ตอบคุณเรือนขวัญเรื่องความเป็นไปได้ในการจัดการปัญหาความไร้รัฐเพราะไร้รากเหง้าของมารดา
โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร
เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๗
--------------
ข้อเท็จจริง
--------------
คุณเรือนขวัญได้อีเมลล์เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๗ ผ่าน [email protected] มาถึง อ.แหวว โดยใช้หัวข้อว่า “คุณแม่ไม่มีบัตรประชาชนค่ะ” และอีเมลล์มีใจความว่า “สวัสดีค่ะ คือหนูมีเรื่องรบกวนให้อาจารย์ช่วยค่ะ คือแม่ไม่มีบัตรประชาชนเลยค่ะ พ่อเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนแม่อยู่กับยาย และแม่ได้มาเจอกับคุณพ่อ ก็ได้หนีออกมากับคุณพ่อ แล้วพอกลับไปหายาย ยายก็เสียไปแล้ว แม่ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนเลยค่ะ ไม่มีเอกสารใดๆ ติดตัวมาด้วย ปัจจุบันคุณแม่อายุประมาณ ๕๒ มีลูกสามคน ลูกทุกคนมีใบเกิด ในใบเกิดแจ้งชื่อบิดามารดาไว้ด้วยค่ะ กรณีแบบนี้ทำอย่างไรใดบ้างค่ะ หนูอยากให้แม่มีบัตรอย่างถูกต้อง เพื่อเวลาเจ็บป่วยจะได้มีสิทธิรักษาอะไรได้บ้าง ขอบพระคุณมากค่ะ” ในวันเดียวกัน อ.แหววจึงอีเมลล์ถามกลับไปว่า “แม่เกิดที่ไหนคะ มีพี่น้องกี่คนคะ”
ในวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๗ คุณเรือนขวัญตอบกลับมาว่า “แม่เกิดที่เมืองไทยค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าเกิดจังหวัดไหน แม่ไม่มีญาติพี่น้องเลยค่ะ เป็นเหมือนเด็กกำพร้าค่ะ ขอบคุณมากค่ะ” ในวันเดียวกัน อ.แหววจึงจึงสนับสนุนกลับไปอีกครั้งให้คุณเรือนขวัญเริ่มต้นสรุปความเป็นมาของคุณแม่ของเธอว่า “กรุณาไปสัมภาษณ์แม่นะคะ แล้วเล่ามานะคะ การแก้ไขปัญหาแบบนี้ ก็ต้องเริ่มจากเจ้าของปัญหานะคะ รอช่วยคิดนะคะ สรุปเรื่องเล่ามานะคะ อ.แหววค่ะ”
ในวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๗ คุณเรือนขวัญตอบกลับมาว่า “ไปถามคุณแม่มาแล้วค่ะ คุณแม่ได้เล่าให้ฟังว่า สมัยเด็กตั้งแต่ที่คุณแม่จำความได้ ก็คืออยู่กับยายมาตลอด ไม่มีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องที่ไหน ส่วนยายที่เลี้ยงดูมาแต่เล็กนั้น ก็ไม่เคยได้เล่าอะไรให้ฟัง บ้านที่อาศัยอยู่ ก็เป็นชุมชนแออัดแถวคลองเตย แม่เล่าว่า พอแม่อายุได้ ๑๔ ปี ก็มาเจอกับพ่อ และได้พากันหนีมาอยู่ด้วยกัน จนกระทั่งท้อง จึงจะกลับไปหายายที่บ้าน แต่พอมาถึงบริเวณแถวที่อยู่นั้นโดนไฟไหม้ไปหมดแล้ว ได้ถามกับคนแถวนั้น ก็ไม่มีใครเห็นยาย ไม่มีใครรู้ว่ายายเป็นยังไงคะ ตั้งแต่นั้นมา ก็ไปทำมาหากิน และไปอยู่ที่อื่น แล้วไม่ได้กลับไปที่เก่าอีกเลยคะ และตอนแม่ออกมาอยู่กับพ่อ ก็ไม่มีเอกสารใดติดตัวมาเลยคะ ขอบคุณมากคะ” ในวันเดียวกัน อ.แหววก็ช่วยคิดประเด็นการสรุปความเป็นมาของคุณแม่ของคุณเรือนขวัญต่อไปอีกว่า “ไปชวนคุยอีกนิดค่ะ ในช่วงก่อนออกจากคลองเตย เรียนที่ไหน มีเพื่อนในบริเวณบ้านไหม คุณยายที่เลี้ยงชื่ออะไร พยายามจำเหตุการณ์หรือคนในช่วง ๑๔ ปีให้ได้นะคะ เล่ามาอีกทีค่ะ อ.แหววค่ะ”
--------------
ความเป็นไปได้ในการจัดการปัญหา
--------------
เพื่อที่ใครคนหนึ่งจะมี “บัตรประชาชนตามกฎหมายไทย” บุคคลดังกล่าวจะต้องมีสถานะบุคคลตามกฎหมายมหาชนเป็น “คนสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย” ทั้งนี้ เพราะ มาตรา ๕ วรรคแรก แห่ง พ.ร.บ.บัตรประชาชน พ.ศ.๒๕๒๖ บัญญัติว่า “ผู้มีสัญชาติไทยซึ่งมีอายุตั้งแต่เจ็ดปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ และมีชื่อในทะเบียนบ้านต้องมีบัตรตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้” ดังนั้น ผู้ทรงสิทธิที่จะขอทำบัตรประชาชนจึงต้องแสดงว่า มีชื่อในทะเบียนบ้านตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในสถานะคนสัญชาติไทย ซึ่งกฎหมายไทยดังกล่าวที่มีผลในปัจจุบัน ก็คือ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ และทะเบียบบ้านดังกล่าวคือ ทะเบียนบ้านคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ตามมาตรา ๓๖[1] แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ และข้อ ๔๔[2] แห่ง ระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๕
