เรื่องเล่าที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น บ้านแม่ใสเหล่าใต้ หมู่ที่ ๑๒
ตำบลแม่ใส อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา
ประวัติ
ชื่อ พ่อหลวงหนานชุม วงศ์ขัติย์ อายุ ๘๔ ปี
อยู่บ้านเลขที่ ๙๕ หมู่ที่๑๒ บ้านแม่ใสเหล่าใต้ ตำบลแม่ใส อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา
ประวัติคร่าวๆ พ่อหลวงหนานชุม วงศ์ขัติ เคยเป็นเจ้าอาวาสวัดแม่ใส มาก่อน และก็ได้ศึกจนปัจจุบันเป็นพ่ออาจารย์ หรือ ทางเหนือ เรียกว่า พ่อหนาน ทำพิธีกรรมต่างๆ เช่น สืบซะตา สะเดราะเคราะห์ เป็นต้น
เรื่องที่ ๑ การจีบสาวสมัยก่อน
ในสมัยก่อนเมื่อบ่าว หรือ ผู้ชาย จะไปเที่ยวหาสาวนั้นก็จะเดินทางไป และหลายๆพื้นที่ก็จะมีการร้องเพลง หรือทางเหนือเรียกว่า จ้อย,ซอ และเล่นดนตรีต่างๆ เช่น ซึง เป็นต้นเมื่อไปถึงบ้านสาวก็จะพูดว่า
ชาย: ขอนั่งนี้สักเค้น
หญิง:เคิ้นเปิ้นมีตี่ค้าง นาฮ้างเปิ้นมีคนไถ ตกบันไดเปิ้นมีคนอุ้ม ตกตุ้มก็เป็นเฮือนนอน
หญิง:ปี้อ้ายมีเจ้าของละก้า
ชาย:บ่มี ๆ ถ้ามีบอกตามซื่อ จะบอกชื่อแหมโตย
การจีบสาวสมัยก่อนก็จะร้องเพลงหรือทางเหนือเรียกว่า จ้อย,ซอ นั้น ก็จะเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต อาชีพต่างๆ ที่ขับร้องเป็นเพลง
เรื่องที่ ๒ ตำนานเรื่องเล่าด้านผี
สำหรับพื้นที่บ้านแม่ใสเหล่าใต้นั้น สมัยก่อนก็จะมีเรื่องผี ก็อย่างเช่น ผีกระสือ ,ผีโพง
สำหรับเรื่องเล่า ผีโพง นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย ออกกินกบ เขียด ในท้องนา บริเวณจมูกจะมีไฟแดงๆ วาบๆ และก็จะมีอาวุธ เช่น มีด สำหรับป้องกันตัว เมื่อผีกระสือหรือผีโพง เข้าสิงผู้คนก็จะเชิญ พ่ออาจารย์มาปราบผี และมีการท่องคาถาเวทย์มนต์ต่างๆ ในส่วนด้านพันธุ์ไม้ ที่ผีกลัว คือ หนามผีกลัว หรือ หนามผีป่าย และใบหนาด
เรื่องที่ ๓ ปั๊บสา หรือ ปั๊กกะตืน หนังสือจดบันทึกต่างๆในสมัยก่อน
ปั๊บสา หรือ ปั๊กกะตืน นั้น ก็คือ หนังสือในการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ,คาถา,หรือประวัติต่างๆที่จดบันทึกไว้ โดยเป็นตัวหนังสือ ล้านนา หรือ คำเมือง บันทึกไว้
ปั๊บสา หรือ ปั๊กกะตืน นั้น ส่วนมากก็จะเป็นคาถา หรือ คำสวด ในการสืบซะตา ,สะเดราะเคราะห์ ,ดูตำราฤกษ์งามยามดีต่างๆ ดูอายุของแต่ละคน ว่า ดีหรือไม่ มีภัย อันตรายอะไรบ้าง และรวมไปถึงเรื่องราวเทศธรรมต่างๆ เช่น พญาปลาช่อน การขอฝน
รูปภาพ ปั๊บสาหรือปั๊กกะตืน
