เรื่องทูรนิทาน(อาจารย์ สุภัชชา พันเลิศพาณิชย์)
บัดนี้จะเล่าเรื่องทูรนิทาน(เรื่องไกล)ต่อไป
พระคันถรจนาจารย์ประพันธ์ไว้เป็นคาถาว่า
เสโล ภาโส ชโย รุจิ จตุโร จ อสํเขยฺเย
กปฺเป จ สตสหสฺเส ปตฺถนา กายวาจิกาฯ
แปลว่า
อสงไขย ๔ คือ เสละอสงไขย ๑ ภาสะอสงไขย ๑ ชยะอสงไขย ๑ รุจิอสงไขย ๑
การปรารุนาเป็นพระพุทธด้วยกายและวาจามีใน ๔ อสงไขยแสนกัป ฯ
อสงไขยทั้ง ๔ นั้น เมื่อสัพพผาละอสงไขยสิ้นสุดลงแล้ว ก็มาถึงเบื้องต้นเสละอสงไขยซึ่งเป็นอสงไขยแรกของ ๔ อสงไขยนั้น ก่อนที่จะถึง ๔ อสงไขยแสนกัปนั้น มีกัปหนึ่งชื่อสารมัณฑกัป มีพระพุทธเสด็จอุบัติ ๔ พระองค์ คือ พระตัณหังกร ๑ พระเมธังกร ๑ กระสรณังกร ๑ พระทีปังกร ๑
ในพระพุทธ ๔ พระองค์นั้น พระโพธิสัตว์ตัณหังกร บำเพ็ญบารมี ๑๖ อสงไขยแสนกัปมาแล้ว ทรงเกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางสุนันทา อัครมเหสีของพระเจ้าอนันท ในนครบุปผวดี ครองฆราวาสอยู่ ๑oooo ปี เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงกระทำความเพียรอยู่ ๗ วัน ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธที่โคนต้นพญาสัตบรรณ(ต้นตีนเป็ดขาว)ดำรงพระชนม์อยู่ ๑ooooo ปี จึงปรินิพพาน
ในสมัยอื่น ต่อจากนั้นมา พระโพธิสัตว์เมธังกร บำเพ็ญบารมีแล้ว ทรงเกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางยโสธรา อัครมเหสีของพระเจ้าสุเมธ ในนครเมขละ ครองฆราวาสอยู่ ๘ooo ปี เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงกระทำความเพียรอยู่ประมาณ ๑ เดือน ได้ตรัสรู้เปป็นพระพุทธที่โคนต้นปาคลี(ต้นแคฝอย) ดำรงพระชนม์อยู่ ๙oooo ปี จึงปรินิพพาน
ต่อจากนั้นมา พระโพธิสัตว์สรณังกร บำเพ็ญบารมีมาแล้ว ทรงเกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางยสวดี อัครมเหสีของพระเจ้าสุมงคล ในนครสุวิบุล ครองฆราวาสอยู่ ๗ooo ปี เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงกระทำความเพียรอยู่ประมาณ ๑ เดือน ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธที่โคนต้นปาคลี
(ต้นแคฝอย) ดำรงพระชนม์อยู่ ๘oooo ปี จึงปรินิพพาน
เพราะเหตุที่พระโพธิสัตว์ของเรา กระทำอธิการในสำนักของพระพุทธทั้ง ๓ พระองค์นั้นมาแล้ว แต่ก็ยังมิได้รับคำพยากรณ์ เพราะธรรมสโมธาน ๘ อย่าง ยังไม่ครบองค์บริบูรณ์ เพราะฉะนั้นขอให้ทราบว่า พระพุทธทั้ง ๓ องค์นี้ เกินจำนวนพระพุทธ ๓๘๗ooo พระองค์ จึงต้องจัดไว้ในเรื่องอติทูรนิทาน(ไม่ใข่เรื่องทูรนิทาน)
สมัยต่อมาอีก พระโพธิสัตว์ทีปังกร บำเพ็ญบารมี ๑๖ อสงไขยแสนกัปมาแล้วทรงเกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางสุเมธา อัครมเหสีของพระเจ้าสุเทวจัฉะ ในนครรัมมวดี ครองฆราวาสอยู่ ๑oooo ปี ทรงช้างต้นเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงกระทำความเพียรอยู่ ๑o เดือน ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธที่โคนต้นปีปผลิ (ต้นเลียบ) ดำรงพระชนม์อยู่ ๑ooooo ปี ปรินิพพานที่สวนนันทาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นพราหมณ์ชื่อสุเมธอยู่ในเมืองอมรวดี สละทรัพย์หลายโกฏิเพื่อถวายทานแล้วบรรพชาเป็นฤษีที่ภูเขาธรรมิกใกล้ป่าหิมพานต์ ได้สำเร็จกำลังอภิญญา ท่านได้คว่ำหน้าคู้ตัวลงนอนในโคลนเพื่อให้พระผู้มีพระภาคทีปังกร พร้อมด้วยพระภิกษุ ๔ooooo ที่แวดล้อมเหยียบไปบนร่าง(ไม่ต้องเปื้อนโคลน) เมื่อท่านนอนลงบนแผ่นดินแล้ว เกิดความปริวิตรขึ้นอย่างนี้ ซึ่งท่านประพันธ์ไว้เป็นคาถาดังนี้
อิจฺฉมาโน โสหํ อชฺช กิเลเส ฌาปเย มม
กิมฺเม อญฺญาตกเวสน ธมฺมํ สจฺฉิกเตนิธ
สพฺพญฺญุตํ บาปุณิตฺวา พุทฺโธ เหสฺสํ สเทวเก
กิมฺเม เอเกน ติณฺเณน ปุริเสน ถามทสฺสินา
สพฺพญฺญุตํ ปาปุณิตฺวา สนฺตาเรสฺสํ สเทวกํ
อมินา อธิกาเรน กเตน ปุริสุตฺตเม
สพูพญฺญุตํ ปาปุณามิ ตาเรมิ ชนตํ พหํ
สํสารโสตํ ฉินฺทิตฺวา วิทฺธํเสตฺวา ตโย ภเว
แปลว่า