ในการช่วยให้คุณเรือนขวัญแสวงหาความเป็นไปได้ที่จะทำ “บัตรประชาชน” ให้แก่คุณแม่ ก็คือ การช่วยให้คุณเรือนขวัญรวบรวมข้อเท็จจริงให้ได้ว่า คุณแม่เกิดที่ไหน ? เมื่อไหร่ ? บุพการีเป็นใคร ? ทั้งนี้ เพื่อที่จะทราบถึงสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติของคุณแม่ และหากคุณแม่ไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศไทยโดยการเกิด คุณแม่ก็คงไม่อาจอ้างสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิด อันอาจนำไปสู่สิทธิในการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐไทยในสถานะคนสัญชาติไทย และนำไปสู่สิทธิในการทำบัตรประชาชนตามกฎหมายไทย
แม้คุณแม่ของคุณเรือนขวัญจะไม่อาจพิสูจน์ถึงสถานะคนสัญชาติไทยโดยการเกิด เธอผู้นี้ก็อาจจะมีสิทธิในสัญชาติไทยภายหลังการเกิด อันได้แก่ (๑) สิทธิในสัญชาติไทยโดยการสมรส และ (๒) สิทธิในสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ หากคุณแม่ท่านนี้ได้รับสถานะคนสัญชาติไทยอย่างใดอย่างหนึ่ง เธอก็จะมีบัตรประชาชนเช่นกัน
แต่หากคุณเรือนขวัญจะอยากให้คุณแม่มีสิทธิในบริการสาธารณสุขดังที่เธอกล่าวว่า “หนูอยากให้แม่มีบัตรอย่างถูกต้อง เพื่อเวลาเจ็บป่วยจะได้มีสิทธิรักษาอะไรได้บ้าง” ความเป็นไปได้นี้ก็อาจจะเป็นไปได้ แม้จะไม่มีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย เราอาจจะต้องตั้งโจทย์ความคิดใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม สิทธิในบริการสาธารณสุขที่ดีที่สุดก็ยังเป็นของคนสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยอยู่ดี
ในวันหนึ่งที่เรามีความชัดเจนในความเป็นมาของคุณแม่ของคุณเรือนขวัญเพื่อกำหนดสิทธิในการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยให้แก่คุณแม่ท่านนี้แล้ว เราก็คงเชิญคุณเรือนขวัญและครอบครัวมาสรุปความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาสิทธิดังกล่าวให้แก่คุณแม่ของคุณเรือนขวัญ
ไม่ใช่กรณีแรกที่ อ.แหววได้รับทราบ แต่ก็อยากจะบันทึกเรื่องราวแบบนี้ให้เป็นข้อมูลของสังคมไทย เราคงตระหนักแล้วว่า มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีกฎหมายในระดับรัฐสภาว่าด้วยการจัดการคนไร้รากเหง้าในสังคมไทย เพื่อที่คนที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติจะเห็นถึงความจำเป็นที่จะมีกฎหมายเรื่องนี้ เหล่าคนไร้รากเหง้าทั้งหลายคงจะต้องแสดงตนให้สังคมไทยได้เห็นและรับรู้ถึงความเป็นไทยโดยข้อเท็จจริงของพวกท่านทั้งหลาย การต่อสู้เพื่อจัดการปัญหานี้ต้องมาจากตัวเจ้าของปัญหาเอง การซื้อบัตรประชาชนอย่างทุจริตหรือการสวมตัวบุคคลของคนสัญชาติไทยอื่นมิใช่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน กลับเป็นการสร้างปัญหาเรื่องต่อไป
เรามาเอาใจช่วยคุณเรือนขวัญที่จะสืบค้นรากเหง้าของคุณแม่ของเธอ และเริ่มต้นจัดการปัญหาการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายมหาชนให้แก่คุณแม่ในวาระต่อไป
[1] ซึ่งบัญญัติว่า “ให้นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นจัดทำทะเบียนบ้านไว้ทุกบ้าน สำหรับผู้มีสัญชาติไทยและคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยแต่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร”
[2] ซึ่งบัญญัติว่า “ทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ใช้ลงรายการของคนที่มีสัญชาติไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวเท่านั้น”
อ่านแลัวประทับใจอ.แหววมากๆเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับความรู้ ความคิดที่ได้จากบันทึกนี้ ขอบคุณแทนคุณเรือนขวัญที่อาจารย์มีเมตตาช่วยเหลือต่อเนื่องอย่างเอาใจใส่ เชื่อว่าคงมีคนตกอยู่ในสภาวะนี้อีกมาก ข้อคิดที่อาจารย์เขียนไว้ตอนท้ายๆดีมากจริงๆค่ะ เราจะทำอย่างไรให้คนไทยเราแก้ปัญหาอย่างกล้าหาญ ไม่สร้างปัญหาใหม่เพราะความคิดน้อยแก้แต่ปัญหาเฉพาะหน้า ถ้าเรามีคนมีความรู้ที่ยินดีช่วยเหลืออย่างจริงจัง ไม่หาประโยชน์จากคนด้อยโอกาส อย่างที่อ.แหววทำเป็นต้นแบบ และหวังว่าลูกศิษย์ของอาจารย์คงจะได้ดำเนินรอยตาม เชื่อว่าปัญหาแบบนี้น่าจะได้รับการแก้ไขแบบยั่งยืนเป็นระบบเสียทีนะคะ ขอบคุณด้วยความชื่นชมและเอาใจช่วยอาจารย์นะคะ