เรื่องที่๔ ภูมิปัญญาท้องถิ่น (การทำตุง,กระบาย,)
พ่อหนานชุม วงศ์ขัติย์ ได้มีการทำภูมิปัญญาท้องถิ่น และของใช้เครื่องครัวรวมไปถึงของใช้ เครื่องใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาเช่น ตุง หรือ ธง เช่น ตุงสามหางใช้ในงานศพ ,ตุงเทพพนมสำหรับประดับหลังพระพุทธรูป เป็นฉากหลัง และทำ มงกุฎหรือกระจุ๋ม สำหรับสวมใส่ของการบวชนาค
รูปภาพ ๑ .ตุงสามหาง ๒ ตุงเทพพนม ๓.กระจุ๋มสำหรับสวมในการบวชนาค
รูปภาพ ๑ .รูปกระบวย ๒ รางวัลนักปราชญ์ชาวบ้าน
เรื่องที่ ๕ ประเพณีในท้องถิ่น
ประเพณีตานก๋วยสลากเป็นการทำบุญทางพระพุทธศาสนาของชาวเหนือ ซึ่งยึดถือปฎิบัติกันมาตั้งแต่ในอดีตซึ่ง ชาวพะเยา จะทำบุญตานก๋วยสลากให้บรรพบุรุษ ที่เสียชีวิตล่วงลับไปแล้ว ทำบุญเพื่ออุทิศบุญกุศให้เจ้ากรรมนายเวร มักจัดงานประเพณีตานก๋วยสลากในวันขึ้น15ค่ำ เดือน10 ถึง แรม15ค่ำเดือน11 ของทุกๆปี เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมเพราะว่างจากการทำมาหากิน และพระสงฆ์ก็จำพรรษาอยู่ที่วัด ข้าวปลาอาหารก็สมบูรณ์ในช่วงเวลานี้ พืชพรรณ ผลไม้ก็หาได้ง่าย ในก๋วยสลากซึ่งประกอบไปด้วย ของที่หาได้ในพื้นที่ ขนมไทยที่ห่อและทำขึ้นเอง ข้าวปลาอาหาร ของแห้ง พริก เกลือ หอมกระเทียม ของใช้ต่างๆ ขนมแห้ง โดยจะถวายก๋วยสลากแก่พระสงฆ์
ก๋วยสลากโดยทั่วไปชาวบ้านมักจะนิยม จัดทำก๋วยสลากอยู่สองประเภท คือ
1 ก๋วยเล็ก เป็นก๋วยที่สารจากไม่ไผ่หรืออื่นๆ ภายในประกอบไปด้วยข้าวปลาอาหาร ของแห้ง พริกหอมกระเทียม ขนมไทย และจะมี ยอด หรือเงิน จำนวนไม่มาก ห้าบาท สิบบาท ยี่สิบบาทเพื่อทำบุญ เป็นต้น
2 ก๋วยใหญ่ จะเป็นก๋วยของคนที่มีฐานะทางเศรฐษกิจดี ซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องไทยธรรม ของใช้มากมาย ตามรูปด้านบน ข้าวปลาอาหารต่างๆนานา มักจะใส่ยอด หรือเงินจำนวนมากจากร้อยบาทขึ้นไป เป็นต้น
เส้นสลาก
เส้นสลากเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องจัดทำเพื่อให้พระสงฆ์ได้อ่าน ข้อความที่ระบุไว้ในเส้นสลากในอดีตใช้การจารในใบลาน แต่ปัจจุบันใช้การเขียนใส่กระดาษ มักเขียนขึ้นด้วยตนเอง
“สุตินัง วะตะ เม ตานัง สะลากะภัตตานัง นิพพานัง ปะระมัง สุขัง” เป็นตน
เพื่อที่เจ้าภาพต้องการเขียนความจำนงจะถวายก๋วยสลากให้แก่ใครก็จะเขียนลงไปในเส้นก๋วยสลาก เมื่อพระสงฆ์ได้รับการถวายก๋วยหรือตานก๋วย ได้อ่านจากเส้นก๋วยสลากและให้พรแก่ญาติยมก็ถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี
ปัจจุบันชาวเหนือคนเมืองเหนือ ชาวพะเยา ก็ยังยึดถือปฏิบัติประเพณีต๋านก๋วยสลากมาจนถึงทุกวันนี้และยังจัดได้ว่าเป็นประณีพื้นบ้านที่ถ่ายถอดมาจากบรรพบุรุษและเป็นประเพณีที่ชาวบ้านได้ร่วมทำบุญทุกบ้านเองได้จัดทำก๋วยสลากเพื่อที่จะนำไปถวายพระสงฆ์ในช่วงที่พระสงฆ์จำพรรษา และเป็นประเพณีที่ชาวบ้านได้ทำกิจกรรมร่วมกันในหมู่บ้านและกับทางวัดเอง เพื่อรวมความสามัคคีของคนในชุมชน ในหมู่บ้าน
ประวัติ
ชื่อ แม่บัวนำ การเร็ว อายุ ๕๙ ปี
อยู่บ้านเลขที่ ๑๗๖/๑ หมู่ที่ ๑๒ ตำบลแม่ใส อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา
เรื่องเล่า การเข้าทรง หรือ ม้าทรง ของ เจ้าปู่พญาลิ้นก่าน
เจ้าปู่พญาลิ้นก่าน นั้นประวัติคร่าวๆที่ได้สอบถามจากการเข้าทรง มีดังนี้ เจ้าปู่พญาลิ้นก่าน นั้นเป็นทหาร มารบได้เมืองลคร หรือ เวียงละกอน ปัจจุบันคือ นครลำปาง นั้น ก็ได้สถาปนา เป็นเจ้าเมือง นามว่า เจ้าพ่อลิ้นก่าน ได้ปกครองเมือง ในสมัยนั้น ต่อมามีศึกสงคราม พม่าบุก ตัวเจ้าพ่อลิ้นก่านและทหารได้หนีมาที่เมืองประตูผา มาพึ่งพาอาศัย หนานข้อมือเหล็ก หรือ เจ้าพ่อข้อมือเหล็ก สำหรับเจ้าพ่อลิ้นก่าน จนถึงแก่ความตาย ด้วยโรคชรา
ด้านการปกครอง หรือ การคดีบ้านเมือง ในสมัยนั้น ก็ปกครองแบบเจ้าเมืองปกครองประชาชนตามธรรมดา ทำมาหากินได้ดี ดินน้ำ อุดมสมบูรณ์ หากินตามธรรมชาติ เก็บผักต่างๆได้ เช่น ผักกูด หน่อไม้ สัตว์ก็จะมี เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ในการปกครองนั้น เมื่อมีศึกสงคราม เมื่อเมืองไหนมีศึก ก็จะส่ง สาร มาหาเมืองที่มีทหารมาก ไปช่วย เมื่อถึงคราที่เมืองตนเองมีศึกก็ส่งสาร ไปเมืองอื่นๆให้มาช่วยบ้าง เมื่อสงครามสงบก็กินอยู่ตาปกติสุข ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอด เมื่อมีโจรผู้ร้าย ก็จะมีการตีไม้ ตีกลอง เจ้าเมืองคือผู้พิพากษาตัดสินคดี ถ้าผิดจริงก็จะประหาร โดยการตัดคอ และเสียบประจาน
ด้านการศึกษาในสมัยก่อน ก็เรียกว่า การจุ่มหมึกจุ่มกา ก็คือ การเขียนหนังสือ ก็จะมีโหราจารย์เป็นผู้สอนหนังสือ เด็ก ๆหรือ คนทั่วไป ที่ไม่ได้ทำงานหรือ ว่างงานก็สามารถมาเรียนได้
ทั้งหมดนี้คือเรื่องเล่าประวัติในสมัยก่อนคร่าวๆที่ได้สอบถาม เจ้าพ่อพญาลิ้นก่าน
สอบถามแม่บัวนำ การเร็ว ด้านม้าทรงเจ้าพ่อพญาลิ้นก่าน