เราปรารถนาเผากิเลสของเราให้สิ้นไปในวันนี้(อาจทำได้)แต่จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเป็นพระอรหันต์ เรากระทำให้แจ้งซึ่งสัจจธรรมในโลกนี้ บรรลุสัพพัญญุตญาณ เป็นพระพุทธในโลกนี้กับทั้งเทวโลก จะดีกว่าประโยชน์อะไรด้วยการข้ามพ้นคนเดียว ด้วยกำลังและทัสสนะของบุรุษ เราจักบรรลุสัพพัญญุตญาณ ช่วยเทวดาและมนุษย์ให้ข้ามพ้นได้ด้วย ด้วยอธิการที่เราได้กระทำไว้แล้วในพระพุทธผู้เป็นอุดมบุรุษนี้ ขอให้เราได้บรรลุสัพพัญญุตญาณ ช่วยประชุมชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้น เราจักตัดกระแสโลก ทำลายภพทั้งสาม ขึ้นสู่ธรรมนาวา(สำเภาธรรม) บรรทุกเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ให้ข้ามพ้นสังสารวัฏ ฯ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทีปังกร ตรัสพยากรณ์ว่า จากนี้ไปถึงที่สุด ๔ อสงไขยแสนกัปฤษีสุเมธตนนี้ จักเป็นพระพุทธในโลกทรงพระนามว่า โดดม
พระโพธิสัตว์ เข้าป่าหิมพานต์แล้วเจริญณานไม่เสื่อม ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก พระพุทธทีปังกร เป็นผู้พยากรณ์องค์แรก
เมื่อสารมัณฑกัปล่วงไปแล้ว มาถึงอสงไขยหนึ่ง ชื่อเสละอสงไขย เมื่อสิ้นสุดเสละอสงไขยมาถึงกัปหนึ่งชื่อสารกัป ในสารกัปนี้ มีพระศาสดาองค์เดียวเท่านั้น ทรงพระนามโกณฑัญญะเสด็จอุบัติขึ้นมา พระพุทธโกณฑัญญะนั้น บำเพ็ญบารมี ๑๖ อสงไขยแสนกัปมาแล้ว ทรงเกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางสุชาดาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้าสุนันท ในนครรัมมวดี ครองฆราวาสอยู่ ๑oooo ปี ได้ตรัสรู้สัพพัญญุตญาณที่โคนต้นสาลกัลยาณี(ต้นขานาง) ดำรงพระชนม์อยู่ ๑ooooo ปี ปรินิพพานที่สวนจันทาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นพระราชาจักรพรรดิ ทรงพระนามว่า พระเจ้าวิชิตาวี เสวยราชสมบัติอยู่ในนครจันทวดี พระองค์ได้ถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์แสนโกฏิองค์ มีพระพุทธเป็นประมุข ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จากนี้ไปในอนาคตรถึงที่สุด ๓ อสงไขยแสนกัป พระราชาจัรพรรดิผู้นี้ จักเป็นพระพุทธทรงพระนามว่า โดดม แล้ว ทรงแสดงธรรมโปรดพระราชาจักรพรรดิ พระราชาจักรพรรดิทรงสดับธรรมกถาของพระศาสดาแล้ว ทรงมอบราชสมบัติเสด็จออกบรรพชา ได้อภิญญา ๕ มีฌานไม่เสื่อม ทรงอุบัติในพรหมโลก พระพุทธโกณฑัญญะ เป็น (ผู้พยากรณ์) องค์ที่ ๒
ครั้นสารกัปนั้นล่วงไปแล้ว มาถึงอสงไขยหนึ่ง ชื่อภาสะอสงไขย เมื่อสิ้นภาสะอสงไขยแล้ว ก็มาถึงสารมัณฑกัป ในสารมัณฑกัป กัปเดี๋ยวนี้ มีพระพุทธทรงอุบัติ ๔ พระองค์ คือ พระพุทธมงคล ๑ พระพุทธสุมน ๑ พระพุทธเรวัต ๑ และ พระพุทธโสภีต ๑ ใน ๔ พระองค์นั้น พระพุทธมงคล บำเพ็ญบารมี ๑๖ อสงไขยแสนกัปมาแล้ว เกิดเป็นพระราชาโอรสของพระนางอุตตราเทวี อัครมเหสีของพระเจ้าอุตตระ ในนครอุตตระ ครองฆราวาสอยู่ ๙ooo ปี ทรงม้าเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงกระทำความเพียรอยู่ ๘ เดือน บรรลุสัพพัญญุตญาณที่โคนต้นบุนนาค ดำรงพระชนม์อยู่ ๙oooo ปี ปรินิพพานที่สวนเวสสภู
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ บังเกิดเป็นพราหมณ์ชื่อสุรุจิ อยู่ในหมู่บ้านสุรุจิพราหมณ์ได้ถวายทานแก่พระภิกษุแสนโกฏิองค์ มีพระพุทธเป็นประมุข พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า จากนี้ไปถึงที่สุด ๒ อสงไขยแสนกัป สุรุจิพราหมณ์ผู้นี้ จักเป็นพระพุทธทรงพระนามว่า โดดม ฝ่ายสุรุจิพราหมณ์โพธิสัตว์นั้น ได้อภิญญา ๕ มีฌานไม่เสื่อม ทรงอุบัติในพรหมโลก พระพุทธมงคล เป็น ผู้พยากรณ์ องค์ที่๓
เมื่อพระผู้มีพระภาคปรินิพานแล้ว ในกาลต่อมาอีก คราวที่อายุของมนุษย์ ๙oooo ปี เป็นอายุขัย แล้วลดลงมาโดยลำดับเหลืออายุ ๑o ปีเป็นอายุขัย แล้วจากอายุ ๑o ปีเจริญขึ้นไป โดยลำดับถึงอายุอสงไขยปีเป็นอายุขัย แล้วกลับลดลงมาอีกโดยลำดับถึงอายุประมาณ ๙oooo ปี เป็นอายุขัย ในคราวนั้น พระโพธิสัตว์ทรงนามว่า สุมน บำเพ็ญบารมีมาแล้ว เกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางสิริมาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้าสุทัต ในนครเมขละ ครองฆราวาสอยู่ ๙ooo ปี ทรงช้างต้นเสด็จออกมาหาภิเนษกรมณ์ ทรงกระทำความเพียรอยู่ ๑o เดือน ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธที่โคนต้นบุนนาค ดำรงพระชนม์อยู่ ๙oooo ปี ปรินิพานที่สวนอังคาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เกิดเป็นพญานาคชื่อ อตุละ อกมาจากเมืองนาค กระทำสักการใหญ่ยิ่งแก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเป็นประมุข ทรงผู้มีพระภาคสุมน ตรัสพยากรณ์พญานาคอตุละนั้น โดยนัยดังกล่าวแล้ว พระพุทธสุมน เป็น ผู้พยากรณ์ องค์ที่ ๔
