อาจจะงงว่า ชื่อทีเชอร์อะไร Hen เกี่ยวกับแม่ไก่รึเปล่า แต่ฟัง ๆ ดูทีเชอร์ออกเสียงแล้ว จับความได้ว่า เอ็นโน!

วันนี้ (6 มิ.ย. 2557) เป็นวันแรกที่ได้มีโอกาสมา observe ทีเชอร์เอ็นโน เนื่องจากโรงเรียนถูกสั่งปิดโรงคณะ คสช. ต่อมาก็ไปอบรม จนเพิ่งจะได้มา แต่! พอมาแล้วก็พบว่าชนกับครูอีกคน ก็เลยต๊กกะใจว่าทำไมได้ observe ชนกัน แต่ก็อาจจะเป็นการดีที่มีครูอีกคน observe อยู่ในช่วงที่ผู้เขียนไม่ได้มาทำหน้าที่ จึงได้ตกลงกันว่าจะสลับกันมา observe สรุป...วันนี้เป็นคิวของผู้เขียนเอง ฮ่า ๆ

ในใจคิดว่าทีเชอร์เอ็นโนก็น่าจะงงว่า ทำไมยูถึงได้มาอ๊อบเสิบไอล่ะ?? แต่ก่อนไม่ใช่ยูนะ!...อะไรประมาณนี้ แต่ก้ไม่เป็นไรหรอก

เท่าที่สังเกตดู ทีเชอร์เอ็นโนใช้พลังช้างสารไปกับการสอนมาก เน้นพูดตลอด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีที่นักเรียนจะได้หัดฟังภาษาอังกฤษ โดยทีเชอร์ดอ็นโนก็พูด...พูด...พูด...ประกอบ PPT ยังดีที่มีคำศัพท์ประกอบขึ้นมาบ้าง เพื่อให้นักเรียนตามได้ทัน แต่ในความรู้สึกอีกด้านหนึ่งนั้นก็คือ...ภาวะความรู้ล้นสมอง กล่าวคือ ครูรัวภาษาอังกฤษมากเกินไป

แต่ด้วยความบังเอิญ ผู้เขียนได้มาพบกับดาวเด่นของห้องคนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาภาษาอังกฤษให้สูงขึ้นต่อไป เพื่อนำไปประกวดแข่งขัน ชิงรางวัล (ซึ่งเป็นเรื่องที่หลาย ๆ โรงเรียนไขว่คว้ามาประดับไว้อยู่แล้ว) แน่นอนว่า...ไม่รอช้าที่จะบอกกับนักเรียนคนนั้นว่า "May I have your phone number?" แรก ๆ นักเรียนคนนั้นทำหน้างง แล้วเอ่ยถามเบา ๆ ว่า "phone?" เพื่อเลยกระซิบข้างหูว่า "โทรศัพท์มั้ง" ครูก็เลยเออออไปตามระเบียบ ซึ่งนักเรียนก็หันหน้ามามองอีกเพื่อให้มั่นใจว่า ครูจะขอเบอร์โทรหนูใช่ไหม? (แต่ไม่ใช่เอาไปแลกใจแน่นอน ฮ่า ๆ) สุดท้ายก็ได้มา...

เรื่องที่สอนวันนี้คือ lesson หรือ course (ชื่อวิชา) เช่น Art, Geography, Math, Science, PE, etc. ด้วยความที่ครูใช้สำเนียง BrE ซึ่งออกเสียงคล้ายวิธีออกเสียงที่นักเรียนไทยได้รับการสอนมา ไม่เหมือนทีเชอร์เจนนาที่ปะปนไปด้วย tap

ทีเชอร์เอ็นโนแจกใบงาน (to spread the worksheet) ซึ่งนับว่าเป็นนวัตกรรมในการ "เรียน" ของประเทศไทยมาอย่างช้านานมากแล้ว แต่ก็ถือว่าค่อนข้างได้ผลสำหรับการ "ติว" (เพื่อเพิ่มคะแนน ONET ของโรงเรียนตามนโยบายของส่วนกลาง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้เรียนควรจะมีความรู้พื้นฐานในรายวิชาต่าง ๆ มาด้วย (อย่างน้อยก็ต้องอ่านออกเขียนได้ literacy)

ในใบงานของทีเชอร์เอ็นโน (เท่าที่กวาดสายตาดูคร่าว ๆ จากการเดินดูรอบ ๆ ห้องช่วยครูดูแลนักเรียน) มีประมาณ 5 exercises อันแรก เป็น word puzzle ให้หาชื่อวิชา 10 วิชา สิ่งที่ surprise ผู้เขียนมาก ๆ คือ เมื่อถามว่า "ได้กี่วิชาแล้วคะ" นักเรียนก็ตอบตามที่หาได้ (นับก่อนตอบด้วย) พอถามต่อว่า "ครูให้หากี่ชื่อ" นักเรียนส่ายหน้า / นิ่ง / ทำหน้างง ผู้เขียนจึงถามต่อไปว่า "อ่านคำสั่งรึเปล่า" "คำสั่งอยู่ไหน" !!! คงไม่ต้องพูดอะไรมาก คิดว่าครูหลาย ๆ ท่านคงจะประสบพบเจอเหตุการณ์นี้อยู่เนือง ๆ ไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร มันเกิดจากการที่ครู "บอก" ทุกสิ่งทุกอย่างรึเปล่า จนผู้เรียนไม่เคยที่จะ "ใฝ่รู้ใฝ่เรียน" ด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่เป็นไร...ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ อย่างน้อย นักเรียน (ในวันนี้) ก็ก้มลงไปอ่านคำสั่งอีกครั้ง แล้วรู้ว่า...นักเรียนต้องหาชื่อวิชา 10 วิชา

รัชพล มาลาศิลป์

7 มิ.ย. 2014