จากบทความก่อนๆซึ่งมีใจความหลายประเภทเช่น ร่างกาย ทรัพสิน อนามัย ซึ่งทั่วโลกได้ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในร่างกายและชีวิต ซึ่งมรมาแต่กำเนิด

สิทธิในชีวิตและร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อความมีชีวิตของมนุษย์ทุกคน รัฐธรรมนูญ

มาตรา ๓๑ จึงได้บัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายดังต่อไปนี้

(๑) บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย จึงถือเป็นภารกิจของรัฐในการดำเนินมาตรการในการป้องกันและลงโทษการทำลายชีวิตตามกฎหมายอาญา และที่สำคัญที่จะต้องมีการป้องกันหรือลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สังหารบุคคลโดยพลการ รวมถึงการหายสาบสูญของบุคคลอีกด้วย

(๒) ห้ามการทรมาน การทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการที่โหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม เพราะการทรมานหรือทารุณกรรมเป็นการกระทำให้เกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสทั้งด้านร่างกายและจิตใจของบุคคล รวมทั้งการเฆี่ยนตีหรือมาตรการลงโทษที่เกินกว่าเหตุ เพราะบุคคลเหล่านั้นทำผิดกฎหมาย ทำผิดวินัย หรือต้องการสั่งสอนก็ตาม ทั้งนี้การกระทำดังกล่าวอาจจะเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลอื่นก็ตาม

(๓) นอกจากนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย จึงห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐทำการจับกุม คุมขัง ตรวจค้นบุคคลหรือกระทำการใด ๆ ต่อบุคคลโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย

นอกจากนี้การเกณฑ์แรงงานอาจถือได้ว่าเป็นการล่วงละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายอีกด้วย รัฐธรรมนูญมาตรา ๕๑ จึงได้บัญญัติห้ามไม่ให้มีการเกณฑ์แรงงาน เพราะการเกณฑ์แรงงานหมายถึงการบังคับบุคคลให้อยู่ในอำนาจของรัฐในการทำงาน แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถบังคับให้ทำงานได้ในกรณีที่กฎหมายให้อำนาจในกรณีที่ต้องกระทำในภาวะฉุกเฉินที่เกิดภัยพิบัติสาธารณะ เช่น นํ้าท่วม ไฟไหม้ เป็นต้น รวมทั้งในภาวะที่มีภัยคุกคามต่อประเทศชาติในระหว่างการรบหรือสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยจะได้เข้าร่วมรับรอง "ปฏิญญา สากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน" ของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ และ บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้กำหนดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนไว้อย่างชัดเจน แต่ในความเป็นจริง ในสังคมก็ยังคงมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ให้เห็นได้พบทั่วไป เช่น ในกรณีโรฮิงญา สงครามกลางเมืองต่างๆ