เมื่อพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว ในกาลต่อมาอีก คราวที่อายุของมนุษย์ ๙oooo ปี เป็นอายุขัย แล้วลดลงมาโดยลำดับเหลืออายุ ๑o ปี เป็นอายุขัย แล้วจากอายุ ๑o ปี เจริญขึ้นไปโดยลำดับถึงอายุอสงไขยปีเป็นอายุขัย แล้วลดลงมาอีกประมาณ ๖ooo ปีเป็นอายุขัย ในคราวนั้น พระโพธิสัตว์ทรงพระนามว่าเรวัต บำเพ็ญบารมีมาแล้ว เกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางวิปุลาเทวี อัครมเหสีพระเจ้าวิปุล ในนครสุธัญญวดี ครองฆราวาสอยู่ ๖ooo ปี ทรงราชรถเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงบำเพ็ยเพียรอยู่ ๗ เดือน ได้ตรัสรู้ที่โคนต้นบุนนาค ดำรงพระชนม์อยู่ ๖oooo ปี ปรินิพานในเมืองหลวง
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เกิดเป็นพราหมณ์ชื่อ อติเทวะ ได้สรรเสริญพระคุณของพระพุทธเรวัตแล้วถวายจีวรห่ม พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จากนี้ไปในอนาคตถึงที่สุด ๒ อสงไขยแสนกัป พราหมณ์อติเทวะนี้ จักเป็นพระพุทธในโลก ทรงพระนามว่า โดดม ดังนี้ พระพุทธเรวัต เป็น ผู้พยากรณ์องค์ที่ ๕
ต่อจากพระพุทธเรวัตแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงพระนามว่าโสภีต บำเพ็ยบารมี ๔ อสงไขยแสนกัปมาแล้ว เกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางสุธรารมาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้าสุธรรมในนครสุธรรม ครองฆราวาสอยู่ ๙ooo ปี เสด็จไปทั้งปราสาท (คือลอยไปทั้งปราสาท) ออกมหาภิเนษกรมณ์ กระทำความเพียรอยู่ ๗ วัน ได้ตรัสรู้ที่โคนต้นบุนนาค ดำรงพระชนม์อยู่ ๙oooo ปี ปรินิพพานที่สวนสีหาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เกิดเป็นพรามณ์ในเมืองรัมมวดี ชื่อ สุชาต ได้ถวายมหาทานแก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเป็นประมุข พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์พราหมณ์สุชาตนั้นว่า ในอนาคต พราหมณ์สุชาต จักเป็นพระพุทธทรงพระนามว่า โดดม ดังนี้ พระพุทธโสภีต เป็นผู้พยากรณ์องค์ที่ ๖
เมื่อสารมัณฑกัปนั้นสิ้นไปแล้ว มาถึงอสงไขยหนึ่งชื่อ ชยะอสงไขย เป็นสุญญะอสงไขย คือไม่มีพระพุทธมาตรัส เมื่อสุญญะอสงไขยล่วงไปแล้ว มาถึงกัปหนึ่งชื่อ วรกัป ในวรกัปเดียวนั้น มีพระพุทธเสด็จอุบัติ ๓ พระองค์ คือ พระพุทธอโนมทัสสี ๑ พระพุทธปทุม ๑ และพระพุทธนารท ๑ ทั้ง ๓ พระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคอโนมทัสสี บำเพ็ญบารมี ๑๖ อสงไขยแสนกัปมาแล้ว เกิดเป็นพระราชาโอรสของพระนางยโสธราเทวี อัครมเหสีของพระเจ้ายสวันต์ ในนครจันทวดี ครองฆราวาสอยู่ ๑oooo ปี ทรงเสลียงเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทำความเพียรอยู่ ๑o เดือน ได้ตรัสรู้ที่โคนต้นรกฟ้า ดำรงพระชนม์อยู่ ๑ooooo ปี ปริริพพานที่สวนธรรมาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นยักษ์ตนหนึ่ง มีตำแหน่งเป็นเสนาบดี ได้เนรมิตมณฑปงามเลิศ ถวายมหาทานแก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเป็นประมุข พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ยักษ์เสนาบดีตนนั้นว่า ในอนาคตเมื่อสิ้น ๑ อสงไขยแสนกัปแล้ว มนุษย์มีอายุถอยลงมาโดยลำดับถึง ๑o ปีเป็นอายุขัย แล้วเจริญขึ้นถึงอายุ ๑ อสงไขยปีเป็นอายุขัย แล้วลดลงมีอีกเหลือ ๑ooooo ปี เป็นอายุขัย สมัยนั้น พระศาสดาทรงพระนามปทุม บำเพ็ญบารมีมาแล้ว เกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางอสมาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้าอสมะ ในนครจัมปกะ ครองฆราวาสอยู่ ๑oooo ปี ทรงราชรถเทียมม้าเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงกระทำความเพียรอยู่ ๘ เดือน ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธที่โคนต้นมหาโสณก(ต้นคำมอก) ดำรงพระชนม์อยู่ ๑ooooo ปี ปรินิพพานที่สวนธรรมาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เกิดเป็นพญาเนื้อ คือ ราชสีห์ เห็นพระผู้มีพระภาคประทับเข้านิโรธสมาบัติอยู่ในป่า ๗ วัน จึงนมัสการกระทำประทักษิณแล้วบันลือเสียงขึ้น ๓ ครั้ง นั่งเฝ้าพระองค์อยู่ พระศาสดาตรัสพยากรณ์ราชสีห์นั้นว่า ในอนาคต ราชสีห์ตัวนี้ จักเป็นพระพุทธทรงพระนามว่า โดดม ดังนี้ พระพุทธปทุม เป็น ผู้พยากรณ์องค์ที่ ๘
