หลายปีมานี้ ในประเทศไทย มีการเปิดหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ค่อนข้างหนาแน่นทุกๆมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและเอกชน ส่วนหนึ่งเพื่อให้คนไทยมีระดับการศึกษาที่สูงขึ้น สำหรับหลักสูตรระดับปริญญาโทนั้น จะมีอยู่สองลักษณะใหญ่คือ แบบทำวิทยานิพนธ์และแบบไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์ (ซึ่งอาจจะทดแทนวิทยานิพนธ์ด้วยการเรียนในชั้นเรียนและทำสารนิพนธ์) ส่วนระดับปริญญาเอก เท่าที่พบจะต้องทำวิทยานิพนธ์แน่นอน อย่างไรก็ตาม ผมเริ่มมีข้อสังเกตว่า ระดับปริญญาเอกนั้นค่อยๆแปลงสภาพเป็นไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์ และคิดว่า แนวคิดแบบนี้จะได้รับการตอบรับในไม่ช้านี้

สำหรับหลักสูตรที่ต้องทำวิทยานิพนธ์ ผู้เข้าเรียนก็ต้องทำวิทยานิพนธ์ตามเกณฑ์ของหลักสูตร แต่ถ้าผู้เรียนไม่สามารถทำวิทยานิพนธ์ได้ ก็ต้องจัดการปัญหาด้วยวิธีการอื่น วิธีการที่กำลังได้รับการปฏิเสธในขณะนี้คือ "การจ้างทำวิทยานิพนธ์" ลักษณะแบบนี้จะถูกเหยียดหยามมากกว่าวิทยานิพนธ์ที่ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนและมิตรในลักษณะอื่น 

ในเมื่อผู้เข้าเรียนบางคน ต้องการเพียงระดับการศึกษาที่สูงขึ้น แต่ไม่ได้ต้องการความรู้หรือใฝ่ใจต่อการเรียนรู้ที่เป็นรายละเอียดของหลักสูตร ผู้เรียนแบบนั้นก็มักจะมีพฤติกรรมคือ "จ้างทำวิทยานิพนธ์" เพราะเมื่อวิทยานิพนธ์ที่จ้างไปแล้วนั้นเสร็จเรียบร้อย ที่เหลือก็คือการนำเสนอ/สอบวิทยานิพนธ์ ก็ไม่น่าจะยากเย็นอะไรกับการอ่านๆแล้วออกเสนองาน เหมือนกับการรายงานในชั้นเรียน อย่างไรก็ตาม เกราะในการคัดกรองผู้เข้าเรียนแบบนี้ก็อยู่ที่กรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ในการที่จะต้อนผู้สอบเพื่อคั้นออกมาให้ได้ว่า ผู้เรียนทำวิทยานิพนธ์เองหรือจ้างทำวิทยานิพนธ์

ปัญหาที่น่าพิจารณาคือ วิทยานิพนธ์ที่สำเร็จด้วยการจ้างทำ เป็นวิทยานิพนธ์ของผู้ว่าจ้างหรือไม่? ก็ถ้าวิทยานิพนธ์คือผลผลิตชิ้นหนึ่งที่วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด คงไม่มีปัญหาที่เราจะซื้อมาเป็นเจ้าของและบอกว่าเป็นของเรา เพราะเราซื้อมาแล้ว แต่ปัญหาคือ วิทยานิพนธ์เป็นสิ่งที่ผู้เรียนต้องประมวล สร้างความรู้ขึ้นมาด้วยตนเองจากการศึกษามาระยะหนึ่ง ดังนั้น การซื้อวิทยานิพนธ์มาจึงอาจแย้งกับประเด็นที่ว่านี้ 

ยุคสมัยของธุรกิจการศึกษาและการให้ความสำคัญกับระดับการศึกษา ทำให้เราหมางเมินผู้มีการศึกษาจริงแต่ไม่ได้ไต่ระดับการศึกษา ส่วนผู้มีระดับการศึกษาที่อาจจะดูสูงสุด อาจไม่ใช่ผู้มีการศึกษาก็เป็นได้ คิดๆแล้วก็น่าเศร้า หากในชั้นเรียนหนึ่งๆ คนหนึ่งมุ่งมั่นที่จะทำวิทยานิพนธ์ด้วยตนเอง แต่อีกคนหนึ่งซื้อวิทยานิพนธ์มาเป็นของตนเอง ทั้งสองคนจบการศึกษาพร้อมกัน (เป็นการยกตัวอย่างไม่ใช่เรื่องจริง) ผนวกกับยุคสมัย "เรื่องของฉัน" จึงกลายเป็นเรื่องของฉันอย่างหน้าชื่นตาบาน แม้แต่การเปิดเปลือยกายในที่สาธารณะก็เป็นเรื่องของฉัน การที่ฉันจะไปมีเพศสัมพันธ์กับใครก็เป็นเรื่องของฉัน สุดท้ายสิ่งสำคัญจะกลายเป็นหาสาระสำคัญอะไรไม่ได้ เพราะไม่ได้มีสาระสำคัญอะไร

ผมทราบมาว่า บางมหาวิทยาลัยต้องการรีดให้ผู้เรียนจบการศึกษา ถึงขนาดเป็นมีหน่วยงานจ้างทำวิทยานิพนธ์แล้วบังคับให้อาจารย์ที่ปรึกษาลงลายมือชื่อโดยที่ที่ปรึกษาก็งงเป็นไก่ตาแตก ว่าสอบจบวิทยานิพนธ์มาเมื่อไร แต่นั่นแหละ กว่าตำรวจอวกาศจะตรวจจับได้ เหล่าผู้มีส่วนได้ก็ร่ำรวยโบยบินไปเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงของเน่าเสียให้คนรุ่นหลังต้องมานั่งแก้ไขไม่จบสิ้น ส่วนคนที่จบการศึกษาก็ลอยหน้าลอยตาท่ามกลางสังคมอย่างหน้าชื่นตาบาน

ใครคือผู้ทำลายระบบการศึกษา ถ้าไม่ใช่ผู้อยู่ในวงการศึกษาเอง ใครคือผู้ทำลายประเทศ ถ้าไม่ใช่ผู้อยู่ในประเทศนั้นเอง ใครคือผู้ทำลายคณะสงฆ์ไทย ถ้าไม่ใช่ผู้อยู่ในคณะสงฆ์เอง

จริยธรรมที่ได้จากการทำวิทยาพนธ์คือ "วิริยะบารมี" คือการฝึกฝันความพากเพียรพยายามอย่างติดต่อ การจ้างทำวิทยาพนธ์นั้นจะเกิดวิิริยะบารมีได้อย่างไรกัน?