ผู้เขียนได้รับผิดชอบสอนรายวิชาเพิ่มเติมวิชาหนึ่ง ซึ่งต้อง co กับครูผู้สอนอีกสองคน รวมเป็น 3 คนที่สอนวิชานี้
สิ่งที่ (ตัวผู้เขียนเอง) อยากจะทำความเข้าใจเพิ่มเติม คือ นิยมของคำว่า "รายวิชาเพิ่มเติม" เพราะในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ก็ระบุไว้เพียงแต่ชื่อ "รายวิชาพื้นฐาน รายวิชาเพิ่มเติม" โดย common sense ของตัวผู้เขียนเอง คิดว่า "มันน่าจะมีอะไรใหม่ ๆ สักอย่างที่สร้างสรรค์ขึ้นมา" โดยทั้งนี้ทั้งนั้น ก้ต้องให้ความสำคัญกับความถนัดและความสนใจ สติปัญญาและพัฒนาการทางสมองของผู้เรียนอีกด้วย ซึ่งก็เป็นอะไรที่ยากนะ กับการที่จะทำในสิ่งที่ "ถูกใจ" ทุกคน
ผู้เขียนเลยลองออกแบบการเรียนรู้ให้ผู้เรียได้ลองเลือกเรียนได้ตามความถนัดและความสนใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ระดับความยากก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
กระบวนการของมันก็คือว่า ให้นักเรียนลองศึกษา ค้นคว้าบทเรียนด้วยตัวเองหรือเป็นกลุ่มก็ได้ ประเด็นใดที่ไม่เข้าใจ หรือ idiom ที่ไม่คุ้นหูคุ้นตา ก็จะใช้ online resource เข้าช่วย โดยครูผู้สอนเป็นคนตรวจสอบอีกที อาจจะมีคำถามถามมาอีกว่า "แล้วในคาบเรียน ครูทำอะไร" คำตอบก็คือ "ให้นักเรียนสอบอ่านคำศัพท์ในบทเรียน โดยทำเป็น vocabulary list ให้สอบอ่านเก็บคะแนนไปเรื่อย ๆ ทุกคน จุดนี้ ผู้เขียนเห็นอกเห็นใจนักเรียนที่...นะ ไม่ค่อยชอบวิชาภาษาอังกฤษ ครั้นจะพาเล่นเกม ร้องเพลง ดูหนัง ฯลฯ เหมือนที่ใครหลาย ๆ คนแนะนำมา (ก็ขอบคุณนะครับ) แต่ด้วยความถนัดของผู้เขียนแล้ว เราไม่ถนัดทางนั้นครับ...Sorry ด้วยจริง ๆ
outcome ที่พูดได้เลยว่าเด่นชัดมาก (ผู้เขียนสังเกตเห็นเองใน class ถ้าชัดกว่านี้ก็คงจะต้องถ่ายรูปมายืนยัน) ก็คือ นักเรียนประมาณ 5 คน หา parts of speech และ ความหมายภาษาไทยโดยใช้ gadget ต่าง ๆ ที่นักเรียนพากันขนมาโรงเรียนด้วยเกินกว่าครึ่งห้อง!! (ผู้เขียนอนุญาตให้นักเรียนใช้ gadget พวกนี้ได้ โดยอิสระและรับผิดชอบในการกระทำของตัวนักเรียนเอง) นักเรียนก็มีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งของเหล่านี้ (ดูจากใบหน้าที่มีรอยยิ้มว่าครูให้เล่น cookie run ได้ แต่! ไม่มีงานส่ง สอบตก cookie run ก็ช่วยอะไรไม่ได้นะคะ 555+) นักเรียนสุมหัวกันถามความหมายกัน บ้างลอกกัน (แต่มันก็โอเค) บางคนถึงกับ worry ว่า "ครู...มันมีความหมายหลายอัน เอาอันไหน" ผู้เขียนเลยตอบว่า "เอามาหมดเลย เราจะได้รู้หลาย ๆ ความหมาย" นักเรียนก็โอเค
สิ่งหนึ่งที่ stun ผู้เขียนคือ "ครูคะ vi กับ vt คืออะไรคะ" 5555+ ขอหัวเราะก่อนก็แล้วกัน เพราะผู้เขียนห่างการจะมาพิจารณาว่า vi หรือ vt นี้นานพอสมควร กว่าจะระลึกชาติได้ก็ประมาณ 5 นาที แต่ก็ได้บอกนักเรียนไปแล้ว (ที่จริง ควรจะบอกนักเรียนให้ใช้ gadget หาเอาเองนะ) แต่นักเรียนอีกเกินครึ่งห้องทำอะไร คำตอบคือ "เล่น" ซึ่งผู้เขียนเองก็หวังว่า พวกเขาเหล่านั้นจะเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองในไม่ช้า...ครูคอยดูพัฒนาการหนูอยู่นะ :)
Stay tuned!
รัชพล มาลาศิลป์
24 พ.ค. 2557
เพิ่มเติมขึ้นมาจากการประชุมของทางโรงเรียนว่า ผอ. มีนโยบายที่จะ flip แล้วจริง ๆ โดยการเอา source ต่าง ๆ ที่ครูทำไปแขวนไว้บน internet ซึ่งมันโอเคนะ แต่ถ้าพูดถึงว่า นักเรียนเขาจะโอเคไหม??? เพราะถึงแม้ว่านักเรียนจะมี internet connection อยู่กันทุกคน แต่การเรียนการสอนในโรงเรียนยังเกิดขึ้นในห้องเรียนอยู่เป็นส่วนใหญ่ ต้องให้ครูเป็นผู้ถ่ายทอดอีกมาก อย่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผู้เขียนเอง เป็นต้นว่า เมื่อให้นักเรียนไปค้นคว้าเพิ่มเติมโดยการ "หาข้อมูลใน internet" กลับกลายเป็นว่าเป็นสิ่งที่ยุ่งยาก (แม้จะเป็นภาษาไทยก็ตาม) และนักเรียนสามารถที่จะประดิดประดอยคำพูดขึ้นมาโดยการรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่ครูพูดให้เป็นสิ่งที่ครูไม่พูดได้ ดังนั้นแล้ว การที่จะ flip ชั้นเรียนนั้น ควรจะดูความสนใจ ความถนัดของนักเรียนด้วย (และ source ที่นักเรียนมีด้วย) แต่สิ่งที่เห็นด้วยอย่างยิ่งแบบ couldn't agree more เลยก็คือ แนวคิดจากรอง ผอ. ฝ่ายวิชาการที่ใช้ research methodology มาจับกับการเรียนการสอน และมากไปกว่านั้น ถ้าครูสามารถบูรณาการกับวิชาอื่นได้ ก็ยิ่งจะดีขึ้นไป เหตุผลที่เห็นด้วยเพราะ ผู้เขียนเองกำลังจะ "บู" กับวิชาโครงงานอื่น ให้นักเรียนเรียบเรียงผลงานเป็นภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการนำเสนอผลงานตอนท้ายเทอม และจะเชิญผู้ปกครองของนักเรียนมาร่วมชม "ผลสัมฤทธิ์" ที่ไม่ใช่ "ผลการเรียน" อีกด้วย
รัชพล มาลาศิลป์
6 ก.ค. 2557
ได้ลองใช้
ClassStart.org
ไหมครับอาจารย์
เคยทดลองใช้ 1 course แต่ชอบตรวจงานเป็น paper มากกว่าครับ (คงไม่ว่ากันนะ)