เมื่อพระพุทธปทุมปรินิพพานแล้ว คราวที่มนุษย์มีอายุขัยลดลงแล้วเจริญขึ้น ในที่สุดมนุษย์มีอายุ ๙oooo ปี เป็นอายุขัย โดยนัยดังกล่าวมาแล้ว ครั้งนั้น พระศาสดาทรงพระนามนารทบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยแสนกัป เกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางอโนมาเทวี
ในนครธัญญวดี ครองฆราวาสอยู่ ๙oooo ปี เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงกระทำความเพียรอยู่ ๗ วัน ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธโคนต้นมหาโสณก(ต้นคำมอก) ดำรงพระชนม์อยู่ ๙oooo ปี ปรินิพพานที่สวนธรรมาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ บวชเป็นฤษี ได้ถวายมหาทานและบูชาด้วยไม้จันทน์แดงแก่พระพุทธพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์บริวาร พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ฤษีตนนั้นว่า ในอนาคต ฤษีตนนี้จักเป็นพระพุทธทรงพระนามว่า โดดม ดังนี้ พระพุทธนารท เป็น ผู้พยากรณ์องค์ที่ ๙
เมื่อวรกัปนั้นสิ้นไปแล้ว ต่อมาถึงสงไขยหนึ่ง ชื่ออรุจิอสงไขย เป็นสุญญะอสงไขย คือ ไม่มีพระพุทธมาตรัส กัปที่พระพุทธทั้งหลาย มี พระตัณหังกร พระโกณฑัญญะ พระมงคล พระอโนมทัสสี เป็นต้น เสด็จอุบัตินั้นไม่ได้อยู่ภายในอสงไขยทั้ง ๔ คือ เสละอสงไขย ภาสะอสงไขย ชยะอสงไขย และรุจิอสงไขย ก็จริง แต่ทว่า กัปเหล่านั้นได้นับเนื่องเข้าในอสงไขย ทั้ง ๔ มีเสละอสงไขยเป็นต้น ทั้งนี้เพราะกัปเหล่านั้น ล้วนแต่มีอยู่สูงสุดอสงไขยเหล่านั้น เพราะฉะนั้น ขอให้ทราบว่า ๔ อสงไขยนี้ มีพระพุทธเสด็จอุบัติ ๑๒ พระองค์
เมื่อสิ้นรุจิอสงไขยแล้ว จากนี้มาย่างเข้าเบื้องต้นแสนกัป มีกัปหนึ่งชื่อสารกัป ในกัปนี้มีพระศาสดาองค์เดียวเท่านั้น ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เสด็จอุบัติขึ้น พระปทุมุตตระนั้นบำเพ็ญบารีมาแล้ว เกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางสุชาดาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้าสุนันทในนครหงสวดี ครองฆราวาสอยู่ ๑oooo ปี เสด็จไปทั้งปราสาท(คือลอยไปทั้งปราสาท)ออกมหาภิเนษกรมณ์ กระทำความเพียร อยู่ ๗ วัน บรรลุสัพพัญญุตญาณ ตรัสรู้เป็นพระพุทธที่โคนต้นสลฬ(ต้นสน)ดำรงพระชนม์อยู่ ๑ooooo ปี ปรินิพพานในสวนนันทาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ มีชื่อว่าชฏิล เป็นราษฎรชาวเมืองหลวง ได้ถวายมหาทาน คือ ผ้าจีวรพร้อมด้วยภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเป็นประมุข พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์พระโพธิสัตว์ชฏิลนั้นว่า ในอนาคตที่สุดแสนกัป บุรุษผู้นี้ จักตรัสเป็นพระพุทธทรงพระนามว่า โดดม ดังนี้
อนึ่ง สารกัปนี้ ในบาลีกล่าวว่าเป็นมัณฑกัปนั่นเอง เพราะเหตุว่าสารกัปนั้น เหมือนมัณฑกัปที่ประดับตกแต่งด้วยคุณสมบัติ พระพุทธปทุมตตระ เป็นพยากรณ์องค์ที่ ๑o
ต่อมา ณ กาลครั้งหนึ่ง พระพุทธเสด็จอุบัติขึ้นมา ๖๙ooo พระองค์ และต่อจากนี้มาย่างเข้าเบื้องต้น ๓oooo กัป ในมัณฑกัปเดียวนั่นเอง มีพระพุทธเสด็จอุบัติขึ้นมา ๒ พระองค์ คือ พระพุทธสุเมธ ๑ พระพุทธสุชาต ๑ พระพุทธ ๒ พระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคสุเมธบำเพ็ญบารมีมาแล้ว บังเกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางสุทัตตาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้าสุทัต ในนครสุทัสสนะ ครองฆราวาสอยู่ ๙ooo ปี ปรินิพพานที่สวนเมธาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็ฯมานพชื่อ อุตตระ บริจาคทรัพย์ ๘o โกฏิ ถวายมหาทานแก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเป็นประมุข พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์มานพนั้นว่า มานพอุตตระนี้ จักเป็นพระพุทธในเวลาอีก ๓oooo กัป พระพุทธสุเมธเป็นผู้พยากรณ์องค์ที่ ๑๑