ค่าบริการในการมาดูการทรงร่างและสอบถามต่างๆ นั้น ค่าขันตั้งถาม ๒๕ บาท ค่าขันตั้งนวดยา ๙๙ บาท เมื่อทุกคนมาก็จะมีการ ถามเรื่องราวต่างๆ การเจ็บไข้ได้ป่วย ปัญหาชีวิต ความรัก การทำงาน ต่างๆ และรวมไปถึง การรักษาด้านโรคภัย การนวดเนื้อตัวต่างๆ
สำหรับตัวของแม่ยายบัวนำ การเร็ว นั้นบอกว่า เมื่อเป็นร่างทรงหรือ ม้าทรงของเจ้าพ่อแล้วต้องมีการรักษาศีล ,ไม่ผิดศีล .วันพระจะต้องกิจเจ ไปกินข้าวบ้านศพ ไม่ได้ เมื่อผิดศีล แล้วก็จะเกิดความเจ็บไข้ได้ป่วยไม่สบาย
สำหรับเครื่องคาว ของหวาน เมื่อเจ้าพ่อพญาลิ้นก่าน ได้ทรงร่าง ท่านก็จะกิน เช่น
ใบเหมี้ยง ในสมัยก่อน เรียกว่า ใบเน่า (ถ้าพูดกันแบตลกๆ ก้เรียกว่า โอเล่ดอย)
เหล้าเถื่อน ในสมัยก่อนเรียกว่า สาโท
เหล้าทั่วไป ในสมัยก่อนเรียกว่า น้ำจันทร์
ส่วน เงิน ในสมัยก่อนเรียกว่า ขี้เบี้ย
การศึกษา เรียกว่า จุ่มหมึกจุ่มกา
รูปภาพ การทรงเจ้าพ่อพญาลิ้นก่าน
ประวัติ
ชื่อ พ่อจันทร์ พรหมวิชัย อายุ ๗๐ ปี
อยู่บ้านเลขที่ ตำบลแม่ใส อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา
เรื่องเล่า ขนบทำเนียมประเพณี งานศพ บ้านแม่ใสเหล่าใต้
จากการที่กลุ่มของพวกเราได้ลงพื้นที่สำรวจวิถีชีวิตของชาวบ้าน บ้าน แม่ใสเหล่าใต้ หมู่ที่๑๒ เมื่อวัน อังคาร ที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๖ เราได้เข้าไปสอบถาม พ่อหนาน ชุม วงค์ขัติย์ อายุ ๘๕ปี และพ่อหนาน จันทร์ พรหมวิชัย อายุ ๗๐ ปี ถึงพิธีกรรม งานศพ บ้านแม่ใสเหล่าใต้ หมู่๑๒ ซึ่งวัน อังคาร ที่๑๐ ธันวาคน ๒๕๕๖ ในหมู่บ้านแม่ใสเหล่าใต้มีผู้เสียชีวิตพอดี หรือ ทางภาคเหนือเขานิยมพูดกันว่า (มีบ้านศพ) หรือมีคนตายนั้นเองที่เราได้เดินทางไปนั้น เป็นบ้านศพ ของ แม่อุ้ย สมเลย ยะนา อายุ ๗๒ ปี เสียชีวิต โดย โรคมะเร็ง ในงานศพ หรือ บ้านศพ ก็จะมีพิธีที่แตกต่างไปจะที่อื่น ซึ่งพ่อหนานชุม และ พ่อหนานจันทร์ ก็ได้อยู่ที่บ้านศพ นั้นด้วย ซึ่งในพิธีนั้น ต้องมี พ่อหนานเป็นคนทำพิธี กับพระ ในหมู่บ้านด้วย พ่อหนาน ทั้งสอง ท่านได้เล่าถึงพิธีกรรม ในงานศพ หรือ บ้านศพ ของชาวบ้านแม่ใส เหล่าใต้ ให้ฟัง เมื่อมีคนตาย หรือ เสียชีวิต ในหมู่บ้าน จะต้องจัดพิธีงานศพขึ้นเพื่อเป็นการ ไว้อาลัยแก่คนตายอย่างสมเกียรติ พิธีงานศพของคนในหมู่บ้านแม่ใสเหล่าใต้นั้นจะนิยมนำ ศพของผู้ตาย ไว้บ้าน ไม่เหมือนที่อื่นๆที่นิยมนำศพไว้ที่วัด การที่นำศพผู้ตายไว้ที่บ้านนั้น เชื่อ กันว่าจะได้ให้ผู้ตายได้อยู่บ้านเกิด หรือบ้านของตนเองเป็นครั้งสุดท้ายนั้นเอง ในพิธีนั้นก็จะมีการนับวันเสียหรือที่ทางเหนือเรียกว่า วันเสียศพ หรือวันสุดท้ายของงานศพนั้นเอง
