จอมพล ป.พิบูลสงคราม นั้นก็มีบทบาทตั้งแต่ พ.ศ.2475 โดยฝ่ายคณะราษฎรซึ่งมีท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม ร่วมดำเนินการการปฎิรูป ระบอบยึดอำนาจ เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 โดยคณะราษฎร ข้าราชการทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน โดยกลุ่มที่ได้ไปศึกษา ต่างประเทศ นั่นหมายถึง เจตจำนงที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ โดยการมีส่วนร่วมของ นายร้อยโท แปลก ขีตตะสังคะ (หลวงพิบูลสงคราม)ภายหลังคือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายทหารปืนใหญ่ และยังมีกลุ่มคณะราษฎรอีกจำนวนหนึ่งที่ได้เข้ามาร่วมดำเนินการ

เมื่อถึงอำนาจ ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม สู่การทำงานด้านการเมืองและสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านก็ได้มีแนวคิดในรูปแบบทหาร และ ทางตะวันตก เพื่อให้เกิดการพัฒนา ประเทศสยาม นำไปสู่ความเป็นอารยะ และ ได้เปลี่ยนจาก สยาม มาเป็นประเทศไทย จนถึงทุกวันนี้และยังมี ประกาศนโยบายสร้างชาติเป็นเป้าหมายหลักในการบริหารประเทศ นโยบายสร้างชาติดังกล่าวหมายถึงการสร้างประเทศไทยให้ยิ่งใหญ่และให้คนไทยมีวัฒนธรรม มีศีลธรรม มีอนามัยดี มีการแต่งกายเรียบร้อย มีที่พักอาศัย และมีที่ทำมาหากินดี การดำเนินนโยบายสร้างชาติเช่นนี้จะนำประเทศไทยสู่ความเป็นอารยประเทศ ทั้งนี้รัฐบาลได้กำหนดมาตรการไว้หลายประการคือ การปลุกเร้าสำนึกของประชาชนด้วยลัทธิผู้นำนิยม ลัทธิชาตินิยม หรือลัทธิชูชาติ และความทันสมัยต่างๆสามารถเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง เช่น วิทยุกระจายเสียง หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ บทละคร และบทเพลง ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด นั้น ยังอยู่ในประเทศไทยนี้ทั้งหมด สืบมาตั้งแต่นั้นเรื่อยมาถึงปัจจุบัน

ทุกสิ่งทุกอย่างการที่ผู้นำได้ทำเพื่อประเทศชาติถึงแม้จะเผด็จการเพื่อให้เกิดความั่นคงภายในประเทศ ถึงแม้จะเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรมเดิม เราทุกคนควรศึกษาเป็นตัวอย่างทั้งข้อดีและข้อเสียของผู้นำ นำไปวิเคราะห์ แยกแยะ และอย่ามองแต่คนๆ เดียวต้องดูหลายๆ มุมมอง ต่อการเมืองในปัจจุบันด้วย ทั้งหมดนั้นมันก็มีข้อดีข้อเสีย ปะปนกันไป เพื่อให้เราทุกคนได้ศึกษาต่างๆ ต่อไป

ดังคำที่ว่า “ถ้าคุณไม่รู้ประวัติศาสตร์ ก็ตาบอดข้างหนึ่ง แต่ถ้าคุณเชื่อประวัติศาสตร์โดยไม่มีข้อกังขาก็ตาบอดสองข้าง[9]

บรรณานุกรม

-http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%81_%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1 [สืบค้น เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2556]

-หนังสือ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ วิกัลย์ พงศ์พนิตานนท์,บรรณาธิการ.จอมพล ป.พิบูลสงครามกับการเมืองสมัยใหม่.กรุงเทพมหานคร:มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์,2554

-หนังสือ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ,ผู้เขียน.2475และ1ปีหลังการปฎิวัติ.กรุงเทพมหานคร:เอดิสัน เพรสโพลดักส์,2543.

-หนังสือ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ,ผู้เขียน.ประวัติศาสตร์การเมืองไทย:2475-2500.กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2554.

-ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร.” politic,democracy,การเมือง,ประชาธิปไตย.”รวมบทความการเมือง ตอนที่ 139 : ส่วนหนึ่งของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยลักขณา ปันวิชัย ใน http://writer.dek-d.com/spiral/writer/viewlongc.php?id=248590&chapter=139[สืบค้นเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2556]

-ปิยนาถ บุนนาค. ประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ (ตั้งแต่การทำสนธิสัญญาบาวริงถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516). กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550.
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (บรรณาธิการ).จอมพล ป.พิบูลสงครามกับการเมืองไทยสมัยใหม่. กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2547.http://www.aksorn.com/lib/detail_print.php?topicid=151


[1] นิสิตระดับชั้นปีที่ 1 สาขารัฐศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

[2] สุนทร สุขสราญจิต,อาจารย์ผู้สอน.เอกสารประกอบการเรียนวิชาการเมืองการปกครองไทยวันที่20 พย 55,(พะเยา: มหาวิทยาลัยพะเยา,2556) , หน้า 1 [สืบค้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2556]

[3]http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%81_%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1 [สืบค้น เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2556]

[4]ชาญวิทย์ เกษตรศิริ .ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ .วิกัลย์ พงศ์พนิตานนท์ ,บรรณาธิการ.หนังสือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับการเมืองไทยสมัยใหม่, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2544) , หน้า 16- 17 [สืบค้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2556]

[5]ชาญวิทย์ เกษตรศิริ .ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ .วิกัลย์ พงศ์พนิตานนท์ ,บรรณาธิการ.หนังสือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับการเมืองไทยสมัยใหม่, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2544) , หน้า 21-22 [สืบค้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2556]

[6]ชาญวิทย์ เกษตรศิริ .ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ .วิกัลย์ พงศ์พนิตานนท์ ,บรรณาธิการ.หนังสือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับการเมืองไทยสมัยใหม่, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2544) , หน้า 23 [สืบค้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2556]

[7] ปิยนาถ บุนนาค. ประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ (ตั้งแต่การทำสนธิสัญญาบาวริงถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516). กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550.
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (บรรณาธิการ).จอมพล ป.พิบูลสงครามกับการเมืองไทยสมัยใหม่. กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2547. ในhttp://www.aksorn.com/lib/detail_print.php?topicid=151

[8]ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร.” politic,democracy,การเมือง,ประชาธิปไตย.”รวมบทความการเมือง ตอนที่ 139 : ส่วนหนึ่งของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยลักขณา ปันวิชัย ใน http://writer.dek-d.com/spiral/writer/viewlongc.php?id=248590&chapter=139[สืบค้นเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2556]

[9] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ 24 กุมภาพันธ์ 2555 [สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556]