ในมัณฑกัปนั้นเอง เมื่อมนุษย์มีอายุขัยลดลงมา แล้วเจริญขึ้น แล้วลดลงมาเหลือ ๙oooo ปี เป็นอายุขัยตามนัยดั่งกล่าวมาแล้ว ครั้งนั้น พระศาสดาทรงพระนามว่า สุชาต บำเพ็ญบารมีมาแล้ว เกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางปภาวดี อัครมเหสีของพระเจ้าอุคคต ในนครสุมงคลครองฆราวาสอยู่ ๙ooo ปี ทรงม้าต้นเสด็จออกมาหาภิเนษกรมณ์ กระทำความเพียรอยู่ ๙ เดือน ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธที่โคนต้นไผ่ใหญ่( ต้นไผ่ใหญ่ภาษาบาลีว่า มหาเวฬุ แปลตามศัพท์ว่าไผ่ใหญ่ ผู้แปลเคยเห็นไผ่ชนิดหนึ่งทางภาคเหนือเรียกกันว่าหก วัดศูนย์กลางประมาณ ๖ นิ้วฟุต เป็นไม้ชนิดเดียวกับที่จีนสับทำเสื่อไม้ไผ่ ไม่ใช่ไผ่ตง ไม่เคยเห็นทางภาคกลางหรือทางภาคใต้ ไม่ทราบเรียกชื่ออะไร จึงแปลไปตามรูปศัพท์) ดำรงพระชนม์อยู่
๙oooo ปี ปรินิพานที่สวนสีลาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นพระราชาจักรพรรดิ ได้ถวายราชสมบัติทั้ง ๔ ทวีป กับทั้ง รัตนะ ๗ อย่างแก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเป็นประมุข แล้วทรงบรรพชา
พระพุทธสุชาตตรัสพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า บรรพชิตจักรพรรดิรูปนี้ จักตรัสเป็นพระพุทธ ในอนาคตอีก ๓oooo กัป พระพุทธสุชาต เป็นผู้พยากรณ์องค์ที่ ๑๒
ในกาลถัดมาอีก จากมัณฑกัปนี้มาย่างเข้าเบื้อต้น ๑๘oo กัป มีกัปหนึ่งชื่อวรกัป ในวรกัปเดียวนี้เอง มีพระพุทธ ๓ พระองค์ คือ พระพุทธบียทัสสี ๑ พระพุทธอัตถทัสสี ๑ พระพุทธธัมมททัสสี๑ พระพุทธทั้ง๓องค์นั้น พระผู้มีพระภาคบียทัสสี บำเพ็ญบารมีมาแล้วเกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางจันทวี อัครมเหสีของพระเจ้าสุทัต ในนครสุธัญญะ ครองฆราวาสอยู่ ๙ooo ปี ทรงรถพระที่นั่งเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ กระทำทำความเพียรอยู่ ๖ เดือน ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธที่โคนต้นกักกุข(ต้นกุ่ม) ดำรงพระชนม์อยู่ ๙oooo ปี ปรินิพพานในสวนอสัฏฐาราม ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นพราหมณ์ชื่อกัสสป ได้สร้างสังฆาราม(วัดพระสงฆ์) สิ้นเงิน ๑ooooo โกฏิ มอบถวายแก่พระพุทธ พระพุทธตรัสพยากรณ์พราหมณ์กัปนั้นว่าพราหมณ์ผู้นี้จักเป็นพระพุทธ ในอนาคตอีก ๑๘oo กัป
คำว่า ในอนาคตอีก ๑๘oo กัปนั้น อรรถกถาพุทธวงศ์ อธิบายว่า จากกัปนี้ไปอีก ๑๘oo กัป แต่ในอรรถกถามหาวัคคทีฆนิกาย อธิบายว่า ตั้งแต่นี้ไปไม่ตำกว่า ๑๘ooo กัป ฏีกาอธิบายว่า ที่ว่าตั้งแต่นี้ไปไม่ต่ำกว่า ๑๘ooo กัป นั้น หมายความว่า อยู่ในระหว่างกัปของพระผู้มีพระภาคสุชาตและพระผู้มีพระภาคบียทัสสี ขาดไปจำนวนหนึ่ง คือ ๑๒ooo กัป เป็นพุทธสุญญกัป คือ เป็นกัปว่างพระพุทธ แต่ในอรรถกถาจริยาบีฏกกล่าวว่า ที่ว่า ๑๘ooo กัปนั้นถูกแล้ว เพราะระหว่างกัปของพระทศพลสุชาตกับพระทศพลบียทัสสีซึ่งเป็นสุญญกัปนั้น เป็นเวลานานถึง ๑๙๘๘๒ กัป พระพุทธบียทัสสี เป็นผู้พระยากรณ์องค์ที่ ๑๓
เมื่อพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นปรินิพพานแล้ว คราวที่มนุษย์มีอายุลดลง แล้วเจริญขึ้น แล้วลดลงอีกตามลำดับ เหลือเพียง ๑ooooo ปี เป็นอายุขัย ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคอัตถทัสสี บำเพ็ญบารมีมาแล้ว เกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางสุทัสสนาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้าสาคร ในนครโสภณ ครองราชย์สมบัติอยู่ ๑oooo ปี ทรงม้าต้นเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ กระทำความเพียรอยู่ ๘ เดือน ตรัสรู้เป็นพระพุทธที่โคนต้นจัมปก(ต้นจำปาป่า)ดำรงพระชนม์อยู่ ๑ooooo ปี ปรินิพพานในสวนอโนมาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ชื่อ สุสิม เป็นนักพรตนิกายหนึ่งเรียกว่า ชฎิล ได้นำดอกไม้ทิพย์มาจากสวรรค์ คือ ดอกมณฑารพ ดอกปทุม ดอกปาริจฉัตตกะ บูชาพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์สุสิมชฏิลนั้นว่า ชิฏิลผู้นี้ จักได้เป็นพระพุทธ ในภายหน้าอีก ๑๘oo กัป พระพุทธอัตถทัสสีเป็นผู้พยากรณ์องค์ที่ ๑๔