การนับวันนั้นก็จะนับตามเดือน ของชาวเหนือ สมุดว่ามีคนตาย ในบ้านพ่อหนานและพระที่วัด ท่านก็จะหาวันดี วันเสีย ใน ปับสา หรือ ทางเหนือเรียกว่า ปั๊กกะตืน ให้ ถ้าตรงกับวันพระ วันศีล จะไม่นิยม เสียศพ หรือเผาศพกัน ชาวบ้านแม่ใสเหล่าใต้เขาถือแบบนั้น เพราะมันเป็นการปลุกผีดีๆ นั้นเอง และทำให้วิญญาณ ไม่ไปพุดไปเกิด พิธีศพในหมู่บ้านแม่ใสเหล่าใต้ นิยมเก็บศพไว้ ประมาณ สามวัน พิธีการจัดศพ ก็จะมีตู้บริจาคเพื่อให้ญาติมิตรสหาย ที่อยู่ต่างแดนและชาวบ้านที่มาร่วมงานได้มาร่วมทำบุญในครั้งนี้ด้วย และเจ้าภาพหรือ ลูกๆหลาน ก็จะมี บ้านตาน หรือ เฮือนตาน และสิ่งของต่างๆที่เตรียมไว้ให้กลับผู้ตาย เชื่อว่าผู้ตายได้นำไปใช้ในแดนสวรรค์ ทุกคืนก็จะมีการเทศนาธรรม หรือ เต๊ดสะนาธรรม ในภาษาคำเมือง เพื่อ สอนคนรุ่นหลังว่าการเกิดแก่เจ็บตาย มันเป็น ของธรรมดา และวันสุดท้ายจะมีการจัดแต่ง “ปราสาท” ใส่ศพประดับประดาด้วยดอกไม้สดหรือ แห้งให้แลดูสวยงาม นับว่าเพื่อเป็นการยกย่องผู้ตายให้ได้ขึ้นไปสู่สรวงสรรค์ชั้นฟ้า เป็นวัฒนธรรมที่รับมาจากเมืองเชียงรุ้งแห่งสิบสองปันนา ซึ่งถือว่าเป็นต้นตระกูลไทแต่ดั่งเดิม
วันสุดท้าย ที่จะได้ทำศพ ขึ้นสู่ ปราสาท จะมีพ่อหนาน และ พระ มาทำพิธี ตัด หรือการ ตัดกรรม เป็นการตัด บ้าน ไม่ให้ผีมันจำบ้าน ขึ้นบ้าน หรือ กลับบ้าน ไม่ได้ และจะมีการ ทำบุญ บ้านต๋าน หรือ เฮือนต๋าน พร้อมกับตัว ปราสาท ด้วย เสร็จจากพิธีแล้วก็จะให้ญาติๆ ลูกๆหลานๆ ได้นำศพ ขึ้นสู่ตัว ปราสาท ที่ได้เตรียมไว้ ในคืนสุดท้ายก็จะมีการ เทศนาธรรม หรือ เต๊ดสะนาธรรม ในภาษาเหนือ ต่อเป็นครั้งสุดท้าย จะมีการสวด ผ้าบังสุกุล ทางเจ้าผ้าก็จะได้เชิญ ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ หรือ คนเฒ่าคนแก่ เป็นตัวแทนในการ ทอดผ้าบังสุกุล ในครั้งนี้ด้วย เสร็จจากนี้แล้ว ก็จะมี มหรสพมีทั้ง การเล่นดนตรี พื้นเมือง หรือ ทางภาคเหนือเรียกว่า สะล้อซอซึง นั้นเอง และมีการเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อตอบแทน ญาติมิตรสหาย ที่เดินทางมาจากต่างแดน ในครั้งนี้ด้วย เมื่อ ถึงตอนเช้า ของวันสุดท้ายวันที่จะได้นำร่างของผู้ตาย ไปทำพิธี ชาปนกิจ ที่ป่าช้า ความเชื่อในเรื่อง ป่าช้า ของชาวบ้านแม่ใสเหล่าใต้ นั้น ป่าช้า ในหมู่บ้านจะนิยมสร้างไว้ไกลๆ หมู่บ้านและต้องสร้างไว้ทางใต้ของหมู่บ้านด้วย การสร้างป่าช้านั้น