เมื่อวรกัปนั้นสิ้นลงไปแล้ว จากนั้นมาย่างเข้าเบื้องต้น ๙๔ กัป ยังมีกัปหนึ่งชื่อ สารกัป ในสารกัปนี้มีพระศาสดาทรงพระนาม สิทธัตถ องค์เดียวเท่านั้น เสด็จอุบัติในโลก พระพุทธสิทธัตถอุเทน ในนครเวภาระ ครองฆราวาสอยู่ ๑oooo ปี ทรงประทับวอทองเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์กระทำความเพียรอยู่ ๑o เดือน ตรัสรู้ที่โคนต้นกรรณิการ์ ดำรงพระชนม์อยู่ ๑ooooo ปี ปรินิพพานในสวนอโนมาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นดาบสชื่อ มงคล ได้นำผลหว้ามาถวายพระพุทธ พระองค์ทรงตรัสพยากรณ์ดาบสนั้นว่า ในกัปต่อจากนี้ไปอีก ๙๔ กัป ดาบสตนนี้ จักเป็นพระพุทธ พระพุทธสิทธัตถ เป็นผู้พยากรณ์องค์ที่ ๑๖
ในกาลต่อมาอีก มีกัปหนึ่งเป็นพุทธสุญญกัป คือ กัปว่างพระพุทธ ต่อจากพุทธสุญญกัปนั้นมา ย่างเข้าเบื้องต้น ๙๒ กัป มีกัปหนึ่งชื่อ มัณฑกัป เฉพาะในมัณฑกัปนี้ มีพระพุทธเสด็จอุบัติ ๒ พระองค์ คือ พระพุทธดิสสะ ๑ พระพุทธปุสสะ ๑ พระพุทธ ๒ พระองค์นั้น พระศาสดาทรงพระนามติสสะ บำเพ็ญบารมีมาแล้ว เกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางปทุมา อัครมเหสีของพระเจ้าชนสันต ในนครเขมะ ครองฆราวาสอยู่ ๗ooo ปี ทรงม้าต้นเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ กระทำความเพียรอยู่ ๘ เดือน ตรัสรู้เป็นพระพุทธที่โคนต้นอสนะ(ต้นประดู่ลาย) ดำรงพระชนม์อยู่ ๑ooooo ปี ปรินิพพานในสวนนันทาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นกษัตริย์ทรงพระนามสุชาต สละราชสมบัติบรรพชาเป็นฤษี ได้นำดอกไม้ทิพย์มาบูชาพระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสพยากรณ์ฤษีนั้นว่า ฤษีตนนี้ จักเป็นพระพุทธ ในกัปต่อจากนี้ไปอีก ๙๒ กัป พระพุทธติสสะ เป็นผู้พยากรณ์องค์ที่ ๑๗
ต่อจากนั้นมา คราวที่มนุษย์มีอายุลดน้อยลงไป แล้วเจริญขึ้น แล้วลดน้อยลงตามลำดับเหลือ ๙oooo ออกมหาภิเนษกรมณ์ กระทำความเพียรอยู่ ๖ เดือน ตรัสรู้สัพพัญญุตญาณที่โคนต้นมะข้ามป้อม ดำรงพระชนม์อยู่ ๙oooo ปี ปรินิพพานที่สวนเสนาราม
ต่อจากนั้นมา คราวที่มนุษย์มีอายุลดน้อยลงไป แล้วเจริญขึ้น แล้วลดน้อยลงตามลำดับจนเหลือ ๙oooo ปี เป็นอายุขัย ครั้งนั้น พระศาสดาทรงพระนามปุสสะ บำเพ็ญบารมีมาแล้ว เกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางสิริมา อัครมเหสีของพระเจ้าชนแสน ในนครกาสิกะ ครองฆราวาสอยู่ ๙ooo ปี ทรงช้างต้นเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ กระทำความเพียรอยู่ ๖ เดือน ตรัสรู้สัพพัญญุตญาณที่โคนต้นมะขามป้อม ดำรงพระชนม์อยู่ ๙oooo ปี ปรินิพพานที่สวนเสนาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นกษัตริย์ทรงพระนามวิชิตาวี สละราชสมบัติแล้วบรรพชาพระผู้มีพระภาคปุสสะตรัสพระยากรณ์บรรพชชิตวิซิตาวีนั้นว่า บรรพชิตผู้นี้ จักเป็นพระพุทธในกัปต่อจากนี้ไปอีก ๙๒ กัป พระพุทธปุสสะ เป็น ผู้พยากรณ์องค์ที่ ๑๘
และเมื่อมัณฑกัปนั้นล่วงไปแล้ว จากนี้มาย่างเข้าเบื้องต้น ๙๑ กัป มีกัปหนึ่งชื่อสารกัป พระศาสดาทรงพระนามวิปัสสี บำเพ็ญบารมีมาแล้ว ทรงเกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางพันธุมดีอัครมเหสีของพระเจ้าพันธุมันตะ ในนครพันธุมดี ครองฆราวาสอยู่ ๘ooo ปี ทรงราชรถเทียมม้าเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงกระทำความเพียรอยู่ ๘ เดือน ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธที่โคนต้นปาตลี(ต้นแคฝอย) ดำรงพระชนม์อยู่ ๘oooo ปี ปรินิพพานในสวนสุมิตตาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นพญานาคมีนามว่า อตุละ ได้บูชาพะรผู้มีพระภาคด้วย ดนตรีทิพย์ พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์พญานาคนั้นว่า พญานาคตนนี้ จักเป็นพระพุทธในกัปต่อจากนี้ไปอีก ๙๑ กัป พระพุทธวิปัสสีเป็นผู้พยากรณ์ องค์ที่ ๑๙