เตาเผาศพจะไม่เหมือนที่อื่นๆ มันจะเป็นเตาเผาแบบโบราณธรรมดา ไม่เหมือนที่ไหนๆ ที่เป็นเมรุ ในตอนเช้านั้น ก็จะมีการทำบุญตักบาตร เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ไปหายังผู้ตาย เมื่อเวลา ประมาณ ๙ โมงเช้า ถึง๑๑โมง ทางเจ้าภาพก็จะได้เชิญพ่อหนาน และพระสงฆ์ มาทำพิธีต่อไป เสร็จแล้ว ก็จะถวาย ภัตตาหารแก่พระสงฆ์ และ เลี้ยงอาหารเที่ยง แก่ญาติมิตรหาร และชาวบ้าน ที่มาร่วมงาน เสร็จ การพักรับประทานอาหารเที่ยง เสร็จแล้ว ก็ได้เคลื่อน ศพ ปราสาท ไปยังป่าช้า ของหมู่บ้าน ในการเคลื่อนศพ ปราสาท ไปยังป่าช้านั้น จะต้องมีพระสงฆ์ นำหน้า หรือ อาจจะเป็นลูกๆหลานๆที่บวดให้นำหน้า ก็ได้ และจะมีขบวนชาวบ้านที่มาร่วมงานช่วยจูงหรือ ลาก ศพ ปราสาท ไปชังป่าช้าเป็นขบวนอีกด้วย เชื่อว่าจะได้ส่งผู้ตาย ไปยังสวรรค์ ซึ่งทางป่าช้า ทางเช้าภาพ ได้ ไปเตรียมที่ไว้รอแล้ว ก็จะมีพวกน้ำดื่ม ของขบเคี้ยว เพื่อไว้ต้อนรับ ญาติผู้ใหญ่ ที่ได้มาร่วมในพิธีในครั้งนี้ด้วย และ จัดฝืนที่เตาเผา
ให้ดุสวยงามเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้วายชน หรือผู้ตาย นั้นเอง เมื่อ ขบวน ศพ ปราสาท มาถึงยังป่าช้า แล้วก็จะมีการ ถ่ายรูปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ญาติ พี่ น้อง ครอบครัว มิตรสหาย ถ่ายไว้เป็นที่ระลึก ไว้เพื่อนึกถึงผู้ตาย ยังมีชีวิตอยู่ จากนั้นก็จะมีการทำพิธี กรรมต่อไป เสร็จจากการทำพิธีกรรมเสร็จสิ้นแล้ว ทางลูกๆหลานๆ ก็จะได้นำ ศพ หรือ ร่างของผู้ตาย และปราสาท ขึ้นสู่เตาเผา และทำพิธีอีกครั้งหนึ่ง เป็นพิธีตัดกรรม อีกครั้งหนึ่ง ที่เคยทำที่บ้านมาก่อนแล้ว แต่จะไม่เหมือนกัน ที่ป่าช้าคือ การทำพิธีตัด ลุกๆหลานๆ ญาติมิตรสหาย หรือ สามี ภรรยา เพื่อจะไม่ให้ ผู้วายชน หรือ ผู้ตายห่วงอีกต่อไป เสร็จสิ้นแล้ว ก็เป็นพิธีวางดอกไม้จัน เป็นพิธีสุดท้าย แล้ว ทำพิธีชาปนกิจ ต่อไป เป็นอันเสร็จพิธี
เมื่อถึงรุ่งเช้าของอีกวันหนึ่ง ลูกๆหลานๆ ก็ไปเก็บกระดูก ที่ป่าช้า เพื่อนำไปเก็บไว้ที่วัด เพื่อ รอทำพิธีกันต่อไป ทางบ้านก็จะมีการ ทำบุญ ทางภาคเหนือเรียกว่า การสู่เข้าเหล่าขวัญ การล้างผาม เพื่อเป็น ศิริมงคลแก่ลูกๆหลานๆ ต่อไป ต่อจากนี้ก็จะมีการทำบุญ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปยังผู้ตายทุกปี
ภาคผนวก

ไม่มีที่ใดปราศจากเรื่องเล่า
ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้
...
ชื่นชม ครับ
ขอขอบคุณมากครับผม