ต่อจากสารกัปนั้นมาย่างเข้าเบื้องต้น ๓๑ กัป มีกัปหนึ่งชื่อ มัณฑกัป เฉาพะมัณฑกัปนี้มีพระพุทธเสด็จอุบัติ ๒ พระองค์ คือ พระพุทธสิขี ๑ พระพุทธเวสสภู๑ พระพุทธ ๒ พระองค์นั้นพระผู้มีพระภาคสิขี บำเพ็ญบารมีมาแล้ว ทรงเกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางปภาวดี อัครมเหสีของพระเจ้าอรุณวันต ในนครอรุณวดี ครองฆราวาสอยู่ ๗ooo ปี ทรงช้างต้นเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงกระทำความเพียรอยู่ ๘ เดือน ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธที่โคนต้นปุณฑริก(ต้นมะม่วงป่า) ดำรงพระชนม์อยู่ ๗oooo ปี ปรินิพพานที่สวนทุสสาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่าอรินทมะ ได้ถวายผ้าอย่างดีเป็นอันมากและพาหนะช้างทรงเครื่องแก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเป็นประมุข พระองค์ตรัสพยากรณ์กษัตริย์อรินทมะนั้นว่า กษัตริย์อินทมะผู้นี้ จักเป็นพระพุทธ ในกัปต่อจากนี้อีก ๓๑ กัป พระพุทธสิขีเป็นผู้พยากรณ์องค์ที่ ๒o
ต่อจากกัปนั้นมา คราวที่มนุษย์เสื่อมจำนวนอายุลง แล้วเจริญขึ้น แล้วเสื่อมลงอีกโดยลำดับ จนถึงอายุมีจำนวน ๖oooo เป็นอายุขัย ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเวสสภู บำเพ็ญบารมีมาแล้ว ทรงเกิดเป็นพระราชโอรสของพระนางยสวดี อัครมเหสีของพระเจ้าปุปผวติกะในนครอโนมะ ครองฆราวาสอยู่ ๖ooo ปี ทรงประทับวอทองเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ทรงกระทำความเพียรอยู่ ๖ เดือน ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธที่โคนต้นมหาสาล(มหาสาล พระอาจารย์ก่อนๆ แปลว่า ต้นรังใหญ่ แต่ผู้แปล ได้พบไม้ที่เรียกว่า “สาล” เห็นแล้วทราบทันทีว่าไม่ใช่ไม้รัง ไม้ชนิดนี้ตรงกับที่ภาคเหนือทางเชียงใหม่ เชียงราย เรียกว่าไม้ส้าน ดูก็ตรงกับศัพท์ว่า “สาล” ไม้ส้านทางภาคเหนือ ๒ อย่าง คือ ส้านป่าและส้านหลวง ส้านหลวงคือต้นมะตาด น่าจะตรงกับคำว่ามหาศาลนั่นเอง)
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ ทรงพระนามว่าสุทัสสนะ ได้ถวายมหาทานแก่พระพุทธ พระองค์ตรัสพยากรณ์กษัตริย์สุทัสสนะนั้นว่า กษัตริย์องค์นี้ จักเป็นพระพุทธ ในกัปถัดจากนี้ไปอีก ๓๑ กัป พระพุทธเวสสภู เป็น ผู้พยากรณ์ องค์ที่ ๒๑
ต่อจากนี้ไป ไม่มีพระพุทธมาอุบติถึง ๒๙ กัป พอมาถึงภัทรกัป จึงพระพุทธเสด็จอุบัติขึ้นมาแล้ว ๔ พระองค์ คือ พระพุทธกุกกุสันธะ ๑ พระพุทธโกนาคมนะ ๑ พระพุทธกัสสป ๑ และพระพุทธองค์ปัจจุบัน ๑ ซึ่งเป็นพระพุทธของเราทั้งหลาย ในอนาคต เมื่อคราวที่มนุษย์มีอายุ ๘oooo ปี เป็นอายุขัย จะมีพระผู้มีพระภาค พระนามเมตไตรย เสด็จอุบัติ ขึ้นมา(ในภัทรกัปนี้)
พระพุทธ ๔ พระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคกุกกุสันขะ บำเพ็ญบารมีมาแล้ว เกิดเป็นบุตรพราหมณ์ปุโรหิตชื่อ อัคคิทัต เป็นผู้สั่งสอนอรรถธรรมของพระเจ้าเขมกะ กษัตริย์นครเขมวดี มารดาเป็นพราหมณี ชื่อ วิสาขา ครองฆราวาสอยู่ ๔ooo ปี นั่งรถเทียมม้าออกมหาภิเนษกรมณ์ กระทำความเพียรอยู่ ๘ เดือน ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธที่โคนต้นสิริส(ต้นซึก) ดำรงพระชนม์อยู่ ๔oooo ปี ปรินิพพานในสวนเขมาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นพษัตริย์ทรงพระนามว่า เขมะ ได้ถวายทานแก่พระพุทธมิใช่น้อย พระองค์ตรัสพยากรณ์กษัตริย์เขมะนั้นว่า กษัตริย์เขมะองค์นี้ จักเป็นพระพุทธในภัทรกัปนี้ พระพุทธกุกุกุสันธะเป็น ผู้พยากรณ์องค์ที่ ๒๒
ต่อจากนี้ คราวที่มนุษย์จำนวนอายุ ๓oooo ปีเป็นอายุขัย โดยลดลงและเพิ่มขึ้นตามนัยดังกล่าวแล้ว ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคโกนาคมนะ บำเพ็ญบารมีมาแล้ว เกิดเป็นบุตรของนางพราหมณีชื่ออุตตรา ภรรยาของพราหมณ์ยัญญทัต ในนครโสภวดี ครองฆราวาสอยู่ ๓ooo ปี ขี่ช้างออกมหาภิเนษกรมณ์ กระทำความเพียรอยู่ ๖ เดือน ตรัสรู้ที่โคนต้นมะเดื่อดำรงพระชนม์อยู่ ๓oooo ปี ปรินิพพานในสวนปัพพตาราม
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นพษัตริย์ทรงพระนามว่าปัพพตะ ได้ถวายมหาทานผ้าแพรและผ้าสักหลาดเป็นต้น แก่พระภิกษุสงฆ์มี่พระพุทธเป็นประมุข พระองค์ตรัสพยากรณ์กษัตริย์ปัพพตะนั้น โดยนัยดังกล่าวแล้ว พระพุทธโกนาคมะ เป็น ผู้พยากรณ์องค์ที่ ๒๓
ต่อจากนี้ คราวที่มนุษย์มีอายุลดลง แล้วเจริญขึ้น แล้วลดลงเพียง ๒oooo ปี เป็นอายุขัย ตามนัยดังกล่าวแล้วนั้น ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคกัสสป บำเพ็ญบารมีมาแล้ว เกิดเป็นบุตรของนางพราหมณีชื่อธนวดี ภรรยาของพราหมณ์พรหมทัต ในนครพาราณสี ครองฆราวาสอยู่ ๒ooo ปี ดำเนินเท้าออกมหาภิเนษกรมณ์ กระทำความเพียรอยู่ ๗ วัน ตรัสรู้ที่โคนต้นนิโครธ (ต้นไทรหรือต้นกร่าง) ดำรงพระชนม์อยู่ ๒oooo ปี ปรินิพพานในเสตัยพอุทยานในนครเสตัพย แคว้นกาสี
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นมานพชื่อ โชติบาล ออกบวชแล้วทำรความดีงามให้แก่ศาสนาพุทธ พระองค์ตรัสพยากรณ์บรรพชิตโชติบาลนั้นตามนัยดังกล่าวคือ จักเป็นพระพุทธ ในภัททกัปนี้ พระพุทธกัสสป เป็น ผู้พยากรณ์องค์ที่ ๒๔
เมื่อพระผู้มีพระภาคกัสสปปรินิพพานแล้ว อายุคน ๒oooo ปีนั้นลดลงมาจนถึงอายุ ๑o ปีเป็นอายุขัย แล้วเจริญขึ้นไปอีกถึงอายุอสงไขยปีเป็นอายุขัย แล้วลดลงมาถึงอายุ ๑oo ปี เป็นอายุขัย ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคของเราเสด็จอุบัติขึ้นมาในโลก
พระโพธิสัตว์ของเรา ได้รับคำพยากรณ์ ในสำนักพระพุทธทั้งหลาย ๒๔ พระองค์ ตั้งแต่พระพุทธทีปังกร เพราะพระองค์ได้ธรรมสโมธาน ๘ อย่าง ดังต่อไปนี้ คือ
มนุสฺสตฺตํ ลิงฺคสมฺปตฺติ เหตุ สตุถารทสฺสนํ
ปพฺพชฺชา คุณสมฺปตฺติ อธิกาโร จ ฉนฺทตา
อฏฺฐธมฺมสโมธานา อภินิหาโร สมิชฺฌติฯ
ธรรมสโมธาน (การประจวบเหมาะ) ๘ อย่าง คือ เป็นมนุษย์ ๑ มีเพศชาย ๑ เหตุคือจิตที่อาจบรรลุพระอรหันต์ได้ในชาตินั้น ๑ ได้พบเห็นพระพุทธ ๑ ได้บรรพชา ๑ มีคุณสมบัติ ๑ มีอธิการคือการสะสมบุญกุศลโดยปรารถนาจะเป็นพระพุทธ ๑ สมัครใจจะเป็นพระพุทธ ๑ เมื่อพร้อมด้วยธรรมสโมธาน ๘ อย่างนี้แล้ว การแสดงตนว่าเป็นพระพุทธ ย่อมสำเร็จฯ
พระโพธิสัตว์ เมื่อได้รับคำพยากรณ์ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยกฤษฎาภินิหารแล้ว พึ่งทราบเถิดว่า ท่านได้ผ่านมาแล้ว ๔ อสงไขยแสนกัป ได้รับอานิสงส์ตามบาลีกล่าวไว้ดังนี้
เอวํ อฏฺฐงฺคสมฺปนฺนา โพธิยา นิยตา นรา
สํสรํ ทีฆมทฺธานํ กปฺปโกฏิสเตหิปี
อวิจิมฺหิ นุปฺปชฺชนฺติ ตถา โลกนฺตเรสุ จ
นิชฺฌามตณฺหา ขุปฺปิปาสา น โหนฺติ กาลกญฺชิกา
น โหนฺติ ขุทฺทกา ปาณา อุปฺปชฺชนฺตาปิ ทุคฺคติ
ชายมานา มนิสฺเสสุ ชจฺจนฺธา น ภวนฺติ เต
โสตเวกลุลตา นตฺถิ น ภวนฺติ มูคผกฺขิกา
อิตฺถีภาวํ น คจฺฉนฺติ อุภโตพฺยญฺชนปณฺฑกา
น ภวนฺติ ปริยาปนฺนา โพธิยา นิยตา นรา
มุตฺตา อนนฺตริเกหิ สพฺพตถ สุทฺธโคจรา
มิจฺฉาทิฏฐึ น เสวนฺติ กมฺมกิริยทสฺสนา
วสมานาปิ สคฺเคสุ อสญฺญํ นุปปชฺชเร
สุทฺธาวาเสสุ เทวสุ เหตุ นาม น วิชฺชติ
นิกมฺมนินฺนา สปฺปุริสา วิสํยุตฺตา ภวาภเว
จรนฺติ โลกตฺถจริยา ปูเรนฺตา สพฺพปารมีฯ
นรชนผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ สมบูรณ์ด้วยองค์ ๘ ดังนี้แล้ว ถึงจะเวียนเกิดเวียนตายในวัฏฏสงสารช้านาน ตั้ง ๑oo โกฏิกัป ก็มิได้บังเกิดในนรกอเวจีและในโลกันตร์ ไม่เป็นเปรตถูกตัณหาเผา ไม่เป็นเปรตหิวกระหาย ไม่เป็นเปรตหน้าดำ ไม่เป็นสัตว์เล็กจิ๋ว ไม่เกิดในทุคคติ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ก็ไม่เป็นคนตาบอดแต่กำเนิด ไม่เป็นคนหูหนวก ไม่เป็นใบ้ ไม่เป็นง่อยเปลี้ย ไม่เป็นผู้หญิง ไม่เป็นคนสองเพศ และไม่เป็นกระเทย นรชนที่นับเนื่องแน่นอนที่จะตรัสรู้ ย่อมพ้นจากอนันตริยกรรม มีความประพฤติบริสุทธิ์ ไม่เสพมิจฉาทิฏฐิคือความเห็นผิด มีทัสสนะในหลักกรรมและหลักกิริยา ถึงไปเกิดในสวรรค์ก็ไม่เกิดในอสัญญีภพ และไม่มีเหตุที่จะให้บังเกิดในสวรรค์ชั้นสัทธาวาสเป็นสัตบุรุษน้อมจิตไปในทางสิ้นกรรม(นิพพาน)ไม่ติดอยู่ในภพน้อย ภพใหญ่ ประพฤติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์โลก บำเพ็ญบารมีครบทุกอย่างฯ
กาลที่ได้รับคำพยากรณ์ในทูรนิทาน(เรื่องไกล)
